วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6345 ข่าวสดรายวัน
เปิดเส้นทางมรณะแรงงานต่างด้าว หนีจากบ้านเกิดตายหมู่เมืองไทยคอลัมน์ แฟ้มคดี
"แรงงานต่างด้าว" ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญในรูปแบบต่างๆ แม้กระทรวงแรงงานจะเสนอทางแก้ด้วยการให้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ให้นายจ้างมายื่นเรื่องขอใช้แรงงานอย่างถูกกฎหมายแต่ตามสถิติแล้วไม่ถึงครึ่งที่มาขอขึ้นทะเบียนเอาไว้ ที่เหลือยังเป็นแรงงานเถื่อน ต้องหลบๆซ่อนๆและเป็นการหลบซ่อนตั้งแต่เดินทางจากบ้านเกิดมาเมืองไทยซึ่งวิธีการมีหลากหลายรูปแบบเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จะเสี่ยงภัยอยู่บ้างแต่แรงงานเหล่านี้ก็พร้อมเพราะดีกว่าอดตายอยู่บ้านเกิดอีกเหตุผลสำคัญคือแก๊งขนแรงงานต้องการปริมาณคนมากที่สุดในการ ขนส่งแต่ละเที่ยว เรียกว่าเมื่อเสี่ยงแล้วก็ต้องเอาให้คุ้มด้วยเหตุนี้เองที่ผ่านมาจึงเกิดโศกนาฏกรรมหลายครั้งหลายครา เกี่ยวกับการเสียชีวิตของแรงงานต่าง ด้าวระหว่างหลบหนีเข้าเมืองไทยแต่ไม่เคยมีครั้งใดที่จะสะเทือนขวัญและเกิดความสูญเสียชีวิตมากเท่ากับเหตุการณ์ล่าสุด ที่เกิดขึ้นภายในรถห้องเย็น ซึ่งมีแรงงานพม่าทั้งชาย-หญิงเสียชีวิตรวดเดียวถึง 54 ราย!!!เป็นการตายที่ทรมานทรกรรมอย่างยิ่ง เพราะสาเหตุมาจากขาดอากาศหายใจแรงงานพม่าชุดนี้ตำรวจพบเป็นศพนอนเกลื่อนในรถ 10 ล้อห้องเย็นบรรทุกอาหารทะเล โดยจอดทิ้งอยู่ในป่าละเมาะริม ถ.เพชรเกษม บ้านบางกล้วยนอก ต.นาคา อ.สุขสำราญ จ.ระนองนอกจากนี้พบผู้รอดชีวิตอีก 67 คน ในจำนวนนี้มี 21 คนที่อาการสาหัสเข้าขั้นโคม่า เนื่องจากขาดอากาศนานเกินไปรถห้องเย็นดังกล่าวเป็นของบริษัทรุ่งเรืองทรัพย์ มีนายสุชล บุญปล้อง อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47/5 หมู่ที่ 1 ต.บางนอน อ.เมือง จ.ระนอง เป็นคนขับ ซึ่งหลบหนีไปหลังเกิดเหตุจากคำให้การของผู้รอดชีวิต ทั้งหมดเดินทางมาจากเกาะสอง ประเทศพม่า เข้ามาทางจ.ระนอง เพื่อเดินทางไปทำงานยังจังหวัดพังงาและภูเก็ต โดยต้องจ่ายเงินรายละ 5,000 บาทนายหน้าพาชาวพม่าทั้ง 121 ชีวิต มายังแพปลาแห่งหนึ่งย่านสะพานปลาระนอง ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง ซึ่งเป็นจุดที่ขึ้นรถมรณะคันนี้ทั้งหมดเข้าไปแออัดกันในห้องเย็นที่ไร้ช่องระบายอากาศและเพียงไม่นานก็เกิดเหตุขึ้นเมื่อคนงานทั้งหมดรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก เพราะเหมือนเครื่องทำความเย็นไม่ทำงาน!??ชาวพม่าผู้รอดชีวิต เล่าว่า ทุกคนพยายามดิ้นรนทุบฝาผนังห้องเย็นอยู่นาน เนื่องจากไม่สามารถเปิดประตูด้านหลังได้เพราะล็อกจากภายนอกหลายคนทนไม่ไหวขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตาทีละคนสองคน บางคนหวีดร้องกระเสือกกระสนเพื่อหวังเอาชีวิตรอด!!!
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ก่อนที่รถจะจอดเพราะคนขับได้ยินเสียงผิดปกติ จึงจอดรถยังป่าละเมาะห่างจาก อ.เมืองระยองราวๆ 90 ก.ม. ลงมาเปิดประตูตู้ห้องเย็นด้านหลังทันทีที่ประตูเปิดออกก็พบศพคนงานนอนตายจำนวนมาก แต่ละศพมือเท้าเกร็งหงิกงอ จากการทุรน ทุรายเพราะขาดอากาศหายใจขณะเดียวกันหลายคนก็กำลังดิ้นทุรนทุรายเพราะขาดอากาศหายใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นคนขับรถจึงวิ่งหนีฝ่าความมืดเข้าป่าเพราะกลัวความผิด โดยเสียบกุญแจรถ คาไว้เพราะเจอรถของกลางการสืบสาวจึงไม่ยากนัก ไม่นานตำรวจก็ทราบชื่อคนขับ ส่วนเจ้าของรถคือนายดำรง ผุสดี ปฏิเสธไม่รู้เห็นกับการขนแรงงานเถื่อนจนเกิดการตายจำนวนมาก!??พร้อมกันนี้ตำรวจออกหมายจับนายสุชล คนขับรถน.พ.พรพงศ์ จิตต์ประทุม ผอ.ร.พ.สุขสำราญ กล่าวว่า จากการชันสูตรพลิกศพพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดมาจากการขาดอากาศหายใจ เนื่องจากอัดแน่นอยู่ในพื้นที่แคบเป็นเวลานาน ทำให้ออกซิเจนที่มีอยู่ในห้องเย็นค่อยๆ หมดลงช่วงเวลาประมาณ 1-2 ช.ม.เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้พล.ต.ท.ธานี ทวิชศรี ผบช. ภาค 8 ต้องประชุมหารือกับนางกาญจนาภา กี่หมัน ผู้ว่าฯระนอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันเหตุร้ายเกิดขึ้นอีกจากข้อมูลพบว่าพื้นที่ อ.เมือง จ.ระนอง เป็นอีกจุดใหญ่ที่แรงงานต่างด้าวจะลักลอบเข้ามาทางเรือ แล้วต่อรถไปทำงานตามจังหวัดภาคใต้รถห้องเย็นขนอาหารทะเลเป็นพาหนะยอดนิยมประเภทหนึ่ง เพราะมีการตรวจค้นไม่มากนักเนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการออกมาโวยวายว่า การเปิดห้องเย็นระหว่างทาง จะทำให้อาหารทะเลเสียหาย!??ขบวนการขนแรงงานจึงอาศัยจุดนี้ขึ้นมาอ้าง ไม่ให้เจ้าหน้าที่เปิดตรวจดูภายในจึงเป็นปัญหาคาราคาซังเรื่อยมา กระทั่งมาเกิดเหตุตายหมู่ครั้งใหญ่ขึ้นนอกจากเหตุการณ์ล่าสุดนี้แล้ว ที่ผ่านมามีแรง งานต่างด้าวต้องเอาชีวิตมาทิ้งในเมืองไทยระหว่างการเดินทางอยู่ไม่น้อย นับย้อนกลับไปเพียง 6 เดือนเกิดเหตุครั้งใหญ่ๆ หลายครั้งหากนับรวมหนล่าสุดมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 รายแล้ว!!!การตายหมู่ครั้งใหญ่อีกครั้งย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ปีที่แล้ว ในพื้นที่ จ.ระนองเช่นกัน แต่ครานี้เหตุเกิดกลางทะเลอันดามัน เมื่อมีเรือประมงไทยพบศพชาวพม่าลอยเกลื่อนทะเลบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะช้าง หมู่ที่ 2 ต.เกาะพยาม อ.เมือง จ.ระนอง ใกล้ชายแดนน่านน้ำพม่า ห่างจากฝั่ง จ.ระนอง ประมาณ 20 ก.ม.
ตำรวจน้ำ ประสานไปยังกองเรือภาคที่ 3 กองทัพเรือ นำเรือออกไปตรวจสอบ พบศพจำนวนมากลอยเกลื่อนกลางทะเล สภาพศพขึ้นอืดคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 วัน เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง จึงสามารถเก็บศพได้ทั้งหมด รวม 22 ศพ เป็นชาย 11 ศพ หญิง 7 ศพ และเด็กชาย 4 ศพจากการสอบสวนพบว่า ผู้เสียชีวิตพร้อมเพื่อนๆ รวม 50 คน ลักลอบเดินทางโดยเรือยนต์ขนาดกลาง จากเกาะสองเพื่อมาขึ้นฝั่งที่ จ.ระนอง ต่อรถไปยังจุดหมาย โดยออกจากฝั่งพม่าเมื่อกลางดึกวันที่ 20 ธันวาคม มีนายกะลาเหม่า ชาวพม่าเป็นคนขับเรือระหว่างทางมีคลื่นลมแรง ประกอบกับบรรทุกคนมาเกินอัตราทำให้เรือล่มกลางทะเล และจมน้ำตายเกือบหมด โดยระหว่างออกไปเก็บศพ เจ้าหน้าที่ยังเห็นศพจำนวนมากลอยไปทางฝั่งพม่า!??อีกเหตุการณ์ที่สูญเสียไม่น้อยเกิดขึ้นบริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา เมื่อเรือเล็กที่ลักลอบขนคนงานล่มกลางเขื่อน มีแรงงานเสียชีวิตรวม 7 รายคดีนี้ตำรวจเชื่อว่าแรงงานดังกล่าวพยายามหลบหนีการตรวจจับบนถนน จึงเปลี่ยนมาเป็นการเดินทางผ่านเขื่อนศรีนครินทร์ แต่เพราะไม่ชำนาญเส้นทางจึงอาจจะแล่นชนตอไม้จนล่มเสียชีวิตส่วนการขนส่งทางรถที่เกิดการตายมากที่สุดครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นที่ จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2550 เมื่อคนร้ายใช้รถปิกอัพแบบแค็บขนแรงงานพม่านั่งอัดมากันในห้องโดยสารถึง 7 คน แต่ระหว่างทางเจอด่านตรวจจึงขับหลบหนี กระทั่งเสียหลักพุ่งลงคลองทั้งหมดจมน้ำขาดใจตายในรถนั่นเอง!!!อย่างไรก็ตามในอดีตที่ผ่านมา แทบไม่เคยเกิดเหตุครั้งใดที่สะเทือนขวัญและสะเทือนใจเท่ากับเหตุการณ์ล่าสุด ที่แก๊งขนแรงงานปล่อยให้ชาวต่างด้าว ต้องขาดใจตายในรถโดยไม่มีทางหลบหนีไม่ต่างจากการฆาตกรรมหมู่ที่เลวร้ายที่สุด!!!หากดูเส้นทางการลักลอบเข้าเมืองไทยของแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีทั้งลาว เขมร และมากสุดคือพม่า จะทะลักตามแนวชายแดน ที่ขึ้นชื่อสุดๆ ต้องที่ อ.พบพระ และ อ.แม่สอด จ.ตากอีกจุดที่เข้ามามากคือ อ.สังขละบุรี-อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และยอดฮิตลำดับสุดท้ายคือ จ.ระนองตามเส้นทาง จ.ตาก และ จ.กาญจนบุรี ส่วนใหญ่ใช้การเดินเท้าหรือรถมาต่อที่แนวชายแดน ส่วน จ.ระนอง จะมาทางเรือผ่านทางเกาะสองกลุ่มที่มาทาง จ.ตาก ส่วนใหญ่จะขึ้นเหนือไปทำงานตาม จ.เชียงใหม่ พิษณุโลกส่วนพวกที่มาทาง จ.กาญจนบุรี จะทำงานในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล หรือจังหวัดชายทะเล อาทิ สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม และในภาคตะวันออกสุดท้ายคือเขต จ.ระนอง หากเข้ามาทางนี้จะมุ่งลงใต้เป็นหลักรายจ่ายของคนกลุ่มนี้จะอยู่ที่หัวละ 5,000-10,000 บาท ซึ่งจะมีนายหน้าของชาตินั้นๆ ติดต่อรวบรวมส่งมายังจุดนัดพบแนวชายแดนไทย เพื่อให้แก๊งในเมืองไทยรับช่วงส่งไปยังสถานที่ทำงานพวกนี้นอกจากจะได้ค่าหัวจากแรงงานโดยตรงแล้ว ยังจะได้จากนายจ้างอีกด้วยว่ากันว่ากลุ่มที่รับงานเป็นล่ำเป็นสันที่สุดคือกลุ่มคนมีสี เพราะสามารถพาผ่านด่านได้ง่าย และตำรวจมักไม่ค่อยตรวจค้นส่วนพวกแก๊งทั่วไปหากไม่สามารถเคลียร์กับตำรวจได้ จะมีหลากหลายวิธี ทั้งซุกซ่อนมากับสินค้า หรือมีรถแล่นเคลียร์ทาง หากเจอด่านก็จะโทรศัพท์บอกให้รถขนแรงงานจอดข้างทาง ให้แรงงานเดินลงข้างทางอ้อมด่าน มาขึ้นรถใหม่เมื่อเลยด่านตรวจมาระยะหนึ่งเพราะรายได้อันมหาศาลทำให้มีหลายแก๊งที่หากินทางนี้ ประกอบกับบทลงโทษที่ไม่รุนแรงนัก แม้ช่วงหลังจะมีการเพิ่มโทษและยึดทรัพย์เพราะถือว่าเป็นการค้ามนุษย์แต่ที่ผ่านมาการจับกุมทำได้น้อย แถมส่วนใหญ่จะได้เพียงตัวเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ขนส่งเท่านั้นน้อยยิ่งกว่าน้อยจะสาวไปถึงตัวการใหญ่ เพราะมักจะตัดตอนด้วยการอ้างว่าลูกน้องหรือคนขับรถขนส่งแรงงานเองโดยพลการ เจ้าของรถตัวจริงไม่รู้เรื่องด้วย!??ผู้ต้องหาที่ถูกจับก็ไม่กล้าซัดทอด และไม่อยากซัดทอดเพราะรับโทษติดคุกไม่นานก็ออกมาได้แล้ว หากปากโป้งทั้งตัวเองและครอบครัวอาจได้รับอันตรายส่วนภาครัฐเอง แม้จะประชาสัมพันธ์ให้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อจะได้ไม่ต้องหลบซ่อน แต่อีกทางกลับมีขั้นตอนมากมาย การติดต่อก็ต้องเดินทางไปหลายที่และแต่ละสถานที่ เจ้าหน้าที่บางรายหากไม่หยอดน้ำมันกว่าจะผ่านมาได้ก็แทบหืดขึ้นคอ!??รายจ่ายส่วนนี้อาจจะสูงถึงหลักหมื่นต่อคน แม้นายจ้างจะจ่ายให้ตอนแรก แต่ก็จะไปหักจากเงินเดือนทีหลัง ทำให้แรงงานต่างด้าวที่ต้องเสียเงินค่าเดินทางเข้าเมืองไทยแล้ว ยังต้องจ่ายส่วนนี้อีกจึงอย่าแปลกใจว่าเหตุใดแรงงานเถื่อนจึงยอมเสี่ยงตายเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย แม้บางส่วนจะได้ทำงาน หรือหากถูกจับก็แค่ถูกส่งกลับประเทศแต่ก็มีบางส่วนเช่นกันที่เมื่อเข้ามาแล้ว ต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในเมืองไทย!!!หน้า 2
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น