วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551
สงกรานต์สยาม: วัฒนธรรมไทยแท้???
สงกรานต์สยาม: วัฒนธรรมไทยแท้???
เทศกาลรดน้ำ เล่นน้ำ สาดน้ำ ปะแป้ง ที่บางคนรอคอยวนมาถึงอีกรอบปี ความเย็นชุ่ม ชื่นฉ่ำ และบรรยากาศความสุขของการได้หยุดยาว การได้พบหน้ากันของคนรัก การได้เจอพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ปีหนึ่งมีไม่กี่โอกาสจะสามารถเจอกันได้สักครั้ง เพียงไม่กี่วันแต่อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ความเครียดต่างๆที่สะสมโดยเฉพาะทางจิตใจบางเบาลงได้
ที่แน่ๆ คือ แม้แต่อุณหภูมิการเมืองที่ระอุกว่าเปลวแดดในช่วงที่ผ่านมายังลดลงอย่างเห็นชัด..พักรบกันรอบหนึ่ง จึงค่อยได้หายใจหายคอกันบ้าง
‘สงกรานต์’ จึงนับว่ามีความหมายบางประการต่อสังคมไทยไม่น้อย ‘ประชาไท’ เลยอยากชวนผู้อ่านย้อนทวนกลับไปหาตัวตนและความหมายของ ‘สงกรานต์’ เนื่องในฤกษ์มงคลที่มาถึงนี้ ผ่านเอกสารทางวิชาการ 2 ชิ้นได้แก่ เอกสารวิชาการกรุงเทพศึกษา เรื่อง ‘สงกรานต์ : ขึ้นฤดูกาลใหม่ (ปีใหม่ของพราหมณ์สุวรรณภูมิ)’ มีสุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นเอกสารจากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่อง ‘เดือนอ้าย : ขึ้นปีใหม่ของไทยสยาม ชักว่าว ขอลม ไล่น้ำ ในอุษาคเนย์’
ที่ผ่านมาประเทศไทยเชื่อกันว่า วันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ของไทยเท่านั้น และมีสืบเนื่องมานานตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันทางราชการให้ความสำคัญสูงจึงประกาศเป็นวันหยุดราชการตายตัวทุกวันที่ 13-15 เมษายน (ซึ่งอาจไม่ตรงกับวันสงกรานต์จริง) และวันสงกรานต์จริงๆ อาจไม่ใช่ ‘ของไทย’
‘เดือน 5’ สงกรานต์จากอินเดียสู่สุวรรณภูมิ
ปกติแล้วการมาถึงของสงกรานต์จะถูกกำหนดตามการคำนวณโดยหลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ มี 3 วัน วันแรกของเทศกาล เป็นวันที่พระอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษ (ย้ายจากราศีมีนไปราศีเมษ) เรียกว่า "วันมหาสงกรานต์" วันถัดมาเรียกว่า "วันเนา" และวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชและเริ่มใช้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า "วันเถลิงศก" จากหลักการข้างต้นนี้ เทศกาลสงกรานต์มักตรงกับวันที่ 14-16 เมษายน ในปฏิทินปัจจุบัน (ยกเว้นบางปี เช่น พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่สงกรานต์กลับมาตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน)
ในช่วงนี้ รัฐต่างๆ ในสุวรรณภูมิที่นับถือพุทธศาสนาล้วนมีประเพณีสงกรานต์เหมือนกัน และถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ด้วย เช่น ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนาม หรือแม้แต่มณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกา รวมไปถึงทางตะวันออกของประเทศอินเดียด้วย
บทความของปรานี วงษ์เทศ เรื่องเดือนห้า ในเอกสารกรุงเทพศึกษา (ส่วนหนึ่งของหนังสือ ประเพณี 12 เดือน ในประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมเพื่อความอยู่รอดของคน) ระบุว่า ที่เป็นเช่นนั้น เพราะสงกรานต์เป็นคติพราหมณ์ ในศาสนาฮินดูของอินเดีย ซึ่งเข้ามาเผยแพร่ในราชสำนักของดินแดนต่างๆในสุวรรณภูมิตั้งแต่ยุคต้นพุทธกาล หลังจากนั้นแพร่กระจายไปทั่วถึงบ้านเมืองที่อยู่ในผืนแผ่นดินใหญ่ที่นับถือศาสนาฮินดู-พุทธ แล้วเรียก ‘สงกรานต์’ แต่ทั่วไปบางทีเรียก ‘ตรุษสงกรานต์’
ตรุษ มีรากมาจากภาษาสันสกฤตว่า ตฺรุฏ หมายถึง ตัด
สงกรานต์ มีรากจากภาษาสันสกฤตว่า สงฺกฺรานฺติ หมายถึง คติหรือการจากไปของดวงอาทิตย์หรือพระเคราะห์ดวงอื่นจากราศีหนึ่ง
รวมความแล้ว ตรุษสงกรานต์ หมายถึง พระอาทิตย์ละทิ้งหรือตัดขาดราศีเก่าย่างสู่ราศีใหม่ ปรากฎการณ์เช่นนี้มีประจำทุกเดือน มีชื่อเรียกว่า ‘สงกรานต์เดือน’ ฉะนั้นปีหนึ่งจึงมีตรุษสงกรานต์ 12 ครั้ง แต่ครั้งที่สำคัญที่สุดคือเมื่อดวงอาทิตย์ย้ายจากราศีมีน (มีนาคม) เข้าสู่ราศีเมษ (เมษายน) ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ในคติฮินดู จึงเรียกชื่อเป็นพิเศษว่า ‘มหาสงกรานต์’
ในดินแดนสยาม ปรากฏหลักฐานการจัดงานประเพณีใหญ่ในช่วงนี้ เช่น พระราชพิธีปัดเสนียดจัญไรขับไล่สิ่งไม่ดีเพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักร มีหลักฐานในเอกสารโบราณ เช่น กฎมณเฑียรบาล ทวาทศมาส หรือนิราศธารโศกของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์
ส่วนพิธีการสำคัญในช่วงนี้เกี่ยวกับความมั่นคง ได้แก่ พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาหรือดื่มน้ำสาบานจะไม่คิดคดต่อกษัตริย์ มีการแต่งโองการแช่งน้ำให้พราหมณ์เป็นผู้อ่านต่อหน้าเทวรูป พระพุทธรูป อันเป็นที่เคารพสูงสุด ตรงนี้เป็นเหตุให้พราหมณ์ฮินดูผสมกลมกลืนกับพุทธ ต่อมาส่งแบบแผนสู่ชุมชนหมู่บ้านทำให้มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ ตลอดจนมีประเพณีและการละเล่นในวัดสืบจนทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดียวกันสำหรับราษฎรแล้ว พิธีการและประเพณีที่แสดงออกกลับแตกต่างออกไป
‘เดือนอ้าย’ ขึ้นปีใหม่คนสุวรรณภูมิ
ในเอกสารของภารมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า เมื่อราว 3,000 มาแล้ว คนในสุวรรณภูมิ ‘ทำนาทางฟ้า’ คือ นาน้ำฝนที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นสำคัญ และมนุษย์ก็ให้ความสำคัญกับ ‘ข้าว’ ในขณะที่การทำนาสามารถทำได้เพียงปีละครั้ง สำนึกในวัฒนธรรมจึงเกี่ยวข้องกับการเก็บเกี่ยวในแต่ละรอบปี ในสุวรรณภูมิเองชุมชนต่างๆ มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติใกล้เคียงกัน และได้รับอิทธิพลทาง ‘มรสุม’ เหมือนกัน ระยะเริ่มต้นในการเก็บเกี่ยวจึงไปในทางเดียวกัน นั่นคือวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็น วันใหม่ เดือนใหม่ และปีใหม่
อ้าย ในภาษาไทย แปลว่า หนึ่ง ส่วน เดือน เป็นคำเรียก ดวงจันทร์ คนยุคเริ่มแรกเรียนรู้จากประสบการณ์ที่สังเกตความเคลื่อนไหวหรือการโคจรของดวงเดือนหรือดวงจันทร์ว่าสำคัญ เพราะเป็นเหตุให้มีน้ำขึ้น–น้ำลง ซึ่งเกื้อกูลการกสิกรรม และความเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์จะมีรอบจากมืดไปสว่าง จากสว่างไปมืด ซึ่งก็คือข้างขึ้น ข้างแรม หรือ เดือนขึ้น เดือนแรม นับการสลับเปลี่ยนรวมกันจะได้ราว 30 วัน หรือ 31 วัน เป็นการนับเวลาแบบ ‘จันทรคติ’ (คติที่มีดวงจันทร์เป็นแกนกลาง)
การพึ่งพาธรรมชาติ และการให้ความสำคัญกับข้าว จึงกำหนดรูปแบบกิจกรรมและวัฒนธรรม โดยถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำเดือนอ้าย หรือประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน ต่อต้นเดือนธันวาคม เป็นวันปีใหม่
พิธีกรรมช่วงดังกล่าวมีทั้งขอขมาลาโทษแม่น้ำลำคลองและธรรมชาติที่เกื้อกูลการเกษตร เมื่อถึงเดือน 12 คือ ‘ประเพณีลอยกระทง’ ตรงกับสำนึกปัจจุบันว่า ‘ส่งท้ายปีเก่า’ ซึ่งต่อเนื่องถึง ‘เดือนอ้าย’ เพื่อต้อนรับปีใหม่ด้วย
บันทึกชาวยุโรปสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีกลอนเพลงร้องเล่นแต่โบราณบทหนึ่งว่า
เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง
เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง
กลอนเพลงบทนี้สะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติว่า เมื่อถึงเดือนอ้าย น้ำต้องลดเองเป็นปกติ แต่ก็มีพิธีกรรมย้ำเตือนให้น้ำลด เพราะถ้าน้ำไม่ลด ชาวนาจะเก็บเกี่ยวไม่ได้ และอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ข้าวในนา
ด้วยเหตุนี้คนยุคดึกดำบรรพ์เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว จึงสร้างการละเล่นศักดิ์สิทธิ์เพื่อแสดงความอ่อนน้อมด้วยการวิงวอนร้องขอธรรมชาติให้ช่วยอุ้มชูเกื้อหนุน เช่น ลอยกระทง พิธีไล่เรือฟันน้ำ พิธีชักว่าวขอลมให้ช่วยพัดไล่น้ำ เพื่อให้ชาวนาเก็บเกี่ยวได้ตามปกติ
‘สงกรานต์’ ของราษฎร์
พื้นฐานทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนในสุวรรณภูมิเกี่ยวข้องกับการเก็บเกี่ยวหรือการทำกสิกรรมที่อิงกับสภาวะธรรมชาติ ทั้งพื้นที่ ลม และน้ำ ในขณะที่ ‘สงกรานต์’ เป็นประเพณีและพิธีกรรมที่รับอิทธิพลมาจากอินเดียโดยผ่านมาทางราชสำนักเป็นสำคัญ ทำให้แม้จะเป็นวัน เวลาเดียวกัน ประเพณีและพิธีกรรมของชาวบ้านจะยังแสดงออกมาเป็นของตัวเอง
เดือนห้าเป็นช่วงหลังเก็บเกี่ยว ชาวนามีอาหารกักตุนแล้ว จึงสามารถทำกิจกรรมทั้งส่วนตัวและส่วนรวมได้ เช่น ทำพิธีศพที่เก็บศพไว้ก่อน การเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ตลอดจนการซ่อมแซมเครื่องมือ
ในพิธีกรรมการเลี้ยงผีต้องทำกันทั้งชุมชน ต้องมีการละเล่นที่ทุกคนร่วมกันเล่น เครื่องมือสื่อสารในการละเล่นที่สำคัญคือ ‘ดนตรี’ และ ‘เหล้า’ เพื่อหลอมละลายพฤติกรรมของทุกคนในชุมชนให้อยู่ในบรรยากาศและจินตนาการอย่างเดียวกัน
ส่วน ‘น้ำ’ ใช้ทำความสะอาดเรือนและเครื่องมือทำมาหากินที่ต้องชำระสะสางในพิธีเลี้ยงผี ด้วยการ รด ล้าง สาด นอกจากนี้ยังใช้อาบให้บรรพบุรุษที่ตายไปแล้วแต่มีกระดูกหรืออัฐิไว้บูชาเซ่นไหว้ตามประเพณีดึกดำบรรพ์ของภูมิภาคนี้ที่เรียกว่า ‘ฝังศพครั้งที่สอง’ รวมทั้งอาบให้บรรพบุรุษที่ยังมีชีวิต
หลังพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์จากพราหมณ์อินเดียผ่านพุทธศาสนาลงสู่ชาวบ้านเมื่อราชสำนักรับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์มาไว้ ชาวบ้านเองก็ยังยึดปฏิบัติประเพณีเลี้ยงผีไว้ในช่วงเดียวกันด้วยอยู่ ต่อมา พิธีกรรมเหล่านี้กลายมาเป็นบังสกุล และการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่ทำกันในปัจจุบันในวันสงกรานต์ หรือกลายเป็นประเพณีในปัจจุบัน
‘ปีใหม่’ สู่ ‘สากล’
พ.ศ. 2432 ตรงกับในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังนับปีใหม่ตามระบบอินเดีย จน พ.ศ. 2432 เผอิญวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตรงกับวันที่ 1 เมษายน และทรงเห็นความยุ่งยากจากการนับวันที่ไม่ตรงกันทุกปี จึงได้โปรดเกล้าให้ประกาศพระบรมราชโองการใช้วันที่ 1 เมษายน ของทุกปีเป็นวันปีใหม่ตั้งแต่นั้นมา
จนกระทั่ง พ.ศ. 2484 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ยกเลิกวันปีใหม่เดิมและประกาศให้ใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันปีใหม่ เป็นครั้งแรกตามอย่างสากล และใช้มาจนถึงทุกวันนี้
สำหรับ ‘วันสงกรานต์’ ในปัจจุบัน ถูกปัดฝุ่นกลับมาชูความหมายว่าเป็นปีใหม่ของ ‘ไทยแท้’ ถูกนำเสนอผ่านทางการศึกษาและการท่องเที่ยวจนกลายเป็นความภาคภูมิใจที่ดูถูก ‘ผี’ หลงลืม ‘วิถีบรรพบุรุษ’ กีดกันความเป็นอื่น แม้แต่ ‘พราหมณ์อินเดีย’ ผู้นำวัฒนธรรมภายนอกมาสรรรค์ประสานก็หายไปจากการพูดถึงในสังคมสงกรานต์ไทย ขณะที่สงกรานต์ในฐานะประเพณีร่วมกันของชุมชนต่างๆของสุวรรณภูมิก็ถูกผูกขาดในการแสดงความเป็นเจ้าของประเพณี
นอกจากนี้ ประเพณีสงกรานต์ที่เคยมีความสำคัญในฐานะพิธีกรรมอันมีนัยยะหลากมิติไม่ว่าในระดับบนอย่างราชสำนัก หรือระดับล่างอย่างราษฎร แต่ชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมโลก ได้ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของคนเข้าสู่เมืองใหญ่ ปัจจุบัน วันสงกรานต์ จึงได้กลายสถานะเป็นเพียง ‘วันกลับบ้าน’ ที่มีเวลาให้คว้าไว้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น
แต่สำหรับด้านการท่องเที่ยว ‘วันสงกรานต์’ ถูกประดิษฐ์และสร้างความหมายใหม่ โดยการทำให้เป็น ‘Water Festival’ ซึ่งได้ทอนพลังทางวัฒนธรรมที่เคยมีให้เหลือเพียงการใช้น้ำเพื่อสาด สนุก คลายร้อน และมีไว้ขายไปแล้ว
เรียบเรียงจาก
เอกสารวิชาการกรุงเทพศึกษา . ‘สงกรานต์ : ขึ้นฤดูกาลใหม่ (ปีใหม่ของพราหมณ์สุวรรณภูมิ).นนทบุรี : มติชนปากเกร็ด,2550.
เอกสารจากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ‘เดือนอ้าย : ขึ้นปีใหม่ของไทยสยาม ชักว่าว ขอลม ไล่น้ำ ในอุษาคเนย์’.กรุงเทพ: สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ, 2547.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.สงกรานต์
โดย : ประชาไท วันที่ : 13/4/2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น