วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551

จาก 54 ศพที่ระนอง ถึงวิจัย"ค้ามนุษย์" อนิจจาแรงงานต่างด้าว

วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10991
จาก 54 ศพที่ระนอง ถึงวิจัย"ค้ามนุษย์" อนิจจาแรงงานต่างด้าวการตายหมู่ของแรงงานต่างด้าว 54 คนที่ จ.ระนอง เป็นอีกครั้งหนึ่งที่นอกจากประจานความล้มเหลวของหน่วยงานภาครัฐแล้ว ยังเป็นปรอทวัด "คุณธรรม" ในสังคมไทยได้อีกด้วยทุกวันนี้คาถาบทที่ว่า "ขาดแคลนแรงงาน" ถูกนำมาร่ายมนต์ จนคนจำนวนมากจังงัง ขณะเดียวกันความอยากได้ "ของถูก" กลายเป็นนิสัยมักง่าย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา แม้กระทั่งการเคารพเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแรงงานต่างด้าวนับล้านคนที่หลั่งไหลเข้าประเทศไทยต้องตกเป็นเหยื่อ แม้ไม่เสียชีวิตเหมือน 54 คนนี้ แต่มากกว่าร้อยละ 90 ถูกเลือกปฏิบัติและไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตฐานแรงงานความคลั่งชาติและแบ่งเขาแบ่งเราจนลืมความเป็นคนด้วยกัน กำลังเป็นผลกรรมที่สังคมต้องรับไว้ ขณะนี้ขบวนการค้ามนุษย์กำลังเบ่งบาน เพราะความไร้น้ำยาของรัฐไทย หลายพื้นที่ที่คนมีสีกลายเป็นเหลือบที่ทำนาบนหลังคนเสียเอง มีงานวิจัยที่ยืนยันภัยร้ายนี้ไว้ชัดเจนคณะนักวิจัยของเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (Labour Rights Promotion Network:LPN) จ.สมุทรสาคร ได้ทำการวิจัยเชิงลึก เรื่อง "กระบวนการเข้าสู่การค้ามนุษย์" ในแรงงานข้ามชาติ มีผลสรุปน่าสนใจคือโดยภาพรวมพบว่ามีรูปแบบการค้ามนุษย์จำนวนมาก ในรูปแบบการจัดหา นำพา การเอารัดเอาเปรียบ การแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานและการปิดกั้นอิสระเสรีภาพ รวมถึงการบังคับในรูปแบบอื่นๆในงานวิจัยระบุว่าแรงงานข้ามชาติในจังหวัดสมุทรสาคร ประกอบด้วย พม่า กัมพูชา และลาว ซึ่งตัวเลขอย่างเป็นทางการในปี 2550 มีอยู่ 74,000 คน แต่ข้อเท็จจริงแล้วมีแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนประมาณ 2 เท่า หรือประมาณ 200,000 คน ซึ่งปริมาณความต้องการแรงงานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยสังเกตได้จากในแต่ละปีมีสถานประกอบการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น โดยความต้องการแรกของสถานประกอบการคือความต้องการแรงงานราคาถูก เพื่อกำไรสูงสุด จึงมีการใช้แรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก ส่งผลให้แรงงานถูกละเมิดสิทธิต่างๆ มากมายในงานวิจัยยังได้ระบุถึงการจ้างงานในกิจการประมง ซึ่งมีรูปแบบที่เลวร้าย มีแรงงานเด็กข้ามชาติจำนวนหนึ่งต้องลงเรือไปทำประมงที่ประเทศอินโดนีเซีย เหตุผลที่เด็กเหล่านี้ต้องลงเรือประมงเนื่องจากไม่มีสถานะทางกฎหมายจึงจำต้องทำงานเป็นลูกเรือประมงซึ่งเสี่ยงต่ออันตราย บางส่วนพ่อเป็นลูกเรือประมงมาก่อนและแม่มีหนี้สินจำนวนมากเลยคิดว่าการลงเรือจะช่วยให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำขณะที่แรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้ใหญ่ก็ถูกเอารัดเอาเปรียบเช่นกัน บางรายไม่ได้ค่าแรงตลอดทั้งปีเพราะถูกหักเป็นค่านายหน้า บางส่วนถูกขายต่อไปเรือลำอื่นเป็นทอดๆ เนื่องจากพื้นที่ใน จ.สมุทรสาคร มีขบวนการนายหน้าที่เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งนายหน้าจะได้รับเงินจากผู้ประกอบการหรือไต๋เรือต่อหัวประมาณ 15,000-50,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะตกถึงแรงงานที่ถูกหลอกลงเรือเพียง 3,000-5,000 บาทสำหรับการหลบหนีเข้าประเทศไทยของแรงงานข้ามชาติจากพม่านั้น มีด้วยกัน 3 ช่องทาง คือ 1.ชายแดน จ.ระนอง ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุด เพราะเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่าที่อื่นคือประมาณคนละ 3,000-8,000 บาท 2.ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก เสียค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 8,000-15,000 บาท 3.ชายแดน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เสียค่าใช้จ่ายคนละ 12,000-15,000 บาท ซึ่งช่องทางนี้เคยเป็นที่นิยมเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ระยะหลังมีการเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมากขึ้นในงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้จำแนกประเภทของนายหน้าใน จ.สมุทรสาคร ไว้อย่างน่าสนใจ ประกอบด้วย 1.นายหน้านำพาข้ามพรมแดน หมายถึงคนที่พาข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย โดยเป็นธุระจัดการเรื่องการเดินทางซึ่งคิดค่าใช้จ่ายแล้วแต่ความยากลำบากของเส้นทาง 2.นายหน้าหางาน/ส่งคนเข้าโรงงาน ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานและรู้จักกับเจ้าของกิจการ สามารถพูดภาษาไทยได้ดี ซึ่งการเก็บค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทงาน 3.นายหน้าเคลียร์เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งคนกลุ่มนี้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบางคนและเป็นผู้กว้างขวางในแวดวงแรงงานข้ามชาติ โดยจะทำหน้าที่เจรจาต่อรองเมื่อแรงงานถูกจับ โดยคิดค่าจัดการประมาณ 5,000-10,000 บาท4.นายหน้าทำบัตร/เอกสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนไทยที่มีความรู้ในกระบวนการทำเอกสาร เช่น ใบอนุญาตทำงาน ใบทะเบียนราษฎร บัตรสุขภาพ โดยแต่ละครั้งจะเพิ่มค่าใช้จ่ายมากกว่าความเป็นจริง 1-2 เท่า เช่น ค่าทำใบอนุญาตทำงานและบัตรสุขภาพปกติเสียคนละ 3,800 บาท แต่หากผ่านนายหน้าต้องจ่ายประมาณ 5,000-10,000 บาท 5.นายหน้าส่งคนกลับบ้าน โดยคนกลุ่มนี้รู้จักกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ผลักดันคนต่างชาติกลับภูมิลำเนา หากแรงงานต้องการเดินทางกลับประเทศไทยอีกก็สามารถทำได้ แต่ต้องเสียเงินประมาณ 2,000-3,000 บาท 6.นายหน้าพาไปโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติที่พูดภาษาไทยได้ หรือคนไทยที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกับแรงงานข้ามชาติ หากแรงงานเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้และไม่มีความรู้ขั้นตอนต่างๆ ในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล นายหน้ากลุ่มนี้จะเป็นผู้อาสาพาไป โดยคิดค่าใช้จ่ายครั้งละ 500 บาท7.นายหน้าเงินกู้ ซึ่งมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติซึ่งจัดบริการเงินกู้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20-30 บาท 8.นายหน้าส่งเงินกลับบ้าน ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติซึ่งมีฐานะค่อนข้างดี มีโทรศัพท์มือถืออยู่ประเทศต้นทาง หากแรงงานข้ามชาติรายด้ต้องการใช้บริการส่งเงินกลับบ้านในประเทศต้นทาง นายหน้าจากฝั่งไทยจะโทรศัพท์ไปบอกเครือข่ายที่ประเทศต้นทางเพื่อจ่ายเงินก้อนเท่าที่แรงงานต้องการส่งกลับ แล้วหักเปอร์เซ็นต์จากยอดเงินประมาณร้อยละ 10-209.นายหน้า Sub-Contractor เป็นคนคุมงานที่ส่งคนงานไปตามโรงงานต่างๆ นายหน้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่มีอิทธิพล 10.นายหน้าค้ามนุษย์เป็นกลุ่มคนที่เป็นธุระจัดหา นำพาแรงงานมาเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น บังคับค้าประเวณี บังคับให้ทำงาน ซึ่งมีการบังคับขู่เข็ญและทำร้ายร่างกาย นายหน้ากล่มนี้ใน จ.สมุทรสาคร ปรากฏในลักษณะของนายหน้าพาแรงงานข้ามชาตส่งเรือประมงนอกน่านน้ำ โดยมีแหล่งพักคนคล้ายโรงงานที่มีลักษณะปิดในงานวิจัยยังเจาะชึกแรงงานข้ามชาติถูกหลอกลวงไว้ในหลายกรณี อย่างเรื่องของนางจีซึ่งถูกหลอกลวงทั้งครอบครัว โดยเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 เจ้าหน้าที่ LPN ได้พบนางจีในชุมชนแรงงานแห่งหนึ่งในสมุทรสาครขณะถูกนายหน้าทวงหนี้และเตรียมนำตัวนางจีไปเป็นประกันใช้หนี้พร้อมกับขู่ว่าจะนำหลานชายวัย 5 ขวบ ไปเป็นตัวประกันด้วย นางจีเล่าว่า ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ฝั่งพม่าได้มีนายหน้าไปชักชวนลูกชายที่ชื่อนายทอนไปทำงานในเรือประมง และได้ให้นายทอนช่วยหาคนจำนวน 10 คน มาเป็นลูกเรือโดยจะให้นายทอนเป็นตำแหน่งหัวหน้าคนเรือ ซึ่งลูกชายเธอได้ชวนน้องๆ 3 คนพร้อมเพื่อนบ้านไปทำงาน โดยลงเรือตั้งแต่ธันวาคม 2549 แต่ชีวิตบนเรือต้องเจอกับไต๋เรือที่โหดร้าย จนกระทั่งลูกเรือทนไม่ไหว เมื่อเรือเข้าฝั่งจึงพร้อมใจกันกระโดดน้ำหนี ทำให้เถ้าแก่เรือทางเงินที่เคยจ่ายล่วงหน้าให้กับนายหน้า และนายหน้าบอกให้นายจีรับผิดชอบทั้งหมด 63,000 บาท แทนลูกเรือที่หนีไปในฐานะที่ลูกชายนางจีเป็นหัวหน้าคนเรือ ชีวิตนางจีต้องวนเวียนจ่ายหนี้สินมากมายมาเป็นปี แต่ลูกชายที่ลงเรือไปใช้หนี้ก็ยังไม่ได้กลับ
หน้า 9 มติชนออนไลน์
วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10990
เส้นทางค้ามนุษย์ในไทยคอลัมน์ เคียงข่าวในปี 2549
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำการวิจัยเรื่อง "การคุ้มครอง ช่วยเหลือ พัฒนาสภาพแรงงาเด็กต่างชาติในประเทศไทย" พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเขตพื้นที่และเส้นทางการอพยพเคลื่อนย้ายทั้งของแรงงานเด็กต่างชาติและครอบครัวเข้ามาในไทย มีเส้นทางที่สำคัญ ได้แก่ แนวชายไทยไทย-พม่า จ.เชียงราย อ.แม่สาย อ.เชียงของ ,จ.เชียงใหม่ อ.ฝาง ,จ.แม่ฮ่องสอน อ.ขุนยวม ,จ.ตาก อ.ท่าสองยาง อ.แม่สอด ,จ.กาญจนบุรี อ.สังขละบุรี อ.ทองผาภูมิแนวชายแดนไทย-ลาว จ.เชียงราย อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น ,จ.พะเยา อ.เชียงคำ ,จ.น่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ ,จ.นครพนม อ.ธาตุพนม อ.ท่าอุเทน ,จ.หนองคาย อ.ศรีเชียงใหม่ อ.ท่าบ่อ ,จ.มุกดาหาร อ.ดอนตาล อ.ส้มป่อย ,จ.อำนาจเจริญ อ.ชานุมาน ,จ.อุบลราชธานี อ.เขมราฐ อ.พิบูลมังสาหารแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สุรินทร์ อ.กาบเชิง อ.ปราสาท อ.บ้านกอก ,จ.สระแก้ว อ. ท่าพระยา อ.อรัญประเทศ ,จ.ตราด อ. คลองใหญ่ อ.เกาะกงเขตพื้นที่ต้นทางที่เด็กแรงงานต่างชาติเข้ามามีดังนี้1.พม่า จากเมืองเมียววะดี พะอัน ตะโพ ย่างกุ้ง เกาะเกร็ด ทวาย มะริด ย่างกุ้ง เกาะสอง มยิดจีนา ลาเสี้ยว มัณฑะเลย์ ตองจี มะละแหม่ง2.ลาว จากสะหวันเขต ปากเซ จำปาสัก คำม่วน สาละวัน ไซยบุรี เซโน โนนชัย สานะคาม บุริคำไซ3.กัมพูชา จากเมืองกระดาน เกาะกง พระตะบอง เสียมราฐ กำปงจาม ปอยเปต สกาโก กอบเบอร์ปลี (พระตะบอง) ปันเตียเมียนเจย ทะมองไกล พนมเปญ โจอุม อุรมีชัยสำหรับผู้ได้ประโยชน์จากการค้าแรงงานเด็กต่างชาติ นอกจากกภาคธุรกิจแล้ว อีกกลุ่มคือนายหน้าส่งคนข้ามแดน ผู้จัดหางาน และกระบวนการค้าคนข้ามชาติ ซึ่งอาศัยช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย ความละเลยและทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บางคนทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง ช่องว่างของความไม่ชัดเจนในนโยบายและการจัดการเรื่องแรงงานข้ามชาติ ทั้งการผ่อนผันการนำเข้า การผลักดันกลับ การจดทะเบียน ฯลฯ ล้วนสามารถสร้างช่องทางหารายได้ทั้งสิ้น แรงงานข้ามชาติจะต้องจ่ายเงินตลอดรายทางและถูกหักจากค่าแรงงานนั่นเอง
หน้า 13

ไม่มีความคิดเห็น: