วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551
"ธอส.-เอสเอ็มอีแบงก์-ทรู"ขาดทุนอ่วม
วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3991 (3191)พิษซับไพรม"เงินกู้นอก"ป่วน "ธอส.-เอสเอ็มอีแบงก์-ทรู"ขาดทุนอ่วมวิกฤตซับไพรมลาม ทำแบงก์รัฐ-เอกชนไทยที่กู้เงินนอกป่วน ขาดทุนสวอปต้องจ่ายค่าปรับอ่วม ชี้สาเหตุมาจากสถานการณ์ดอกเบี้ยกลับขา เฟดลดดอกเบี้ยเร็วและแรง ทำ"เอสเอ็มอีแบงก์-ธอส.-ทรู" โดนค่าปรับบวกดอกเบี้ยสูงลิ่ว 15-17% ด้าน "ขรรค์" เผยเบื้องลึก "หม่อมอุ๋ย" จี้สั่งรื้อสัญญาสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดปิดความเสี่ยงใหม่ ส่วนเอสเอ็มอีแบงก์ผู้บริหารตัดสินใจช้าปิดความเสี่ยงไม่ทัน ขณะที่คนวงการเงินหวั่นแบงก์รัฐหากแบกขาดทุนไม่ไหวต้องเอาเงินภาษีโปะอีกแน่ๆ แหล่งข่าวจากวงการการเงินเปิดเผยว่า ผลวิกฤตซับไพรมสหรัฐอเมริกานอกจากสร้างเสียหายจากการลงทุนโดยตรงในตราสารซับไพรมที่เคยเป็นข่าวไปแล้ว ขณะนี้ได้ลามไปกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะสถาบันการเงินไทยและบริษัทเอกชนที่ไปกู้เงิน ต่างประเทศ ทั้งนี้เกิดจากผู้กู้เงินได้ทำสัญญา ป้องกันความเสี่ยง (สวอป) อย่างมีเงื่อนไข โดยอิงกับอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ ปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศลดลงต่ำกว่าเงื่อนไขที่ทำสัญญาตกลงกัน ทำให้ลูกค้าเงินกู้ที่ทำสัญญาสวอปดังกล่าวถูกปรับจำนวนมาก ยกตัวอย่างอาทิ เงินกู้เงินต่างประเทศ ดอกเบี้ยคงที่ 9% แต่ผู้กู้ต้องการจ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่า 9% จึงซื้อสัญญาใหม่จ่ายดอกเบี้ย 4% ภายใต้เงื่อนไขที่อิงดอกเบี้ยไลบอร์สหรัฐว่าต้องอยู่ในช่วง3-6% ถ้าดอกเบี้ยสูงหรือ ต่ำกว่าช่วงอัตราที่ตกลงกัน ผู้กู้จะต้องจ่ายค่าปรับ 7-8% และจ่ายดอกเบี้ยที่ 9% รวมกันกว่า16-17%ของเงินต้น จึงเกิดความเสียหายมาก เท่าที่ทราบมีธนาคารรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอี และธนาคารอาคาร สงเคราะห์ ส่วนบริษัทเอกชน คือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)"เอสเอ็มอีแบงก์" จ่ายค่าปรับอ่วมแหล่งข่าวกล่าวว่า ในส่วนของเอสเอ็มอีแบงก์เป็นเงินกู้ต่างประเทศ วงเงินประมาณ 25,000 ล้านบาท โดยกู้เป็นเงินดอลลาร์และทำสวอปแปลงหนี้เป็นเงินบาท อัตราดอกเบี้ยประมาณ 7% แต่ผู้บริหารต้องการที่จะลดภาระดอกเบี้ยให้ต่ำลง จึงไปทำสัญญาสวอปกับธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดอย่างมีเงื่อนไข อิงกับอัตราดอกเบี้ยไลบอร์สหรัฐ"เงื่อนไขสัญญาที่เอสเอ็มอีแบงก์ทำกับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนั้น เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีความซับซอน โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ถ้าดอกเบี้ยไลบอร์สหรัฐเคลื่อนไหวในช่วงที่ 7.25-3.25%เอสเอ็มอีแบงก์จะจ่ายดอกเบี้ยเพียง 4.25% ตลอดอายุสัญญา ซึ่งสัญญาสวอปนี้ช่วย ลดต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย แทนที่จะจ่าย 7% ตามภาระเงินกู้ ก็จ่ายแค่ 4.25% ตามสัญญาสวอป แต่มีเงื่อนไขอีกว่าถ้าหากดอกเบี้ยไลบอร์สหรัฐเคลื่อนไหวเกินหรือต่ำกว่าเพดานที่กำหนดช่วงไว้จะต้องเสียค่าปรับ ปรากฏว่าผลของวิกฤตซับไพรม เฟดลดดอกเบี้ยลงเร็วมาก ทำให้ดอกเบี้ยไลบอร์ต่ำกว่าช่วงล่างที่ตกลงกันไว้ เอสเอ็มอีแบงก์ต้องจ่ายดอกเบี้ยบวกค่าปรับ ทำให้ต้นทุนภาระจ่ายสูงถึง 15-16% ของเงินต้น นั่นหมายความว่าต่องวดที่ถึงกำหนดจ่ายดอกเบี้ย 3 เดือน หรือ 6 เดือน ต้องจ่ายดอกเบี้ยบวกค่าปรับประมาณ 3,750 ล้านบาท" แหล่งข่าวกล่าวแหล่งข่าวในวงการการเงินอีกรายกล่าวว่า เท่าที่ทราบทางสแตนชาร์ตในฐานะที่ปรึกษา หารือกับเอสเอ็มอีแบงก์ตั้งแต่เห็นธนาคารกลางสหรัฐปรับลดดอกเบี้ยลงเมื่อ ปีที่แล้ว และเสนอให้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาใหม่ พร้อมกับเสนอแนวทางแก้ไขให้ 3-4 แนวทาง ทั้งนี้การยกเลิกสัญญาเดิมต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากค่าปรับที่ต้องจ่ายแล้วจะคุ้มกว่า นายพงษ์ศักดิ์ ชิวชรัตน์ กรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ขณะยังไม่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากค่าปรับ และฐานะการเงินของธนาคารยังอยู่ในวิสัยที่รับได้ โดยขณะนี้มีหนี้บางส่วนเท่านั้นที่มีปัญหา ซึ่งฝ่ายจัดการของธนาคารกำลังเจรจาแก้ไขอยู่ ธอส.รื้อสัญญาปิดขาดทุนในส่วนของ ธอส.นั้นก็ประสบปัญหาเดียวกับเอสเอ็มอีแบงก์ วงเงินกู้ต่างประเทศหลายหมื่นล้านบาท แต่หนี้บางส่วนได้แก้ปัญหาไปบ้างแล้ว โดย ธอส.ยกเลิกสัญญาสวอปไปบางสัญญาและชำระค่าปรับเป็นเงินก้อนไปแล้ว ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลง "ธอส.ได้เจรจายกเลิกสัญญาหรือแฮร์คัตภาระสวอป ทำสัญญาใหม่โดยยอมจ่ายค่าปรับ แต่ภาระหนี้เงินกู้ยังอยู่เหมือนเดิม ตอนที่ ธอส.มีปัญหา หม่อมอุ๋ย (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีต รมต.คลัง) เรียกคุณขรรค์ (ประจวบเหมาะ) ไปคุยเรื่องนี้ และเข้าใจว่าแบงก์ชาติรู้ปัญหา จึงทำ หนังสือถึงแบงก์พาณิชย์ให้รายงานว่าได้ทำสัญญาป้องกันความสี่ยงอะไรไปบ้าง กับธนาคารของรัฐ หรือธนาคารของรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในอนาคต" แหล่งข่าวกล่าว หวั่นระยะยาวขาดทุนดึงงบรัฐโปะแหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ปกติหากมีแนวโน้มว่าจะผิดสัญญา คู่สัญญาจะต้องหาทางแก้ไขก่อน แต่ปัญหาซับไพรมมันไปเร็ว แก้ไม่ทัน ตอนนี้ทางเอสเอ็มอีแบงก์จ่ายค่าปรับทุกงวด ในแง่ภาระดอกเบี้ยจ่ายปกติที่ไม่ทำสัญญาสวอปก็สูงอยู่แล้ว พอมาเจอค่าปรับจากการผิดสัญญาสวอปก็ยิ่งสูงมาก ลองคิดดูว่าถ้าต้นทุนเงินกู้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูง 15-16% ขณะที่ดอกเบี้ยรับจากลูกค้าเอสเอ็มอีต่ำกว่าดอกเบี้ยจ่าย อาจจะทำให้แบงก์บริหารลำบาก ถ้าจะอยู่รอดได้ก็ต้องเอาเงินงบประมาณไปช่วยแก้ภาระขาดทุน "ขรรค์" ยอมรับขาดทุนสวอปนายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาเงินกู้ต่างประเทศสกุลดอลลาร์ อายุ 3 ปี และ 5 ปี โดยหนี้ดังกล่าวมีการทำสัญญาสวอปดอกเบี้ยและเงินต้นไว้อิงกับดอกเบี้ย ไลบอร์ แต่เนื่องจากธนาคารไม่มีรายได้เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ประกอบกับเป็นช่วงที่ทุกคนมองว่าดอกเบี้ยขาขึ้น ทางธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดได้เสนอให้ทำสัญญาสวอปดอกเบี้ยและเงินต้น เพื่อปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ทางธนาคารจึงได้ซื้อออปชั่นในส่วนนี้ โดยกำหนดกรอบ (band) ดอกเบี้ยที่จะได้รับการคุ้มครอง โดยกำหนดดอกเบี้ยขอบบนไว้สูงมาก ซึ่งน่าจะรองรับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นขณะนั้น และตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าดอกเบี้ยจะลงมาขอบล่างได้ "การกู้เงินนอกเพราะธนาคารจำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุดมาผสมแหล่งเงินทุนอื่นที่เรามี ทางสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดที่เป็นผู้ขายออปชั่นนี้ คอยรายงานสถานการณ์ทิศทางดอกเบี้ยตลอดเวลา เมื่อสถานการณ์ดอกเบี้ยพลิกกลับมาเป็นดอกเบี้ยต่ำ ทางผู้ขายก็แนะนำให้เราปิดความเสี่ยงโดยให้เราซื้อบริการป้องกันความเสี่ยงใหม่ โดยแปลงจากดอกเบี้ยลอยตัวมาเป็นดอกเบี้ยคงที่ประมาณ 8% ซึ่งไม่มีการเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ในการปิดสัญญาเก่าและเปลี่ยนออปชั่น หากธนาคารยังคงถือสัญญาดอกเบี้ยลอยตัว ในขณะที่ดอกเบี้ยขาลงหลุดกรอบที่ทำออปชั่นไว้ ธนาคารจะต้องเสียค่าปรับประมาณ 10-12% ซึ่งยังไม่นับรวมดอกเบี้ยเงินกู้"นายขรรค์กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยคงที่ 8% ธอส.ยังรับได้ แต่ถ้าไม่แปลงมาเป็น ดอกเบี้ยคงที่ ธอส.จะเจอดอกเบี้ยจ่ายค่าปรับจำนวนมหาศาล ปัจจุบันธนาคารมีหนี้ต่างประเทศประมาณ 20,000 ล้านบาท หลังจากที่ธนาคารได้แก้ไขปัญหาความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว ทำให้ธนาคารมีส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 1.5% จากก่อนหน้านี้ที่อยู่ต่ำมาก 0.6%นายขรรค์กล่าวด้วยว่า การแก้ไขปัญหาของ ธอส.ได้ดำเนินการในสมัย ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่ง ปีที่แล้วได้ส่งนโยบายถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ดำเนินการตรวจสอบสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด"ทรู" โดนซับไพรมฟาดด้วยแหล่งข่าวรายเดิมกล่าวว่า กรณีบริษัท ทรูที่ต้องไปกู้เงินต่างประเทศเพราะทรูมีหนี้ที่จะครบกำหนดใน 2-3 ปีข้างหน้า แต่ด้วยสภาพคล่องทางการเงินที่ไม่เอื้อ ทำให้ต้องยืดอายุหนี้ให้ยาวออกไป จึงต้องกู้เงินต่างประเทศมารีไฟแนนซ์หนี้ก้อนดังกล่าว โดยทรูออกไฮยีลด์บอนด์หรือจังก์บอนด์ขายในต่างประเทศประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 21,000 ล้านบาท) อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยประมาณ 9% ถ้าบวกค่าธรรมเนียมด้วยจะมีต้นทุนเงินกู้ 11% "กรณีของทรูก็คล้ายกัน ต้องการลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ 9% ลง จึงทำสวอปอิงกับดอกเบี้ยพันธบัตรเทศบาลสหรัฐ โดยกำหนดช่วงเพดานดอกเบี้ยขั้นต่ำและสูงไว้ แต่ปรากฏว่าพิษซับไพรมทำให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรเทศบาล ส่งผลให้พันธบัตรเทศบาลสหรัฐราคาตก ยีลด์ (ดอกเบี้ย) จึงพุ่งเกินช่วงที่ทำสัญญาสวอป ทรูจึงต้องจ่ายค่าปรับรวมดอกเบี้ยประมาณ 17-18% ของเงินต้น" แหล่งข่าวกล่าวธปท.ส่งผลตรวจสอบให้คลังแล้ว แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในกรณีที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีแบงก์และ ธอส. ที่ได้รับผล กระทบดังกล่าวนั้น ธปท.ได้ตรวจสอบพบและแจ้งพร้อมให้ข้อสังเกตรายงานให้กระทรวงการคลังทราบแล้ว ส่วนจะมีการดำเนินการต่ออย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าของและเป็นผู้กำกับดูแล เมื่อปีที่แล้ว ธปท.ได้สั่งให้สถาบันการเงินรายงานการทำธุรกรรมสัญญาสวอป ฟอร์เวิร์ด กับลูกค้าให้ ธปท.ทราบเป็นรายวัน เพื่อดูว่าธุรกรรมมีมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้การทำธุรกรรมดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติของการป้องกันความเสี่ยง ยิ่งมีความ ซับซ้อนจะยิ่งมีต้นทุนที่ต่ำ แต่ ธปท.จะกำชับสถาบันการเงินที่ทำธุรกรรมดังกล่าวอยู่แล้วว่าจะต้องมีความเข้าใจและมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี หน้า 1
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น