วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551

"ดอกลำดวน 5 แผ่นดิน" ม.จ.อรอำไพ (โกมารกุล ณ นคร)เกษมสันต์

ชีวิตในวัย 98 ปี ของ ม.จ.อรอำไพ (โกมารกุล ณ นคร) เกษมสันต์ ยังคงเป็นเหมือนดอกลำดวนที่ยังบานสวยส่งกลิ่นหอมระรวยใจคนรอบข้าง เป็นระยะเวลายาวนานถึง 5 แผ่นดิน (ร.5 - ปัจจุบัน)ที่ท่านหญิงได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทยและเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปของโลกไปนี้ แม้จะล่วงเลยวัยมามากแล้ว แต่ท่านหญิงยังคงมีสุขภาพแข็งแรงไม่ต่างจากคนอายุ 60 ปี ในวัยย่างเข้าใกล้หนึ่งศตวรรษ ท่านหญิงได้เล่าย้อนถึงชีวิตที่ผ่านมา ด้วยสมองที่ยังจดจำเรื่องราวเก่าๆ ได้เป็นอย่างดีว่า ท่านหญิง เป็นพระธิดาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายเกษมสันต์โสภาคย์ กรมหลวงพรหมวรานุรักษ์ (เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 26 และที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาแพ) กับหม่อมทองสุก และเป็นต้นราชสกุล “เกษมสันต์” ในยุคนั้นถ้ามีลูกสาวจะนิยมพาไปรับใช้เจ้านายอยู่ในวัง เป็นสาวชาววังเพื่อให้หัดเรียนรู้เรื่องงานบ้านงานเรือน แม้ท่านหญิงจะเกิดเป็นสาวชาววัง แต่ก็เป็นชาววังในช่วงรอยต่อของสาวชาววังสมัยใหม่ เพราะฉะนั้น ท่านหญิงจึงไม่ต้องมาฝึกหัดเรื่องการเรือนเย็บปักถักร้อย เหมือนสาวชาววังในอดีต กลับมาเน้นในเรื่องการศึกษา และกิริยามารยาทตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทยแทน “ชีวิตในวัยเด็กของดิฉันไม่ต้องมีพิธีโกนจุกแล้ว ไม่ต้องมานั่งร้อยดอกไม้ เพียงแค่ฝึกในเรื่องของกิริยามารยาทของความเป็นไทย เช่น ฝึกการหัดคลาน หัดกราบ การเดิน และเรียนหนังสือเท่านั้น”

ความที่เกิดมาในครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกกว่าร้อยชีวิต และท่านเป็นลูกสาวคนเล็ก จึงอยู่ในความดูแลของบรรดาเจ้าพี่ที่อาวุโสทั้งหลาย เส้นทางการศึกษาจึงต้องเข้าๆ ออกๆ โรงเรียนหลายแห่ง เพราะต้องติดตาม ม.จ.จันทรจำรัส เกษมสันต์ ซึ่งเป็นเจ้าพี่ต่างมารดาที่มีอายุห่างกันถึง 20 ปี “เจ้าพี่จันทรจำรัสเป็นผู้ปกครองดิฉันมาตั้งแต่เล็กๆ จึงต้องติดตามเจ้าพี่ไปทุกแห่ง อย่างตอนที่เจ้าพี่เข้าไปรับใช้สมเด็จพระพันวัสสาฯ ที่วังสระปทุม ท่านก็รับดิฉันเข้าไปอยู่ที่วังนั้นด้วย จึงมีโอกาสได้เข้าเรียนที่โรงเรียนราชินี เพราะเด็กทุกคนที่อยู่ในความดูแลของสมเด็จพระพันวัสสาฯ ต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ทุกคน แต่เรายังเรียนที่โรงเรียนราชินีไม่ทันครบเทอม เจ้าพี่ก็ได้รับทุนจากสมเด็จพระพันวสาให้ไปเรียนการพยาบาลที่ศิริราช ดิฉันจึงต้องย้ายตามเจ้าพี่ไปด้วย และก็เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนแหม่มโคลล์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับศิริราช เรียนอยู่ที่นั่นจนเจ้าพี่เรียนจบ” มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หม่อมทองสุก (ท่านแม่) ได้เข้าไปเป็นต้นเครื่องอยู่ในพระราชวังพญาไท เพื่อรับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านแม่ก็พา ม.จ.ชัชชวลิต เกษมสันต์ (เจ้าพี่) เข้าถวายตัวรับใช้รัชกาลที่ 6 ด้วย ม.จ.จันทรจำรัสจึงได้เข้าไปช่วยท่านแม่ที่ห้องเครื่อง ทำให้ท่านหญิงต้องติดตามมาอยู่พระราชวังพญาไทด้วย ท่านหญิงเล่าถึงชีวิตในพระราชวังพญาไทว่า รัชกาลที่ 6 ทรงทันสมัย พระองค์จึงส่งเสริมให้ทุกคนได้เล่าเรียนหนังสือ ท่านหญิงจึงมีโอกาสไปศึกษาต่อที่โรงเรียน SPG หรือโรงเรียนเซนต์แมรี่ ตอนอยู่ในวังนั้น ท่านหญิงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ตามสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา และคอยถวายงานรับใช้ทั้งสองพระองค์อย่างใกล้ชิด

“รัชกาลที่ 6 ท่านทรงมีพระราชประสงค์อยากจะให้มี หม่อมเจ้าตัวเล็กๆ ตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา ดิฉันก็เลยมีโอกาสได้ขึ้นไปอยู่ที่พระตำหนักกับพระองค์ท่านด้วย เพื่อคอยถวายงานรับใช้ทั้งสองพระองค์ในเวลาช่วงกลางวัน บรรยากาศในวังช่วงนั้นเป็นไปอย่างสนุกสนาน ตอนเย็นๆ ท่านก็จะทรงกีฬา เราก็ร่วมเล่นกับพระองค์ท่านด้วย” การที่ท่านหญิงมีโอกาสได้ถวายงานรับใช้ทั้ง 2 พระองค์อย่างใกล้ชิด จึงทำให้รู้สึกประทับใจในพระจริยาวัตรอันเรียบง่ายและความเป็นกันเองของทั้ง 2 พระองค์โดยเฉพาะรัชกาลที่ 6 เพราะพระองค์ทรงเป็นทั้งพระมหากษัตริย์และพระอาจารย์ในเวลาเดียวกัน โดยพระองค์ท่านทรงชอบที่จะให้ความรู้กับผู้ที่ถวายงานอยู่เสมอ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระอารมณ์ขันอีกด้วย “มีครั้งหนึ่งดิฉันทูลถามพระองค์ว่า รักแร้ ตามคำราชาศัพท์เราควรเรียกว่าอะไร ท่านก็ตรัสบอกด้วยพระสุรเสียงที่สดใสว่าเรียก “พระหุบหับ” ก็แล้วกันเพราะพระองค์ท่านเองก็ไม่ทรงทราบเหมือนกัน ทำให้ทุกคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกประทับใจมาก และไม่มีวันลืมจนถึงวันนี้ก็ยังคงจำคำคำ นี้ได้เป็นอย่างดี” ครั้นเมื่อสิ้นแผ่นดินของรัชกาลที่ 6 ท่านหญิงและครอบครัวก็ได้พากันออกจากพระราชวังพญาไท โดยมาอาศัยอยู่ที่บ้านของ ม.จ.ชัชชวลิต ซึ่งเป็นบ้านที่ได้รับพระราชทานที่ดินจากรัชกาลที่ 6 และพยายามจะติดตามเจ้าพี่ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ “สมัยก่อนระดับชั้นหม่อมเจ้าเมื่อจะเดินทางออกนอกประเทศจะต้องไปทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ก่อน ดิฉันทูลขอรัชกาลที่ 7 หลายครั้ง แต่พระองค์ก็ไม่ทรงอนุญาต เพราะช่วงนั้นเกรงกันว่าสาวไทยไปเมืองนอกแล้วชอบไปแต่งงานกับฝรั่ง” ในที่สุดท่านหญิงก็ได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ แต่ยังเรียนได้ไม่ทันไรก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ครอบครัวจึงถูกเรียกตัวกลับเมืองไทย แต่ช่วงชีวิตท่านหญิงบอกว่ามีความสุขที่สุด คือตอนออกเรือนกับ อ.โฉลก โกมารกุล ณ นคร ซึ่งในขณะนั้นได้ดำรงตำแหน่งเป็นทูตการคลัง ได้ไปใช้ชีวิตภริยาทูตที่ต่างประเทศอย่างเต็มตัว ท่านหญิงบอกว่าเป็นชีวิตที่อิสระ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวอย่างสมบูรณ์

หน้าที่ของภริยาทูตนอกจากจะต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือนแล้ว ท่านหญิงจะต้องออกงานสังคมต้อนรับแขกชาวต่างชาติอยู่เป็นประจำ แต่สาวชาววังอย่างท่านก็คล่องแคล่วทันสมัยสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับสาวฝรั่งได้อย่างกลมกลืน เต้นรำในงานสังสรรค์ต่างๆ อยู่เสมอ เพราะท่านหญิงและสามี มีความเมตตาต่อคนไทยในอังกฤษ บ้านพักของท่านจึงกลายเป็นศูนย์รวมของนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษที่สามารถมาพึ่งพิงยามเดือดร้อนได้ตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้นักเรียนเก่าอังกฤษหลายคนยังไม่ลืมความเมตตาของท่าน และมักจะมาจัดงานฉลองวันเกิดให้แก่ท่านหญิงเป็นประจำทุกๆ ปี ปัจจุบันท่านหญิงมีความสุขอยู่กับลูกสาว 2 คน หลานยาย 4 คน หลานทวด 2 คน และเป็นผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ของราชสกุลเกษมสันต์ (โดยมีเจ้าพี่หญิง 2 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ อายุ 108 ปีคนหนึ่ง และ 98 ปีอีกคนหนึ่ง แต่ทั้ง 2 ท่านป่วยจนไม่สามารถไปไหนมาไหนได้แล้ว) ความเป็นผู้อาวุโสที่ยังสง่างามและมีเมตตาต่อลูกหลาน ท่านหญิงจึงมักจะได้รับเชิญไปเป็นประธานในงานสังคมเสมอ ท่านหญิงในวัย 98 ปี ยังมีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง แม้กระทั่งไปจ่ายกับข้าวในซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีเพียงคนขับรถไปดูแลเท่านั้น ที่น่าทึ่งคือยังคงมีความจำดี สามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ ไม่หลงลืมเหมือนคนวัยเดียวกัน เมื่อถามถึงเคล็ดลับที่ทำให้ท่านหญิงอายุยืนโดยไม่ป่วยไม่ไข้นั้น ท่านหญิงบอกว่า “อาจจะเป็นเพราะดิฉันโชคดีที่มีสุขภาพแข็งแรง เพราะตั้งแต่เกิดจนถึงบัดนี้ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ เลย ในชีวิตเคยป่วยหนักเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้นคือ ท้องเสียเพราะลำไส้ติดเชื้อไวรัสชนิดรุนแรง และเข้ารับการผ่าตัดถุงน้ำดี” เรื่องอาหารการกินนั้น ท่านหญิงบอกว่าเป็นคนกินได้ทุกอย่าง และไม่เลือกกินอาหารจึงทำให้มีความสุขกับเรื่องอาหารการกิน “ช่วงหลังพอเรามีอายุมากขึ้น ก็ต้องมาดูแลในเรื่องของน้ำหนักตัว มีครั้งหนึ่งมีน้ำหนักมากถึง 70 กิโลกรัม หมอแนะนำให้ลดน้ำหนักเพราะหนักเกินไปสำหรับรูปร่างของเรา วิธีการลดน้ำหนักต้องเริ่มจากควบคุมตัวเองเรื่องอาหาร คือรับประทานข้าวน้อยๆ เน้นผักผลไม้มากขึ้น อาหารเช้าจะดื่มเพียงชา หรือโอวัลติน จากนั้นมื้อเที่ยงก็จะเป็นอาหารปกติ ส่วนช่วงบ่ายจะดื่มน้ำผลไม้ ส่วนช่วงเย็นจะกินอาหารเบาๆ เช่นซุป หรือสลัดผัก เป็นต้น” ท่านหญิงอธิบายถึงวิธีการควบคุมน้ำหนักของตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ นอกจากนี้ ท่านหญิงยังได้เผยถึงเคล็ดลับที่ทำให้สุขภาพดีมีอายุยืนยาวเพื่อเป็นแนวทางให้แก่คนรุ่นใหม่นำไปประยุกต์ใช้ว่า ทุกสิ่งควรเริ่มจากจิตใจ ทุกคนควรทำจิตใจให้สงบด้วยการสวดมนต์ไหว้พระเพื่อชำระล้างจิตใจ และไม่นำเรื่องราวต่างๆ ทางโลกมาคิดมาก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ละลายกิเลสในใจเราออกไปให้มากที่สุด เพียงเท่านี้เราก็จะมีจิตใจที่สงบเยือกเย็น ช่างสะท้อนถึงความจริงที่ว่าความสุขของมนุษย์นั้น มิใช่ชื่อเสียงที่โด่งดังหรือร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี แต่คือการมีชีวิตอยู่ด้วยกายที่ยังแข็งแรง และมีใจที่สงบสุข

///ล้อมกรอบ เคล็ดลับการดูแลผู้สูงอายุ สำหรับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุนั้น พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ อายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลว่า ผู้สูงอายุคือ ผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และในช่วงนั้นร่างกายก็จะมีความเสื่อมถอยไปตามวัย เพราะฉะนั้น ลูกหลานหรือผู้ที่ดูแลทุกคนจะต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ท่านสามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีความสุข มีอิสระที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพตามที่ตนต้องการ ถึงแม้สภาพร่างกายจะเสื่อมถอยลงไป เพื่อมอบสุขภาพกายใจที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุ พญ.สิรินทร แนะนำว่า ให้ผู้ดูแลยึดหลัก 11 อ. คือ อาหาร ออกกำลังกาย อนามัย อุจจาระ อากาศ อาทิตย์ อารมณ์ อดิเรก อนาคต อบอุ่น และอุบัติเหตุ 1. อาหาร คือความต้องการพลังงานลดลง แต่ความต้องการสารอาหารต่างๆ ยังใกล้เคียงกับวัยผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ควรลดอาหารประเภทไขมัน (น้ำมันจากสัตว์และพืช ไข่แดง เนย) และประเภทคาร์โบไฮเดรต (ข้าว แป้ง และน้ำตาล) ผู้สูงอายุควรได้รับอาหารโปรตีน หรือกลุ่มเนื้อสัตว์ ประมาณ 50-60 กรัมต่อวัน หรือประมาณมื้อละ 2 ช้อนโต๊ะ ควรเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย พวกปลาจะดีที่สุด ผู้สูงอายุกินไข่ขาวได้ไม่จำกัด แต่ควรกินไข่แดงไม่เกิน 3 ฟอง/สัปดาห์ ควรกินผักมากๆ ทั้งผักที่ใช้ใบ หัว และถั่วต่างๆ ผลไม้ ควรเลือกที่ไม่หวานจัด ผลไม้ที่หวานจัด เช่น กล้วยสุก มะม่วงสุก ทุเรียน ลำไย ควรรับประทานแต่น้อย เพราะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน 2. ออกกำลังกาย ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายประมาณสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายมีความคล่องตัว แข็งแรง ซึ่งจะทำให้การทรงตัว และการเคลื่อนไหวดีขึ้น ไม่หกล้มง่าย 3. อนามัย คือ การดูแลตนเองโดยเฉพาะให้พยายาม ลด ละ เลิก สิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่ เหล้า และพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งสังเกตการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย การขับถ่าย เป็นต้น และควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่อายุประมาณ 65 ปีขึ้นไป 4. อุจจาระ ปัสสาวะ คือ จะต้องให้ความสนใจการขับถ่ายของผู้สูงอายุด้วยว่ามีปัญหาหรือไม่ บางรายอาจจะเกิดปัญหาถ่ายยาก ถ่ายลำบาก อีกส่วนหนึ่งอาจมีปัญหาเรื่องกลั้นการขับถ่ายไม่ได้ ซึ่งแต่ละปัญหาจะต้องให้การดูแลแก้ไขไปตามสาเหตุ 5. อากาศและแสงอาทิตย์ จะเน้นให้อยู่ในสถานที่ที่ มีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่เหมาะสม 6. อารมณ์ อดิเรก อนาคต อบอุ่น เป็น 4 อ. ที่เน้นทางด้านความรู้สึกนึกคิด และจิตใจของผู้สูงอายุ เพื่อช่วยให้การมีชีวิตอยู่แต่ละวันมีความสุข มีความรื่นรมย์กับการมีชีวิตอยู่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ควรเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆ และปรับความรู้สึกนึกคิดไปตามนั้น ไม่ยึดแต่ลักษณะเก่าๆ ดั้งเดิมที่เคยเป็นมา ควรมีงานอดิเรกที่น่าสนใจ แต่ไม่ควรเป็นสิ่งที่เป็นภาระมากนัก เช่น ถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่ควรเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก เพราะจะเป็นภาระในการซื้อหา และให้อาหาร และถ้าสัตว์เจ็บป่วย เสียชีวิต ก็จะเกิดความสลดหดหู่ และจิตใจเศร้าหมองได้ ผู้สูงอายุควรคิดถึงอนาคตด้วย และควรพยายามเข้าร่วมในสังคมกลุ่มต่างๆ ตามสมควร การมีเพื่อนรุ่นเดียวกัน หรือต่างรุ่น จะทำให้มีความอบอุ่น และรู้สึกถึงคุณค่าของตน 7. อุบัติเหตุ เกิดขึ้นได้ทุกขณะ และอาจทำให้เกิดความบาดเจ็บ และความพิการต่างๆ ควรพยายามดูแลสภาพบ้านเรือนให้ปลอดภัย มีแสงสว่างพอเหมาะ พื้นไม่ลื่น หรือควรมีราวจับในบางแห่งที่เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยๆ เช่น ห้องน้ำ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นหลักการคร่าวๆ ในการดูแลผู้สูงอายุ แต่ละคนจะมีปัญหาแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะต้องปรับการดูแลให้เหมาะสม ที่สำคัญคือ ต้องให้ท่านเหล่านั้นสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง โดยพึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุด ข้อมูล : นิตยสารใกล้หมอ

ไม่มีความคิดเห็น: