- 1 -
การจัดระบบฐานข้อมูล1
ศ.ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน2
1. บทนำ
ในทุกยุคสมัย ความรู้ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคคล หรือองค์กรประสบความสำเร็จในระยะยาว
และในอนาคตความรู้จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น แต่ละองค์กรจำเป็นต้องมีกระบวนการเพื่อให้มีความสามารถ
ในการเรียนรู้ การจัดโครงสร้างการจัดการด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ฐานความรู้ยังช่วยให้องค์กร
สามารถปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม เพราะว่าในส่วนความรู้ความเชี่ยวชาญต่างๆ ที่เคยขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น
จะถูกเก็บอยู่ในฐานความรู้แทน
ความรู้จึงหมายถึง การประสมประสานระหว่างประสบการณ์ ค่านิยม ความรอบรู้ในสิ่งต่างๆ เป็นกรอบ
เพื่อการประเมินค่า และการนำเอาประสบการณ์กับสารสนเทศใหม่ๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกัน
ในด้านของความรู้นั้นที่พูดถึงกันก็มี “ระบบฐานความรู้” หรือ “เคบีเอส (KBS = Knowledge Based
Systems)” และ “การจัดการความรู้” หรือ “เคเอ็ม (KM = Knowledge Management)” ซึ่งมีขอบเขต
ที่กว้างมากกว่าการจัดการข้อมูล (Data Management) การจัดการสารสนเทศ (Information Management)
หรือ แม้กระทั่งการจัดการระบบ (Systems Management)
การที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องของการจัดการความรู้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น
เทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ รูปแบบในองค์กร สังคม พฤติกรรมหรือแม้กระทั่งวัฒนธรรม แต่
เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีบทบาทอย่างมากในการช่วยสรุป รวบรวม และเข้าถึงแหล่งความรู้และแหล่งข้อมูลได้มี
ประสิทธิภาพมาก ระบบฐานความรู้นั้นใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บ การเข้าถึง และการเรียกใช้ ซึ่งประกอบด้วยส่วน
สำคัญ 3 ส่วนคือ
(1) ฐานความรู้ (Knowledge Base) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบเคบีเอส เป็นส่วนที่เก็บความสัมพันธ์
ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ซึ่งอาจจะเก็บอยู่ในรูปของ ถ้า...แล้ว... (If...Then...)
(2) เครื่องจักรอนุมาน (Inference Engine) ซึ่งจะเป็นส่วนในการตีความความกฎต่างๆ เริ่มจากการ
ตรวจสอบฐานข้อมูลถึงการกำหนดสมมติฐาน
(3) ฐานข้อมูล (Database) เป็นการเก็บสมมติฐาน และสถานะเริ่มต้นหรือเงื่อนไขของปัญหาที่จะแก้ไข
รวมถึงจุดเริ่มต้นในกระบวนการค้นหา
การจัดการความรู้ที่ดีนั้นควรจะเริ่มจากการมองถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นจากการเสนอแนะจากผู้ใช้บริการ
อัตราการใช้บริการลดต่ำลง อัตราการลาออกของบุคลากร เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการจัดการ
ความรู้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดการความรู้ที่ดีคือการต่อสู้กับปัญหาซึ่งจุดมุ่งหมายหนึ่งของเทคโนโลยี
สารสนเทศคือ การปรับปรุงความสามารถขององค์กรหรือหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่
ให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือเพื่อช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีภาพพจน์ที่ดีต่อองค์กรและให้องค์กรประสบความสำเร็จ ดังนั้น
ในการจัดการความรู้นั้นควรเริ่มต้นจากเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างและการปฏิบัติงานขององค์กร และการเรียนรู้
1. เอกสารประกอบการประชุมและสัมมนาวิชาการของสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2550 ครั้งที่
2/2550 ณ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2550 เวลา 10.30–16.30 น.
2. นายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานกรรมการและประธานผู้บริหารวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต
ศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นายกสมาคมอินเทอร์เน็ตนานาชาติ สาขาประเทศไทย นายกสมาคม
คอมพิวเตอร์นานาชาติเอซีเอ็ม สาขาประเทศไทย และนายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สาขาประเทศไทย
- 2 -
การนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในองค์กรนั้นจะต้องปรับวิธีการทำงาน กับการต้องมีการปฏิรูปในระดับ
โครงสร้าง ทั้งตัวโครงสร้างองค์กรกับตำแหน่งบริหารและที่สำคัญ คือการปฏิรูปนิสัย หรือวิธีการทำงานของทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นระดับล่างจนถึงระดับผู้บริหารระดับสูง
ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรก็เพื่อการบริการที่ดีขึ้น สนับสนุน
การพัฒนาเป็นหลัก พร้อมกับจัดทำระบบข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ การพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร
เป็นการปรับปรุงพัฒนากระบวนการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร ให้สามารถกระจายข่าวสารต่างๆ ให้กับพนักงาน
ทราบอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว การพัฒนาคุณภาพการจัดการและการกระจายอำนาจเพื่อพัฒนาคุณภาพงานบริการ
ให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีสารสนเทศจะสร้างความสำเร็จได้เป็น 3 รูปแบบคือ
• ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งวัดได้จากมูลค่าของผลผลิตหรือผลงานที่ได้ออกมา ซึ่งจะเห็นว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ดีขึ้น
• ประสิทธิผล (Effectiveness) สามารถวัดความสำเร็จได้อย่างคร่าวๆ จากผลงานของแต่ละคน
และกระบวนการทำงานภายในองค์กร ซึ่งจะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ประสิทธิผลดีขึ้นรวมไป
ถึงองค์กรที่ไม่เคยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาก่อนด้วย
• ความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive advantage) จะสร้างกำไรให้กับองค์กร
และเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทำให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันมากขึ้น รวมถึงการสร้างสรรค์
สิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ [12]
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรจะระมัดระวังก็คือ ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร ความไม่สมส่วน และความแคบ
ของข้อมูล เพราะเมื่อข้อมูลที่นำมาประมวลผลนั้นมีข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ไม่มีทางที่จะสมบูรณ์ได้เช่นกัน
ในบทความนี้จะได้กล่าวถึงระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร การวิเคราะห์และออกแบบระบบ การศึกษา
ความเหมาะสม และระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
2. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
2.1 ความหมายของระบบสารสนเทศ
ผู้คนส่วนใหญ่มักจะสับสนกับความหมายของคำว่า “สารสนเทศ” หรือ “อินฟอร์เมชั่น (Information)”
และ “ข้อมูล” หรือ “ดาต้า (Data)” ความหมายของสองคำนี้เหมือนกันคือ ข้อมูล แต่เป็นข้อมูลที่ต่างกัน
อินฟอร์เมชั่นหรือสารสนเทศ คือ ผลที่ได้จากการนำข้อมูลมาประมวลให้มีความหมาย มีประโยชน์ต่อผู้รับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้รับ
ดาต้าหรือข้อมูลดิบ คือ ข้อมูลที่ยังไม่ได้ประมวลผล ฉะนั้น จึงอาจจะมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่าโดยตรงต่อผู้รับ
อาจจะมีเพียงบางส่วนที่มีคุณค่าต่อผู้รับ
สำหรับ “ระบบสารสนเทศ (Information Systems)” นั้นมีความหมายตามหลักวิชาการ คือ กลุ่ม
ขององค์ประกอบที่มีความเกี่ยวพันกันสำหรับการรวบรวม การประมวลผล การบันทึก และการกระจายสารสนเทศ
เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุน การตัดสินใจ และการควบคุมการดำเนินงานในองค์กร
2.2 ปัจจัยสำหรับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ในการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการนั้น มีปัจจัยดังต่อไปนี้
2.2.1 เครื่องคอมพิวเตอร์ (Hardware) ที่จะใช้ในระบบข่าวสารการจัดการนั้น ควรจะเป็นชนิด
ที่มีความเร็วสูง มีส่วนความจำหลายระดับเป็นจำนวนมาก สามารถต่อเครื่องเทอร์มินอล ทั้งแบบโทรทัศน์
และพิมพ์ดีด เพื่อปฏิบัติงานแบ่งปันการใช้ข้อมูลแบบออนไลน์ (On-Line Time-Sharing) เพื่อส่งข้อมูลเข้า
- 3 -
และนำเอาข้อมูลออกได้รวดเร็วทันความต้องการ ซึ่งในปัจจุบันนั้นการต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งอำนวย
ความสะดวกในการที่จะติดต่อ รับส่งข้อมูลระหว่างกัน
2.2.2 ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป การจัดทำระบบข่าวสารการจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพควรจะใช้ซอฟต์แวร์
สำเร็จรูป (Software) ซึ่งเขียนด้วยภาษาระดับสูง (High-Level Language) เพราะถ้าใช้ภาษาระดับเครื่อง
(Machine Level) จะต้องใช้เวลามากมายเกินไป ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่าการพัฒนาระบบข่าวสารการจัดการมี
ปัญหาด้านคำสั่งเครื่องมากกว่าปัญหาเรื่องตัวเครื่อง ถ้าจะให้แต่ละหน่วยงานจัดทำคำสั่งเครื่องของตนเอง เพื่อระบบ
ข่าวสารการจัดการแล้ว หน่วยงานก็อาจจะต้องลงทุนมากจนไม่คุ้ม ฉะนั้น จึงน่าจะตกลงกันจัดทำคำสั่งเครื่องสำหรับ
การประมวลข้อมูลทั่วๆ ไป ไว้ให้เป็นมาตรฐาน หน่วยงานต่างๆ จะได้ซื้อหรือเช่าคำสั่งมาตรฐานเหล่านั้นไป
แล้วเขียนเพิ่มเฉพาะส่วนที่จำเป็นต้องเพิ่มเท่านั้น
2.2.3 ระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่อง ในการพัฒนาและการใช้ระบบข่าวสารการจัดการนั้น
ทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงความสำคัญของระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่อง (Manual Procedure)
เพราะถ้าระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่องไม่ดีหรือผู้ปฏิบัติไม่ปฏิบัติตามก็จะเข้าทำนองที่ว่าถ้าเอาขยะ
มูลฝอยส่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องก็อาจจะไปจัดตกแต่งให้สวยงามน่าดูขึ้น แต่ก็ยังเป็นขยะมูลฝอยอยู่
(Garbage in Garbage out) หากมีสาระสำคัญควรแก่การนำไปใช้ในการตัดสินใจก็จะทำให้ตัดสินใจผิดๆ ได้
ระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่องนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ (System Analyst) จะต้องวางกฎไว้ให้
ถูกต้องชัดเจน และผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
2.2.4 ระเบียบวิธีการจัดการและการตัดสินใจ ระบบข่าวสารการจัดการจะช่วยเพียงเก็บรักษาและค้นหา
ข่าวสาร หรือสรุปข่าวสารให้เท่านั้น มิได้มีระเบียบวิธีการตัดสินใจไว้ด้วย (Management And Decision
Procedure) อาทิ ว่าจะใช้ระบบข่าวสารการจัดการในการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน ระบบข่าวสารการจัดการจะให้
ข่าวสารว่ามีเงินอยู่เท่าใด ลงทุนแบบใด ต้องใช้เงินเท่าใดเท่านั้น มิได้มีระเบียบวิธีการคำนวณเปรียบเทียบการลงทุน
แบบต่างๆ ว่าจะต้องลงทุนเป็นมูลค่าในปัจจุบันเท่าไร (Present Worth) จะได้ผลตอบแทนกลับมา (Rate of
Return) เท่าใด เป็นต้น
2.2.5 ระบบฐานข้อมูล ระบบข่าวสารการจัดการที่ใหม่ทันสมัยนั้นควรจะใช้ระบบข้อมูลหลัก
(Database) คือควรรวมแฟ้มข้อมูลทั้งหลายเป็นแฟ้มเดียวกัน เวลาจะแก้ข้อมูลใดก็แก้เพียงที่เดียว ไม่ต้องวิ่งตาม
แก้ในทุกแฟ้ม ซึ่งอาจจะมีการหลงลืมได้ ส่วนความจำของเครื่องก็จะใช้น้อยลงเพราะข้อมูลแต่ละข้อมีที่เก็บอยู่เพียง
ที่เดียวในแฟ้มหลัก ไม่ต้องเก็บซ้ำซ้อนในหลายๆ แฟ้ม เวลาจะทำคำสั่งเครื่องวิเคราะห์วิจัยอะไรใหม่ ก็อาจจะใช้
ข้อมูลในแฟ้มหลักได้ โดยไม่ต้องจัดตั้งแฟ้มใหม่ขึ้น โดยหลักการแล้วระบบข้อมูลหลักนี้ดีมาก แต่ในทางปฏิบัติ
เมืองไทยยังมีปัญหาอยู่เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรายังเล็ก และราคาค่าเช่าซอฟต์แวร์สำหรับบริหารงานข้อมูล
หลักก็ค่อนข้างจะสูงอยู่
2.3 คุณสมบัติของสารสนเทศที่ดี
สารสนเทศที่ดีต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) มีความถูกต้องเที่ยงตรง
(2) มีความน่าเชื่อถือได้
(3) ทันสมัยอยู่เสมอ
(4) สามารถตรวจสอบได้
(5) มีความปลอดภัย
(6) คุ้มค่าและประหยัด
(7) มีความยืดหยุ่น
(8) เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ
- 4 -
(9) ง่ายต่อการนำมาใช้งาน
2.4 วิธีพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
วิธีที่นำมาพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการอาจแบ่งออกได้เป็น 3 วิธีหลักด้วยกัน คือ
2.4.1 สร้างโครงการนำร่อง การมีโครงการนำร่องเพื่อให้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาในส่วนอื่นๆ
ขององค์กรช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดีเพื่อถึงเวลาที่จะต้องพัฒนาจริงจัง
2.4.2 จัดการฝึกอบรม การจัดให้มีการฝึกอบรมนั้นมีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างแนวความคิด ความสามัคคี
และนำเสนอโครงการนำร่อง เพื่อให้ทุกคนเห็นโอกาสและความเป็นไปได้
2.4.3 มีผลตอบแทน การจัดให้มีผลตอบแทนให้เห็นอย่างชัดเจน ช่วยทำให้พนักงานมีความมุ่งมั่น
ที่จะพัฒนาการใช้สารสนเทศให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
2.5 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ 6 ระบบ
ในการจัดการระบบสารสนเทศในองค์กรนั้นอาจจะแบ่งออกได้เป็น 6 ระบบย่อย (ดังแสดงในรูปที่ 2.1) ดังนี้
2.5.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการระดับสูง “ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการระดับสูง” หรือ “อีไอเอส
(EIS = Executive Information System)” นั้นจะเป็นระบบที่ใช้ในระดับกลยุทธ์ขององค์กรโดยจะมี
การพิจารณาข้อมูลทั้งภายนอกและภายในขององค์กร และเป็นระบบที่ออกแบบเพื่อให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูล
ที่เกี่ยวข้องกับงานกำลังดำเนินการ นอกจากนั้นระบบนี้ยังนำไปใช้ในการสนับสนุนการวางแผน อาทิ การสร้างนโยบาย
การวางแผน และการจัดเตรียมงบประมาณ เป็นต้น วัตถุประสงค์ของระบบสารสนเทศเทศเพื่อผู้บริหาร คือ เพื่อ
รวบรวม วิเคราะห์ และจัดรวมข้อมูลทั้งภายในและภายนอกเพื่อจัดทำเป็นโครงร่างประกอบการวินิจฉัย
ระบบสารสนเทศสนเทศเพื่อผู้บริหารอาจมีความแตกต่างกันตามความซับซ้อนของระบบ แต่ลักษณะร่วม
ของระบบนี้คือการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยทันที โดยที่ฐานข้อมูลนั้นประกอบไปด้วยข้อมูลทั้งเก่าและใหม่สุด
และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร ลักษณะสำคัญของระบบอีไอเอส คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล
ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อมูลจากการตรวจสอบข้อมูลซึ่งมีระดับของรายละเอียดแตกต่างกัน ความสามารถ
ในการวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานกรณีไม่ปกติ ความหลากหลายในการแสดงภาพ การจัดหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
และการให้ความสำคัญกับข้อมูลตามที่ผู้บริหารต้องการ สิ่งที่ระบบมีความสำคัญในระบบนี้ ประการแรก คือ
การค้นคืนข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสถานะการปฏิบัติการรายวันขององค์กร ประการที่สองคือ ตรวจสอบ
ความเปลี่ยนแปลงและแจ้งต่อผู้บริหาร และประการที่สามคือ รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับสมรรถภาพขององค์กร
ดังนั้นระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารจึงแตกต่างจากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการแบบดั้งเดิมดังนี้
• เป็นระบบที่ออกแบบขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริหารโดยเฉพาะ ในขณะที่ระบบ
สารสนเทศเพื่อการจัดการแบบดั้งเดิมเน้นที่การเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่
• สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงและปัญหาจำเพาะ รวมถึงรายงานสรุป
• มีเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม และ การรายงานกรณีไม่ปกติ
• มีข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร
• ใช้งานง่าย เช่น ใช้หน้าจอสัมผัส หรือใช้กดปุ่ม
• เป็นระบบที่ผู้บริหารใช้โดยตรง ปราศจากผู้ช่วย
• นำเสนอข้อมูลแบบรูปภาพ และเสียง
2.5.2 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทั่วไป “ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทั่วไป” หรือ “เอ็มไอเอส
(MIS = Management Information System)” นั้นเป็นระบบที่เกี่ยวกับการนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมขั้น
พื้นฐานมาประมวลผลให้เป็นสารสนเทศที่มีคุณค่าต่อผู้รับ ระบบนี้จะเกิดขึ้นเพื่อจะนำเสนอสารสนเทศต่อผู้บริหาร
- 5 -
ระดับล่างขององค์กรขึ้นไป เพื่อนำมาใช้ในการสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจของผู้บริหาร นอกจากนั้นยัง
ช่วยพนักงานในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้อีกด้วย
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการนี้สามารถที่จะดำเนินการโดยไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย แต่เนื่องจาก
ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ฉะนั้น ในปัจจุบันจึงมักจะ
ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ในการจัดโครงสร้างของสารสนเทศโดยแบ่งตามลำดับการนำไปใช้งานนั้น แบ่งออกเป็น
4 ระดับด้วยกัน คือ
(1) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทางด้านการวางนโยบาย กลยุทธ์ และการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง
(2) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในการวางแผนการปฏิบัติ และการตัดสินใจในผู้บริหารระดับกลาง
(3) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในระดับปฏิบัติการและการควบคุม ในขั้นตอนนี้ผู้บริหารระดับล่าง
จะเป็นผู้ใช้สารสนเทศเพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน
(4) ระบบสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผล ซึ่งในขั้นตอนนี้พนักงานจะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล
และป้อนข้อมูลเข้าสู่การประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศออกมาเสนอต่อผู้บริหาร
2.5.3 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ” หรือ “ดีเอสเอส (DSS = Decision
Support System)” เป็นระบบย่อยในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ดีเอสเอสช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับ
การจัดการ การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อน ระบบสนับสนุนการตัดสินใจนั้นแตกต่าง
จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการคือ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการจัดการข้อมูล
ที่มีลักษณะการทำงานที่เป็นประจำ มุ่งเน้นที่การใช้ข้อมูลของผู้บริหารระดับกลาง และสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
2.5.4 ระบบสารสนเทศเพื่อผู้ชำนาญการ “ระบบสารสนเทศเพื่อผู้ชำนาญการ” หรือ “เคดับบลิวเอส
(KWS = Knowledge Work Systems)” เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะด้านและเจ้าหน้าที่เทคนิคในการจัดสร้างและบูรณาการความรู้ในองค์กร มีการใช้ข้อมูลจากฐานความรู้โดยใช้
การประมวลผลแบบจำลอง หลังจากประมวลแล้วจะมีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย อาทิ กราฟฟิก เป็นต้น
2.5.5 ระบบสำนักงานอัตโนมัติ “ระบบสำนักงานอัตโนมัติ” หรือ “โอเอเอส (OAS = Office
Automation Systems)” เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ในองค์กรเพื่อการปฏิบัติงาน
ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการนำข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของเอกสารมาประมวลด้วยวิธีการจัดเก็บเอกสาร ตลอดจน
การจัดหมายกำ หนดการและการสื่อสาร โดยสามารถนำ เสนอข้อมูลในรูปแบบของเอกสารและตารางได้
อาทิ ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word Processing) และซอฟต์แวร์ทำตาราง (Excel) เป็นต้น
2.5.6 ระบบประมวลธุรกรรม “ระบบประมวลธุรกรรม” หรือ “ทีพีเอส (TPS = Transaction
Processing Systems)” เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการบันทึกงานธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
และมีความจำเป็นต่อการดำเนินงานขององค์กร ผู้ใช้ระบบประมวลธุรกรรมคือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและหัวหน้า
ผู้ปฏิบัติการระบบประมวลผลธุรกรรมจะมีการประมวลโดยวิธีการจัดเรียง รวบรวมและปรับปรุงรายการต่างๆ
โดยสามารถรายงานผลได้ทั้งแบบสรุปและแบบละเอียด
รูปที่ 2.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
แหล่งที่มา : Management Information Systems by K.C. Laudon and J.P. Laudon
- 6 -
2.6 ผลกระทบของการใช้ระบบสารสนเทศ
การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้งานในองค์กรนั้นมีประโยชน์มากมายแต่อย่างไรก็ตาม
การนำระบบแบบใหม่เข้ามาใช้ในองค์กรนั้นอาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่พอใจในการที่ต้องเรียนรู้ การทำงานใหม่
หรือไปศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นอาจจะเกิดผลกระทบได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้
2.6.1 ผลกระทบด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การพัฒนาประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการผลิตเป็นสิ่งที่ต้องการของทุกๆ บริษัท แต่จะต้อง
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของประสิทธิภาพและประสิทธิผลเสียก่อน มิฉะนั้นอาจจะทำให้ดำเนินการ
ไปสู่เป้าหมายที่ผิดพลาดได้โดยหลักการแล้วประสิทธิผลสามารถวัดได้ โดยใช้อัตราส่วนระหว่างปัจจัยนำเข้า
กับผลที่ได้รับ ประสิทธิผลที่ดีจะต้องทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ปัจจัยนำเข้าลดลง ตามปกติแล้วคนส่วนใหญ่
มักจะคิดว่าถ้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้เกิดประสิทธิผล แต่โดยความเป็นจริงแล้ว การทำงาน
อย่างมีประสิทธิภาพอาจจะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิผลก็ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าใครสามารถลดเวลาการทำงานอย่างใด
อย่างหนึ่งให้เสร็จรวดเร็วขึ้น ก็นับได้ว่าผู้นั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถ้าผลงานที่เขาทำอย่างมีประสิทธิภาพนั้น
ไม่มีผู้ใดนำไปใช้ประโยชน์อย่างใดเลย การทำงานของเขาก็ไม่ทำให้เกิดประสิทธิผล ฉะนั้นหน่วยงานจะต้องพยายาม
ปลูกฝังให้พนักงานมีความเข้าใจในเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผล นั่นคือ หน่วยงานจะต้องเน้นประสิทธิผล
มากกว่าประสิทธิภาพ หน่วยงานไม่ควรยอมรับการเปลี่ยนแปลงถ้าไม่เห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้เกิด
ประสิทธิผลดีขึ้น แม้การเปลี่ยนแปลงที่มีการนำเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยก็ไม่ได้เป็นหลักประกัน
ว่าจะทำให้เกิดประสิทธิผล สิ่งที่จะใช้วัดประสิทธิผลในกิจการต่างๆ มักจะเป็นกำไรที่ได้รับ แต่ถ้าเป็นกิจการที่ไม่หวัง
ผลกำไร ผู้บริหารก็ต้องหาสิ่งอื่นมาใช้ในการวัดประสิทธิผล
ข้อสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะติดตั้งระบบสำนักงานอัตโนมัติ คือจะต้องคำนึงถึงปัจจัย
ทั้งหมดที่มีผลกระทบต่อประสิทธิผล เมื่อกิจการตัดสินใจที่จะลดต้นทุนของสำนักงาน ปัจจัยแรกที่จะต้องให้ความสนใจ
ก็คือ แรงงานคน สำ หรับในต่างประเทศนั้นค่าใช้จ่ายด้านค่าแรงและเงินเดือนเป็นส่วนสำ คัญของต้นทุน
แต่ในประเทศไทยค่าแรงอาจจต่ำกว่าค่าเครื่องจักรอุปกรณ์มากจนความสำคัญของค่าแรงมีน้อยลง
2.6.2 ผลกระทบด้านความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร
การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์กรนั้นสามารถช่วยให้การติดต่อสื่อสารภายในองค์กร
หรือระหว่างองค์กรเป็นไปได้โดยสะดวกรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่องโทรสารทำให้ส่งข้อความไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง
ได้รวดเร็ว ถูกต้อง และประหยัดกว่าการใช้แรงงานคน นอกจากเครื่องโทรสารแล้วยังมีอุปกรณ์ต่างๆ อีกเป็นจำนวน
มากที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น อาทิ การใช้คอมพิวเตอร์ในระบบธนาคาร สามารถทำให้
ติดต่อสื่อสารกันโดยตรงระหว่างสำนักงานใหญ่กับสาขา และระหว่างสาขาด้วยกันเอง เมื่อผู้บริหารต้องการข้อ
สารสนเทศใดก็สามารถเรียกหาได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน และจะได้รับข้อสารสนเทศนั้นในเวลาอันรวดเร็ว ไม่
ว่าจะจากเครื่องคอมพิวเตอร์กลาง หรือจากเครื่องคอมพิวเตอร์สาขาที่เชื่อมโยงกันอยู่ และการส่งจดหมายเชิญประชุม
ผ่านทางอีเมล์ เป็นต้น
ระบบการทำ งานที่นำ เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้นั้นสามารถช่วยในการติดต่อสื่อสาร
ทั้งในรูปแบบของเสียง รูปแบบของตัวอักษร และรูปแบบของรูปภาพได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แม้ว่าในระยะแรก
ของการใช้จะต้องลงทุนไปเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อใช้ไปเป็นระยะเวลานานแล้วก็จะได้ผลคุ้มทุน
2.6.3 ผลกระทบให้พนักงานต้องมีความรู้ความสามารถ
ในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้นั้น ผู้ใช้จะต้องมีความสามารถและมีความเชี่ยวชาญ
มากขึ้น อาทิ การใช้ระบบประมวลผลคำ ผู้ใช้ก็จะต้องเรียนวิธีใช้ เป็นต้น นั่นคือพนักงานจะต้องเรียนรู้เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ และต้องเรียนรู้การใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ใช้ในระบบ
การทำงาน
- 7 -
2.6.4 ผลกระทบต่อตำแหน่งการงาน
เมื่อพนักงานต้องศึกษาหาความรู้และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มมากขึ้น พนักงานก็จะได้
รับตำแหน่งดีขึ้น ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษารวบรวมสถิติด้านนี้ แต่ในประเทศอเมริกามีสถิติอย่างชัดเจน
ว่าเมื่อนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์กรแล้ว จำนวนผู้มีตำแหน่งต่ำจะน้อยลงและผู้มีตำแหน่งสูง
จะมากขึ้น นั่นคือ ถ้าเทียบกับระบบราชการไทยผู้มีตำแหน่งระดับ ซี 1 ซี 2 จะน้อยลงและผู้มีตำแหน่งระดับ ซี 3 ซี 4
จะมากขึ้น
2.6.5 ผลกระทบให้คนพิถีพิถันมากขึ้น
เมื่อก่อนนั้นเวลาเลขาพิมพ์จดหมายมีคำผิดมาให้ นายก็อนุญาตให้ใช้สีขาวป้ายปิดและพิมพ์ทับลงไป
แล้วยอมเซ็นชื่อทั้งๆ ที่เห็นชัดๆ ว่ามีรอยแก้ แต่ในปัจจุบันเมื่อนำคอมพิวเตอร์มาใช้แล้ว นอกจากจะไม่ยอม
ให้มีรอยแก้แล้วยังพิถีพิถันอย่างอื่นมากขึ้น อาทิ ถ้ารู้สึกว่าข้อความในจดหมายสั้นไปทำให้เห็นที่ว่างมาก ก็สั่งให้เลขา
ปรับความกว้างของบรรทัด ทำให้มีจำนวนบรรทัดมากขึ้น หรือให้ใช้ตัวใหญ่พิเศษและตัวเอน เพื่อเน้นข้อความต่างๆ
[12] [13] [14]
3. การวิเคราะห์และออกแบบระบบ
การวิเคราะหืและการออกแบบระบบนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีมุมมองได้หลายมุมมอง อาทิ พิจารณา
ด้านเครื่องจักรอุปกรณ์ หรือฮาร์ดแวร์ ด้านคำสั่ง หรือซอฟต์แวร์ ด้านบุคลากร ด้านข้อมูลข่าวสาร เครือข่าย และการรักษา
ความปลอดภัย เป็นต้น
3.1 ฮาร์ดแวร์
ฮาร์ดแวร์ คือ เครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นชุดคอมพิวเตอร์ทั้งส่วนประกอบภายในและภายนอก
อาจประกอบไปด้วย อาทิ หน่วยประมวลผลกลางหรือ “ซีพียู (CPU = Central Processing Unit)” หน่วยรับ
ข้อมูล (Input) หน่วยแสดงผล (Output) หน่วยความจำหลัก (Main Memory) หน่วยความจำสำรอง
(Secondary Storage) และอุปกรณ์ต่อพ่วง (Accessories) เป็นต้น
ฮาร์ดแวร์ที่จะใช้ในการจัดการนั้น ควรจะเป็นฮาร์ดแวร์ชนิดที่มีความเร็วสูง มีส่วนความจำหลายระดับ
เป็นจำนวนมาก สามารถต่อเครื่องเทอร์มินอล ทั้งแบบโทรทัศน์และพิมพ์ดีด เพื่อปฏิบัติงานแบ่งปันการใช้ข้อมูล
แบบออนไลน์ (On-Line Time-Sharing) เพื่อส่งข้อมูลเข้าและนำเอาข้อมูลออกได้รวดเร็วทันความต้องการ
ซึ่งในปัจจุบันนั้นการต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการที่จะติดต่อ รับส่งข้อมูลระหว่างกัน
ในประเทศไทยได้มีการพัฒนาไปไม่น้อย เช่น มีโรงงานทำแผงวงจรส่งไปขายต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล
แต่ถ้าจะพิจารณาให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ แล้วส่งออกด้วยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10-30
เท่านั้น นอกจากนั้นก็มีโรงงานทำอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น โรงงานทำจานแม่เหล็ก โรงงานเครื่องพิมพ์ โรงงาน
แป้นพิมพ์ และโรงงานจอภาพ เป็นต้น ส่วนการทำ “ไมโครชิพ” หรือ “เวเฟอร์” นั้นได้มีการกล่าวขวัญกันมาก
แต่เป็นงานที่จะต้องซื้อเครื่องจักรโรงงานสำหรับการผลิตมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และเครื่องจักรโรงงานที่ใช้
ในการผลิตนี้ล้าสมัยเร็วมาก ฉะนั้น จึงขึ้นอยู่กับแผนการตลาดว่าจะสามารถขายได้รวดเร็ว คุ้มทุนก่อนที่เครื่องจักร
โรงงานจะล้าสมัยหรือไม่ [10]
3.2 ซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์ (Software) คือ ชุดคำสั่งที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน อาจแบ่งเป็น 2 ประเภท
3.2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) คือ หน่วยรับเข้า-ส่งออก หน่วยความจำ และประมวลผล
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีการดำเนินงานกับอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น [5]
หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย
- 8 -
1) เป็นหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก อาทิ รับการกดแป้นต่าง ๆ บนแผงแป้นอักขระ ส่งรหัสตัวอักษรออก
ทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้า และส่งออกอื่น ๆ อาทิ เมาส์ และอุปกรณ์
สังเคราะห์เสียง เป็นต้น
2) เป็นหน่วยความจำเพื่อนำข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจำหลัก หรือในทำนองกลับกัน
คือ นำข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก
3) เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น อาทิ การขอดูรายการ
สารระบบในแผ่นบันทึก และการทำสำเนาแฟ้มข้อมูล เป็นต้น
ซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย
1) ระบบปฎิบัติการ หรือ “โอเอส (OS = Operating System)” เป็นซอฟตแวร์ที่ใช้ในการดูแล
ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมาก อาทิ “ดอส (DOS = Disk Operating
System)” “วินโดวส์ (Windows)” “โอเอสทู (OS/2)” และ “ยูนิกซ์ (UNIX)” เป็นต้น
2) ซอฟต์แวร์แปลภาษาคอมพิวเตอร์ (Complier) การพัฒนาซอฟตแวร์จำเป็นต้องแปลภาษาระดับสูง
ให้เป็นภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะมีหลายภาษา เพื่อช่วยให้ผู้เขียนซอฟต์แวร์สามารถเขียน
ชุดคำสั่งและเข้าใจได้ง่ายขึ้น และสามารถปรับปรุงแก้ไขซอฟต์แวร์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังได้
ภาษาระดับสูงที่เป็นที่นิยมและรู้จัก อาทิ ภาษาปาสคาล (Pascal) ภาษาเบสิก (Basic) ภาษาซี (C)
และภาษาโคบอล (Cobol) เป็นต้น
3) ซอฟต์แวร์ใช้งานร่วม (Utilities) อาทิ จัดอันดับ (Sort) เป็นต้น
3.2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองตาม
ความต้องการของใช้งานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ หรือพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานทั่วไป [5]
1) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ใช้งานเฉพาะด้าน อาทิ ซอฟต์แวร์ด้านบัญชี ซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรมนุษย์
และซอฟต์แวร์ด้านบริการลูกค้า เป็นต้น
2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ใช้งานทั่วไป ซอฟตแวร์สำเร็จรูป ที่เป็นที่นิยมของผู้ใช้ 5 กลุ่มใหญ่
• ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (Word Processing Software) อาทิ ไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft
Winword) ซียูไรด์เตอร์ (CU Writer) โลตัสเวิร์ดโปร (Lotus Word Pro) และซอฟต์แวร์
ประมวลคำของชุดซอฟต์แวร์ปลาดาว (PraDao) เป็นต้น
• ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (Spread Sheet Software) อาทิ ไมโครซอฟต์เอ็กซ์เซล (Microsoft
Excel) และ โลตัส (Lotus) เป็นต้น
• ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Data Base Management Software)
• ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation Software) อาทิ ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยนต์ (Microsoft
PowerPoint) และ โลตัสฟรีแลนซ์ (Lotus Freelance) เป็นต้น
• ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล (Data Communication Software)
ด้านซอฟต์แวร์หรือคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานนั้น มีตัวอย่างที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก
คือ ที่บังกะลอร์ ประเทศอินเดีย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงนำรายได้เข้าประเทศอินเดียเป็นหมื่นล้าน
เป็นแสนล้านบาท ฉะนั้น ประเทศไทยจึงน่าจะส่งเสริมพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งเพื่อการส่งออกและเพื่อทดแทนการนำเข้า
3.3 บุคลากร
บุคลากร (Peopleware) คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่างๆ และผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานนั้นๆ
บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์นั้น มีความสำคัญมาก เพราะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ นั้นจะต้องมีการจัดเตรียม
เปลี่ยนระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดำเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่มีความ
เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ฉะนั้น บุคลากรนับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ด้วย [6]
- 9 -
บุคลากร อาจแบ่งเป็น 3 ระดับ มีดังต่อไปนี้
1) ผู้บริหาร อาทิ ผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการฝ่าย และผู้จัดการแผนก เป็นต้น
2) ผู้
- 1 -
การจัดระบบฐานข้อมูล1
ศ.ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน2
1. บทนำ
ในทุกยุคสมัย ความรู้ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคคล หรือองค์กรประสบความสำเร็จในระยะยาว
และในอนาคตความรู้จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น แต่ละองค์กรจำเป็นต้องมีกระบวนการเพื่อให้มีความสามารถ
ในการเรียนรู้ การจัดโครงสร้างการจัดการด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ฐานความรู้ยังช่วยให้องค์กร
สามารถปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม เพราะว่าในส่วนความรู้ความเชี่ยวชาญต่างๆ ที่เคยขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น
จะถูกเก็บอยู่ในฐานความรู้แทน
ความรู้จึงหมายถึง การประสมประสานระหว่างประสบการณ์ ค่านิยม ความรอบรู้ในสิ่งต่างๆ เป็นกรอบ
เพื่อการประเมินค่า และการนำเอาประสบการณ์กับสารสนเทศใหม่ๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกัน
ในด้านของความรู้นั้นที่พูดถึงกันก็มี “ระบบฐานความรู้” หรือ “เคบีเอส (KBS = Knowledge Based
Systems)” และ “การจัดการความรู้” หรือ “เคเอ็ม (KM = Knowledge Management)” ซึ่งมีขอบเขต
ที่กว้างมากกว่าการจัดการข้อมูล (Data Management) การจัดการสารสนเทศ (Information Management)
หรือ แม้กระทั่งการจัดการระบบ (Systems Management)
การที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องของการจัดการความรู้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น
เทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ รูปแบบในองค์กร สังคม พฤติกรรมหรือแม้กระทั่งวัฒนธรรม แต่
เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีบทบาทอย่างมากในการช่วยสรุป รวบรวม และเข้าถึงแหล่งความรู้และแหล่งข้อมูลได้มี
ประสิทธิภาพมาก ระบบฐานความรู้นั้นใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บ การเข้าถึง และการเรียกใช้ ซึ่งประกอบด้วยส่วน
สำคัญ 3 ส่วนคือ
(1) ฐานความรู้ (Knowledge Base) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบเคบีเอส เป็นส่วนที่เก็บความสัมพันธ์
ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ซึ่งอาจจะเก็บอยู่ในรูปของ ถ้า...แล้ว... (If...Then...)
(2) เครื่องจักรอนุมาน (Inference Engine) ซึ่งจะเป็นส่วนในการตีความความกฎต่างๆ เริ่มจากการ
ตรวจสอบฐานข้อมูลถึงการกำหนดสมมติฐาน
(3) ฐานข้อมูล (Database) เป็นการเก็บสมมติฐาน และสถานะเริ่มต้นหรือเงื่อนไขของปัญหาที่จะแก้ไข
รวมถึงจุดเริ่มต้นในกระบวนการค้นหา
การจัดการความรู้ที่ดีนั้นควรจะเริ่มจากการมองถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นจากการเสนอแนะจากผู้ใช้บริการ
อัตราการใช้บริการลดต่ำลง อัตราการลาออกของบุคลากร เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการจัดการ
ความรู้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดการความรู้ที่ดีคือการต่อสู้กับปัญหาซึ่งจุดมุ่งหมายหนึ่งของเทคโนโลยี
สารสนเทศคือ การปรับปรุงความสามารถขององค์กรหรือหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่
ให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือเพื่อช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีภาพพจน์ที่ดีต่อองค์กรและให้องค์กรประสบความสำเร็จ ดังนั้น
ในการจัดการความรู้นั้นควรเริ่มต้นจากเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างและการปฏิบัติงานขององค์กร และการเรียนรู้
1. เอกสารประกอบการประชุมและสัมมนาวิชาการของสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2550 ครั้งที่
2/2550 ณ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2550 เวลา 10.30–16.30 น.
2. นายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานกรรมการและประธานผู้บริหารวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต
ศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นายกสมาคมอินเทอร์เน็ตนานาชาติ สาขาประเทศไทย นายกสมาคม
คอมพิวเตอร์นานาชาติเอซีเอ็ม สาขาประเทศไทย และนายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สาขาประเทศไทย
- 2 -
การนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในองค์กรนั้นจะต้องปรับวิธีการทำงาน กับการต้องมีการปฏิรูปในระดับ
โครงสร้าง ทั้งตัวโครงสร้างองค์กรกับตำแหน่งบริหารและที่สำคัญ คือการปฏิรูปนิสัย หรือวิธีการทำงานของทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นระดับล่างจนถึงระดับผู้บริหารระดับสูง
ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรก็เพื่อการบริการที่ดีขึ้น สนับสนุน
การพัฒนาเป็นหลัก พร้อมกับจัดทำระบบข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ การพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร
เป็นการปรับปรุงพัฒนากระบวนการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร ให้สามารถกระจายข่าวสารต่างๆ ให้กับพนักงาน
ทราบอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว การพัฒนาคุณภาพการจัดการและการกระจายอำนาจเพื่อพัฒนาคุณภาพงานบริการ
ให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีสารสนเทศจะสร้างความสำเร็จได้เป็น 3 รูปแบบคือ
• ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งวัดได้จากมูลค่าของผลผลิตหรือผลงานที่ได้ออกมา ซึ่งจะเห็นว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ดีขึ้น
• ประสิทธิผล (Effectiveness) สามารถวัดความสำเร็จได้อย่างคร่าวๆ จากผลงานของแต่ละคน
และกระบวนการทำงานภายในองค์กร ซึ่งจะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ประสิทธิผลดีขึ้นรวมไป
ถึงองค์กรที่ไม่เคยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาก่อนด้วย
• ความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive advantage) จะสร้างกำไรให้กับองค์กร
และเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทำให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันมากขึ้น รวมถึงการสร้างสรรค์
สิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ [12]
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรจะระมัดระวังก็คือ ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร ความไม่สมส่วน และความแคบ
ของข้อมูล เพราะเมื่อข้อมูลที่นำมาประมวลผลนั้นมีข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ไม่มีทางที่จะสมบูรณ์ได้เช่นกัน
ในบทความนี้จะได้กล่าวถึงระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร การวิเคราะห์และออกแบบระบบ การศึกษา
ความเหมาะสม และระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
2. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
2.1 ความหมายของระบบสารสนเทศ
ผู้คนส่วนใหญ่มักจะสับสนกับความหมายของคำว่า “สารสนเทศ” หรือ “อินฟอร์เมชั่น (Information)”
และ “ข้อมูล” หรือ “ดาต้า (Data)” ความหมายของสองคำนี้เหมือนกันคือ ข้อมูล แต่เป็นข้อมูลที่ต่างกัน
อินฟอร์เมชั่นหรือสารสนเทศ คือ ผลที่ได้จากการนำข้อมูลมาประมวลให้มีความหมาย มีประโยชน์ต่อผู้รับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้รับ
ดาต้าหรือข้อมูลดิบ คือ ข้อมูลที่ยังไม่ได้ประมวลผล ฉะนั้น จึงอาจจะมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่าโดยตรงต่อผู้รับ
อาจจะมีเพียงบางส่วนที่มีคุณค่าต่อผู้รับ
สำหรับ “ระบบสารสนเทศ (Information Systems)” นั้นมีความหมายตามหลักวิชาการ คือ กลุ่ม
ขององค์ประกอบที่มีความเกี่ยวพันกันสำหรับการรวบรวม การประมวลผล การบันทึก และการกระจายสารสนเทศ
เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุน การตัดสินใจ และการควบคุมการดำเนินงานในองค์กร
2.2 ปัจจัยสำหรับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ในการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการนั้น มีปัจจัยดังต่อไปนี้
2.2.1 เครื่องคอมพิวเตอร์ (Hardware) ที่จะใช้ในระบบข่าวสารการจัดการนั้น ควรจะเป็นชนิด
ที่มีความเร็วสูง มีส่วนความจำหลายระดับเป็นจำนวนมาก สามารถต่อเครื่องเทอร์มินอล ทั้งแบบโทรทัศน์
และพิมพ์ดีด เพื่อปฏิบัติงานแบ่งปันการใช้ข้อมูลแบบออนไลน์ (On-Line Time-Sharing) เพื่อส่งข้อมูลเข้า
- 3 -
และนำเอาข้อมูลออกได้รวดเร็วทันความต้องการ ซึ่งในปัจจุบันนั้นการต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งอำนวย
ความสะดวกในการที่จะติดต่อ รับส่งข้อมูลระหว่างกัน
2.2.2 ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป การจัดทำระบบข่าวสารการจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพควรจะใช้ซอฟต์แวร์
สำเร็จรูป (Software) ซึ่งเขียนด้วยภาษาระดับสูง (High-Level Language) เพราะถ้าใช้ภาษาระดับเครื่อง
(Machine Level) จะต้องใช้เวลามากมายเกินไป ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่าการพัฒนาระบบข่าวสารการจัดการมี
ปัญหาด้านคำสั่งเครื่องมากกว่าปัญหาเรื่องตัวเครื่อง ถ้าจะให้แต่ละหน่วยงานจัดทำคำสั่งเครื่องของตนเอง เพื่อระบบ
ข่าวสารการจัดการแล้ว หน่วยงานก็อาจจะต้องลงทุนมากจนไม่คุ้ม ฉะนั้น จึงน่าจะตกลงกันจัดทำคำสั่งเครื่องสำหรับ
การประมวลข้อมูลทั่วๆ ไป ไว้ให้เป็นมาตรฐาน หน่วยงานต่างๆ จะได้ซื้อหรือเช่าคำสั่งมาตรฐานเหล่านั้นไป
แล้วเขียนเพิ่มเฉพาะส่วนที่จำเป็นต้องเพิ่มเท่านั้น
2.2.3 ระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่อง ในการพัฒนาและการใช้ระบบข่าวสารการจัดการนั้น
ทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงความสำคัญของระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่อง (Manual Procedure)
เพราะถ้าระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่องไม่ดีหรือผู้ปฏิบัติไม่ปฏิบัติตามก็จะเข้าทำนองที่ว่าถ้าเอาขยะ
มูลฝอยส่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องก็อาจจะไปจัดตกแต่งให้สวยงามน่าดูขึ้น แต่ก็ยังเป็นขยะมูลฝอยอยู่
(Garbage in Garbage out) หากมีสาระสำคัญควรแก่การนำไปใช้ในการตัดสินใจก็จะทำให้ตัดสินใจผิดๆ ได้
ระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่องนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ (System Analyst) จะต้องวางกฎไว้ให้
ถูกต้องชัดเจน และผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
2.2.4 ระเบียบวิธีการจัดการและการตัดสินใจ ระบบข่าวสารการจัดการจะช่วยเพียงเก็บรักษาและค้นหา
ข่าวสาร หรือสรุปข่าวสารให้เท่านั้น มิได้มีระเบียบวิธีการตัดสินใจไว้ด้วย (Management And Decision
Procedure) อาทิ ว่าจะใช้ระบบข่าวสารการจัดการในการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน ระบบข่าวสารการจัดการจะให้
ข่าวสารว่ามีเงินอยู่เท่าใด ลงทุนแบบใด ต้องใช้เงินเท่าใดเท่านั้น มิได้มีระเบียบวิธีการคำนวณเปรียบเทียบการลงทุน
แบบต่างๆ ว่าจะต้องลงทุนเป็นมูลค่าในปัจจุบันเท่าไร (Present Worth) จะได้ผลตอบแทนกลับมา (Rate of
Return) เท่าใด เป็นต้น
2.2.5 ระบบฐานข้อมูล ระบบข่าวสารการจัดการที่ใหม่ทันสมัยนั้นควรจะใช้ระบบข้อมูลหลัก
(Database) คือควรรวมแฟ้มข้อมูลทั้งหลายเป็นแฟ้มเดียวกัน เวลาจะแก้ข้อมูลใดก็แก้เพียงที่เดียว ไม่ต้องวิ่งตาม
แก้ในทุกแฟ้ม ซึ่งอาจจะมีการหลงลืมได้ ส่วนความจำของเครื่องก็จะใช้น้อยลงเพราะข้อมูลแต่ละข้อมีที่เก็บอยู่เพียง
ที่เดียวในแฟ้มหลัก ไม่ต้องเก็บซ้ำซ้อนในหลายๆ แฟ้ม เวลาจะทำคำสั่งเครื่องวิเคราะห์วิจัยอะไรใหม่ ก็อาจจะใช้
ข้อมูลในแฟ้มหลักได้ โดยไม่ต้องจัดตั้งแฟ้มใหม่ขึ้น โดยหลักการแล้วระบบข้อมูลหลักนี้ดีมาก แต่ในทางปฏิบัติ
เมืองไทยยังมีปัญหาอยู่เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรายังเล็ก และราคาค่าเช่าซอฟต์แวร์สำหรับบริหารงานข้อมูล
หลักก็ค่อนข้างจะสูงอยู่
2.3 คุณสมบัติของสารสนเทศที่ดี
สารสนเทศที่ดีต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) มีความถูกต้องเที่ยงตรง
(2) มีความน่าเชื่อถือได้
(3) ทันสมัยอยู่เสมอ
(4) สามารถตรวจสอบได้
(5) มีความปลอดภัย
(6) คุ้มค่าและประหยัด
(7) มีความยืดหยุ่น
(8) เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ
- 4 -
(9) ง่ายต่อการนำมาใช้งาน
2.4 วิธีพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
วิธีที่นำมาพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการอาจแบ่งออกได้เป็น 3 วิธีหลักด้วยกัน คือ
2.4.1 สร้างโครงการนำร่อง การมีโครงการนำร่องเพื่อให้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาในส่วนอื่นๆ
ขององค์กรช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดีเพื่อถึงเวลาที่จะต้องพัฒนาจริงจัง
2.4.2 จัดการฝึกอบรม การจัดให้มีการฝึกอบรมนั้นมีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างแนวความคิด ความสามัคคี
และนำเสนอโครงการนำร่อง เพื่อให้ทุกคนเห็นโอกาสและความเป็นไปได้
2.4.3 มีผลตอบแทน การจัดให้มีผลตอบแทนให้เห็นอย่างชัดเจน ช่วยทำให้พนักงานมีความมุ่งมั่น
ที่จะพัฒนาการใช้สารสนเทศให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
2.5 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ 6 ระบบ
ในการจัดการระบบสารสนเทศในองค์กรนั้นอาจจะแบ่งออกได้เป็น 6 ระบบย่อย (ดังแสดงในรูปที่ 2.1) ดังนี้
2.5.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการระดับสูง “ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการระดับสูง” หรือ “อีไอเอส
(EIS = Executive Information System)” นั้นจะเป็นระบบที่ใช้ในระดับกลยุทธ์ขององค์กรโดยจะมี
การพิจารณาข้อมูลทั้งภายนอกและภายในขององค์กร และเป็นระบบที่ออกแบบเพื่อให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูล
ที่เกี่ยวข้องกับงานกำลังดำเนินการ นอกจากนั้นระบบนี้ยังนำไปใช้ในการสนับสนุนการวางแผน อาทิ การสร้างนโยบาย
การวางแผน และการจัดเตรียมงบประมาณ เป็นต้น วัตถุประสงค์ของระบบสารสนเทศเทศเพื่อผู้บริหาร คือ เพื่อ
รวบรวม วิเคราะห์ และจัดรวมข้อมูลทั้งภายในและภายนอกเพื่อจัดทำเป็นโครงร่างประกอบการวินิจฉัย
ระบบสารสนเทศสนเทศเพื่อผู้บริหารอาจมีความแตกต่างกันตามความซับซ้อนของระบบ แต่ลักษณะร่วม
ของระบบนี้คือการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยทันที โดยที่ฐานข้อมูลนั้นประกอบไปด้วยข้อมูลทั้งเก่าและใหม่สุด
และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร ลักษณะสำคัญของระบบอีไอเอส คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล
ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อมูลจากการตรวจสอบข้อมูลซึ่งมีระดับของรายละเอียดแตกต่างกัน ความสามารถ
ในการวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานกรณีไม่ปกติ ความหลากหลายในการแสดงภาพ การจัดหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
และการให้ความสำคัญกับข้อมูลตามที่ผู้บริหารต้องการ สิ่งที่ระบบมีความสำคัญในระบบนี้ ประการแรก คือ
การค้นคืนข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสถานะการปฏิบัติการรายวันขององค์กร ประการที่สองคือ ตรวจสอบ
ความเปลี่ยนแปลงและแจ้งต่อผู้บริหาร และประการที่สามคือ รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับสมรรถภาพขององค์กร
ดังนั้นระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารจึงแตกต่างจากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการแบบดั้งเดิมดังนี้
• เป็นระบบที่ออกแบบขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริหารโดยเฉพาะ ในขณะที่ระบบ
สารสนเทศเพื่อการจัดการแบบดั้งเดิมเน้นที่การเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่
• สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงและปัญหาจำเพาะ รวมถึงรายงานสรุป
• มีเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม และ การรายงานกรณีไม่ปกติ
• มีข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร
• ใช้งานง่าย เช่น ใช้หน้าจอสัมผัส หรือใช้กดปุ่ม
• เป็นระบบที่ผู้บริหารใช้โดยตรง ปราศจากผู้ช่วย
• นำเสนอข้อมูลแบบรูปภาพ และเสียง
2.5.2 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทั่วไป “ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทั่วไป” หรือ “เอ็มไอเอส
(MIS = Management Information System)” นั้นเป็นระบบที่เกี่ยวกับการนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมขั้น
พื้นฐานมาประมวลผลให้เป็นสารสนเทศที่มีคุณค่าต่อผู้รับ ระบบนี้จะเกิดขึ้นเพื่อจะนำเสนอสารสนเทศต่อผู้บริหาร
- 5 -
ระดับล่างขององค์กรขึ้นไป เพื่อนำมาใช้ในการสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจของผู้บริหาร นอกจากนั้นยัง
ช่วยพนักงานในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้อีกด้วย
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการนี้สามารถที่จะดำเนินการโดยไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย แต่เนื่องจาก
ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ฉะนั้น ในปัจจุบันจึงมักจะ
ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ในการจัดโครงสร้างของสารสนเทศโดยแบ่งตามลำดับการนำไปใช้งานนั้น แบ่งออกเป็น
4 ระดับด้วยกัน คือ
(1) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทางด้านการวางนโยบาย กลยุทธ์ และการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง
(2) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในการวางแผนการปฏิบัติ และการตัดสินใจในผู้บริหารระดับกลาง
(3) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในระดับปฏิบัติการและการควบคุม ในขั้นตอนนี้ผู้บริหารระดับล่าง
จะเป็นผู้ใช้สารสนเทศเพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน
(4) ระบบสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผล ซึ่งในขั้นตอนนี้พนักงานจะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล
และป้อนข้อมูลเข้าสู่การประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศออกมาเสนอต่อผู้บริหาร
2.5.3 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ” หรือ “ดีเอสเอส (DSS = Decision
Support System)” เป็นระบบย่อยในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ดีเอสเอสช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับ
การจัดการ การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อน ระบบสนับสนุนการตัดสินใจนั้นแตกต่าง
จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการคือ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการจัดการข้อมูล
ที่มีลักษณะการทำงานที่เป็นประจำ มุ่งเน้นที่การใช้ข้อมูลของผู้บริหารระดับกลาง และสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
2.5.4 ระบบสารสนเทศเพื่อผู้ชำนาญการ “ระบบสารสนเทศเพื่อผู้ชำนาญการ” หรือ “เคดับบลิวเอส
(KWS = Knowledge Work Systems)” เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะด้านและเจ้าหน้าที่เทคนิคในการจัดสร้างและบูรณาการความรู้ในองค์กร มีการใช้ข้อมูลจากฐานความรู้โดยใช้
การประมวลผลแบบจำลอง หลังจากประมวลแล้วจะมีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย อาทิ กราฟฟิก เป็นต้น
2.5.5 ระบบสำนักงานอัตโนมัติ “ระบบสำนักงานอัตโนมัติ” หรือ “โอเอเอส (OAS = Office
Automation Systems)” เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ในองค์กรเพื่อการปฏิบัติงาน
ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการนำข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของเอกสารมาประมวลด้วยวิธีการจัดเก็บเอกสาร ตลอดจน
การจัดหมายกำ หนดการและการสื่อสาร โดยสามารถนำ เสนอข้อมูลในรูปแบบของเอกสารและตารางได้
อาทิ ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word Processing) และซอฟต์แวร์ทำตาราง (Excel) เป็นต้น
2.5.6 ระบบประมวลธุรกรรม “ระบบประมวลธุรกรรม” หรือ “ทีพีเอส (TPS = Transaction
Processing Systems)” เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการบันทึกงานธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
และมีความจำเป็นต่อการดำเนินงานขององค์กร ผู้ใช้ระบบประมวลธุรกรรมคือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและหัวหน้า
ผู้ปฏิบัติการระบบประมวลผลธุรกรรมจะมีการประมวลโดยวิธีการจัดเรียง รวบรวมและปรับปรุงรายการต่างๆ
โดยสามารถรายงานผลได้ทั้งแบบสรุปและแบบละเอียด
รูปที่ 2.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
แหล่งที่มา : Management Information Systems by K.C. Laudon and J.P. Laudon
- 6 -
2.6 ผลกระทบของการใช้ระบบสารสนเทศ
การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้งานในองค์กรนั้นมีประโยชน์มากมายแต่อย่างไรก็ตาม
การนำระบบแบบใหม่เข้ามาใช้ในองค์กรนั้นอาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่พอใจในการที่ต้องเรียนรู้ การทำงานใหม่
หรือไปศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นอาจจะเกิดผลกระทบได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้
2.6.1 ผลกระทบด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การพัฒนาประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการผลิตเป็นสิ่งที่ต้องการของทุกๆ บริษัท แต่จะต้อง
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของประสิทธิภาพและประสิทธิผลเสียก่อน มิฉะนั้นอาจจะทำให้ดำเนินการ
ไปสู่เป้าหมายที่ผิดพลาดได้โดยหลักการแล้วประสิทธิผลสามารถวัดได้ โดยใช้อัตราส่วนระหว่างปัจจัยนำเข้า
กับผลที่ได้รับ ประสิทธิผลที่ดีจะต้องทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ปัจจัยนำเข้าลดลง ตามปกติแล้วคนส่วนใหญ่
มักจะคิดว่าถ้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้เกิดประสิทธิผล แต่โดยความเป็นจริงแล้ว การทำงาน
อย่างมีประสิทธิภาพอาจจะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิผลก็ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าใครสามารถลดเวลาการทำงานอย่างใด
อย่างหนึ่งให้เสร็จรวดเร็วขึ้น ก็นับได้ว่าผู้นั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถ้าผลงานที่เขาทำอย่างมีประสิทธิภาพนั้น
ไม่มีผู้ใดนำไปใช้ประโยชน์อย่างใดเลย การทำงานของเขาก็ไม่ทำให้เกิดประสิทธิผล ฉะนั้นหน่วยงานจะต้องพยายาม
ปลูกฝังให้พนักงานมีความเข้าใจในเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผล นั่นคือ หน่วยงานจะต้องเน้นประสิทธิผล
มากกว่าประสิทธิภาพ หน่วยงานไม่ควรยอมรับการเปลี่ยนแปลงถ้าไม่เห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้เกิด
ประสิทธิผลดีขึ้น แม้การเปลี่ยนแปลงที่มีการนำเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยก็ไม่ได้เป็นหลักประกัน
ว่าจะทำให้เกิดประสิทธิผล สิ่งที่จะใช้วัดประสิทธิผลในกิจการต่างๆ มักจะเป็นกำไรที่ได้รับ แต่ถ้าเป็นกิจการที่ไม่หวัง
ผลกำไร ผู้บริหารก็ต้องหาสิ่งอื่นมาใช้ในการวัดประสิทธิผล
ข้อสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะติดตั้งระบบสำนักงานอัตโนมัติ คือจะต้องคำนึงถึงปัจจัย
ทั้งหมดที่มีผลกระทบต่อประสิทธิผล เมื่อกิจการตัดสินใจที่จะลดต้นทุนของสำนักงาน ปัจจัยแรกที่จะต้องให้ความสนใจ
ก็คือ แรงงานคน สำ หรับในต่างประเทศนั้นค่าใช้จ่ายด้านค่าแรงและเงินเดือนเป็นส่วนสำ คัญของต้นทุน
แต่ในประเทศไทยค่าแรงอาจจต่ำกว่าค่าเครื่องจักรอุปกรณ์มากจนความสำคัญของค่าแรงมีน้อยลง
2.6.2 ผลกระทบด้านความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร
การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์กรนั้นสามารถช่วยให้การติดต่อสื่อสารภายในองค์กร
หรือระหว่างองค์กรเป็นไปได้โดยสะดวกรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่องโทรสารทำให้ส่งข้อความไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง
ได้รวดเร็ว ถูกต้อง และประหยัดกว่าการใช้แรงงานคน นอกจากเครื่องโทรสารแล้วยังมีอุปกรณ์ต่างๆ อีกเป็นจำนวน
มากที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น อาทิ การใช้คอมพิวเตอร์ในระบบธนาคาร สามารถทำให้
ติดต่อสื่อสารกันโดยตรงระหว่างสำนักงานใหญ่กับสาขา และระหว่างสาขาด้วยกันเอง เมื่อผู้บริหารต้องการข้อ
สารสนเทศใดก็สามารถเรียกหาได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน และจะได้รับข้อสารสนเทศนั้นในเวลาอันรวดเร็ว ไม่
ว่าจะจากเครื่องคอมพิวเตอร์กลาง หรือจากเครื่องคอมพิวเตอร์สาขาที่เชื่อมโยงกันอยู่ และการส่งจดหมายเชิญประชุม
ผ่านทางอีเมล์ เป็นต้น
ระบบการทำ งานที่นำ เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้นั้นสามารถช่วยในการติดต่อสื่อสาร
ทั้งในรูปแบบของเสียง รูปแบบของตัวอักษร และรูปแบบของรูปภาพได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แม้ว่าในระยะแรก
ของการใช้จะต้องลงทุนไปเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อใช้ไปเป็นระยะเวลานานแล้วก็จะได้ผลคุ้มทุน
2.6.3 ผลกระทบให้พนักงานต้องมีความรู้ความสามารถ
ในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้นั้น ผู้ใช้จะต้องมีความสามารถและมีความเชี่ยวชาญ
มากขึ้น อาทิ การใช้ระบบประมวลผลคำ ผู้ใช้ก็จะต้องเรียนวิธีใช้ เป็นต้น นั่นคือพนักงานจะต้องเรียนรู้เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ และต้องเรียนรู้การใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ใช้ในระบบ
การทำงาน
- 7 -
2.6.4 ผลกระทบต่อตำแหน่งการงาน
เมื่อพนักงานต้องศึกษาหาความรู้และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มมากขึ้น พนักงานก็จะได้
รับตำแหน่งดีขึ้น ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษารวบรวมสถิติด้านนี้ แต่ในประเทศอเมริกามีสถิติอย่างชัดเจน
ว่าเมื่อนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์กรแล้ว จำนวนผู้มีตำแหน่งต่ำจะน้อยลงและผู้มีตำแหน่งสูง
จะมากขึ้น นั่นคือ ถ้าเทียบกับระบบราชการไทยผู้มีตำแหน่งระดับ ซี 1 ซี 2 จะน้อยลงและผู้มีตำแหน่งระดับ ซี 3 ซี 4
จะมากขึ้น
2.6.5 ผลกระทบให้คนพิถีพิถันมากขึ้น
เมื่อก่อนนั้นเวลาเลขาพิมพ์จดหมายมีคำผิดมาให้ นายก็อนุญาตให้ใช้สีขาวป้ายปิดและพิมพ์ทับลงไป
แล้วยอมเซ็นชื่อทั้งๆ ที่เห็นชัดๆ ว่ามีรอยแก้ แต่ในปัจจุบันเมื่อนำคอมพิวเตอร์มาใช้แล้ว นอกจากจะไม่ยอม
ให้มีรอยแก้แล้วยังพิถีพิถันอย่างอื่นมากขึ้น อาทิ ถ้ารู้สึกว่าข้อความในจดหมายสั้นไปทำให้เห็นที่ว่างมาก ก็สั่งให้เลขา
ปรับความกว้างของบรรทัด ทำให้มีจำนวนบรรทัดมากขึ้น หรือให้ใช้ตัวใหญ่พิเศษและตัวเอน เพื่อเน้นข้อความต่างๆ
[12] [13] [14]
3. การวิเคราะห์และออกแบบระบบ
การวิเคราะหืและการออกแบบระบบนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีมุมมองได้หลายมุมมอง อาทิ พิจารณา
ด้านเครื่องจักรอุปกรณ์ หรือฮาร์ดแวร์ ด้านคำสั่ง หรือซอฟต์แวร์ ด้านบุคลากร ด้านข้อมูลข่าวสาร เครือข่าย และการรักษา
ความปลอดภัย เป็นต้น
3.1 ฮาร์ดแวร์
ฮาร์ดแวร์ คือ เครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นชุดคอมพิวเตอร์ทั้งส่วนประกอบภายในและภายนอก
อาจประกอบไปด้วย อาทิ หน่วยประมวลผลกลางหรือ “ซีพียู (CPU = Central Processing Unit)” หน่วยรับ
ข้อมูล (Input) หน่วยแสดงผล (Output) หน่วยความจำหลัก (Main Memory) หน่วยความจำสำรอง
(Secondary Storage) และอุปกรณ์ต่อพ่วง (Accessories) เป็นต้น
ฮาร์ดแวร์ที่จะใช้ในการจัดการนั้น ควรจะเป็นฮาร์ดแวร์ชนิดที่มีความเร็วสูง มีส่วนความจำหลายระดับ
เป็นจำนวนมาก สามารถต่อเครื่องเทอร์มินอล ทั้งแบบโทรทัศน์และพิมพ์ดีด เพื่อปฏิบัติงานแบ่งปันการใช้ข้อมูล
แบบออนไลน์ (On-Line Time-Sharing) เพื่อส่งข้อมูลเข้าและนำเอาข้อมูลออกได้รวดเร็วทันความต้องการ
ซึ่งในปัจจุบันนั้นการต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการที่จะติดต่อ รับส่งข้อมูลระหว่างกัน
ในประเทศไทยได้มีการพัฒนาไปไม่น้อย เช่น มีโรงงานทำแผงวงจรส่งไปขายต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล
แต่ถ้าจะพิจารณาให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ แล้วส่งออกด้วยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10-30
เท่านั้น นอกจากนั้นก็มีโรงงานทำอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น โรงงานทำจานแม่เหล็ก โรงงานเครื่องพิมพ์ โรงงาน
แป้นพิมพ์ และโรงงานจอภาพ เป็นต้น ส่วนการทำ “ไมโครชิพ” หรือ “เวเฟอร์” นั้นได้มีการกล่าวขวัญกันมาก
แต่เป็นงานที่จะต้องซื้อเครื่องจักรโรงงานสำหรับการผลิตมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และเครื่องจักรโรงงานที่ใช้
ในการผลิตนี้ล้าสมัยเร็วมาก ฉะนั้น จึงขึ้นอยู่กับแผนการตลาดว่าจะสามารถขายได้รวดเร็ว คุ้มทุนก่อนที่เครื่องจักร
โรงงานจะล้าสมัยหรือไม่ [10]
3.2 ซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์ (Software) คือ ชุดคำสั่งที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน อาจแบ่งเป็น 2 ประเภท
3.2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) คือ หน่วยรับเข้า-ส่งออก หน่วยความจำ และประมวลผล
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีการดำเนินงานกับอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น [5]
หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย
- 8 -
1) เป็นหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก อาทิ รับการกดแป้นต่าง ๆ บนแผงแป้นอักขระ ส่งรหัสตัวอักษรออก
ทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้า และส่งออกอื่น ๆ อาทิ เมาส์ และอุปกรณ์
สังเคราะห์เสียง เป็นต้น
2) เป็นหน่วยความจำเพื่อนำข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจำหลัก หรือในทำนองกลับกัน
คือ นำข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก
3) เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น อาทิ การขอดูรายการ
สารระบบในแผ่นบันทึก และการทำสำเนาแฟ้มข้อมูล เป็นต้น
ซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย
1) ระบบปฎิบัติการ หรือ “โอเอส (OS = Operating System)” เป็นซอฟตแวร์ที่ใช้ในการดูแล
ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมาก อาทิ “ดอส (DOS = Disk Operating
System)” “วินโดวส์ (Windows)” “โอเอสทู (OS/2)” และ “ยูนิกซ์ (UNIX)” เป็นต้น
2) ซอฟต์แวร์แปลภาษาคอมพิวเตอร์ (Complier) การพัฒนาซอฟตแวร์จำเป็นต้องแปลภาษาระดับสูง
ให้เป็นภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะมีหลายภาษา เพื่อช่วยให้ผู้เขียนซอฟต์แวร์สามารถเขียน
ชุดคำสั่งและเข้าใจได้ง่ายขึ้น และสามารถปรับปรุงแก้ไขซอฟต์แวร์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังได้
ภาษาระดับสูงที่เป็นที่นิยมและรู้จัก อาทิ ภาษาปาสคาล (Pascal) ภาษาเบสิก (Basic) ภาษาซี (C)
และภาษาโคบอล (Cobol) เป็นต้น
3) ซอฟต์แวร์ใช้งานร่วม (Utilities) อาทิ จัดอันดับ (Sort) เป็นต้น
3.2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองตาม
ความต้องการของใช้งานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ หรือพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานทั่วไป [5]
1) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ใช้งานเฉพาะด้าน อาทิ ซอฟต์แวร์ด้านบัญชี ซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรมนุษย์
และซอฟต์แวร์ด้านบริการลูกค้า เป็นต้น
2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ใช้งานทั่วไป ซอฟตแวร์สำเร็จรูป ที่เป็นที่นิยมของผู้ใช้ 5 กลุ่มใหญ่
• ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (Word Processing Software) อาทิ ไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft
Winword) ซียูไรด์เตอร์ (CU Writer) โลตัสเวิร์ดโปร (Lotus Word Pro) และซอฟต์แวร์
ประมวลคำของชุดซอฟต์แวร์ปลาดาว (PraDao) เป็นต้น
• ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (Spread Sheet Software) อาทิ ไมโครซอฟต์เอ็กซ์เซล (Microsoft
Excel) และ โลตัส (Lotus) เป็นต้น
• ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Data Base Management Software)
• ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation Software) อาทิ ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยนต์ (Microsoft
PowerPoint) และ โลตัสฟรีแลนซ์ (Lotus Freelance) เป็นต้น
• ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล (Data Communication Software)
ด้านซอฟต์แวร์หรือคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานนั้น มีตัวอย่างที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก
คือ ที่บังกะลอร์ ประเทศอินเดีย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงนำรายได้เข้าประเทศอินเดียเป็นหมื่นล้าน
เป็นแสนล้านบาท ฉะนั้น ประเทศไทยจึงน่าจะส่งเสริมพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งเพื่อการส่งออกและเพื่อทดแทนการนำเข้า
3.3 บุคลากร
บุคลากร (Peopleware) คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่างๆ และผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานนั้นๆ
บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์นั้น มีความสำคัญมาก เพราะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ นั้นจะต้องมีการจัดเตรียม
เปลี่ยนระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดำเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่มีความ
เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ฉะนั้น บุคลากรนับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ด้วย [6]
- 9 -
บุคลากร อาจแบ่งเป็น 3 ระดับ มีดังต่อไปนี้
1) ผู้บริหาร อาทิ ผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการฝ่าย และผู้จัดการแผนก เป็นต้น
2) ผู้
- 1 -
การจัดระบบฐานข้อมูล1
ศ.ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน2
1. บทนำ
ในทุกยุคสมัย ความรู้ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคคล หรือองค์กรประสบความสำเร็จในระยะยาว
และในอนาคตความรู้จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น แต่ละองค์กรจำเป็นต้องมีกระบวนการเพื่อให้มีความสามารถ
ในการเรียนรู้ การจัดโครงสร้างการจัดการด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ฐานความรู้ยังช่วยให้องค์กร
สามารถปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม เพราะว่าในส่วนความรู้ความเชี่ยวชาญต่างๆ ที่เคยขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น
จะถูกเก็บอยู่ในฐานความรู้แทน
ความรู้จึงหมายถึง การประสมประสานระหว่างประสบการณ์ ค่านิยม ความรอบรู้ในสิ่งต่างๆ เป็นกรอบ
เพื่อการประเมินค่า และการนำเอาประสบการณ์กับสารสนเทศใหม่ๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกัน
ในด้านของความรู้นั้นที่พูดถึงกันก็มี “ระบบฐานความรู้” หรือ “เคบีเอส (KBS = Knowledge Based
Systems)” และ “การจัดการความรู้” หรือ “เคเอ็ม (KM = Knowledge Management)” ซึ่งมีขอบเขต
ที่กว้างมากกว่าการจัดการข้อมูล (Data Management) การจัดการสารสนเทศ (Information Management)
หรือ แม้กระทั่งการจัดการระบบ (Systems Management)
การที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องของการจัดการความรู้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น
เทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ รูปแบบในองค์กร สังคม พฤติกรรมหรือแม้กระทั่งวัฒนธรรม แต่
เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีบทบาทอย่างมากในการช่วยสรุป รวบรวม และเข้าถึงแหล่งความรู้และแหล่งข้อมูลได้มี
ประสิทธิภาพมาก ระบบฐานความรู้นั้นใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บ การเข้าถึง และการเรียกใช้ ซึ่งประกอบด้วยส่วน
สำคัญ 3 ส่วนคือ
(1) ฐานความรู้ (Knowledge Base) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบเคบีเอส เป็นส่วนที่เก็บความสัมพันธ์
ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ซึ่งอาจจะเก็บอยู่ในรูปของ ถ้า...แล้ว... (If...Then...)
(2) เครื่องจักรอนุมาน (Inference Engine) ซึ่งจะเป็นส่วนในการตีความความกฎต่างๆ เริ่มจากการ
ตรวจสอบฐานข้อมูลถึงการกำหนดสมมติฐาน
(3) ฐานข้อมูล (Database) เป็นการเก็บสมมติฐาน และสถานะเริ่มต้นหรือเงื่อนไขของปัญหาที่จะแก้ไข
รวมถึงจุดเริ่มต้นในกระบวนการค้นหา
การจัดการความรู้ที่ดีนั้นควรจะเริ่มจากการมองถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นจากการเสนอแนะจากผู้ใช้บริการ
อัตราการใช้บริการลดต่ำลง อัตราการลาออกของบุคลากร เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการจัดการ
ความรู้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดการความรู้ที่ดีคือการต่อสู้กับปัญหาซึ่งจุดมุ่งหมายหนึ่งของเทคโนโลยี
สารสนเทศคือ การปรับปรุงความสามารถขององค์กรหรือหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่
ให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือเพื่อช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีภาพพจน์ที่ดีต่อองค์กรและให้องค์กรประสบความสำเร็จ ดังนั้น
ในการจัดการความรู้นั้นควรเริ่มต้นจากเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างและการปฏิบัติงานขององค์กร และการเรียนรู้
1. เอกสารประกอบการประชุมและสัมมนาวิชาการของสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2550 ครั้งที่
2/2550 ณ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2550 เวลา 10.30–16.30 น.
2. นายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานกรรมการและประธานผู้บริหารวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต
ศรีศักดิ์ จามรมาน สถานเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นายกสมาคมอินเทอร์เน็ตนานาชาติ สาขาประเทศไทย นายกสมาคม
คอมพิวเตอร์นานาชาติเอซีเอ็ม สาขาประเทศไทย และนายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สาขาประเทศไทย
- 2 -
การนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในองค์กรนั้นจะต้องปรับวิธีการทำงาน กับการต้องมีการปฏิรูปในระดับ
โครงสร้าง ทั้งตัวโครงสร้างองค์กรกับตำแหน่งบริหารและที่สำคัญ คือการปฏิรูปนิสัย หรือวิธีการทำงานของทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นระดับล่างจนถึงระดับผู้บริหารระดับสูง
ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรก็เพื่อการบริการที่ดีขึ้น สนับสนุน
การพัฒนาเป็นหลัก พร้อมกับจัดทำระบบข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ การพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร
เป็นการปรับปรุงพัฒนากระบวนการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร ให้สามารถกระจายข่าวสารต่างๆ ให้กับพนักงาน
ทราบอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว การพัฒนาคุณภาพการจัดการและการกระจายอำนาจเพื่อพัฒนาคุณภาพงานบริการ
ให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีสารสนเทศจะสร้างความสำเร็จได้เป็น 3 รูปแบบคือ
• ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งวัดได้จากมูลค่าของผลผลิตหรือผลงานที่ได้ออกมา ซึ่งจะเห็นว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ดีขึ้น
• ประสิทธิผล (Effectiveness) สามารถวัดความสำเร็จได้อย่างคร่าวๆ จากผลงานของแต่ละคน
และกระบวนการทำงานภายในองค์กร ซึ่งจะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ประสิทธิผลดีขึ้นรวมไป
ถึงองค์กรที่ไม่เคยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาก่อนด้วย
• ความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive advantage) จะสร้างกำไรให้กับองค์กร
และเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทำให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันมากขึ้น รวมถึงการสร้างสรรค์
สิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ [12]
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรจะระมัดระวังก็คือ ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร ความไม่สมส่วน และความแคบ
ของข้อมูล เพราะเมื่อข้อมูลที่นำมาประมวลผลนั้นมีข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ไม่มีทางที่จะสมบูรณ์ได้เช่นกัน
ในบทความนี้จะได้กล่าวถึงระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร การวิเคราะห์และออกแบบระบบ การศึกษา
ความเหมาะสม และระบบสารสนเทศมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
2. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
2.1 ความหมายของระบบสารสนเทศ
ผู้คนส่วนใหญ่มักจะสับสนกับความหมายของคำว่า “สารสนเทศ” หรือ “อินฟอร์เมชั่น (Information)”
และ “ข้อมูล” หรือ “ดาต้า (Data)” ความหมายของสองคำนี้เหมือนกันคือ ข้อมูล แต่เป็นข้อมูลที่ต่างกัน
อินฟอร์เมชั่นหรือสารสนเทศ คือ ผลที่ได้จากการนำข้อมูลมาประมวลให้มีความหมาย มีประโยชน์ต่อผู้รับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้รับ
ดาต้าหรือข้อมูลดิบ คือ ข้อมูลที่ยังไม่ได้ประมวลผล ฉะนั้น จึงอาจจะมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่าโดยตรงต่อผู้รับ
อาจจะมีเพียงบางส่วนที่มีคุณค่าต่อผู้รับ
สำหรับ “ระบบสารสนเทศ (Information Systems)” นั้นมีความหมายตามหลักวิชาการ คือ กลุ่ม
ขององค์ประกอบที่มีความเกี่ยวพันกันสำหรับการรวบรวม การประมวลผล การบันทึก และการกระจายสารสนเทศ
เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุน การตัดสินใจ และการควบคุมการดำเนินงานในองค์กร
2.2 ปัจจัยสำหรับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
ในการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการนั้น มีปัจจัยดังต่อไปนี้
2.2.1 เครื่องคอมพิวเตอร์ (Hardware) ที่จะใช้ในระบบข่าวสารการจัดการนั้น ควรจะเป็นชนิด
ที่มีความเร็วสูง มีส่วนความจำหลายระดับเป็นจำนวนมาก สามารถต่อเครื่องเทอร์มินอล ทั้งแบบโทรทัศน์
และพิมพ์ดีด เพื่อปฏิบัติงานแบ่งปันการใช้ข้อมูลแบบออนไลน์ (On-Line Time-Sharing) เพื่อส่งข้อมูลเข้า
- 3 -
และนำเอาข้อมูลออกได้รวดเร็วทันความต้องการ ซึ่งในปัจจุบันนั้นการต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งอำนวย
ความสะดวกในการที่จะติดต่อ รับส่งข้อมูลระหว่างกัน
2.2.2 ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป การจัดทำระบบข่าวสารการจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพควรจะใช้ซอฟต์แวร์
สำเร็จรูป (Software) ซึ่งเขียนด้วยภาษาระดับสูง (High-Level Language) เพราะถ้าใช้ภาษาระดับเครื่อง
(Machine Level) จะต้องใช้เวลามากมายเกินไป ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่าการพัฒนาระบบข่าวสารการจัดการมี
ปัญหาด้านคำสั่งเครื่องมากกว่าปัญหาเรื่องตัวเครื่อง ถ้าจะให้แต่ละหน่วยงานจัดทำคำสั่งเครื่องของตนเอง เพื่อระบบ
ข่าวสารการจัดการแล้ว หน่วยงานก็อาจจะต้องลงทุนมากจนไม่คุ้ม ฉะนั้น จึงน่าจะตกลงกันจัดทำคำสั่งเครื่องสำหรับ
การประมวลข้อมูลทั่วๆ ไป ไว้ให้เป็นมาตรฐาน หน่วยงานต่างๆ จะได้ซื้อหรือเช่าคำสั่งมาตรฐานเหล่านั้นไป
แล้วเขียนเพิ่มเฉพาะส่วนที่จำเป็นต้องเพิ่มเท่านั้น
2.2.3 ระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่อง ในการพัฒนาและการใช้ระบบข่าวสารการจัดการนั้น
ทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงความสำคัญของระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่อง (Manual Procedure)
เพราะถ้าระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่องไม่ดีหรือผู้ปฏิบัติไม่ปฏิบัติตามก็จะเข้าทำนองที่ว่าถ้าเอาขยะ
มูลฝอยส่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องก็อาจจะไปจัดตกแต่งให้สวยงามน่าดูขึ้น แต่ก็ยังเป็นขยะมูลฝอยอยู่
(Garbage in Garbage out) หากมีสาระสำคัญควรแก่การนำไปใช้ในการตัดสินใจก็จะทำให้ตัดสินใจผิดๆ ได้
ระเบียบวิธีปฏิบัติงานประกอบการใช้เครื่องนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ (System Analyst) จะต้องวางกฎไว้ให้
ถูกต้องชัดเจน และผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
2.2.4 ระเบียบวิธีการจัดการและการตัดสินใจ ระบบข่าวสารการจัดการจะช่วยเพียงเก็บรักษาและค้นหา
ข่าวสาร หรือสรุปข่าวสารให้เท่านั้น มิได้มีระเบียบวิธีการตัดสินใจไว้ด้วย (Management And Decision
Procedure) อาทิ ว่าจะใช้ระบบข่าวสารการจัดการในการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน ระบบข่าวสารการจัดการจะให้
ข่าวสารว่ามีเงินอยู่เท่าใด ลงทุนแบบใด ต้องใช้เงินเท่าใดเท่านั้น มิได้มีระเบียบวิธีการคำนวณเปรียบเทียบการลงทุน
แบบต่างๆ ว่าจะต้องลงทุนเป็นมูลค่าในปัจจุบันเท่าไร (Present Worth) จะได้ผลตอบแทนกลับมา (Rate of
Return) เท่าใด เป็นต้น
2.2.5 ระบบฐานข้อมูล ระบบข่าวสารการจัดการที่ใหม่ทันสมัยนั้นควรจะใช้ระบบข้อมูลหลัก
(Database) คือควรรวมแฟ้มข้อมูลทั้งหลายเป็นแฟ้มเดียวกัน เวลาจะแก้ข้อมูลใดก็แก้เพียงที่เดียว ไม่ต้องวิ่งตาม
แก้ในทุกแฟ้ม ซึ่งอาจจะมีการหลงลืมได้ ส่วนความจำของเครื่องก็จะใช้น้อยลงเพราะข้อมูลแต่ละข้อมีที่เก็บอยู่เพียง
ที่เดียวในแฟ้มหลัก ไม่ต้องเก็บซ้ำซ้อนในหลายๆ แฟ้ม เวลาจะทำคำสั่งเครื่องวิเคราะห์วิจัยอะไรใหม่ ก็อาจจะใช้
ข้อมูลในแฟ้มหลักได้ โดยไม่ต้องจัดตั้งแฟ้มใหม่ขึ้น โดยหลักการแล้วระบบข้อมูลหลักนี้ดีมาก แต่ในทางปฏิบัติ
เมืองไทยยังมีปัญหาอยู่เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรายังเล็ก และราคาค่าเช่าซอฟต์แวร์สำหรับบริหารงานข้อมูล
หลักก็ค่อนข้างจะสูงอยู่
2.3 คุณสมบัติของสารสนเทศที่ดี
สารสนเทศที่ดีต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) มีความถูกต้องเที่ยงตรง
(2) มีความน่าเชื่อถือได้
(3) ทันสมัยอยู่เสมอ
(4) สามารถตรวจสอบได้
(5) มีความปลอดภัย
(6) คุ้มค่าและประหยัด
(7) มีความยืดหยุ่น
(8) เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ
- 4 -
(9) ง่ายต่อการนำมาใช้งาน
2.4 วิธีพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
วิธีที่นำมาพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการอาจแบ่งออกได้เป็น 3 วิธีหลักด้วยกัน คือ
2.4.1 สร้างโครงการนำร่อง การมีโครงการนำร่องเพื่อให้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาในส่วนอื่นๆ
ขององค์กรช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดีเพื่อถึงเวลาที่จะต้องพัฒนาจริงจัง
2.4.2 จัดการฝึกอบรม การจัดให้มีการฝึกอบรมนั้นมีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างแนวความคิด ความสามัคคี
และนำเสนอโครงการนำร่อง เพื่อให้ทุกคนเห็นโอกาสและความเป็นไปได้
2.4.3 มีผลตอบแทน การจัดให้มีผลตอบแทนให้เห็นอย่างชัดเจน ช่วยทำให้พนักงานมีความมุ่งมั่น
ที่จะพัฒนาการใช้สารสนเทศให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
2.5 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ 6 ระบบ
ในการจัดการระบบสารสนเทศในองค์กรนั้นอาจจะแบ่งออกได้เป็น 6 ระบบย่อย (ดังแสดงในรูปที่ 2.1) ดังนี้
2.5.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการระดับสูง “ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการระดับสูง” หรือ “อีไอเอส
(EIS = Executive Information System)” นั้นจะเป็นระบบที่ใช้ในระดับกลยุทธ์ขององค์กรโดยจะมี
การพิจารณาข้อมูลทั้งภายนอกและภายในขององค์กร และเป็นระบบที่ออกแบบเพื่อให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูล
ที่เกี่ยวข้องกับงานกำลังดำเนินการ นอกจากนั้นระบบนี้ยังนำไปใช้ในการสนับสนุนการวางแผน อาทิ การสร้างนโยบาย
การวางแผน และการจัดเตรียมงบประมาณ เป็นต้น วัตถุประสงค์ของระบบสารสนเทศเทศเพื่อผู้บริหาร คือ เพื่อ
รวบรวม วิเคราะห์ และจัดรวมข้อมูลทั้งภายในและภายนอกเพื่อจัดทำเป็นโครงร่างประกอบการวินิจฉัย
ระบบสารสนเทศสนเทศเพื่อผู้บริหารอาจมีความแตกต่างกันตามความซับซ้อนของระบบ แต่ลักษณะร่วม
ของระบบนี้คือการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยทันที โดยที่ฐานข้อมูลนั้นประกอบไปด้วยข้อมูลทั้งเก่าและใหม่สุด
และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร ลักษณะสำคัญของระบบอีไอเอส คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล
ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อมูลจากการตรวจสอบข้อมูลซึ่งมีระดับของรายละเอียดแตกต่างกัน ความสามารถ
ในการวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานกรณีไม่ปกติ ความหลากหลายในการแสดงภาพ การจัดหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
และการให้ความสำคัญกับข้อมูลตามที่ผู้บริหารต้องการ สิ่งที่ระบบมีความสำคัญในระบบนี้ ประการแรก คือ
การค้นคืนข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสถานะการปฏิบัติการรายวันขององค์กร ประการที่สองคือ ตรวจสอบ
ความเปลี่ยนแปลงและแจ้งต่อผู้บริหาร และประการที่สามคือ รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับสมรรถภาพขององค์กร
ดังนั้นระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารจึงแตกต่างจากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการแบบดั้งเดิมดังนี้
• เป็นระบบที่ออกแบบขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริหารโดยเฉพาะ ในขณะที่ระบบ
สารสนเทศเพื่อการจัดการแบบดั้งเดิมเน้นที่การเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่
• สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงและปัญหาจำเพาะ รวมถึงรายงานสรุป
• มีเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม และ การรายงานกรณีไม่ปกติ
• มีข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร
• ใช้งานง่าย เช่น ใช้หน้าจอสัมผัส หรือใช้กดปุ่ม
• เป็นระบบที่ผู้บริหารใช้โดยตรง ปราศจากผู้ช่วย
• นำเสนอข้อมูลแบบรูปภาพ และเสียง
2.5.2 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทั่วไป “ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทั่วไป” หรือ “เอ็มไอเอส
(MIS = Management Information System)” นั้นเป็นระบบที่เกี่ยวกับการนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมขั้น
พื้นฐานมาประมวลผลให้เป็นสารสนเทศที่มีคุณค่าต่อผู้รับ ระบบนี้จะเกิดขึ้นเพื่อจะนำเสนอสารสนเทศต่อผู้บริหาร
- 5 -
ระดับล่างขององค์กรขึ้นไป เพื่อนำมาใช้ในการสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจของผู้บริหาร นอกจากนั้นยัง
ช่วยพนักงานในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้อีกด้วย
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการนี้สามารถที่จะดำเนินการโดยไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย แต่เนื่องจาก
ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ฉะนั้น ในปัจจุบันจึงมักจะ
ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ในการจัดโครงสร้างของสารสนเทศโดยแบ่งตามลำดับการนำไปใช้งานนั้น แบ่งออกเป็น
4 ระดับด้วยกัน คือ
(1) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการทางด้านการวางนโยบาย กลยุทธ์ และการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง
(2) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในการวางแผนการปฏิบัติ และการตัดสินใจในผู้บริหารระดับกลาง
(3) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการในระดับปฏิบัติการและการควบคุม ในขั้นตอนนี้ผู้บริหารระดับล่าง
จะเป็นผู้ใช้สารสนเทศเพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน
(4) ระบบสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผล ซึ่งในขั้นตอนนี้พนักงานจะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล
และป้อนข้อมูลเข้าสู่การประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศออกมาเสนอต่อผู้บริหาร
2.5.3 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ” หรือ “ดีเอสเอส (DSS = Decision
Support System)” เป็นระบบย่อยในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ดีเอสเอสช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับ
การจัดการ การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อน ระบบสนับสนุนการตัดสินใจนั้นแตกต่าง
จากระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการคือ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการจัดการข้อมูล
ที่มีลักษณะการทำงานที่เป็นประจำ มุ่งเน้นที่การใช้ข้อมูลของผู้บริหารระดับกลาง และสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
2.5.4 ระบบสารสนเทศเพื่อผู้ชำนาญการ “ระบบสารสนเทศเพื่อผู้ชำนาญการ” หรือ “เคดับบลิวเอส
(KWS = Knowledge Work Systems)” เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะด้านและเจ้าหน้าที่เทคนิคในการจัดสร้างและบูรณาการความรู้ในองค์กร มีการใช้ข้อมูลจากฐานความรู้โดยใช้
การประมวลผลแบบจำลอง หลังจากประมวลแล้วจะมีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย อาทิ กราฟฟิก เป็นต้น
2.5.5 ระบบสำนักงานอัตโนมัติ “ระบบสำนักงานอัตโนมัติ” หรือ “โอเอเอส (OAS = Office
Automation Systems)” เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ในองค์กรเพื่อการปฏิบัติงาน
ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการนำข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของเอกสารมาประมวลด้วยวิธีการจัดเก็บเอกสาร ตลอดจน
การจัดหมายกำ หนดการและการสื่อสาร โดยสามารถนำ เสนอข้อมูลในรูปแบบของเอกสารและตารางได้
อาทิ ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word Processing) และซอฟต์แวร์ทำตาราง (Excel) เป็นต้น
2.5.6 ระบบประมวลธุรกรรม “ระบบประมวลธุรกรรม” หรือ “ทีพีเอส (TPS = Transaction
Processing Systems)” เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการบันทึกงานธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
และมีความจำเป็นต่อการดำเนินงานขององค์กร ผู้ใช้ระบบประมวลธุรกรรมคือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและหัวหน้า
ผู้ปฏิบัติการระบบประมวลผลธุรกรรมจะมีการประมวลโดยวิธีการจัดเรียง รวบรวมและปรับปรุงรายการต่างๆ
โดยสามารถรายงานผลได้ทั้งแบบสรุปและแบบละเอียด
รูปที่ 2.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
แหล่งที่มา : Management Information Systems by K.C. Laudon and J.P. Laudon
- 6 -
2.6 ผลกระทบของการใช้ระบบสารสนเทศ
การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้งานในองค์กรนั้นมีประโยชน์มากมายแต่อย่างไรก็ตาม
การนำระบบแบบใหม่เข้ามาใช้ในองค์กรนั้นอาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่พอใจในการที่ต้องเรียนรู้ การทำงานใหม่
หรือไปศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นอาจจะเกิดผลกระทบได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้
2.6.1 ผลกระทบด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การพัฒนาประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการผลิตเป็นสิ่งที่ต้องการของทุกๆ บริษัท แต่จะต้อง
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของประสิทธิภาพและประสิทธิผลเสียก่อน มิฉะนั้นอาจจะทำให้ดำเนินการ
ไปสู่เป้าหมายที่ผิดพลาดได้โดยหลักการแล้วประสิทธิผลสามารถวัดได้ โดยใช้อัตราส่วนระหว่างปัจจัยนำเข้า
กับผลที่ได้รับ ประสิทธิผลที่ดีจะต้องทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ปัจจัยนำเข้าลดลง ตามปกติแล้วคนส่วนใหญ่
มักจะคิดว่าถ้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้เกิดประสิทธิผล แต่โดยความเป็นจริงแล้ว การทำงาน
อย่างมีประสิทธิภาพอาจจะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิผลก็ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าใครสามารถลดเวลาการทำงานอย่างใด
อย่างหนึ่งให้เสร็จรวดเร็วขึ้น ก็นับได้ว่าผู้นั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถ้าผลงานที่เขาทำอย่างมีประสิทธิภาพนั้น
ไม่มีผู้ใดนำไปใช้ประโยชน์อย่างใดเลย การทำงานของเขาก็ไม่ทำให้เกิดประสิทธิผล ฉะนั้นหน่วยงานจะต้องพยายาม
ปลูกฝังให้พนักงานมีความเข้าใจในเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผล นั่นคือ หน่วยงานจะต้องเน้นประสิทธิผล
มากกว่าประสิทธิภาพ หน่วยงานไม่ควรยอมรับการเปลี่ยนแปลงถ้าไม่เห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้เกิด
ประสิทธิผลดีขึ้น แม้การเปลี่ยนแปลงที่มีการนำเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยก็ไม่ได้เป็นหลักประกัน
ว่าจะทำให้เกิดประสิทธิผล สิ่งที่จะใช้วัดประสิทธิผลในกิจการต่างๆ มักจะเป็นกำไรที่ได้รับ แต่ถ้าเป็นกิจการที่ไม่หวัง
ผลกำไร ผู้บริหารก็ต้องหาสิ่งอื่นมาใช้ในการวัดประสิทธิผล
ข้อสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะติดตั้งระบบสำนักงานอัตโนมัติ คือจะต้องคำนึงถึงปัจจัย
ทั้งหมดที่มีผลกระทบต่อประสิทธิผล เมื่อกิจการตัดสินใจที่จะลดต้นทุนของสำนักงาน ปัจจัยแรกที่จะต้องให้ความสนใจ
ก็คือ แรงงานคน สำ หรับในต่างประเทศนั้นค่าใช้จ่ายด้านค่าแรงและเงินเดือนเป็นส่วนสำ คัญของต้นทุน
แต่ในประเทศไทยค่าแรงอาจจต่ำกว่าค่าเครื่องจักรอุปกรณ์มากจนความสำคัญของค่าแรงมีน้อยลง
2.6.2 ผลกระทบด้านความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร
การนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์กรนั้นสามารถช่วยให้การติดต่อสื่อสารภายในองค์กร
หรือระหว่างองค์กรเป็นไปได้โดยสะดวกรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่องโทรสารทำให้ส่งข้อความไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง
ได้รวดเร็ว ถูกต้อง และประหยัดกว่าการใช้แรงงานคน นอกจากเครื่องโทรสารแล้วยังมีอุปกรณ์ต่างๆ อีกเป็นจำนวน
มากที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น อาทิ การใช้คอมพิวเตอร์ในระบบธนาคาร สามารถทำให้
ติดต่อสื่อสารกันโดยตรงระหว่างสำนักงานใหญ่กับสาขา และระหว่างสาขาด้วยกันเอง เมื่อผู้บริหารต้องการข้อ
สารสนเทศใดก็สามารถเรียกหาได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน และจะได้รับข้อสารสนเทศนั้นในเวลาอันรวดเร็ว ไม่
ว่าจะจากเครื่องคอมพิวเตอร์กลาง หรือจากเครื่องคอมพิวเตอร์สาขาที่เชื่อมโยงกันอยู่ และการส่งจดหมายเชิญประชุม
ผ่านทางอีเมล์ เป็นต้น
ระบบการทำ งานที่นำ เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้นั้นสามารถช่วยในการติดต่อสื่อสาร
ทั้งในรูปแบบของเสียง รูปแบบของตัวอักษร และรูปแบบของรูปภาพได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แม้ว่าในระยะแรก
ของการใช้จะต้องลงทุนไปเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อใช้ไปเป็นระยะเวลานานแล้วก็จะได้ผลคุ้มทุน
2.6.3 ผลกระทบให้พนักงานต้องมีความรู้ความสามารถ
ในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้นั้น ผู้ใช้จะต้องมีความสามารถและมีความเชี่ยวชาญ
มากขึ้น อาทิ การใช้ระบบประมวลผลคำ ผู้ใช้ก็จะต้องเรียนวิธีใช้ เป็นต้น นั่นคือพนักงานจะต้องเรียนรู้เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ และต้องเรียนรู้การใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ใช้ในระบบ
การทำงาน
- 7 -
2.6.4 ผลกระทบต่อตำแหน่งการงาน
เมื่อพนักงานต้องศึกษาหาความรู้และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มมากขึ้น พนักงานก็จะได้
รับตำแหน่งดีขึ้น ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษารวบรวมสถิติด้านนี้ แต่ในประเทศอเมริกามีสถิติอย่างชัดเจน
ว่าเมื่อนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์กรแล้ว จำนวนผู้มีตำแหน่งต่ำจะน้อยลงและผู้มีตำแหน่งสูง
จะมากขึ้น นั่นคือ ถ้าเทียบกับระบบราชการไทยผู้มีตำแหน่งระดับ ซี 1 ซี 2 จะน้อยลงและผู้มีตำแหน่งระดับ ซี 3 ซี 4
จะมากขึ้น
2.6.5 ผลกระทบให้คนพิถีพิถันมากขึ้น
เมื่อก่อนนั้นเวลาเลขาพิมพ์จดหมายมีคำผิดมาให้ นายก็อนุญาตให้ใช้สีขาวป้ายปิดและพิมพ์ทับลงไป
แล้วยอมเซ็นชื่อทั้งๆ ที่เห็นชัดๆ ว่ามีรอยแก้ แต่ในปัจจุบันเมื่อนำคอมพิวเตอร์มาใช้แล้ว นอกจากจะไม่ยอม
ให้มีรอยแก้แล้วยังพิถีพิถันอย่างอื่นมากขึ้น อาทิ ถ้ารู้สึกว่าข้อความในจดหมายสั้นไปทำให้เห็นที่ว่างมาก ก็สั่งให้เลขา
ปรับความกว้างของบรรทัด ทำให้มีจำนวนบรรทัดมากขึ้น หรือให้ใช้ตัวใหญ่พิเศษและตัวเอน เพื่อเน้นข้อความต่างๆ
[12] [13] [14]
3. การวิเคราะห์และออกแบบระบบ
การวิเคราะหืและการออกแบบระบบนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีมุมมองได้หลายมุมมอง อาทิ พิจารณา
ด้านเครื่องจักรอุปกรณ์ หรือฮาร์ดแวร์ ด้านคำสั่ง หรือซอฟต์แวร์ ด้านบุคลากร ด้านข้อมูลข่าวสาร เครือข่าย และการรักษา
ความปลอดภัย เป็นต้น
3.1 ฮาร์ดแวร์
ฮาร์ดแวร์ คือ เครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นชุดคอมพิวเตอร์ทั้งส่วนประกอบภายในและภายนอก
อาจประกอบไปด้วย อาทิ หน่วยประมวลผลกลางหรือ “ซีพียู (CPU = Central Processing Unit)” หน่วยรับ
ข้อมูล (Input) หน่วยแสดงผล (Output) หน่วยความจำหลัก (Main Memory) หน่วยความจำสำรอง
(Secondary Storage) และอุปกรณ์ต่อพ่วง (Accessories) เป็นต้น
ฮาร์ดแวร์ที่จะใช้ในการจัดการนั้น ควรจะเป็นฮาร์ดแวร์ชนิดที่มีความเร็วสูง มีส่วนความจำหลายระดับ
เป็นจำนวนมาก สามารถต่อเครื่องเทอร์มินอล ทั้งแบบโทรทัศน์และพิมพ์ดีด เพื่อปฏิบัติงานแบ่งปันการใช้ข้อมูล
แบบออนไลน์ (On-Line Time-Sharing) เพื่อส่งข้อมูลเข้าและนำเอาข้อมูลออกได้รวดเร็วทันความต้องการ
ซึ่งในปัจจุบันนั้นการต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการที่จะติดต่อ รับส่งข้อมูลระหว่างกัน
ในประเทศไทยได้มีการพัฒนาไปไม่น้อย เช่น มีโรงงานทำแผงวงจรส่งไปขายต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล
แต่ถ้าจะพิจารณาให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ แล้วส่งออกด้วยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10-30
เท่านั้น นอกจากนั้นก็มีโรงงานทำอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น โรงงานทำจานแม่เหล็ก โรงงานเครื่องพิมพ์ โรงงาน
แป้นพิมพ์ และโรงงานจอภาพ เป็นต้น ส่วนการทำ “ไมโครชิพ” หรือ “เวเฟอร์” นั้นได้มีการกล่าวขวัญกันมาก
แต่เป็นงานที่จะต้องซื้อเครื่องจักรโรงงานสำหรับการผลิตมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และเครื่องจักรโรงงานที่ใช้
ในการผลิตนี้ล้าสมัยเร็วมาก ฉะนั้น จึงขึ้นอยู่กับแผนการตลาดว่าจะสามารถขายได้รวดเร็ว คุ้มทุนก่อนที่เครื่องจักร
โรงงานจะล้าสมัยหรือไม่ [10]
3.2 ซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์ (Software) คือ ชุดคำสั่งที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน อาจแบ่งเป็น 2 ประเภท
3.2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) คือ หน่วยรับเข้า-ส่งออก หน่วยความจำ และประมวลผล
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีการดำเนินงานกับอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น [5]
หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย
- 8 -
1) เป็นหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก อาทิ รับการกดแป้นต่าง ๆ บนแผงแป้นอักขระ ส่งรหัสตัวอักษรออก
ทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้า และส่งออกอื่น ๆ อาทิ เมาส์ และอุปกรณ์
สังเคราะห์เสียง เป็นต้น
2) เป็นหน่วยความจำเพื่อนำข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจำหลัก หรือในทำนองกลับกัน
คือ นำข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก
3) เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น อาทิ การขอดูรายการ
สารระบบในแผ่นบันทึก และการทำสำเนาแฟ้มข้อมูล เป็นต้น
ซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย
1) ระบบปฎิบัติการ หรือ “โอเอส (OS = Operating System)” เป็นซอฟตแวร์ที่ใช้ในการดูแล
ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมาก อาทิ “ดอส (DOS = Disk Operating
System)” “วินโดวส์ (Windows)” “โอเอสทู (OS/2)” และ “ยูนิกซ์ (UNIX)” เป็นต้น
2) ซอฟต์แวร์แปลภาษาคอมพิวเตอร์ (Complier) การพัฒนาซอฟตแวร์จำเป็นต้องแปลภาษาระดับสูง
ให้เป็นภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะมีหลายภาษา เพื่อช่วยให้ผู้เขียนซอฟต์แวร์สามารถเขียน
ชุดคำสั่งและเข้าใจได้ง่ายขึ้น และสามารถปรับปรุงแก้ไขซอฟต์แวร์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังได้
ภาษาระดับสูงที่เป็นที่นิยมและรู้จัก อาทิ ภาษาปาสคาล (Pascal) ภาษาเบสิก (Basic) ภาษาซี (C)
และภาษาโคบอล (Cobol) เป็นต้น
3) ซอฟต์แวร์ใช้งานร่วม (Utilities) อาทิ จัดอันดับ (Sort) เป็นต้น
3.2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองตาม
ความต้องการของใช้งานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ หรือพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานทั่วไป [5]
1) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ใช้งานเฉพาะด้าน อาทิ ซอฟต์แวร์ด้านบัญชี ซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรมนุษย์
และซอฟต์แวร์ด้านบริการลูกค้า เป็นต้น
2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ใช้งานทั่วไป ซอฟตแวร์สำเร็จรูป ที่เป็นที่นิยมของผู้ใช้ 5 กลุ่มใหญ่
• ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (Word Processing Software) อาทิ ไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft
Winword) ซียูไรด์เตอร์ (CU Writer) โลตัสเวิร์ดโปร (Lotus Word Pro) และซอฟต์แวร์
ประมวลคำของชุดซอฟต์แวร์ปลาดาว (PraDao) เป็นต้น
• ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (Spread Sheet Software) อาทิ ไมโครซอฟต์เอ็กซ์เซล (Microsoft
Excel) และ โลตัส (Lotus) เป็นต้น
• ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Data Base Management Software)
• ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation Software) อาทิ ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยนต์ (Microsoft
PowerPoint) และ โลตัสฟรีแลนซ์ (Lotus Freelance) เป็นต้น
• ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล (Data Communication Software)
ด้านซอฟต์แวร์หรือคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานนั้น มีตัวอย่างที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก
คือ ที่บังกะลอร์ ประเทศอินเดีย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงนำรายได้เข้าประเทศอินเดียเป็นหมื่นล้าน
เป็นแสนล้านบาท ฉะนั้น ประเทศไทยจึงน่าจะส่งเสริมพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งเพื่อการส่งออกและเพื่อทดแทนการนำเข้า
3.3 บุคลากร
บุคลากร (Peopleware) คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่างๆ และผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานนั้นๆ
บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์นั้น มีความสำคัญมาก เพราะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ นั้นจะต้องมีการจัดเตรียม
เปลี่ยนระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดำเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่มีความ
เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ฉะนั้น บุคลากรนับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ด้วย [6]
- 9 -
บุคลากร อาจแบ่งเป็น 3 ระดับ มีดังต่อไปนี้
1) ผู้บริหาร อาทิ ผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการฝ่าย และผู้จัดการแผนก เป็นต้น
2) ผู้
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น