1/32
บทนำ
ความเป็นมา
ตามมาตรา 12 วรรค 4 แห่ง พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
ได้กำหนดให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ให้
ผู้บริการมีสิทธิใช้เลขหมายโทรคมนาคมเดิม ทั้งนี้ ให้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้รับใบอนุญาต
ที่เกี่ยวข้องด้วย ประกอบกับมาตรา 51(1) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการ
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 กำหนดให้ กทช. มีอำนาจหน้าที่ในการ
กำหนดนโยบายจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมและแผนความถี่วิทยุให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ
ของรัฐธรรมนูญ แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ ซึ่ง กทช. ได้
จัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2548-2550 โดยกำหนดเป้าหมายให้มีหลักเกณฑ์ว่าด้วยสิทธิการ
คงเลขหมาย หรือสิทธิการใช้เลขหมายโทรคมนาคมเดิมของประเทศไทย ไว้แล้ว อย่างไรก็ดี กทช. ได้เตรียม
ความพร้อมเพื่อการกำหนดให้มีบริการคงสิทธิเลขหมายโทรคมนาคมเดิมโดยได้มีมติในการประชุมครั้งที่
31/2549 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 มอบหมายให้ สำนักงาน กทช. ดำเนินการจัดจ้างศูนย์บริการวิชาการ
แห่งจุฬาลงกรณ์เพื่อทำการศึกษาวิจัยการโครงการ การกำหนดรูปแบบและแนวทางการบริหารของการ
ใช้เลขหมายเดียวทุกระบบ (Number Portability) นอกจากนี้ สำนักงาน กทช. ยังได้รับความร่วมมือจาก
นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และผู้แทนสมาคมคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เพื่อพิจารณาในการกำหนดแนวทาง
เพื่อการกำหนดใช้การคงสิทธิเลขหมายเดิม รวมถึง การคาดคะเนผลกระทบที่อาจเกิด สำนักงาน กทช. ได้
แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อประยุกต์ใช้สิทธิการคงเลขหมายเดิมสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งประกอบด้วย
นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และผู้แทนสมาคมคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ได้ร่วมกันจัดทำ ร่าง ประกาศ กทช.
ว่าด้วยหลักเกณฑ์การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ กทช. ได้ตระหนักถึงความสำคัญต่อการกำหนด
ใช้บริการนี้ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและเตรียมการเพื่อดำเนินการของโครงการ MNP เพื่อกำหนด
กลยุทธ์และแผนการดำเนินการของการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่และเพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูล
อันเป็นประโยชน์ของบริการนี้ รวมทั้ง เป็นการรับทราบความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ประชาชน
ผู้ใช้บริการทั่วไป ในมุมมองที่แตกต่าง เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์แห่งการคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง
การคงสิทธิเลขหมาย หรือ Number Portability นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการในการ
เลือกรับบริการแล้วยังส่งผลให้ผู้ประกอบการมีแข่งขันมีการพัฒนาคุณภาพบริการเพื่อรักษากลุ่มลูกค้า
ของตน และมีการใช้ทรัพยากรเลขหมายโทรคมนาคมอย่างคุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการแข่งขัน
และด้านเลขหมายโทรคมนาคม
2/32
บทที่ 1 การบริการคงสิทธิเลขหมาย
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การบริการคงสิทธิเลขหมาย หรือ Number Portability ภายใต้กิจการโทรคมนาคม หมายถึง
บริการซึ่งสามารถเอื้อให้ผู้ใช้บริการยังคงถือครองเลขหมายเดิมได้ ในขณะที่สามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการ
สถานที่ หรือประเภทบริการได้ โดยที่ การกำหนดสิทธิการใช้เลขหมายโทรคมนาคมเดิม จะแบ่งตาม
ประเภทบริการ ดังนี้
1) บริการโทรศัพท์ประจำที่ (Fixed-line Number Portability)
2) บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Number Portability)
ซึ่งในแต่ละประเภทบริการนั้น สามารถพิจารณากำหนดประเภทของสิทธิการใช้เลขหมาย
โทรคมนาคมเดิม ได้ดังนี้
1) สิทธิในการเปลี่ยนผู้ให้บริการ (Service Provider Portability)
2) สิทธิในการเปลี่ยนประเภทบริการ (Service Portability)
3) สิทธิในการเปลี่ยนสถานที่เข้าถึงบริการ (Location Portability)
รูปที่ 1.1 แสดงสรุปบริการและประเภทสิทธิ
3/32
รูปแบบของสิทธิการคงเลขหมาย
รูปที่ 1.2 แสดงรูปแบบของสิทธิการคงเลขหมาย
สิทธิการเปลี่ยนผู้ให้บริการ
รูปแบบของสิทธิการคงเลขหมาย เงื่อนไข
1) ต้องอยู่ในประเภทกิจการเดียวกัน
สิทธิการเปลี่ยนประเภทบริการ 1) ต้องอยู่ในประเภทกิจการเดียวกัน อาทิ
prepaid และ postpaid
สิทธิการเปลี่ยนสถานที่เข้าถึงบริการ
1) ต้องอยู่ในรหัสพื้นที่เดียวกัน
2) อยู่ในพื้นที่ให้บริการของผู้ประกอบการ
4/32
บทที่ 2
ทางเลือกด้านเทคนิคสำหรับการจัดการระบบเพื่อรองรับสิทธิการใช้เลขหมายโทรคมนาคมเดิม
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้การกำหนดให้มีสิทธิการใช้เลขหมายโทรคมนาคมเดิม หรือ
Number Portability ได้แก่ การปรับปรุงระบบโครงข่าย และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถบริหาร
จัดการต่อเลขหมายโทรคมนาคมของผู้ใช้บริการได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว นั้น การเลือกวิธีการที่จะนำ
มาใช้ จึงเป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการเป็นลำดับแรก วิธีทางเทคนิคในปัจจุบันที่ได้มีการนำมาใช้มีอยู่ทั้งหมด 4
วิธี ตามที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ International Telecommunication Union (ITU)
ได้ให้คำแนะนำไว้ข้อเสนอแนะ ITU-T E.164 ดังนี้
(1) Onward routing หรือ Call Forwarding
(2) Dropback
(3) Query on Release (QoR)
(4) All call query
นอกจากนั้น ในข้อเสนอดังกล่าว ยังได้ให้ข้อเสนอแนะในเรื่องระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งแบ่งได้
เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
(1) Distributed database
(2) Centralized database
โดยรายละเอียดทั้งวิธีทางเทคนิคและระบบจัดการฐานข้อมูลเป็นดังนี้
2.1) วิธีทางเทคนิคของระบบสำหรับรองรับสิทธิการใช้เลขหมายโทรคมนาคมเดิม
วิธีทางเทคนิคของระบบสำหรับรองรับสิทธิการใช้เลขหมายโทรคมนาคมเดิม ตามที่ สหภาพ
โทรคมนาคมระหว่างประเทศระบุในข้อเสนอแนะใน ITU-T Rec E.164 เพื่อความเข้าใจจึงได้กำหนด
ค่าตัวแปรเพื่อประกอบการอธิบายดังนี้
a คือ ผู้ใช้บริการที่เป็นฝ่ายเรียกออก (Calling Subscriber)
A คือ โครงข่ายที่ a ใช้บริการ (Originating Network)
b คือ ผู้ใช้บริการที่เป็นฝ่ายถูกเรียก (Called Subscriber)
B คือ โครงข่ายเดิมที่ b เปิดใช้บริการในครั้งแรก (Donor Network)
C คือ โครงข่ายใหม่ที่ b รับบริการในปัจจุบัน (Recipient Network)
2.1.1 Onward routing principle หลักการนี้ คือ ผู้ให้บริการรายเดิมยังคงต้องทำหน้าที่กำหนดเส้น
ทางและเชื่อมต่อการติดต่อไปยังผู้ให้บบริการรายใหม่ทุกครั้งที่มีการเรียกไปยังผู้ใช้บริการที่มีการโอนย้าย
ผู้ให้บริการ เส้นทางการติดต่อระหว่างผู้ใช้ a และผู้ใช้ b จะต้องผ่านโครงข่าย B ด้วย ตามรูปที่ 2.1
5/32
รูปที่ 2.1 แสดงลำดับขั้นการติดต่อสื่อสารวิธี Onward routing
2.1.2 Dropback principle หลักการของวิธี Dropback คือ ผู้ให้บริการรายใหม่เพียงแต่ส่งข้อมูล
ของผู้ใช้ b กลับคืนให้โครงข่าย A ทราบว่าผู้ใช้ b ได้ย้ายไปใช้บริการที่โครงข่าย C แล้ว ซึ่งหลังจากที่โครง
ข่าย A ได้รับข้อมูลแล้ว โครงข่าย A จะดำเนินการกำหนดเส้นทางและเชื่อมต่อการติดต่อไปยังโครงข่าย C
เพื่อให้โครงข่าย C ดำเนินการติดต่อไปยังผู้ใช้ b ต่อไป ซึ่ง โดยท้ายที่สุดแล้ว เส้นทางการติดต่อระหว่างผู้ใช้
a และผู้ใช้ b จะไม่จำเป็นต้องผ่านโครงข่าย B ด้วย ตามรูปที่ 2.2
รูปที่ 2.2 แสดงลำดับขั้นการติดต่อสื่อสารวิธี Dropback
2.1.3 Query on Release (QoR) principle หลักการคล้ายกับวิธี Onward routing แต่แตกต่างกัน
เพียงเมื่อ โครงข่าย B ได้รับการร้องขอการติดต่อจากโครงข่าย A แล้ว พบว่าผู้ใช้ b ไม่ใช้ผู้ใช้บริการในโครง
ข่ายของตนแล้ว จะแจ้งกลับไปยังโครงข่าย A แต่เพียงว่าผู้ใช้ b ได้ย้ายไปใช้บริการในโครงข่ายอื่นแล้วเท่า
นั้น จากนั้น โครงข่าย A จะต้องค้นหาในระบบฐานข้อมูลว่าผู้ใช้ b ได้ย้ายไปใช้บริการในโครงข่ายไหน แล้ว
จึงดำเนินการติดต่อไปที่โครงข่ายนั้นต่อไป ตามรูปที่ 2.3
6/32
รูปที่ 2.3 แสดงลำดับขั้นการติดต่อสื่อสารวิธี Query on Release
2.1.4 All call query principle เป็นวิธีที่โครงข่ายของผู้ใช้ a คือโครงข่าย A จะต้องเป็นผู้ค้นหาใน
ฐานข้อมูลก่อนที่จะดำเนินการเรียกออก โดยเมื่อได้รับข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลแล้ว โครงข่าย A จะดำเนิน
การกำหนดเส้นทางการติดต่อไปยังโครงข่ายของผู้ใช้ปลายทางต่อไป ตามรูปที่ 2.4
รูปที่ 2.4 แสดงลำดับขั้นการติดต่อสื่อสารวิธี All call query
7/32
ตารางที่ 2.1 เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธีทางเทคนิค
รูปที่ 2.5 แสดงสัดส่วนวิธีการจัดเส้นทางการเรียก (Routing) สำหรับ MNP1 ในประเทศต่าง ๆ
52%
24%
16%
8%
All Call Query
Call Forwarding
All Call Query and
Query on Release
Call Forwarding and
All Call Query
8/32
All Call Query vs. Call Forwarding
1) การลงทุนตั้งต้น(Set-up cost) ค่อนข้างสูง 1) การลงทุนตั้งต้น(Set-up cost) ต่ำ
2) เป็นการลงทุนในระยะยาว 2) ในอนาคตหากผู้บริโภคทำ MNP มากขึ้นก็อาจจำเป็น
ต้อง migrate ระบบไปใช้วิธี All Call Query
3) ไม่มีปัญหาการรับ-ส่ง SMS, MMS 3) อาจมีปัญหาการรับ-ส่ง SMS, MMS ซึ่งจำเป็นต้อง
พัฒนาระบบรองรับเพิ่มเติม
4) สามารถแสดงหมายเลขโทรเข้า (Caller ID) ที่
ถูกต้อง
4) ไม่สามารถแสดงหมายเลขโทรเข้า (Caller ID) ที่ถูก
ต้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและมั่ง
คงของชาติ (National security issue)
5) ไม่เกิดความสับสนและปัญหาในการเรียกเก็บ
เงิน
5) สามารถเกิดความสับสนและปัญหาในการเรียกเก็บ
เงินได้ง่าย
6) ไม่มีปัญหา หากมีผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
เลิกกิจการ
6) สามารถเกิดปัญหา หากมีผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
เลิกกิจการ
7) พิจารณาในแง่เทคนิค
• ประหยัดการใช้งานช่องสัญญาณ หรือ
Optimized Routing
• ไม่เพิ่มความซับซ้อนในโครงข่าย โดยส่งผลกับ
การเชื่อมต่อสัญญาณในโครงข่ายค่อนข้างน้อย
(Minimal signaling impact)
• ไม่มีผลต่อระยะเวลาการต่อสัญญาณ (Call setup
time)
7) พิจารณาในแง่เทคนิค
• สิ้นเปลืองการใช้งานช่องสัญญาณ หรือ Non-
Optimized Routing/Tromboning
• เพิ่มความซับซ้อนในโครงข่าย ส่งผลกับการเชื่อมต่อ
สัญญาณในโครงข่ายค่อนข้างมาก
• ระยะเวลาการต่อสัญญาณ (Call set-up time) มากขึ้น
โดยเฉพาะการเรียกเข้าจากต่างประเทศที่ใช้เวลานาน
ทำให้ผู้เรียกเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
ตารางที่ 2.2 แสดงข้อเปรียบเทียบ 1ระหว่างวิธี All Call Query และ Call Forwarding
2.2 การจัดการฐานข้อมูลเลขหมาย (Numbering Database Management) 1 สำหรับเลขหมายที่มีการโอนย้าย
จำแนกได้ 2 รูปแบบ ดังนี้
2.2.1 แบบศูนย์กลาง (Centralized Model) ใช้ฐานข้อมูลอ้างอิงฐานข้อมูลเดียวที่มีเลขหมายโทรศัพท์
เคลื่อนที่ทั้งหมด หรือมีข้อมูลเลขหมายที่โอนย้ายทั้งหมด โดยอาจไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลเลขหมายที่ไม่ได้
โอนย้าย ซึ่งตามปกติแล้วข้อมูลอ้างอิงนี้จะมีการทำสำเนาให้กับฐานข้อมูลปฏิบัติการ (Operational
Databases) ของโครงข่ายที่ร่วมโรงการเป็นหลักสำคัญ ฐานข้อมูลอ้างอิงแบบศูนย์กลางสำหรับการเปลี่ยน
9/32
ผู้ให้บริการโดยไม่เปลี่ยนเลขหมาย มักดำเนินการโดยผู้ให้บริการโครงข่ายซึ่งอาจประกอบด้วยผู้ให้บริการ
โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือโครงข่ายทั้งหมดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดสรรเส้นทาง ซึ่งการดำเนินการ
และการบำรุงรักษาฐานข้อมูลเลขหมายแบบศูนย์กลางอาจทำการคัดเลือกบริษัทอื่นๆ ที่มีประสบการณ์
ในการดูแลฐานข้อมูล
2.2.2 แบบกระจาย (Distributed model) วิธีการนี้มีฐานข้อมูลหลายแห่ง โดยแต่ละแห่งอาจมีเฉพาะ
ข้อมูลเลขหมายของผู้ให้บริการโครงข่ายของตนเองแห่งเดียวเท่านั้น ข้อมูลทั้งหมดของเลขหมายโทรศัพท์
เคลื่อนที่ทั้งที่ไม่ได้โอนย้ายและทำการโอนย้ายแล้วจะได้จากการรวบรวมฐานข้อมูลจากแต่ละแห่ง
รูปแบบฐาน
ข้อมูล
คุณลักษณะ ข้อดี ข้อเสีย
Centralized
Database
1. Reference database ทำหน้าที่เก็บ
ข้อมูลของแต่ละเลขหมายที่มีการ
พอร์ตแต่ละโครงข่ายจะแจ้งให้
clearinghouse ทราบถึงการขอพอร์ต
ของแต่ละเลขหมาย
2.Query database เป็นส่วนที่ให้ข้อมูล
เลขหมายเส้นทางระหว่างเริ่มการเรียก
บนพื้นฐานของเลขหมายที่ถูกเรียก ซึ่ง
ฐานข้อมูลตัวนี้จะถูกปรับให้ทันต่อ
การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดย
Reference database ใน clearinghouse
ซึ่งควรมีส่วนประมวลผลเสริม
(Redundant processor) และระบบเก็บ
ข้อมูลสำรองเพื่อรับรองความน่าเชื่อ
ถือ (Reliability) และสภาพพร้อมใช้
งาน (Availability) โดย Query
database นี้เป็นทรัพยากรส่วนกลางที่
ทุกโครงข่ายสามารถใช้งานได้ และ
ทุกโครงข่ายต้องสนับสนุนค่าใช้จ่าย
ในการใช้ฐานข้อมูล เช่น เสียค่าธรรม
เนียมในการขอใช้ข้อมูล
1.การประสานเวลา
(Synchronization) ระหว่างผู้ใช้
บริการที่ขอพอร์ตและสภาพ
พร้อมใช้งานของข้อมูลให้แก่
โครงข่าย ไม่มีโอกาสที่ฐานข้อ
มูลต่างโครงข่ายจะไม่ตรงกัน
2.ความล่าช้าในการปรับปรุง
Query database น้อย
ไม่ต้องมีการบริหารจัดการฐาน
ข้อมูลแยกของแต่ละโครงข่าย
1. ต้องใช้กลไกการจัดตั้ง
2.โครงข่ายที่ขอข้อมูลอาจให้ความ
สำคัญกับฐานข้อมูลของตนเองมาก
กว่า
3.ผลกระทบต่อประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น
ได้เมื่อมีการขอพอร์ตเลขหมายหรือ
ร้องขอข้อมูลจำนวนมาก ถ้าฐานข้อ
มูลที่จัดตั้งสามารถรองรับได้น้อยและ
การขอพอร์ตเลขหมายมีมากกว่า
จำนวนที่คาดการณ์ไว้ จึงต้องจัดหาที่
เก็บฐานข้อมูลเพิ่มเติม แทนที่จะ
กระจายข้อมูลเป็นกลุ่มฐานข้อมูลไป
ยังโครงข่ายที่แยกออกไป
10/32
รูปแบบฐาน
ข้อมูล
คุณลักษณะ ข้อดี ข้อเสีย
Distributed
Database
Distributed
Database
1.Donor network ต้องมีข้อมูลของเลข
หมายที่พอร์ตออกไป
2. ไม่มีการจัดการและบริหารข้อมูล
ส่วนกลางของการพอร์ตเลขหมาย
3. Recipient network ต้องแจ้งไปยัง
Donor network ก่อนทำการพอร์ตเลข
หมาย
4.แต่ละโครงข่ายต้องมีฐานข้อมูลของ
ตนเองเกี่ยวกับ Donor และ Recipient
Network ของแต่ละเลขหมายที่ทำการ
พอร์ต แต่ละโนดในทุกโครงข่ายต้อง
สามารถส่ง SS7 query ไปยังฐานข้อ
มูลที่ถูกต้องได้ เพื่อตัดสินว่าโครงข่าย
ใดเป็น Donor และ Recipient ของเลข
หมายที่ทำการพอร์ตดังกล่าว
1. การทำงานจะเกี่ยวข้องกับ
Donor network และโครงข่าย
อื่นที่เกี่ยวข้องกับการพอร์ตเลข
หมายเท่านั้น
1.อาจเป็นการยากที่จะรับรองว่าการ
เปลี่ยนแปลงข้อมูลของ Donor
network ขณะทำการพอร์ตจะเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาเดียวกับโครงข่ายอื่นที่
เกี่ยวข้อง
2.มีข้อผิดพลาดและข้อมูลไม่ตรงกัน
ถ้าทุกโครงข่ายที่เกี่ยวข้องกับการ
พอร์ตไม่ทำการปรับให้ตรงกันเป็น
ประจำ
3. การแก้ปัญหาซับซ้อนหากเกิดการ
จัดเส้นทางที่ผิดพลาด
ตารางที่ 2.3 แสดงคุณลักษณะของระบบฐานข้อมูล
รูปที่ 2.6 แสดงสัดส่วนของการจัดการฐานข้อมูล 1ในประเทศต่างๆ ที่มีการใช้งาน Number Portability
83%
13%
4%
Centralized
Distributed
Hybrid
11/32
จากผลการศึกษาโดยคณะที่ปรึกษาจากศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอ
แนะรูปแบบทางเทคนิคที่มีประสิทธิภาพที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นรูปแบบที่นานา
ประเทศซึ่งได้มีบริการสิทธิการคงเลขหมาย (Number Portability) ยอมรับและนำไปใช้ คือ All Call Query –
ACQ ประกอบกับ รูปแบบของระบบฐานข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย อันจะทำให้บริการสิทธิการ
คงเลขหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด จึงควรเป็นแบบ Centralized Database
1 ที่มา รายงาน การกำหนดรูปแบบและแนวทางการบริหารของการใช้เลขหมายเดียวทุกระบบ (Number Portability) โดย
คณะที่ปรึกษาจากศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2 Mobile Number Portability การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่
12/32
บทที่ 3
รูปแบบการบริหารจัดการระบบฐานข้อมูล1
________________________________________________________________________________________________________________________
ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นถึงระบบฐานข้อมูลแบบกระจายจะอยู่ในความรับผิดชอบ
ของผู้ให้บริการแต่ละรายโดยตรง ในที่นี้จะได้เสนอรูปแนวทางการบริหารจัดการ Centralized Database
หรือ Centralized Clearinghouse
3.1 Consortium เป็นการบริหารจัดการโดยกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการทุกรายที่มีอยู่จัดตั้งคณะทำงาน
(Commission) ขึ้นมาเพื่อร่วมกันบริหาร Clearinghouse โดยคณะทำงานจะกำหนดโครงสร้างการทำงานและ
การโหวตเพื่อออกความเห็น และมีหน้าที่ในการกำหนดรูปแบบและทิศทางการดำเนินการที่เหมาะสม
ของ Clearinghouse แต่การดำเนินงานค่อนข้างช้าเนื่องจากต้องพิจารณาข้อกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึง
การคัดเลือกคณะทำงานเพื่อความเป็นกลางของสมาชิกทุกราย และอาจมีผลกระทบเมื่อมีผู้ให้บริการรายใหม่
เกิดขึ้น
3.2 Third Party เป็นการบริหารจัดการโดยบริษัทที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล
โดยบริษัทนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้บริการรายใด ซึ่งทำให้การโอนย้าย (Porting) เลขหมายเป็นไปอย่าง
มีประสิทธิภาพ แต่อาจมีข้อกังขาเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลและความลับของลูกค้า อย่างไรก็ตาม
การบริหารจัดการด้วยวิธีนี้ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากบริษัทที่เข้ามาดำเนินการ
ต้องการแสวงหาผลกำไรและอาจไม่ดำเนินการไปตามแนวทางที่ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการต้องการ
ประโยชน์ของการมี Clearinghouse มีดังต่อไปนี้
(1) เป็นตัวกลางในการเคลียร์การเรียกเก็บค่าบริการและชำระบัญชี (settlement) ของลูกค้า
MNP2 ระหว่างผู้ประกอบการ
(2) อำนวยความสะดวกในการโอนย้ายและการมีสิทธฺคงเลขหมายของลูกค้าให้เป็นไปอย่าง
ราบรื่นภายในเกณฑ์เวลาที่มีการกำหนดไว้
(3) เป็นผู้แก้ปัญหาและข้อพิพาทขั้นแรกเมื่อลูกค้า MNP ร้องเรียนความไม่เป็นธรรม
(4) สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ได้สำหรับการบริหารจัดการเลขหมายที่เพิ่มขึ้นและเป็นการ
ใช้ numbering capacity อย่างมีประสิทธิภาพ
(5) เป็นการขยายการบริการเพิ่มเติม เช่น Carrier Pre-Selection, Directory Service, ENUM
เป็นต้น
(6) Solution simplifies Lawful Interception และทำให้ผู้กำกับกิจการโทรคมนาคมสามารถ
ตรวจสอบบัญชีและตรวจข้อกฏหมาย
13/32
บทที่ 4
ประสบการณ์ การใช้งานในต่างประเทศ
___________________________________________________________________________
การคงสิทธิเลขหมายเสมือนเป็นสิทธิของผู้ใช้บริการอันพึงได้รับ พิจารณาจากข้อมูลการ
กำหนดใช้ ดังต่อไปนี้
วิธีจัดเส้นทาง ประเทศที่ใช้
Call Forwarding สเปน, สวิสเซอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร
All Call Query ออสเตรีย, โครเอเทีย, ไซปรัส, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, เยอรมัน,
ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบอร์ก, มอลตา, เนเธอร์
แลนด์, นอรเวย์, โปแลนด์, สโลเวเนีย
Call Forwarding และ All
Call Query
ฝรั่งเศส, สวีเดน
All Call Query และ
Query on Release
เบลเยี่ยม, โปรตุเกส
ตารางที่ 4.1 วิธีการจัดเส้นทางการเรียกใน MNP และ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น