วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3992 (3192)
ก้าวใหม่ "กรมศุลฯ" โกอินเตอร์เชื่อมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไร้สายจากการที่รัฐบาลมีนโยบายมุ่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ให้มีความทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศ โดยมีเป้าหมายใหญ่ที่จะลดต้นทุนในด้านการขนส่งสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งการวางระบบของการผ่านพิธีการศุลกากรทั้งในด้านของการนำเข้าและ ส่งออกสินค้า ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์โดยปัจจุบัน กรมศุลกากรทำหน้าที่ในการตรวจสอบใบอนุญาตหรือใบรับรองสินค้าแทนส่วนราชการอื่นๆ ประมาณ 28 แห่ง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้านำเข้าหรือส่งออกบางรายการ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแล และควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เช่น อาหาร ยา สารพิษ น้ำมันเชื้อเพลิง อาวุธยุทธภัณฑ์ สุรา ยาสูบ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ประสงค์จะนำเข้า หรือส่งออกสินค้าเหล่านี้ จะต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรองจากหน่วยงานที่มี หน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมายมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากร ณ ที่ด่านศุลกากร ซึ่งอาจจะทำให้ผู้นำเข้าและ ส่งออกไม่ได้รับความสะดวก อีกทั้งเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนั้นทางคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลและบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์ จึงได้มอบหมายให้กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง "NATIONAL SINGLE WINDOW : NSW" ทำหน้าที่ ในการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร ระหว่างกรมศุลกากรกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้ง 28 แห่ง ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบระบบ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับ 5 หน่วยงาน เป็นโครงการนำร่อง ได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งทาง BOI คาดว่า จะเริ่มดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานเหล่านี้ได้ก่อนวันที่ 30 กันยายนนี้ และเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เหลืออีก 23 แห่งในปี 2553นอกจากนี้ ทางกรมศุลกากรยังมีแผนการที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจาก NSW ไปยังฐานข้อมูลของประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ "ASEAN SINGLE WINDOW ; ASW" โดยจัดทำโครงการนำร่องร่วมกับกรมศุลกากรและกรมการค้าระหว่าง ประเทศของฟิลิปปินส์ เพื่อตรวจสอบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (FORM D) มาประกอบขอรับสิทธิ์ลดอัตราภาษีนำเข้า ตามกรอบ ข้อตกลงของ AFTA ซึ่งในขณะนี้ทางกรมศุลกากรไทยก็ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลจีน สิงคโปร์และเกาหลีที่จะขอเข้าร่วมโครงการนี้ด้วยนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการก้าวให้ทันของภาครัฐ ที่มีการพัฒนาขั้นตอนการนำเข้าและส่งออกสินค้าได้สะดวกรวดเร็วและต้นทุนต่ำสำหรับผู้ประกอบการไทย
หน้า 15
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น