วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2551

จับตาสงครามสื่อโทรทัศน์ เมื่อเกมตลาดปะทะการเมือง

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10992จับตาสงครามสื่อโทรทัศน์ เมื่อเกมตลาดปะทะการเมือง
ด้วยมูลค่าตลาดสูงเกือบ 50,000 ล้านบาท ของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาทีวี หรือคิดเป็นสัดส่วน 55% จากเค้กอุตสาหกรรมโฆษณาทั้งก้อน 90,000 ล้านบาท ในปี 2551 ทำให้สถานการณ์อุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ปีนี้ดุเดือดไม่แพ้ปีที่ผ่านมาแถมปีนี้นอกเหนือจากเกมการแข่งขันทางธุรกิจที่ต้องสัประยุทธ์ห้ำหั่น เพื่อช่วงชิงคนดูในการสร้างเรตติ้งและรายได้ให้มากที่สุดแล้ว ยังมีตัวแปรสำคัญคือ กฎระเบียบต่างๆ ที่ออกมามีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2551 ยิ่งก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโทรทัศน์อีกระลอกหนึ่งแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวไม่มีความสมบูรณ์ในบางประการ แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อรองรับกลไกที่สังคมกำหนดขึ้นใหม่ประการแรกที่เกิดขึ้นแล้วสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของสื่อโทรทัศน์ปีนี้ จากที่ประเทศไทยเคยมีช่องสถานีโทรทัศน์หลัก อันประกอบไปด้วย ช่อง 3, 5, 7, 9 (โมเดิร์นไนน์) ไอทีวี และช่อง 11 แล้ว ทีไอทีวีเดิมที่ต้องปิดตัวลง ก็ได้ก้าวข้ามสู่ทีวีสาธารณะ หลังจากที่ได้มีการจัดตั้ง "องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย" ขึ้น ในนาม สถานีโทรทัศน์สาธารณะไทยพีบีเอส หรือทีวีไทย ทีวีสาธารณะ (ทีพีบีเอส) ในเวลาต่อมาส่วนทางด้านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์เอง ก็ถูกปรับภาพลักษณ์ครั้งใหม่สู่สถานีเอ็นบีที (National Broadcasting Television) ภายใต้คอนเซ็ปต์ โมเดิร์น อีเลฟเว่น ที่มีรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นแม่งาน ด้วยการส่งนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจกุมบังเหียนมาลุยงานเต็มที่หากมองโดยภาพรวมของภาวะการแข่งขันแล้ว แต่ละสถานีคงหนีไม่พ้นการนำเสนอรายการที่สนองความต้องการของผู้ชมให้มากที่สุด โดยเฉพาะยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และในสภาวะที่บ้านเมืองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ทั้งจากปัจจัยความอ่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจระดับประเทศและทั่วโลกดังนั้น รูปแบบรายการจึงต้องมีคุณภาพจริงๆ ถึงจะอยู่รอด เพื่อดึงเม็ดเงินโฆษณาจากเจ้าของสินค้า และเพื่อให้ภาพรวมของผังสถานีมีการผสมผสานระหว่างรายการข่าว สาระ และบันเทิง โดยเฉพาะ "รายการข่าว" ยังเป็นไฮไลต์สำคัญของปีนี้เริ่มจากช่อง 3 ที่ลงทุนครั้งใหญ่สร้างแบรนด์สถานีครอบครัวข่าวมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา มีรายการที่โดดเด่น คือ เรื่องเล่าเช้านี้ และผู้หญิงถึงผู้หญิง ในปีนี้ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง พร้อมกับให้ความสำคัญกับรายการข่าวอื่นๆ ให้มีความโดดเด่นและมีบุคลิกที่ชัดเจนขึ้น เช่น การขยายเวลารายการเรื่องเด่นเย็นนี้ และปรับความเข้มข้นของข่าวเที่ยงวัน พร้อมกับหันมาโฟกัสข่าวเศรษฐกิจมากขึ้นนอกจากนี้ ยังได้เพิ่มรายการใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ในลักษณะรูปแบบรายการแสดงความสามารถ ทั้งรายการซีซ่า และแอลจี สตาร์ซ ทาเลนต์ ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ฟากโมเดิร์นไนน์ ทีวี ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) แผนงานปีนี้ ในส่วนของรายการข่าวนั้น ยังคงเดินตามนโยบาย คือ การนำเสนอข่าว ที่มุ่งเน้นให้มีการนำเสนออย่างถูกต้องเป็นกลาง ตรงไปตรงมา และเสนอข่าวแบบรอบด้าน พร้อมกับจะมีการปรับช่วงเวลาไพรม์ไทม์เพิ่มขึ้น จากเดิม 18.00-22.00 น. เป็น 16.30-22.00 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ เนื่องจากพบว่าเวลา 16.30-18.00 น. มีเรตติ้งสูงขึ้น 3-5 ดังนั้น เมื่อปรับให้ไพรม์ไทม์เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้รายได้โฆษณาช่วงดังกล่าวสูงขึ้นด้วย จากที่ปัจจุบันทำได้ 75-80%ส่วนช่อง 5 เอง หลังจากได้ปรับโครงสร้างผังรายการครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้รายการยิบย่อย แบบ 5 หรือ 10 นาที จึงไม่มีให้เห็นมากนัก และไม่ผูกขาดรายการเฉพาะผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งเท่านั้น ช่อง 5 จึงถือว่ามีสีสันมากขึ้น แม้จะยังคงน้ำหนักของการเป็นกระบอกเสียงของกองทัพอยู่ก็ตามผลสำเร็จของช่อง 5 ช่วงไตรมาสแรกนี้ เห็นได้จากรายการข่าวของช่วงหลัก คือ เช้า 06.00 กลางวัน 11.30 ภาคค่ำ 19.00 และ 4 ทุ่ม โดยรวมมีผู้ชมเพิ่มขึ้น 10% รายการบันเทิงที่สร้างเรตติ้งอย่างมาก คือ ละครสงครามนางฟ้า ด้วยเรตติ้งสูงสุดถึง 12 และเรตติ้งเฉลี่ย 10 หรือมีผู้ชมประมาณกว่า 5 ล้านคน นับว่าสูงสุดกว่าทุกรายการ และสูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาสำหรับช่องทีไอทีวีเดิม หลังจากเปลี่ยนตัวเองสู่สถานะใหม่ ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ แห่งแรกของประเทศไทยนั้น ก็ได้ประกาศแสดงจุดยืนผังรายการใหม่ พร้อมกับการปรับอัตลักษณ์สู่ทีวีสาธารณะเต็มตัวเมื่อต้นเดือนเมษายน โดยแบ่งเป็น รายการข่าว 39.85% สารคดีข่าวและวิเคราะห์ข่าว 6.63% รายการสารคดี 22.63% รายการสารประโยชน์ 14.37% รายการเด็กและเยาวชน 6.74%และสาระบันเทิง 11.94% โดยแบ่งเป็น รายการที่ผลิตโดยสถานี 54.73% รายการจัดซื้อลิขสิทธิ์ เช่น สารคดี 17.64% รายการที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย 24.37% และรายการจ้างผลิต 3.36%หลังจากเริ่มดำเนินการก่อร่างสร้างเป็นสถานีแห่งใหม่ ทีพีบีเอส คิดเป็นระยเวลาทดลองการเป็นทีวีสาธารณะได้ประมาณ เกือบ 2 เดือน นายเทพชัย หย่อง ผู้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการ ได้ความเห็นว่า ทีพีบีเอสพร้อมเข้าสู่สนามแข่งขันแล้ว เพราะถือเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะถ้าการแข่งขันนั้นเป็นไปแบบเสรี ไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงที่สำคัญทีวีสาธารณะนี่เอง จะมาตอบโจทย์ผู้ชมทางบ้านได้เป็นอย่างดีว่า การเมืองจะไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้ นั่นเพราะข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่ให้อำนาจการเมืองมาสั่งการ "องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย" ได้ เพราะทีวีสาธารณะจะประคับประคองตัวเองได้ด้วยภาษีที่จัดเก็บจากประชาชน โดยกรมสรรพสามิตจะเป็นผู้จัดส่งให้กับสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว ใช้ในการบริหารจัดการไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาทแต่การที่รัฐบาล โดยนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาลุยงานแบบเร่งด่วนในการปรับภาพลักษณ์ของช่อง 11 สู่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที สนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาสื่อของรัฐให้ก้าวทันสมัย ให้เกิดข่าวสารที่สมดุล และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐยึดคืนคลื่นเอฟเอ็ม 97, 105, 88, 93.5 และ 95.5 เมกะเฮิร์ตซ์ จากกรมประชาสัมพันธ์มาบริหารจัดการเองจึงไม่แปลกนักที่จะมีเสียงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการเข้ามาแบ่งเค้ก ฮุบสื่อ ของรัฐ กรณีช่อง 11 ที่พยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ โดยกรมประชาสัมพันธ์ได้มอบหมายให้ บริษัท ดิจิตอล มีเดีย เป็นการรวมตัวกันของคนข่าวทีไอทีวีเดิม และมีมือขวาของอดีตนักการเมืองใหญ่จากกลุ่มอำนาจเก่าเป็นผู้กุมอำนาจ เข้ามาบริหารช่วงเวลารายการข่าวทั้งหมดสำหรับผังรายการประกอบด้วย รายการข่าวประจำวัน สารคดีข่าว และกีฬา รวมเวลาประมาณ 9 ชั่วโมงต่อวัน โดยจะนำคอนเซ็ปต์ข่าวที่โดดเด่นของไอทีวีมาใช้ในวันประกาศปรับภาพลักษณ์ใหม่ นายจักรภพย้ำชัดว่า ต้องการผลักดันให้ช่อง 11 เป็นทีวีสาธารณะ ชูเรื่องข่าวเป็นจุดขาย มีความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสารและรายการต่างๆ โดยไม่ถูกรัฐบาลควบคุม และเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีคุณค่าอีกช่องหนึ่งของประเทศ หลังจากเดิมถูกมองเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลแต่จากวิธีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์คอนเซ็ปต์ช่อง 11 หรือเอ็นบีที ที่รัฐบาลต้องการนำพาไปนี้ จึงถูกจับตามองว่านี่เป็นการประกาศท้าชนกับทีพีบีเอส ทีวีสาธารณะ แบบแลกหมัด นั่นเองนอกจากนี้ กระแสการเข้าฮุบสื่อของรัฐยิ่งทวีความหนักหน่วงขึ้นอีก เมื่อมีประเด็นเกิดขึ้นจากการที่นายจักรภพออกมาพูดในทำนองที่ว่าจะต้องมีการพิจารณาตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ อสมท คนใหม่แทนนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ เนื่องจากพบว่าการบริหารงานของ อสมท โดยเฉพาะผลประกอบการเดือนมกราคม ขาดทุนรวม 27 ล้านบาท และการดำเนินงานที่มีข้อสงสัยอีกหลายประการแม้ว่านายจักรภพจะมีหน้าที่ควบคุมสื่อของรัฐก็ตาม และ อสมท ก็เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นใหญ่โดยภาพรัฐ แต่อีกด้านหนึ่งของบทบาท อสมท คือ บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การออกมาทำหน้าที่ของคนของรัฐในครั้งนี้ จึงมีผลกระทบทันทีต่อหุ้นและผู้ถือหุ้น อสมทจากหลากหลายประเด็นดังกล่าว จึงเป็นภาระหน้าที่อันหนักหน่วงของผู้ประกอบการโทรทัศน์ในปีนี้ ที่จะต้องเผชิญกับหลายตัวแปรที่ถือเป็นปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจเองก็ฉุดให้อุตสาหกรรมเติบโตได้ไม่ดีนัก เจ้าของสินค้าชะลอการใช้เม็ดเงินโฆษณาลง ก็ถือเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ไหนจะต้องมาคอยปรับตัวรองรับกติกาใหม่ เจอกับผู้เล่นหน้าใหม่อีก หรือความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ทางการเมืองอีกดังนั้น ความท้าทายของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ หรือกึ่งรัฐ กึ่งเอกชน เพราะต้องรับสัมปทานจากภาครัฐมาดำเนินการในปีนี้จะสามารถบริหารจัดการ ดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่ต่างฝ่ายต่างตั้งมั่นได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เมื่อเกิดการแข่งขันขึ้น หากทุกฝ่ายคำนึงถึงคุณภาพรายการ ประชาชนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์เต็มๆ และประชาชนนี่เองที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าแต่ละช่องทีวีจะให้คุณ หรือมุ่งหาผลประโยชน์บนสมบัติของชาติกันแน่หน้า 19

ไม่มีความคิดเห็น: