วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551

คำพิพากษาฎีกา-บันทึกสภา ไขความลับ"โภคิน-ทักษิณ" ปริศนา"ไอ้โม่ง"ฟันค่าเงินบาท

วันที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10986คำพิพากษาฎีกา-บันทึกสภา ไขความลับ"โภคิน-ทักษิณ" ปริศนา"ไอ้โม่ง"ฟันค่าเงินบาทโดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
แม้เวลาผ่านไปเกือบ 11 ปี แต่ความลับดำมืดที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า มีนักธุรกิจขาใหญ่ที่รู้ความลับการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเช้าตรู่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 และร่ำรวยจากการค้าเงินบาทยังไม่กระจ่างชัดจนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (ที่ 5730/2550-ดูรายละเอียดใน"มติชนออนไลน์" www.matichon.co.th.) ยกฟ้องคดีที่นายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นายสุเทพ เทือสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กับหนังสือพิมพ์อีก 8 ฉบับ เป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท กรณีที่นายสุเทพอภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันายน 2540 โจมตีเรื่องการลดค่าเงินบาทว่า สงสัยว่า นายโภคินจะนำความลับเรื่องการลดค่าเงินบาทไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์จากการลดค่าเงินดังกล่าวหลังจากนั้น "มติชนออนไลน์" นำบันทึกรายงานการประชุมสภาผู้แทนชุดที่ 20 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25-26 ( สมัยสามัญครั้งที่ 2 เล่ม 21 พ.ศ.2540 ) หน้า 179-181 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 (วันเดียวกับที่นายสุเทพอภิปราย) มาเผยแพร่ บันทึกดังกล่าว เป็นคำอภิปรายของ พ.ต.ท.ทักษิณรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ชี้แจงข้อกล่าวหาของนายสุเทพที่พาดพิงว่า รู้ความลับเรื่องลดค่าเงินบาทจากนายโภคินเมื่อนำข้อเท็จจริงจากเอกสารทั้ง 2 ชิ้น มาเรียบเรียงและวิเคราะห์แล้ว อาจไขความลับที่เกิดขึ้นและไขปริศนาได้ว่า ใครคือ "ไอ้โม่ง" ที่ร่ำรวยจากการรู้ความลับในการลดลดค่าเงินบาทและนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์1จากคำพิพากษาศาลฎีกาพบข้อเท็จจริงดังนี้1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายว่า ในการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเช้าวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 มีขาใหญ่ร่ำรวยจากการรู้ความลับเรื่องการลดค่าเงินบาท เนื่องจากในการประชุมเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นความลับที่สุด (ก่อนประกาศลอยตัวค่าเงินบาท 3 วัน) ระหว่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการ ธปท.นั้น มีนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอยู่ในที่ประชุมด้วย 2.นายสุเทพตั้งข้อสงสัยว่า นายโภคินได้นำความลับเรื่องการประชุมดังกล่าวมาบอก พ.ต.ท.ทักษิณ (ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมูนิเคชั่น หรือชินคอร์ป) ซึ่งอาจมีการนำความลับดังกล่าวไปหาประโยชน์ด้วยการซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าได้กำไรหลายพันล้านบาท3.นายสุเทพระบุว่า รู้เรื่องดังกล่าวมาจากนายภูษณ ปรีย์มาโนช รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ขณะนั้น) นายไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ และนายเริงชัย 4.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ปฏิเสธว่า การประชุมวันดังกล่าว มีผู้เข้าประชุมและรู้ความลับเพียง 3 คน คือ พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย5.นายโภคินยืนยันว่า ไม่ได้รับรู้การตัดสินใจปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ไม่เคยติดต่อหรือแจ้งโทรศัพท์บอก พ.ต.ท.ทักษิณและไม่เคยรับประโยชน์ใดๆ จากการปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว6.ข้อเท็จจริงฟังยุติในชั้นศาลฎีกาว่า ในการประชุมเมื่อเช้าวันที่ 29 มิถุนายน 2540 มีนายโภคินร่วมอยู่ด้วย จากคำเบิกความยืนยันของนายเริงชัยและนายทนง ซึ่งเป็นพยานโจทก์ (นายโภคิน) โดยก่อนประชุมนายเริงชัยได้ทักท้วงแล้วว่า เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท ควรให้นายโภคินอยู่ด้วยหรือไม่ แต่ พล.อ.ชวลิตอนุญาตให้นายโภคินอยู่7.คำเบิกความของนายเริงชัยและนายทนง แตกต่างขัดแย้งกับคำเบิกความของนายโภคินโดยสิ้นเชิง ( พยานทั้งสองปากเป็นประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์และไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งเป็นพยานที่โจทก์อ้าง จึงเชื่อว่า เบิกความไปตามความจริง) การที่นายสุเทพอภิปรายว่า นายโภคินซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วยในการประชุมตัดสินใจที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น "ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จหรือฝ่าฝืนต่อความจริง ฟ้องของโจทก์ (นายโภคิน) ในส่วนนี้ต่างหากที่ฝ่าฝืนต่อความจริง" 8.ศาลเห็นว่า การกระทำของ พล.อ.ชวลิตที่ยอมให้โจทก์ (นายโภคิน) ร่วมรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อันเป็นเรื่องความลับที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และส่วนได้เสียของประเทศและประชาชนจำนวนมาก ก่อนวันประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วันทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือควรรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและการตัดสินใจในครั้งนี้เลย และหลังจากนั้นยังยืนยันในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอดว่า มีผู้รู้ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ตัว พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย "เป็นข้อพิรุธสำคัญ""ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่น ที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้นายสุเทพซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้" 2จากบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ดู "มติชนออนไลน์" www.matichon.co.th.) พบข้อเท็จจริงว่า 1.พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า รู้เรื่องการประชุมเรื่องการลดค่าเงินบาทที่ทำเนียบรัฐบาลเพราะเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 มีคนโทรศัพท์มาบอกว่า มีการประชุมอย่างซีเรียสของคน 4 คน คือ พล.อ.ชวลิต นายเริงชัย นายทนง และ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการ ธปท. และผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน2.พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า เนื่องจากนายชัยวัฒน์เป็นผู้จัดการทุนรักษาระดับฯ เลยเดาว่า สงสัยจะมีการลดค่าเงินบาท3.พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า ขณะที่ได้รับโทรศัพท์รับประทานอาหารอยู่กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น )และนักหนังสือพิมพ์อาวุโสคนหนึ่ง และยังบอกเรื่องสงสัยว่า จะมีการลดค่าเงินบาทแก่ พล.ต.สนั่นด้วย4.ไม่มีบันทึกการประชุมและข้อเท็จจริงว่า พล.ต.สนั่นตอบรับหรือปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว5.พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้บอกว่าคนที่โทรศัพท์แจ้งข่าวการประชุมเป็นใคร?3ทั้งจากคำพิพากษาศาลฎีกาและบันทึกประชุมการประชุมสภามีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้1.ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลฎีกาและคำชี้แจงจาก พ.ต.ท.ทักษิณตรงกันคือ มีผู้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการลอยตัวค่าเงินบาท 4 คน2.แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันคือ คำพิพากษาระบุว่า บุคคลที่ 4 คือ นายโภคิน พลกุล แต่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า คือนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์3.จากข้อเท็จจริงที่ต่างกันดังกล่าวเป็นเพราะ บุคคลที่โทรศัพท์แจ้งข่าวแก่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกข้อมูลผิด หรือ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้บอกข้อมูลที่เป็นจริง4.ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรียอมรับต่อที่ประชุม (นายสุเทพ) ว่า มีคนโทรศัพท์แจ้งให้รู้ว่า มีการประชุมเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 4 คน ซึ่งขัดแย้งกับคำชี้แจงของ พล.อ.ชวลิตและนายโภคินที่บอกว่า มี 3 คน ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณจะนิ่งเฉยเสียหรือปฏิเสธว่า ไม่เคยรู้เรื่องการประชุมเรื่องการลดค่าเงินบาทก็สามารถทำได้ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ว่า ข้อมูลที่นายสุเทพรับรู้ยากที่จะปฏิเสธ (จนแต้ม?)การยอมรับว่า มีคนโทรศัพท์แจ้งโดยระบุว่า บุคคลที่ 4 คือ นายชัยวัฒน์เพราะมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากนายชัยวัฒน์เป็นทั้งรองผู้ว่าการ ธปท. และผู้จัดการทุนรักษาระดับฯที่เกี่ยวข้องกับการดูแลค่าเงินบาทโดยตรง ทำให้กลบข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวนายโภคินได้?5.ข้อสงสัยของนายสุเทพว่า มีคนโทรศัพท์มาบอกเรื่องการประชุมลดค่าเงินบาทกับ พ.ต.ท.ทักษิณสอดคล้องกับคำชี้แจง (คำสารภาพ?) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ 6.พ.ต.ท.ทักษิณจงใจเปิดเผยพยานอ้างอิงในเหตุการณ์คือ พล.ต.สนั่นให้เกิดความน่าเชื่อถือ แต่ทำไมไม่ยอมเปิดเผยว่า ใครโทรศัพท์มาแจ้งข่าวการประชุมลับ (ถ้าไม่มีผลประโยชน์?) แต่ใช้วิธีการสร้างตัวละครคนที่ 4 ที่อยู่ในที่ประชุมแทนคนที่นายสุเทพอภิปรายถึง?7.พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า รู้ข่าวการประชุมลดค่าเงินบาทตอน 4 ทุ่ม วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 (ประกาศลอยตัวค่าเงินเช้าตรู่ วันที่ 2 กรกฎาคม 2540)สำหรับนักค้าเงินขาใหญ่หรือนักธุรกิจที่มีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ แม้เวลาดังกล่าวเป็นช่วงปิดตลาดเอเชีย แต่สำหรับตลาดนิวยอร์ก ซึ่งเพิ่งเปิดตลาดเนื่องจากเป็นช่วงเช้า เวลา 6-7 ชั่วโมง สามารถโกยกำไรได้อย่างมหาศาลนอกจากข้อเท็จจริงจากเอกสาร 2 ชิ้นดังกล่าวแล้ว นายโภคินซึ่งหลังจากพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วได้รับการสรรหาให้เป็นรองประธานศาลปกครองสูงสุด และเป็นตัวเก็งประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่ 2 ต่อจากนายอักขราทร จุฬารัตน แต่เมื่อมีนาคม 2547 นายโภคินได้ลาออกจากตำแหน่งรองประธานศาลปกครองสูงสุด มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณในช่วงที่เรืองอำนาจมากที่สุดถ้าดูจากปรัชญาการทำธุรกิจและการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานแล้ว การที่นายโภคินได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่เรื่องแปลก
หน้า 17 มติชนออนไลน์

ไม่มีความคิดเห็น: