วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3992 (3192)
2 คน 2 คม บนโลกน้ำหมึก
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด จบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ ปี 2522 สอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิชาวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ และทำกิจกรรมในรั้วท่าพระจันทร์มาโดยตลอด เช่น เป็นสมาชิกของชุมนุมศิลปการแสดง ทำละครเคลื่อนไหวทางการเมือง เขียนบทงิ้วการเมือง และทำหน้าที่ฝ่ายโค้ชของชุมนุมเชียร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ สิ่งที่ได้ทำที่ภูมิใจที่สุด คือ การแปรอักษรภาพอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เมื่อปี 2526 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของเมืองไทยในรอบ 30 กว่าปี ที่มีการแสดงความเคารพท่านในที่สาธารณะ จนอาจารย์ปรีดีมีจดหมายจากฝรั่งเศส แสดงความขอบคุณที่ยังระลึกถึงท่านอยู่หลังจบการศึกษา ได้เข้าทำงานในกองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ต่อมาได้ร่วมก่อตั้งนิตยสารสารคดี ในปี 2528 และดำรงตำแหน่งบรรณาธิการตั้งแต่ พ.ศ.2533 จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันนอกจากงานประจำเป็น บ.ก. สารคดีแล้วเขายังดำรงตำแหน่งประธานชมรมนักข่าว สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, รองประธานมูลนิธิโลก สีเขียว, กรรมการบริหารมูลนิธิ สืบนาคะเสถียร และเป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์มติชน ใช้นามปากกา วันชัย ตันวันชัยมีพี่สาวสุดที่รักยิ่งชื่อ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ นักต่อสู้เพื่อคนจน ผู้ล่วงลับ ส่วน ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เกิดที่ จ.จันทบุรี เรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี จุฬาฯ เคยเป็นผู้สื่อข่าวที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์, Asia Times และบรรณาธิการเซ็กชั่น Business ของนิตยสาร GM เขาเป็นผู้ก่อตั้ง และบรรณาธิการ open นิตยสารทางเลือกที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดเล่มหนึ่งของไทย นิตยสาร open ได้รับรางวัล Young Publisher of the Year 2005 จาก บริติชเคาน์ซิลนอกจากนี้ ภิญโญยังเป็นบรรณาธิการหนังสือหลายเล่ม อาทิ พิษทักษิณ Open House 1, 2, 3 อิสตรี อีโรติก แฟนฉัน OPEN DRAGON The Chemistry of Movie : มหา"ลัยเหมืองแร่ ส่วนผลงานด้านงานเขียนคือ FOOLSTOP (2545) คุรุ ผีเสื้อ และลมตะวันตก (2546) ไม่นับรวมบทสัมภาษณ์ คนที่น่าสนใจในประเทศไทยอีกหลายคน
หน้า 35
วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3992 (3192)
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ไม้ตียุง-กล้วยแขก-ทักษิณบ.ก.สารคดีเริ่มต้นว่า เชื่อมั้ยว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัย ผมไม่ค่อยได้เรียนหรอก ส่วนใหญ่จะทำกิจกรรม แต่ก็ต้องเรียนเพราะว่ามันยาก ยากขนาดที่ว่าบางวิชา ถ้าตีโจทย์ผิด ครูก็จะให้ศูนย์เลย ไม่มีประนีประนอม โดยเฉพาะวิชาวรรณคดีอังกฤษเป็นวิชา ที่ค่อนข้างโหด เพราะว่าต้องอ่านภาษาอังกฤษทั้งหมด อ่านเยอะมาก บางทีก็ต้องตีความตั้งแต่บทละคร วรรณคดี วรรณกรรม ไปจนถึงบทกวี แต่สิ่งที่ได้จากการเรียนในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสาขาวรรณคดีอังกฤษ ก็คือเราได้รู้จักประวัติศาสตร์สังคมผ่านตัวละคร วรรณคดีอังกฤษมันจะสะท้อนสภาพสังคมทุกๆ ยุคในสมัยนั้น ฉะนั้นเราก็เลยได้เห็นตัวละครที่มีชีวิตชีวาผ่านหน้าหนังสือ ผ่านตัวละคร ทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์สังคมของคนอังกฤษ เวลาพูดถึงอังกฤษก็จะเข้าใจประวัติศาสตร์สังคมของยุโรป แล้วก็เข้าใจประวัติศาสตร์สังคมของอเมริกันด้วย นี่คือข้อดีในการเห็นอดีต หลังเรียนจบมาใหม่ๆ ผมไม่คิด (นะ) ว่าจะได้มาทำงานหนังสือ เพราะว่าตอนเรียนหนังสือก็สนใจหลากหลาย แต่เผอิญผมเป็นเด็กยากจน ต้องหาตังค์ ช่วงที่เรียนอยู่ปี 4 ก็ออกมาทำงานที่หนังสือเมืองโบราณ อยู่ฝ่ายศิลป์ครับ สมัยนี้อาจจะจำไม่ได้แล้ว คือมีกระดาษกาวใช้ทำอาร์ตเวิร์ก ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ แล้วก็ต้องแบกเพลตไปโรงพิมพ์ ก็ทำมาตลอด ก็ทำมาพอที่จะมีรายได้เรียนหนังสือ ถึงช่วงหนึ่ง พรรคพวกที่ทำหนังสือวารสารเมืองโบราณ ก็อยากทำหนังสือสักเล่มหนึ่งที่มันน่าสนใจ ตอนนั้นเราเป็นเด็กที่สุด ก็อยากทำหนังสือ ก็คิดกันว่าอยากจะทำหนังสือที่มันอยู่ได้ แล้วก็เป็นหนังสือที่สวย น่าอ่าน ก็เลยเป็นที่มาของนิตยสารสารคดี ถึงวันนี้ก็ 25 ปีแล้ว เป็นบรรณาธิการ 18 ปี ก็อาจจะเป็น บ.ก.ที่อายุเยอะที่สุดในประเทศมั้ง (หัวเราะ) เพราะส่วนใหญ่ บ.ก.ในนิตยสารที่ทำเนื้อหาด้วย ค่อนข้างจะมีน้อย คือต้องลงพื้นที่ ทำข้อมูล เขียนหนังสือ ต้องหาโฆษณาเองด้วย ทำหน้าที่หลายอย่าง ทุกวันนี้ผมก็ยังลงพื้นที่อยู่ คือเราเองก็เป็นเหมือนเป็ด คือบินก็ไม่เก่ง เดินก็ไม่เก่ง ว่ายน้ำก็ไม่ได้เรื่อง แต่ถามว่าว่ายได้มั้ย ว่ายได้ ผมก็คล้ายๆ เป็ดนั่นแหละ คือพยายามเปิดโลกกว้าง บวกกับที่เป็นคนชอบสนใจอะไรเยอะแยะไปหมด ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดูดาวก็ชอบ ดูนกก็ชอบ การเมืองก็ชอบอ่าน เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ชอบ ซึ่งข้อดีของการได้รู้แบบเป็ด คือทำให้เราเห็นหลายมิติในเรื่องๆ หนึ่ง ใครจะไปรู้ว่าผมก็เล่นหุ้น อย่างน้อยก็ 20 กว่าปีมาแล้วนะ ก็เห็นหลายๆ มิติในการมองประเด็นใดประเด็นหนึ่ง คือไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจหรอกนะ แล้วก็มามองมิติทางเศรษฐกิจ มาพูดถึงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่จะมีความเข้าใจในหลายๆ ประเด็น ก็เลยทำให้เวลาพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเวลาผมเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่ามันมีประโยชน์ตรงที่ว่า เราสามารถเชื่อมโยงข้อมูลหลากหลายมิติได้อย่างกลมกลืน ยกตัวอย่าง เรื่อง "สหวิริยา" ผมเคยเขียนในมติชนแล้ว ผมเขียนในหลายมิติ เขียนในมุมเศรษฐกิจ ฉายภาพว่าบริษัทนี้ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร มันขาดทุนมหาศาล แล้วพอดีมันก็มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับโครงการที่อำเภอบางสะพาน แล้วเราก็รู้ว่า ธุรกิจเหล็กมันเป็นอุตสาห กรรมที่สกปรกที่สุดในโลกอันหนึ่ง คือในโลกนี้มีอุตสาหกรรมที่สกปรกอยู่ 3 อย่าง คือ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า แล้วก็อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นิวเคลียร์มันสะอาด แต่ว่ากากยูเรเนียมจากโรงงานนิวเคลียร์มันเป็นปัญหามาก อุตสาห กรรมอย่างนี้ค่อนข้างทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ถ้าใครไปดูอุตสาหกรรมเหล็กที่จีนหรืออินเดีย เราจะรู้ว่ามันมีปัญหามลพิษสูงมาก ดังนั้นเวลาผมเขียนก็ไม่ได้มองในมิติเรื่อง สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว ผมยังเขียนในเชิงธุรกิจ มิติเรื่องระดับโลก ลงพื้นที่เก็บข้อมูล คลีนแอนด์เคลียร์ อีกด้านหนึ่งที่มักเขียนออกมาแล้วอาจโดนใจคน คือการที่เราลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย คือไม่ได้เขียนอย่างเดียว แต่ตาเราต้องเห็นสิ่งที่เราจะเขียนด้วย คือถ้าเป็นไปได้ ผมจะลงพื้นที่ด้วย เพราะเวลาเห็นของจริง มันต่างจากสิ่งที่เราเห็นในอินเทอร์เน็ต ในเรื่องการเขียน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมเป็นคนใช้หลัก "คลีนแอนด์เคลียร์" สะอาดตา คือสั้นๆ แต่ได้ใจความ แล้วโดยส่วนตัวผมไม่ชอบเขียนอะไรเยิ่นเย้อ แต่ก่อนที่จะเขียน ผมก็ต้องทำตัวเป็นคนอ่านที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วก็จะบอกตัวเองว่า เราอยากรู้อะไรแล้วการเขียนหนังสือ ผมเขียนแทนคนอ่านเสมอ ผมเป็นคนชอบอธิบาย ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่า คนไม่ได้เข้าใจอะไรมากมายหรอก แล้วผมก็ชอบใช้ภาษาง่ายๆ 20 ปีที่ผ่านมา ผมต้องบอกตัวเองเสมอว่า ผมต้องอธิบาย เพราะว่าการอ่านที่ดี คือการอ่านแล้วมัน flow อ่านรวดเดียวแล้วมันไม่ติดขัด อันนี้ก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่สำคัญก่อนนั้นก็คือว่า เราจะต้องทำตัวเป็นคนที่ไม่รู้เรื่อง แต่นักเขียนส่วนใหญ่จะเขียนหนังสือที่ตัวเองอยากรู้ ผมอาจจะหาข้อมูลมาเป็น 100 เรื่อง แต่ผมอาจจะเลือกใช้ประมาณ 4-5 เรื่อง เพราะว่า 4-5 เรื่องคิดว่าเป็นเรื่องที่คนอยากรู้มากกว่า อย่างเรื่องสหวิริยา ผมไม่เคยไปพูดถึงประเด็นรายละเอียดว่า เรื่องเขาไปแย่งที่ดินกัน แย่งกันถมที่ดิน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ชนชั้นกลางไม่อยากรู้หรอก แต่ว่าผมจะเขียนว่า อุตสาหกรรมเหล็กมันเหมาะกับประเทศไทยจริงหรือเปล่า ขณะที่ อ.บางสะพานมันเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่บางทีพอกลายเป็นเรื่องธุรกิจก็เหมือนเรากลับมองข้ามไป ความน่าเชื่อถือ - สังคมแตกแยกกัน...สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ สำคัญมากนะครับ ผมว่ามันมีอยู่คำหนึ่งเรียกว่า "ความน่าเชื่อถือ" ผมว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ อยู่ที่ความน่าเชื่อถือเลยล่ะ อย่างในนิตยสารสารคดี ผมว่าหัวใจสำคัญก็คือ "ความน่าเชื่อถือ" ผมเองก็เคยเขียนวิจารณ์คุณทักษิณ (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) มาตลอด แต่สิ่งที่ผมใช้คำว่า คุณทักษิณ ผมไม่เคยเรียกทักษิณเฉยๆ เพราะผมรู้สึกว่าสิ่งที่เราเสนอคือความจริง ให้คนตัดสินเอง เราไม่เคยใช้สำนวนโวหารให้คนรู้สึกว่า เราไม่พอใจคุณทักษิณผ่านข้อมูล เรารู้สึกว่าคนที่เป็นนายกฯ เราวิจารณ์ได้ แต่เราไม่สามารถไปลบหลู่เขาได้ ผมคิดว่า บทความหรือข้อเขียนที่มันมีคุณค่าแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะต้องมีคือความน่าเชื่อถือของสิ่งที่คุณกล่าวหา หรือสิ่งที่คุณวิพากษ์วิจารณ์เขา เวลาผมเขียนคอลัมน์ รู้สึกว่าจะต้องทำงานเยอะ แล้วผมก็ไม่ใช่คนที่เขียนอะไรยาวๆ ด้วยสำนวนโวหารลากไปได้ แต่ในแต่ละย่อหน้ามันจะต้องซ่อนอะไรบางอย่างไว้ด้วย มันอาจจะยากนะ คือข้อเขียนของผมนอกจากจะกระชับแล้ว การหยอดข้อมูลก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งก็เป็นศิลปะ (นะ) ผมว่าหยอดมาก มันก็อาจจะทำให้สำลักออกมาเลย ก็คือต้องรู้จักหยอด แต่ประเด็นคือ เรื่องความเป็นกลาง ผมเคยเถียงกับเพื่อนมาตั้ง 10 กว่าปีแล้ว ผมคิดว่า สื่อมันไม่มีความเป็นกลางหรอก สื่อไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลาง แต่สื่อทำหน้าที่นำความจริงมาบอกคนอ่าน แล้วคนอ่านก็ไปตัดสินเอง สมัยก่อนเราเคยเชื่อว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล นั่นคือความจริงแท้เมื่อ 500-600 ปีที่แล้ว แต่เราก็มารู้ว่าความจริงที่เราเคยยึดมั่นมาตลอด มันก็ไม่ใช่ กลายเป็นพระอาทิตย์ ซึ่งถ้าถามผม มันก็เป็นความจริง ณ วันนี้ ถ้าพูดในเชิงควอนตัม ฟิสิกส์ ไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางเลย หมายความว่า เราเองก็พร้อมที่จะเปิดรับความจริงที่มันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข่าวรายวัน การหาข้อมูลมันอาจจะมีสิ่งที่ผิดพลาดเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่รายสัปดาห์หรือราย 3 วันก็อาจจะน้อยลง แต่ความผิดพลาดก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าหน้าที่ของเราคือหาข้อเท็จจริงให้กับสาธารณชน แต่อย่าไปยึดมั่นกับความรู้ชุดนั้นๆ คนไทยทะเลาะกันเยอะ เพราะว่ามีตัวตนเยอะ รัฐบาลก็เหมือนกับน้ำเต็มแล้ว ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ใครพูดมาก็ไม่เชื่อแล้ว เพราะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด ก็เกิดการทะเลาะกันตามความคิด นี่คือสาระสำคัญที่สังคมไทยแตกแยกกันอยู่ทุกวันนี้ ไม้ตียุง - กล้วยแขก - ทักษิณครั้งหนึ่งผมเคยเขียนเรื่องไม้ตียุง เพราะที่บ้านยุงเยอะ ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยไปซื้อไม้ตียุงมา ยุงมาเราก็ตีแหลก ก็ชักสนุก แล้วจากที่เคยป้องกันตัวอยู่ในบ้าน ก็ลามไปห้องครัว ห้องกินข้าว สุดท้ายก็ออกไปนอกบ้าน ไปที่ท่อระบายน้ำที่มียุงมากๆ แล้วไม้ตียุงมันเป็น 3 มิตินะ ตียุงตาย แถมได้กลิ่นคาวเลือดด้วย ก็คิดเปรียบเทียบว่า เหมือนจอร์จ บุช เลยนะ สงครามระหว่างอิรักกับอเมริกา ก็คือวันนี้ ถ้าคนไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีอาวุธ มันก็อาจจะไม่คิดอะไรมาก แต่วันหนึ่งเทคโนโลยีมากขึ้น เราก็ไปรุกรานเขาถึงที่ ผมก็เลยมาเขียนเปรียบเปรยกับการที่เราเอาไม้ตียุงไปล่าฆ่ายุง มันก็เป็นเรื่องของการสังเกตนะว่าเราสังเกตหรือเปล่าหรืออีกเรื่องหนึ่ง คือแถวออฟฟิศผมจะมีกล้วยแขก แถวนางเลิ้งนั่นแหละ ผมอยู่นางเลิ้งมานาน เชื่อมั้ยว่าเมื่อก่อนกล้วยแขกเนี่ย มีเจ้าเดียวจริงๆ ชื่อแม่กิมเล้ง มันก็อร่อยมาก เป็นกล้วยแขกที่หอม กรอบ อร่อย แล้ว 3 ปีที่ผ่านมา มันก็เริ่มมีหลายเจ้า แม่โน้น แม่นี้ กล้วยแขกเจ้าเก่า ประมาณ 30 เจ้า เป็นเจ้าเก่ากันหมดเลย จนกระทั่งวันนี้ แม่กิมเล้งเนี่ย คนไม่รู้จักแล้ว คือคนไม่รู้ว่าอันไหนคือของจริง ของเก๊ แล้วสี่แยกแถวนั้นก็กลายเป็นแม่โน่นแม่นี่เต็มไปหมด จากกล้วยแขกที่เคยมีคุณภาพก็หายไปเลย ลูกน้องผมคนหนึ่งมีกล้วยแขกค้างอยู่ในรถประมาณ 2 อาทิตย์ ก็หยิบมากิน ปรากฏว่ายังกรอบอยู่เลย ก็ตกใจก็เปรียบเทียบว่า กล้วยแขกก็ไม่ต่างจากสังคมไทย ที่เป็นสังคมบ้าเห่อตามกระแส อย่างชาเขียว หรือโอท็อป จริงๆ โอท็อปควรจะเป็นสินค้าที่มันควรจะเป็นความภูมิใจของท้องถิ่นเขา แต่ตอนนี้เชื่อมั้ยครับ ไปภูเก็ต ก็มีเครื่องเรือน มีทุกอย่างที่เกี่ยวกับชาวเขาขายทั้งหมด ทุกอย่างก็กลายเป็นแบบว่าแห่กันทำ ดังนั้นถ้าเราเป็นคนช่างสังเกต เราก็สามารถไปเปรียบเทียบหรือเปรียบเปรยกับปรากฏการณ์ในสังคมที่เป็นเรื่องระดับประเทศได้ เพราะสมมุติฐานก็คือสมมุติฐานเดียวกันหมด ก็เขียนได้ อีกวิธีคือผมจะใช้วิธีว่า สิ่งที่เราเปรียบ เทียบมันต้องกระทบ เป็นเรื่องที่ชนชั้นกลาง คนอ่านอ่านแล้วกระทบ อย่างบ้านผมอยู่สุขุมวิทก็ขับรถทุกวัน ก็ผ่านสยามพารากอน รถก็ติด แต่คนไทยก็ไม่ได้ว่าอะไร ติดก็ติดไป ก็ค่อยๆ ไป ไม่มีบ่น แต่ถ้าลองขับรถไปทำเนียบ เจอชาวบ้านไปประท้วงสิ จะไขกระจกรถด่าสารพัด ก็นำมาเขียนได้เปรียบเทียบได้ จริงๆ ผมว่าการเขียนไม่ยาก แต่ตอนคิดว่าจะเขียนประเด็นอะไรนี่สิ...ยาก แต่ถ้าคิดได้แล้วมันไม่ยากมาก ครึ่งชั่วโมง 1 ชั่วโมงก็เขียนเสร็จแล้วครั้งหนึ่งผมเขียนเรื่องทักษิณไปเดินสายไปตามสัญจรหรือทัวร์นกขมิ้น ผมก็เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ทักษิณไม่เคยไปในที่ที่มีปัญหาเลย ไม่เคยไปปากมูล ไม่เคยไปพื้นที่ภาคใต้ที่มีการฆ่ากันตาย แต่ก็มีคนบอกว่าทักษิณไปหาชาวบ้านตลอดเวลา ซึ่งก็ถูก แต่เขาไม่เคยลงไปหาชาวบ้านที่เขามีปัญหาจริงๆ เลย ไม่เคยไปแก้ปัญหาเลย คือผมก็เขียนในมุมที่คนหรือนักข่าว อาจจะไม่ได้ทันนึกมากกว่า ซึ่งอีกส่วนหนึ่ง ก็มาจากความกล้า กล้าที่จะเขียน ซึ่งก็อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง (หัวเราะ)
หน้า 36
วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3992 (3192)ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เบื้องหลัง "พิษทักษิณ"เจ้าของสำนักพิมพ์โอเพ่นเปิดประเด็นว่า ...ผมจะเล่าเรื่องตอนทำหนังสือเรื่องพิษทักษิณให้ฟัง ถ้ายังไม่ลืมกันสัก 2-3 ปีก่อน ขณะนั้นเรากลัวคุณทักษิณกันมากๆ เลย แล้วที่ผมคิดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า ตอนนั้นทำสำนักพิมพ์ (OPEN BOOK) อยู่ แต่เป็นช่วงปลายๆ แล้วที่กำลังจะเลิกทำนิตยสาร ช่วงนั้นก็ไปเดินดูตามแผงหนังสือแล้วพบว่ามันน่าตกใจมาก ที่แผงหนังสือมีหนังสือที่เชียร์ทักษิณ ซึ่งเรียกว่าเป็นหนังสือขาขึ้นของทักษิณประมาณสัก 30 เล่ม ถามว่าเป็นไปได้ยังไงที่ในประเทศหนึ่ง มีนักการเมืองอยู่คนหนึ่งแล้วจะมีแต่ในแง่บวกอย่างเดียว ในต่างประเทศถ้าคุณมีประธานาธิบดี หรือคุณมีนายกรัฐมนตรี ผมว่าหนังสือเกินครึ่งเป็นหนังสือวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำ เพราะข้อตำหนิมีเยอะ เวลาคุณอยู่ในจุดที่มันมีแสงสว่าง เวลาแสงสว่างตกถึงตัวคุณ ไฟแรงมากซัก 500 วัตต์ จะเห็นรายละเอียดหมดว่า ความผิดพลาดในชีวิตส่วนตัว ความผิดพลาดในชีวิตการทำงาน หรือความผิดพลาดในการดำเนินนโยบาย ลองไปอ่านเรื่องจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในอเมริกาสิครับ มีแต่หนังสือวิจารณ์บุชเยอะมาก ตั้งแต่วิธีคิด เรื่องส่วนตัว หรือเรื่องนโยบาย ซึ่งก็เขียนกันดีๆ ทั้งนั้น มีการเขียนรายละเอียดกันถึงขั้นว่า ความผิดพลาดของบุชคืออะไร ปมของบุชหรือพ่อเขาคือจอร์จ บุช คืออะไร คอนเน็กชั่นระหว่างกลุ่ม บุชกับราชวงศ์ในตะวันออกกลางเป็นมาอย่างไร เขาสามารถเขียนแยกเล่มได้เลยว่า บุชอยู่เทกซัส แล้วเทกซัสเป็นกลุ่มทุนที่ทำธุรกิจน้ำมัน ฉะนั้นจะมีเส้นสายโยงใยในราชวงศ์ในตะวันออกกลาง แล้วก็คบกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ แล้วกลุ่มทุนที่สนับสนุนประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกาช่วงหลังทั้งหมดคือ กลุ่มทุนน้ำมัน แล้วก็เชื่อมโยงกับกลุ่มที่ค้าอาวุธข้ามชาติ แล้วกลุ่มทุนพวกนี้คือผลักดันให้ตระกูลบุชและอื่นๆ พวกนีโอคอนเซอร์เวทีฟทั้งหลาย ขึ้นไปครองอำนาจในอเมริกา ฉะนั้นถ้าในกรณีแบบอเมริกา หรือกระทั่งในอังกฤษเอง ก็มีการวิจารณ์โทนี่ แบลร์ แม้ว่าคะแนนนิยมจะสูงมาก แต่ตามแผงหนังสือคุณจะไม่เห็นหนังสือชมแบลร์นะดังนั้นมันเป็นเรื่องประหลาดมาก ที่อยู่ดีๆ จะมีการมา "อวย" กันขนาดนั้น ที่น่าสนใจคือ "อวย" แล้วขายได้ พวกผมก็แปลกใจ แล้วมันก็ไม่มีข้อผิดพลาด หรือว่าข้อวิพากษ์วิจารณ์ แล้วช่วงนั้นก็เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น คุณทักษิณก็บารมีเยอะมาก ทุกคนนิ่ง เราก็มานั่งนึกว่า เราจะทำยังไงกันดี คนที่จะให้สัมภาษณ์เราก่อนออกมาเป็นหนังสือยังเสียวๆ เลยว่าจะให้สัมภาษณ์ยังไงดี เราก็เลยนั่งคิดกันว่าจะสัมภาษณ์ใคร ก็พยายามจะลิสต์คนออกมาให้ครอบคลุมกว้างๆ แต่ว่าเราต้องไปหาคนแรกก่อน ถ้าคุณได้คนนี้ คนอื่นก็อาจจะยอม คนคนนั้นคือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งอาจารย์สุเมธก็ยังเคืองผมอยู่ หาว่าไปหลอกแก (หัวเราะ) ผมก็บอกว่า อาจารย์ครับ ผมจะทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับนโยบายรัฐบาลนะครับ ก็บอกอย่างนี้ แต่ไม่ได้บอกว่า ชื่อเรื่อง "พิษทักษิณ" แต่ผมไม่ได้โกหกอาจารย์นะ ผมคิดชื่อได้ทีหลัง ทำหนังสือเสร็จแล้วจึงได้ชื่อหนังสือ พอได้อาจารย์สุเมธ คนอื่นก็เริ่มใจชื้นว่า เหรอ ! มีอาจารย์สุเมธด้วยเหรอ คนอื่นก็เริ่มตอบรับชนะ "ความลวง" ด้วย "ความจริง" เป็นนักข่าวประเทศไทยคงรู้ว่า ยันต์กันผีนั้นสำคัญ (หัวเราะ) เพราะประเทศไทยผีดุ ในบางเรื่องถ้าคุณรู้สึกว่ามันเป็นผีที่ตัวใหญ่มาก คุณก็จำเป็นต้องใช้ยันต์ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก แล้วมันต้องหลากหลาย ถ้าจะคุยเรื่องนโยบายต่างประเทศ ก็ต้องคุยกับอาจารย์ไกรศักดิ์ (ชุณหะวัณ) ซึ่งอาจารย์โต้งแกก็กล้าที่จะวิจารณ์ เรื่องเศรษฐกิจคุยกับอาจารย์สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ จากทีดีอาร์ไอ ซึ่งก็ตรงไปตรงมา ขึ้นไปคุยกับอาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ ที่ จ.เชียงใหม่ หรืออย่างคล้าย พี่จอบ (วันชัย) คือการลงพื้นที่ ผมไปหา ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมที่ อ.สนามชัยเขต ฉะเชิงเทรา ไปนอนที่บ้านคืนหนึ่งเลย ผู้ใหญ่แกตื่นเช้า ผมตื่นสาย แต่ในที่สุดก็ได้สัมภาษณ์ผมคิดว่าบ้านเมืองไทย มีความโชคดีอยู่อันหนึ่ง คือยังเป็นบุญอยู่ ผมว่าลึกๆ แล้ว ประเทศเรายังมีคนกล้าหาญอยู่เยอะ เพียงแต่บางทีเราอาจต้องเดินไปหาเขา คนเหล่านี้แหละที่ช่วยรักษาบ้านเมืองไว้ ไม่ใช่นักการเมืองหรอก ไม่ใช่คนที่ออกโทรทัศน์ทุกเช้า เที่ยง เย็น แล้วก็พูดจาเลอะเทอะกันอยู่ทุกวันนี้แต่มันคือคนเหล่านี้ คือ ปราชญ์ของแผ่นดิน คือนักคิด นักเขียน นักวิชาการ ชาวนา คนเดินดินธรรมดา แล้วมีภูมิรู้ มีความรู้อยู่จริง คุณแค่ไปนั่งคุยกับเขาอย่างที่คุณมีความสงสัยและมีฐานความรู้อยู่บ้าง สิ่งที่เขาพูดออกมาทั้งหมด มันจริงมากๆ เลย และถามว่าอะไรที่จะเอาชนะความเท็จ ชนะความลวง และอำนาจที่มันไม่เป็นธรรมได้ ผมว่ามีอยู่อย่างเดียวคือ "ความจริง" ฉะนั้นหน้าที่ของเราที่เป็นนักข่าวในวันนั้นก็คือ เดินไปหาคนที่กล้าพูดความจริง แล้วเมื่อความจริงออกมา ก็ปรากฏว่ามันทิ่มแทงใจคน ฉะนั้นเรามีหน้าที่ไปหาความจริง เอาความจริงมาร้อยเรียงให้มันเห็นภาพความจริงทั้งหมดว่า สังคมไทยในชั่วโมงนั้นมันเผชิญหน้ากับอะไรอยู่ ผมเดินไปสัมภาษณ์พี่เก๊ (ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์) โดยที่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว แกก็น้อยอกน้อยใจว่า การที่ต้องสู้กับคนอย่างทักษิณ แล้วโฆษณาหนังสือพิมพ์มันหายไปเยอะ คนดีๆ ก็อาจกลายเป็นคนที่ไม่เอาไหนขึ้นมาได้ แต่บางทีสถานการณ์มันบีบบังคับคุณ ซึ่งบางทีคุณต้องเลือกข้าง แล้วถ้าคุณเลือกข้างที่มันเป็นเสียงส่วนใหญ่ คุณก็ปลอดภัยเพราะคุณพวกเยอะ แต่พอวันหนึ่งเมื่อมันมีปัญหาใหญ่ๆ ขึ้นมาในชีวิตคุณว่า เสียงส่วนใหญ่มันถูกหรือเปล่าวะ ที่เฮกันอยู่มันจะเฮกันไปลงเหวหรือเปล่า คุณยังจะเดินตามไปลงเหวอยู่มั้ย หรือคุณจะเริ่มตั้งคำถามบางอย่างในชีวิตคุณ แล้วคุณฉุกคิด แล้วคุณก็เริ่มมองหาว่า เสียงส่วนน้อยควรจะมีโอกาสได้พูดอะไรที่เป็นทางออกใหม่ๆ ให้สังคมได้ขบคิดหรือเปล่า แล้วเราหาคนเหล่านั้นเจอมั้ย เราจะร้อยเรียงกันแล้วค่อยทำให้เสียงเหล่านั้นมันดังขึ้นบ้างมั้ย ช่วงที่เริ่มทำหนังสือพิษทักษิณ ช่วงนั้นก็มีหนังสือซีรีส์รู้ทันทักษิณของอาจารย์เจิมศักดิ์ (ปิ่นทอง) พอเริ่มมีการคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมา คนก็เริ่มเห็น กระแสก็เลยก่อตัวขึ้นมาในช่วงนั้นที่ทำ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ยังเชียร์คุณทักษิณอยู่เลย ผมไปงานเปิดตัวหนังสือพิมพ์ผู้จัดการยุคเปลี๊ยนไป๋ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันนั้นคนที่ควรจะต้องปาฐกถาคือ อาจารย์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีคลังในตอนนั้น ซึ่งเคยเป็นกรรมการของบริษัทผู้จัดการอาจารย์สมคิดเดินเข้ามาในงานด้วยท่าที อ่อนแรงมาก แต่บอกว่าพูดไม่ไหวแล้ว ขอไม่พูด ให้คุณสนธิเป็นคนพูดแทน ผมก็ตามอาจารย์สมคิดเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง แกก็นั่งท่าหมดแรงเลยนะ แล้วก็บ่นเรื่องการเมืองให้ฟัง แต่อาจารย์ก็อยู่ในการเมืองมาตลอด (หัวเราะ) คนที่เดินมาพร้อมกับอาจารย์สมคิด ก็คือ คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ แกก็ดูสนิทสนมกับอาจารย์สมคิดมากนะคุณสนธิลุกขึ้นไปพูดบนเวที แล้วก็บอกว่า การเมืองไทยมันควรจะเดินเข้าสู่ยุคใหม่ที่มันแบ่งขั้วชัดเจน คือสื่อมวลชนก็เลือกข้างกันเหมือนอเมริกาไปเลย ว่าถ้าคุณเป็นเดโมแครต คุณก็ประกาศตัวว่า หนังสือเราสนับสนุนเดโมแครต ถ้าคุณเป็นรีพับลิกัน ก็บอกไปเลยว่าสนับสนุนรีพับลิกันแล้วคุณสนธิก็บอกว่า ผมก็ไม่ลังเลที่จะสนับสนุนคนอย่างคุณทักษิณ ชินวัตร ก่อนหน้าเมืองไทยรายสัปดาห์สัก 1 ปี แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา ผู้จัดการก็เปลี๊ยนไป๋อีกทีหนึ่ง จนมาถึงปัจจุบันดังนั้นถ้าคุณตามการเมืองไทย หรือตามผู้คนเหล่านี้ คุณจะมีเรื่องประหลาดใจเยอะมาก ว่าท้ายที่สุดแล้ว พอเปิดไฟสว่างขึ้นมา ยืนกันอยู่ตรงไหน ที่บอกว่ายืนกันแม่นๆ ตกลงยืนอยู่ตรงไหนแน่ บางทีกลับมารอบนี้ก็อาจจะเห็นคนกระโดดไปมากันอีกก็ได้ กลายเป็นว่าการเมืองไทยมันเลยไม่เหลือหลักการ หรืออุดมการณ์อะไรที่แท้จริง ซึ่งในภาวะอย่างนี้ คนทำหนังสือ หรือคนทำข่าว มันลำบากมาก ดังนั้นนอกจากจะไม่มีจุดยืนแล้วในเมืองไทย อย่างพวกฝ่ายซ้าย 6 ตุลา สามารถมารวมกับรัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช) ได้ เราไม่มีข้างที่ชัดเจน แล้วไม่มีที่จะให้ซุกหัวนอนด้วย เพราะคุณไม่รู้ว่าจะยืนอยู่ตรงไหน ทางออกของเราคืออะไรสังคม citizen reporter ภาวะแบบนี้มันทำงานได้ยากมาก ถ้าคิดในเชิงอุดมการณ์นะครับ และในเชิงการทำงานต่อไปในอนาคตข้างหน้า การจะยืนระยะของสื่อมวลชนยุคนี้ มันถูกท้าทายอย่างหนัก คุณจะยืนยังไงให้มั่นคง คุณจะเสนอข่าวแบบไหน คุณควรจะรักษาความเป็นกลางมั้ย มันมีมั้ย หรือคุณควรจะเลือกข้าง แล้วเลือกข้างยังไงให้มันเป็นกลาง ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แล้วมันท้าทายมากนะ แค่ประเด็นทางการเมืองในประเทศเรา ยังไม่ต้องพูดถึงบริบทโลกที่มันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แล้วมันค่อนข้างที่จะบีบ ชีวิตคนทำข่าวอยู่ทุกวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าบรรยากาศที่นั่งคุยกันอยู่แบบนี้ มีคนเยอะๆ นั่งฟัง มีนักศึกษามานั่งฟัง มันยังจะอยู่ในสังคมข่าวสารประเทศนี้ได้สักกี่ปี โชคดีที่ประเทศเราล้าหลังแล้วก็ปรับตัวช้า ก็อาจจะเห็นบรรยากาศแบบนี้อีกซัก 10 ปี 20 ปี แต่ถ้ามันปรับตัวเร็ว กองบรรณาธิการมันอาจจะเปลี่ยนไปได้เร็วกว่านี้ จำนวนคนอาจจะลดลงไป บทบาทของหนังสือพิมพ์น่าจะเปลี่ยนไปคือรูปแบบของการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ๆ มันเข้ากำลังเข้าไปท้าทายพวกสถาบันทั้งหลาย มันสามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างถึงพริกถึงขิง โดยมีคนทำงานเพียงแค่สัก 10 คนก็ได้ ถ้าคุณมีกล้องสักตัวหนึ่ง มันเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้หมดเลยนะ คือวิธีทำข่าว วิธีการทำงานมันจะเปลี่ยนไปหมด แล้วต่อไปคุณก็เป็นเจ้าของสื่อด้วยตัวคุณเอง คุณอาจจะเป็นบล็อกเกอร์ แต่เป็นบล็อกเกอร์ที่ทรงอิทธิพลมากๆ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วคนเข้าไปอ่านบล็อกของคุณเยอะมากๆ คุณก็สามารถเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงอะไรได้เยอะมาก แล้วสิ่งเหล่านี้มันกำลังจะมาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน รวมทั้งในที่สุดก็อาจจะเปลี่ยนวิธีเขียนด้วย ถามว่าเราจะรักษาท่าทีของความเป็น กลางไว้ได้อย่างไร ในเมื่อเราคุยกับสาธารณะ ผมว่ามันเป็นศิลปะแล้วล่ะ มันคงตอบได้ยาก คือมันก็เป็นศาสตร์ด้วยนะ แต่มันเป็นศิลปะที่คุณจะต้องเดินไต่ไปบนความแตกต่างระหว่าง 2 ข้าง
หน้า 36
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น