วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2551

ครอบครัวไทยวิกฤติ/ติดอบายมุข-เสพติด/7ใน100เครียดคิดสั้น

ครอบครัวไทยวิกฤติ/ติดอบายมุข-เสพติด/7ใน100เครียดคิดสั้น
ข่าววันที่ 9 เมษายน 2551 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ
เมื่อวันที่ 9 เม.ย.51 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) แถลงข่าว “สายใยรัก ยังมีหรือไม่ เนื่องในวันครอบครัว 14 เม.ย.” โดย นายวันชัยบุญประชา ผจก.มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่า มูลนิธิฯ ร่วมกับสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ สำรวจ “สุขภาวะครอบครัวปี 51 ในกลุ่มตัวอย่าง อายุระหว่าง 12-60 ปี จำนวน 1,332 คน ในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พบส่วนใหญ่ร้อยละ 45.5 เป็นครอบครัวขนาดเล็กมีสมาชิก 4-5 คน เกินครึ่งหนึ่งระบุคนในครอบครัวดื่มเหล้าและเกือบครึ่งสูบบุหรี่ ร้อยละ 12.7 ระบุว่าคนในบ้านเล่นการพนัน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนในกลุ่มตัวอย่างอยากให้เลิกมากที่สุด รองลงมา ร้อยละ 20.6 คือรับฟังความคิดเห็นคนอื่นบ้าง
“ในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา ร้อยละ 30 ระบุในครอบครัวเคยขัดแย้งถึงขั้นทะเลาะกันร้อยละ 21.4 เคยรู้สึกถูกทอดทิ้ง ร้อยละ 42 ระบุเคยเครียดและกดดันเพราะคนในบ้าน ร้อยละ 21 เคยคิดหนีออกจากบ้าน แต่ที่น่าเป็นห่วง 7 ใน 100 คน เคยคิดอยากฆ่าตัวตาย เพราะปัญหาครอบครัว ร้อยละ17.2 ไม่เคยได้กำลังใจจากคนในบ้าน และเกือบครึ่งอยากได้ ความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่น และกำลังใจมากที่สุด” นายวันชัย กล่าวและว่า ส่วนลูกนั้นเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทุกอย่าง ทำให้สบายใจ เป็นแรงจูงใจให้ทำเพื่อครอบครัวมากที่สุด แต่เป็นบุคคลที่ห่วงที่สุดเช่นกัน ขณะที่สามีและภรรยาเป็นแรงจูงใจได้น้อยมาก เพียงร้อยละ 5 วิธีแสดงความรักกับลูกๆ มากที่สุดคือกอดและหอมแก้ม ส่วนลูกแสดงความรัก ด้วยการดูแลปรนนิบัติพ่อแม่เมื่อมีเวลา ร้อยละ 40.5 ในวันครอบครัวที่จะถึงนี้ จะทำกิจกรรมพิเศษร่วมกัน”
นายวันชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 30 เห็นว่าคนอื่นในบ้านอุทิศตัวเพื่อครอบครัวไม่เต็มที่ถึงมีปัญหา แต่ร้อยละ 79.2 มั่นใจว่าครอบครัวรักกันแน่นแฟ้นส่วนสิ่งที่อยากทำเพื่อครอบครัวมากที่สุด ร้อยละ 26 มีเงินให้ครอบครัว รองลงมา ร้อยละ 15.3 ให้ความรักและความอบอุ่น ซึ่งสิ่งที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข ร้อยละ 53.2 ยืนยันความรักสามัคคี ร้อยละ 42.1 การขาดสภาพคล่องทางการเงิน เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่มีความสุขสูงสุด โดยเกิน 1 ใน 4 มีรายได้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.1มีรายได้ 5,000-10,000 บาท ไม่ถึงร้อยละ 10 ที่ได้เกิน 20,000 บาท ร้อยละ 55.5 มีรายได้พอๆ กับรายจ่าย และเกือบ ร้อยละ 20 มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ส่วนคนไทย ร้อยละ 51.2 ยังหวังว่าอีก 1 ปี สถานการณ์เศรษฐกิจจะดีขึ้น ร้อยละ 36.2% คิดว่าเหมือนเดิมร้อยละ 12.6 เชื่อว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะแย่ลงไปอีก
ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลการสำรวจวิจัยในครั้งนี้ สะท้อนข้อเท็จจริงและปัญหาที่เกิดทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่มีลักษณะครอบครัวขนาดเล็ก รายได้ไม่พอใช้ แต่กลับมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของเหล้า บุหรี่ การพนัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่ความตึงเครียดขัดแย้ง ทำให้คนในครอบครัวไม่มีความสุข
“ในวันครอบครัว ไม่อยากให้พูดแค่ว่ามีอัตราการหย่าร้างเท่าไร อยากเรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายสร้างความเข็มแข็งให้ครอบครัว ไม่ใช่แค่การรดน้ำดำหัว การหารายได้เทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร แต่ควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้ครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวไทยอ่อนแอลง คือการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ไม่มีนโยบายภาคสังคม ที่จะดูแลเรื่องบุหรี่ เหล้า การพนัน อย่างจริงจัง”นายสมพงษ์ กล่าว
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวว่า การใช้ชีวิตของครอบครัวปัจจุบันยากขึ้น เพราะวิถีชีวิตและโครงสร้างสังคมเปลี่ยนไป ปัจจัยภายนอกทำให้ครอบครัวอ่อนแอลง ทั้งสถานะเศรษฐกิจ ภาระที่ต้องรับผิดชอบ สื่อต่างๆ ที่ดึงคนในครอบครัวออกจากกัน ทำให้การสื่อสารภายในครอบครัวน้อยลง แต่ปัญหาใดก็ไม่น่าห่วงเท่ากับการพึ่งพา เหล้า บุหรี่ การพนัน ของคนในครอบครัว ที่จะกระตุ้นให้ทุกปัญหาร้ายแรงมากขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น: