วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551
5 วิธีปกป้องโลก สารคดี Five Ways To Save The World ทางช่องดิสคัฟเวอรี่ แชนแนล วันพุธที่ 16 เม.ย. 2551 เวลา 21.00 น. ทางช่องทรูวิชั่นส์ 47.
วันนี้ใครไม่เคยได้ยินหรือรับรู้เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก อาจจะถูกหาว่าเชยหรือเป็นคนที่ไม่เคยสนใจไยดีกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะใครต่อใครต่างลุกขึ้นมาหาวิธีการเพื่อปกป้องโลกใบนี้ พฤศจิกายน 2006 นาซารับบทเป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะนักวิทยา ศาสตร์ระดับสุดยอดของโลก พวกเขาประชุมกันในแคลิฟอร์เนีย เพื่อเสนอทางออกแบบถอนรากถอนโคนสำหรับภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นภัยคุกคาม ใหญ่หลวงที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยเผชิญ วิธีแรกในห้าวิธีที่จะช่วยโลกคือวิธีที่แพงและท้าทายที่สุด เป้าหมายของมันก็คือการลดปริมาณแสงแดดที่ส่องมายังโลก โรเจอร์ แองเจล นักดาราศาสตร์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกด้านเลนส์แก้ว คิดว่าเขาสามารถทำแบบนั้นได้ โรเจอร์ คำนวณว่า เขาน่าจะต้องหักเหรังสีของดวงอาทิตย์เพียงสองเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพื่อจะลดภาวะโลกร้อน ทว่าแม้กระทั่งปริมาณแค่นั้นมันก็จะต้องอาศัยอุปกรณ์บังแดดที่กว้างอย่างไม่น่าเชื่อถึง 100,000 กิโลเมตร มันจะถูกวางไว้ห่างจากโลกหนึ่งล้านหกแสนกิโลเมตร และโคจรรอบดวงอาทิตย์ตรงตำแหน่งซึ่งรู้จักกันในนามจุด L1 คือจุดที่แรงโน้มถ่วงระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกเป็นศูนย์ แต่ความท้าทายในเรื่องนี้ คือ การทำให้อุปกรณ์บังแดดนี้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการส่งอุปกรณ์ทั้งหมดที่หนักกว่า 20 ล้านตัน และสิ่งที่พวกเขาคิดได้ก็คือ เรียลลอนเชอร์ ชุดขดลวดไฟฟ้าภายในอุโมงค์ยาว 2 กิโลเมตร ขณะที่จรวดพุ่งผ่านขดลวดแต่ละอัน มันจะได้รับแรงสั่นสะเทือนไฟฟ้าซึ่งทำให้เร่งความเร็วได้มากขึ้น และเพื่อการเดินทางสู่อวกาศมันจะต้องตั้งอยู่บนยอดเขาที่อากาศเบาบางที่สุด ขณะที่แรงต้านทานของชั้นบรรยากาศโลกมีน้อยลง โดยยานส่งแก้วแต่ละลำจะมีระบบจัดวางตำแหน่งและแผงโซลาร์นำทาง เวลาเดียวกันนั้นทีมที่สองก็คิดค้นวิธีการที่ดูเหมือนจะง่ายกว่า อย่างการเลียนแบบสภาพบรรยากาศของเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งหมอก ซึ่งทำหน้าที่เหมือนระบบปรับอากาศตามธรรมชาติ สตีเวน ซอลเตอร์ วิศวกร และ จอห์น ลาแธม นักฟิสิกส์ด้านบรรยากาศ กำลังออกค้นหาเมฆที่มีลักษณะเฉพาะที่เป็นประกายและสะท้อนรังสีของดวงอาทิตย์กลับไปสู่อวกาศ ทั้งสองคิดว่าจะใช้เรือยอชท์พลังลม เพื่อพ่นละอองน้ำทะเลเข้าไปในเมฆเหมือนกับปืนสเปรย์ขนาดยักษ์ ละอองน้ำหยดเล็ก ๆ เหล่านี้จะระเหยไปเหลือแต่อนุภาคเกลือที่แวววาว มันจะขึ้นไปสู่เมฆและจะดูดไอน้ำในนั้นซึ่งจะมาควบแน่นอยู่ที่อนุภาคเกลือทำให้เมฆหนาขึ้นและสะท้อนแสงมากขึ้น อีกแผนที่อยู่บนโต๊ะประชุมลับของนาซาก็คือ แผนซึ่งเกิดจากความหายนะทางธรรมชาติ โดยศึกษาจากเมื่อครั้งที่ภูเขาไฟโทบา บนเกาะสุมาตราระเบิดเมื่อ 71,000 ปีที่แล้ว ละอองเถ้าถ่านภูเขาไฟและกำมะถันที่ถูกพ่นขึ้นไปสูง 34 กิโลเมตร สู่บรรยากาศชั้นสตรา โตสเฟียร์บดบังแสงอาทิตย์จนโลกเข้าสู่ฤดูหนาวยาวถึง 6 ปี ก่อนจะตามมาด้วยยุคน้ำแข็งนานหนึ่งพันปี วิธีการที่ พอล ครุทเซน เจ้าของรางวัลโนเบลที่มาของรูรั่วโอโซนที่ทวีปแอนตาร์กติกจนทำให้เกิดการรณรงค์เพื่อลดการใช้สารซีเอฟซีตามมาคิดขึ้นก็คือ การยิงจรวดบรรทุกกำมะถันนับร้อย ๆ ลูกขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศที่ว่า โดยมีตัวอย่างที่เพิ่งผ่านไปอย่างการระเบิดของภูเขาไฟปีนาตูโบเมื่อปี 1991 จนทำให้อุณหภูมิโลกลดลง 0.6 องศาเซลเซียส แต่การนำกำมะถันจำนวนมหาศาลขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศนั้นก็ยังเป็นเรื่องเสี่ยงกับผลกระทบที่จะตามมา การพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจึงเป็นอีกวิธีที่ เอียน โจนส์ วิศวกรด้านมหาสมุทรจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์คิดขึ้น โดยมีแพลงก์ตอนพืชจำนวนมากในมหาสมุทรที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นตัน ๆ แพลงก์ตอนพืชที่เบ่งบานในอ่าวซิดนีย์หลังจากน้ำท่วมได้พัดพาธาตุอาหารลงทะเล สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 80,000 ตัน หรือเท่ากับปริมาณที่รถ 20,000 คันปล่อยออกมาในแต่ละปี ขณะที่นักวิจัยพบว่าหลังจากแพลงก์ตอนดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป มันจะปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมา ส่วนคาร์บอนยังอยู่ในตัวพวกมันและจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทรเมื่อพวกมันตาย ทว่าการมีแพลงก์ตอนพืชมากไปก็ส่งผลต่อระบบนิเวศในทะเลด้วยเช่นกัน วิธีการสุดท้ายก็คือ การเลียนแบบนักดักจับคาร์บอนที่เก่งที่สุดในโลกอย่างต้นไม้ เคลาส์ แล็คเนอร์ นักธรณีฟิสิกส์ พัฒนาขึ้นมาจากโครงงานวิทยาศาสตร์ของลูกสาว โดยมีโซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ เพราะมันสัมผัสกับคาร์บอนไดออกไซด์มันจะดูดซับและก่อให้เกิดสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตในสภาพของเหลว จากนั้นมันจะถูกส่งไปตามท่อเพื่อผ่านกระบวนการเปลี่ยนเป็นก๊าซเข้มข้นและจัดเก็บขั้นสุดท้าย วิสัยทัศน์ของเคลาส์ก็คือ การสร้างต้นไม้สังเคราะห์นับพัน ๆ ต้นเหมือนฟาร์มกังหันลม เพื่อกรองคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกออกไป เขาประมาณว่าต้นไม้สังเคราะห์แบบนี้หนึ่งต้นจะขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 90,000 ตัน ซึ่งเท่ากับปริมาณที่รถกว่า 20,000 คันปล่อยออกมา แต่ก่อนที่จะต้องใช้วิธีการทั้ง 5 ที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้น การช่วยกันลดภาวะโลกร้อนด้วยวิธีการง่าย ๆ น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมและไม่สิ้นเปลืองสำหรับวันนี้ ติดตามวิธีการเหล่านี้ได้ในสารคดี Five Ways To Save The World ทางช่องดิสคัฟเวอรี่ แชนแนล วันพุธที่ 16 เม.ย. 2551 เวลา 21.00 น. ทางช่องทรูวิชั่นส์ 47.
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น