วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2551

เรียนธรรมในธุรกิจ : อปริหานิยธรรมข้อ 3 ป้องกันการแก้กฎเพื่อตัวกู

http://www.bangkokbizweek.com/

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2551

เรียนธรรมในธุรกิจ : อปริหานิยธรรมข้อ 3 ป้องกันการแก้กฎเพื่อตัวกู
โกศล อนุสิม
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนหลักการเพื่อความมั่นคงแห่งหมู่คณะ ซึ่งมีทั้งหลักของสงฆ์และหลักของบุคคลทั่วไป ทรงเรียกว่า อปริหานิยธรรม คือธรรมแห่งความเจริญของหมู่คณะ ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรมของ พระพหรมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ท่านให้ความหมายไว้ว่า คือธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สำหรับหมู่ชนหรือผู้บริหารบ้านเมือง (things leading never to decline but only to prosperity; conditions of welfare)
ทรงตรัสธรรมนี้เนื่องจากมีผู้ทูลถามถึงความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของแคว้นวัชชี ที่ปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรม ว่าทำไมแคว้นวัชชีจึงเข้มแข็ง หาใครรุกรบเอาชนะไม่ได้ ทรงตรัสว่า เพราะชาววัชชีมีอปริหานิยธรรม ซึ่งมีอยู่ 7 ข้อ เราท่านทั้งหลายคงทราบดีแล้วว่ามีอะไรบ้าง หากยังไม่ทราบค้นคว้าได้ตามแหล่งข้อมูลทั่วไป ซึ่งผมเคยยกมากล่าวถึงในคอลัมน์นี้แล้วด้วย
ในคราวนี้จะยกข้อที่ 3 มาพูดถึงโดยเฉพาะ เนื่องจากเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองของเรา และเข้ากับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป จนองค์กรธุรกิจทั้งหลายต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ เพื่อให้อยู่รอด การปรับตัวนั้นย่อมปรับในหลายๆ ส่วน รวมถึงกฎข้อบังคับต่างๆ
อปริหานิยธรรมข้อ3 พระบรมศาสดาทรงกล่าวถึงกฎระเบียบขององค์กรและสังคมไว้ว่า ชาววัชชีเคารพกฎระเบียบที่มีอยู่ ไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ดีอยู่แล้ว และยังปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมทั้งไม่สร้างกฎเกณฑ์ที่ขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้อธิบายไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรมว่า
“ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ (ตามหลักการเดิม) ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม (หลักการ) ตามที่วางไว้เดิม (to introduce no revolutionary ordinance, or break up no established ordinance, but abide by the original or fundamental Vijjan norm and principles)”
การปฏิบัติตามหลักการนั้น ย่อมอยากกว่าการแก้ไขหลักการให้เข้ากับความคิด พฤติกรรม ของตนเอง หากกฎเกณฑ์ใดเห็นว่าทำให้กระทำการใดๆไม่สะดวก ขยับตัวไม่ได้ อะไรนิดหน่อยก็ผิด อะไรนิดหน่อยก็ไม่ถูกต้อง จำต้องแก้ไขให้ทำอะไรๆสะดวกขึ้น แบบนี้ ก็คงจะต้องแก้ไขกันอยู่เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด
ชาวแคว้นวัชชีเคารพหลักการอย่างเคร่งครัด จึงยังคงความมั่นคงแก่ประเทศของตน ต่อมาเมื่อวัสการพราหมณ์เข้าไปเป็นไส้ศึก ยุให้แตกแยกกัน อปริหานิยธรรมถูกชาววัชชีละเลย ในที่สุดก็เกิดสามัคคีเภทคือแตกสามัคคี ถูกโจมตีจนพ่ายแพ้แก่ศัตรูในที่สุด
ลองนึกเปรียบเทียบกับบ้านเมืองของเราดูบ้าง ขณะนี้เราเคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์ หลักการ กันอยู่ดีหรือไม่ เราปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดหรือไม่ หรือว่าเรากำลังทำในสิ่งตรงกันข้าม คือ “บัญญัติสิ่งที่ขัดต่อหลักการเดิมที่ดีอยู่แล้วขึ้นมา ล้มล้างหลักการเดิมที่ดีอยู่แล้วลงไป ไม่ปฏิบัติตามหลักการที่มีมาแต่เดิม” หากเราทำในสามสิ่งนี้ ย่อมหมายความว่า เรากำลังจะก้าวไปสู่หายนะเช่นเดียวกับชาวแคว้นวัชชีเป็นแน่แท้
ลองคิดดูเถิดว่า องค์กรใดก็ตาม หรือประเทศ หรือสังคมใดก็ตาม มีกฎหมาย กฎระเบียบ หลักการที่ดีอยู่แล้ว ปรากฏว่า ผู้มีอำนาจในองค์กร ในประเทศ ในสังคม ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ หลักการ ก็จัดแจงแก้ไข จากผิดให้เป็นถูก จากถูกให้เป็นผิด เพื่อให้ตัวเองทำตามใจได้ แบบนี้ จะมีความมั่นคงหรือไม่ ในองค์กร ในประเทศ ในสังคมนั้น
ดังนั้น อปริหานิยธรรมข้อที่ 3 นี้ สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสไว้เป็นการป้องกันมิให้ใครสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อตัวเอง หรือหมู่พวกตัวเองโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอันตรายยิ่ง เพราะจะทำให้หลักการทั้งหลายทั้งปวงเกิดการไขว้เขว ปราศจากประโยชน์ของหมู่คณะ
แต่เท่าที่เป็นอยู่ การแก้ไขกฎหรือหลักการทั้งหลาย คนมักกล่าวอ้างถึงความไม่เหมาะสมกับยุคสมัย จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นนั้นก็จริงอยู่ หากทำการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ละเมิดหลักการเดิม คือ เพื่อประโยชน์แห่งหมู่คณะ จะบัญญัติด้วยถ้อยคำเช่นไรก็ย่อมได้ หากทำให้หมู่คณะเกิดความมั่นคงโดยแท้จริง แต่ส่วนมากแล้ว มักอ้างเอาหมู่คณะเป็นเหตุ แต่ซ่อนผลประโยชน์ของตนเอาไว้ การกระทำแบบนี้ ย่อมเป็นการละเมิดหลักแห่งอปริหานิยธรรมข้อ 3 โดยแท้
ขอฝากไว้ให้เราทั้งหลายพิจารณาว่า การแก้ไขกฎเกณฑ์ต่างๆที่ดำเนินอยู่ในองค์กร หรือประเทศ หรือสังคม ของเรานั้น เป็นไปโดยล้มล้างบัญญัติที่มีอยู่เดิมหรือไม่ นั่นคือ ล้มล้างประโยชน์แห่งหมู่คณะเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อันเป็นการนำความเสื่อมมาสู่องค์กร หรือประเทศ หรือสังคม เมื่อรู้แล้วก็จะได้ช่วยกันแก้ไขได้ทันท่วงที
ภาระสอดส่องดูแล องค์กร หรือประเทศ หรือสังคม เป็นหน้าที่ของทุกๆ คน จึงขอฝากไว้แก่พวกเราเจ้าท่านพิจารณา.

ไม่มีความคิดเห็น: