วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

10 ข้อเสนอ หากประเทศไทย ไม่เปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ

10 ข้อเสนอ หากประเทศไทย ไม่เปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ
โดย :  บัณฑิต แป้นวิเศษ  เมื่อ : 27/04/2009 10:41 AM
นับแต่กระทรวงแรงงานได้จัดงานวันนัดพบแรงงานทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 20 - 21 มีนาคมที่ผ่านมา ย่อมมี นัยยะสำคัญของความต้องการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานประกอบการกับการเปิดการจ้างงานคนไทย และสถานประกอบการที่คนไทยไม่อยากทำว่ามีกิจการประเภทไหนบ้าง เพื่อตอบคำถามต่อการเปิดขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติรอบใหม่ที่จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดเสนอการประชุมของคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว(กบร.)ในวันที่ 20 เมษายน 2552

จากข้อมูลของเครือข่ายปฎิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) เครือข่ายองค์กรด้านแรงงานข้ามชาติ (MWG) และ รศ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงการเปรียบเทียบจำนวนแรงงานข้ามชาติที่ได้รับใบอนญาตทำงานตามมติ ครม. 2539 - 2551 พบว่า การอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติทำงานได้ตามกฎหมาย มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นหรือต่ำลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจที่ถูกกำหนดจากสภาวะการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความไม่มั่นคงในการกำหนดนโยบายของรัฐที่มีความไม่แน่นอน

ข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เดือนกันยายน 2551 ได้แสดงจำนวนแรงงานข้ามชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย 3 สัญชาติที่ขอใบอนุญาตทำงานตาม มติ ครม. มีเพียง 501,570 คน จากจำนวนนายจ้างที่แสดงความต้องการใช้แรงงานข้ามชาติมากถึง 1.2 ล้านคน เห็นได้ว่ามีจำนวนแรงงานข้ามชาติที่มีความต้องการขอใบอนุญาตแต่หายไปมากถึง 698,430 คน คิดเป็นร้อยละ 58.20 คิดเป็นงบประมาณรายได้ของแผ่นดินที่หายไปจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,654,034,000 ล้านบาทต่อปี

และเมื่อหันมามองข้อมูลการรายงานจำนวนแรงงานข้ามชาติปัจจุบันขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
(ILO) สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ที่ประมาณการว่ามีแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยถึง 2 ล้านคน และทำงานในงาน 3 เสี่ยง คือ เสี่ยงสกปรก เสี่ยงอันตราย เสี่ยงความยากลำบาก เมื่อนำตัวเลขการอนุญาตทำงานปี 2551 มาลบกับตัวเลขของ ILO และ TDRI จะมีแรงงานที่หายไปมากถึง 1,498,430 คน เห็นรายได้ที่เป็นงบประมาณแผ่นดินที่หายไปมากถึง 5,694,034,000 ล้านบาท? ซึ่งเป็นตัวเลขงบประมาณมหาศาลที่ตกอยู่ในมือของพวกค้ามนุษย์ ผู้มีอิทธิพล และข้าราชการบางคน บางกลุ่ม ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องมีมาตรการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ทำงานและอาศัยอยู่อย่างไม่ถูกกฎหมายเข้าสู่ระบบ เพราะถ้าไม่เร่งปฎิบัติการเปิดให้แรงงานข้ามชาติที่ทำงานอยู่แล้วในประเทศไทยที่ไม่มีใบอนุญาตได้ขึ้นมา มีใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดังข้อเสนอ 10 ข้อของเครือข่ายปฎิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) เครือข่ายองค์กรแรงงานข้ามชาติ (MWG) กล่าวคือ

  1. ประเทศไทยไม่สามารถจัดการด้านการบริหารแรงงานข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่ทราบข้อมูลจำนวนแรงงานที่มีอยู่ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงได้ การจดทะเบียนอย่างเปิดกว้างจะทำให้รัฐทราบจำนวนตัวเลขที่แท้จริงเพื่อนำไปสู่การจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแรงงานไม่สามารถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนได้ ในหลายภาคการผลิต เช่นประมงทะเล อุตสาหกรรมต่อเนื่องประมงทะเล และอื่นๆ ที่ยังมีความต้องการแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ประสบอยู่นี้ แรงงานดังกล่าวมีส่วนช่วยในการฟื้นตัวด้านเศรษฐิจของประเทศในภาคการผลิตดังกล่าวที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น ในปี 2549 ได้มีการสำรวจโดยสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวถึงความต้องการจ้างแรงงานข้ามชาติจากผู้ประกอบการมีมากถึง 1,333,703 คน แต่ในปีนั้นมีการออกใบอนุญาตทำงานเพียง 460,014 คน เท่านั้น จึงเป็นที่มาของการจ้างแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน เนื่องจากพบว่าไม่สามารถหาแรงงานไทยทดแทนความต้องการจ้างงานในภาคการทำงานเหล่านี้ได้ซึ่งเป็นงานเสี่ยงอันตราย สกปรก และแสนลำบาก อีกทั้งค่าแรงต่ำ

    อีกตัวอย่างเป็นข้อมูลล่าสุดในด้านความต้องการจำนวนแรงงานในจังหวัดสมุทรสาครระหว่างปี 2547 - 2551 ตามแผนภูมิรูปภาพด้านล่าง
  1. การดำเนินการเปิดให้จดทะเบียนเพื่อนำแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่จริงเข้าสู่ระบบนั้นยังเพิ่มงบประมาณแผ่นดินจากการเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและประกันสุขภาพ เพื่อนำมาใช้บริหารจัดการในประเด็นแรงงานต่างด้าวทั้งในด้านสาธารณสุข การควบคุมโรค การศึกษา และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
  2. การถูกเพ่งเล็ง และการคว่ำบาตรทางการค้าจากประเทศคู้ค้า โดยข้ออ้างในเรื่องการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย การใช้แรงงานเด็ก และการไม่คุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในกรณีของภาคต่อเนื่องประมงทะเลในช่วงที่ผ่านมา
  3. ปัญหาการค้ามนุษย์ที่ไม่อาจแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าสู่ระบบการทำงานอย่างถูกกฏหมาย ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงเรื่องความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ และมีการจัดทำรายงานสถานการณ์ประจำปี ล่าสุดประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 2 หมายถึง "มีการดำเนินงานพอใช้ได้ ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่าน" หากประเทศไทยไม่มีการพัฒนาอันดับหรือถูกจัดลำดับลดลงจะเป็นที่อับอายในประชาคมโลก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงการได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศในด้านการพัฒนาอีกด้วย
  4. แรงงานที่ไม่ขึ้นทะเบียนจะขาดข้อมูลตัวบุคคลในระบบฐานข้อมูลประเทศ ทำให้ไม่สามารถติดตามหรือระบุตัวบุคคลเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่นกรณีภัยพิบัติ ยกตัวอย่างเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้น ทางการไม่สามารถดำเนินการช่วยเหลือหรือระบุผู้เสียชีวิตแก่ประชากรกลุ่มนี้ได้
  5. ปัญหาเรียกรับสินบน หรือการคอรัปชั่นในพื้นที่และระบบรีดไถ โดยข้าราชการ นายหน้า นายจ้างซึ่งอาศัยช่องทางของการมีแรงงานที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนเข้ามาแสวงหาประโยชน์ เช่นการจัดทำเอกสารปลอมซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย อีกทั้งเป็นช่องทางแก่ขบวนการนายหน้าและนำพาแรงงานข้ามชาติเข้าเมืองผิดกฏหมาย เช่นกรณีแรงงานข้ามชาติเสียชีวิตและบาดเจ็บระหว่างการเดินทาง จังหวัดระนอง ทำให้ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์ในประชาคมระหว่างประเทศ
  6. ปัญหาการควบคุมโรค เพราะแรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าไปใช้บริการสาธารณสุข และยังต้องอยู่อย่างหลบซ่อนทำให้เกิดการยากต่อการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดต่อ
  7. ปัญหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเกิดจากแรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงกลไกการคุ้มครองตามกฎหมายเนื่องจากไม่มีสถานะทางกฎหมาย เช่น ไม่สามารถแจ้งความ หรือเป็นพยานในชั้นศาลได้ เป็นต้น
  8. เนื่องจากแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่มาจากประเทศพม่าซึ่งมีปัญหาการเมืองภายในและการละเมิดสิทธิมนุษยชน มาตรการผลักดันส่งกลับเพียงอย่างเดียว ทำให้แรงงานที่ไม่สามารถกลับประเทศต้นทางอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในประเทศต้นทาง เกิดการหลบซ่อนในประเทศไทยมากขึ้น และกลับเข้าสู่วงจรการลักลอบเข้าเมืองและอาศัยอยู่อย่างผิดกฏหมายเช่นเดิม

จากภาพรวมสถานการณ์ผลกระทบ 10 ข้อที่ได้กล่าวมาในข้างต้น น่าจะทำให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานที่มีนายไพฑูรย์ แก้วทองเป็นรัฐมนตรี ได้หันมาเหลียวมองการเปิดให้แรงงานข้ามชาติได้มีโอกาสขอใบอนุญาตทำงานอย่างถูกกฎหมายในจำนวนตัวเลขที่หายไป ขณะเดียวกันรัฐบาลจะมีเม็ดเงินที่เป็นงบประมาณจำนวนมากได้เข้ามาช่วยให้รัฐบาลได้มีเม็ดเงินบริหารประเทศ ในภาวะของการขาดแคลนเงินทุน เพื่อกู้เศรษฐกิจให้กลับคืนมาอย่างมั่นคง พร้อมกับเป็นการสร้างภาพลักษ์ในระดับสากลต่อการไม่ตกเป็นประเทศที่มีการใช้แรงงานทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะส่งผลด้านบวกในด้านการค้าและการเมืองระหว่างประเทศระดับสากล

ขณะเดียวกันรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานและคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว (กบร.) น่าจะถือโอกาสมอบการเปิดขอใบอนุญาตทำงานที่ถูกกฎหมายให้เป็นของขวัญ "1 พฤษภาคม 2552 วันแรงงานแห่งชาติ" ที่จะถึงนี้ เพราะการอยู่ การกิน การใช้จ่ายที่ราคาถูก ของพวกเราทุกคนกว่าร้อยละ 70 - 80 ได้อาศัยน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาจริงๆ


บัณฑิต แป้นวิเศษ
โครงการปกป้องลูกสาว มูลนิธิเพื่อนหญิง
จาก CBNA ฉบับที่ 19 (21 เมษายน 2552)

 
 
http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1177

ไม่มีความคิดเห็น: