| วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11374 มติชนรายวัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดใหม่ ภายใต้ตุลาการภิวัตน์? โดย อุทิศ วงศ์สยาม ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทวีความรุนแรงและกลายเป็นการก่อการจลาจลในกรุงเทพฯ จนรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และใช้ทหารเข้าควบคุมและสลายการชุมนุมที่ก่อความรุนแรง และแกนนำ นปช.ต้องยุติการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงลง ทำให้เกิดข้อกังขาว่าการใช้อำนาจของรัฐและการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ได้ยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนดังที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมืองของตนเพียงใด คำตอบสำหรับการทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำของทั้งฝ่ายดังกล่าว คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้รับการสถาปนาขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 โดยมีความมุ่งหมายให้เป็นองค์กรอิสระจากรัฐ เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย แต่การณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้สิ้นสุดวาระลง และในเวลานี้ได้มีการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ความแตกต่างอย่างสำคัญของการกระบวนการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญ 2540 กับรัฐธรรมนูญ 2550 คือการริบสิทธิการเข้าร่วมเป็นกรรมการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของภาคส่วนต่างๆ มาเป็นอำนาจของผู้แทนสถาบันตุลาการทั้งศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองสูงสุด โดยที่คณะกรรมการสรรหาตามกฎหมายคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ออกตามรัฐธรรมนูญ 2540 ประกอบด้วยสถาบันที่ทำหน้าที่ด้านกฎหมายคือประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด และนายกสภาทนายความ ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาจำนวนห้าคน ผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนสิบคน ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนห้าคน และผู้แทนสื่อมวลชนในกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์จำนวนสามคน ในขณะที่คณะกรรมการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ประกอบด้วยผู้แทนสถาบันตุลาการจำนวนห้าคนในจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเจ็ดคน คือ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด และอีกสองคนมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด สำหรับที่เหลืออีกสองคนมาจากผู้แทนของฝ่ายการเมือง คือประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นอกจากสถาบันตุลาการจะริบสิทธิการเข้าร่วมเป็นกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของภาคส่วนต่างๆ ของสังคมมาเป็นอำนาจของตนแล้ว ยังมีอำนาจเหนือวุฒิสภาในการเลือกกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกด้วย ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญ 2550 ได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบกับรายชื่อกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามที่คณะกรรมการสรรหาส่งมาให้ หากสมาชิกวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบรายชื่อที่คณะกรรมการส่งมาให้ คณะกรรมการสรรหาก็สามารถยืนยันอำนาจในการสรรหาของตนด้วยเสียงเอกฉันท์ได้ โดยแท้จริงแล้ว ความพยายามในการจำกัดหรือสกัดกั้นการจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชาติในสังคมไทยได้กระทำมาตั้งแต่การจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ยอมให้มีอำนาจหน้าที่ในการเชื่อมโยงกับศาล สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีบุคคลบางกลุ่มเสนอให้ยุบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนรวมกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา แต่ถูกคัดค้านอย่างกว้างขวางจนทำให้ข้อเสนอดังกล่าวต้องถูกระงับไป แต่ในที่สุด การรวมอำนาจการเลือกกรรมการสิทธิมนุษยชนมาเป็นของสถาบันศาลก็ประสบผลสำเร็จเฉกเช่นเดียวกับคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระอื่น คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ทำหน้าที่สรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่ ประกอบด้วยนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายประยูร มูลศาสตร์ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้ซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และนายธงชัย ลำดับวงศ์ อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด ผู้ซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ส่วนผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยังไม่มีการแต่งตั้ง จึงทำให้คณะกรรมการสรรหาเหลือเพียงหกคนจากจำนวนทั้งหมดเจ็ดคน คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ดำเนินกระบวนการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยได้เปิดการรับสมัครตั้งแต่วันที่ 11-20 มีนาคม 2552 และได้มีการประชุมคัดเลือกจากใบสมัครของผู้สมัครจำนวน 133 คนให้เหลือจำนวน 7 คนเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 โดยใช้เวลาในการพิจารณาใบสมัครของผู้สมัครทั้งหมด 133 คน รวมประมาณ 18 วันนับแต่วันสิ้นสุดวันรับสมัคร กระบวนการสรรหาดังกล่าวเป็นไปตามแบบแผนการพิจารณาตัดสินคดีของศาลสูงโดยแท้ เพราะเป็นการพิจารณาจากใบสมัคร ซึ่งเป็นเสมือนสำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูงนั่นเอง โดยการพิจารณาเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการเชื่อมั่นในการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาของตนอย่างสูงแล้ว ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และอาจเป็นการทำงานที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบจากภาคส่วนอื่นของสังคมอีกด้วย คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน 2552 ผลการพิจารณาสรรหามีผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประกอบด้วยนายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ นายปริญญา ศิริสารการ นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ พลตำรวจเอก วันชัย ศรีนวลนัด นางวิสา เบ็ญจะมโน และศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ เมื่อพิเคราะห์รายชื่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 7 คนดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการใช้ดุลพินิจคัดเลือกบุคคลว่าเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 หรือไม่ เพราะคณะกรรมการสรรหาต้องคัดเลือก "จากผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์" และ "ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้แทนจากองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนด้วย" และมีคำถามต่อไปว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ และต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้แทนจากองค์กรเอกชนอย่างไรที่สามารถทำให้เชื่อได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่สมเหตุสมผลและตรวจสอบได้ในเชิงประจักษ์ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาไม่เคยประกาศหลักเกณฑ์ต่อสาธารณชนได้รับรู้แต่ประการใด รวมทั้งละเลยไม่ยอมให้บุคคลหรือองค์กรที่ทำงานส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และประชาชนทั่วไปได้ร่วมตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลผู้สมัครเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อคณะกรรมการสรรหาไม่ยอมให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจจากภาคประชาชนเสียแล้ว จะมีหนทางใดเล่าที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะกรรมการสรรหาได้ เพราะหากจะตรวจสอบการใช้อำนาจโดยใช้สิทธิทางศาลปกครอง ประธานศาลปกครองก็ได้เป็นกรรมการสรรหาอยู่ด้วย อาจกล่าวได้ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่กำลังถูกท้าทายว่าจะเป็นตัวแทนของรัฐที่จำแลงกายมาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อรักษา อุดมการณ์ความเชื่อ อำนาจ และผลประโยชน์ของรัฐมากกว่าการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามเจตจำนงเริ่มต้นในการก่อตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้เกิดขึ้นในสังคมไทย หน้า 7 |
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดใหม่ ภายใต้ตุลาการภิวัตน์?
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น