วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

พิจารณา ข้อเสนอ"บัญญัติ" อารมณ์สังคม ปมแก้รธน. ปล่อยวาง ความแค้น-เกลียดชัง

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11374 มติชนรายวัน


พิจารณา ข้อเสนอ"บัญญัติ" อารมณ์สังคม ปมแก้รธน. ปล่อยวาง ความแค้น-เกลียดชัง


วิเคราะห์




ข้อเสนอของ "บัญญัติ บรรทัดฐาน" กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ที่ส่งสัญญาณ "เตือนสติ" การจัดแถว ตั้งธง เพื่อรื้อรัฐธรรมนูญ ปี 2550

เป็นเรื่องที่ นักการเมือง และสังคม ต้อง "หยุดคิด" และตรึกตรองถึง "ผลดี-ผลเสีย" ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550

ข้อเสนอดังกล่าวคือ 1.ตั้งคณะอนุกรรม การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ สร้างความเข้าใจในค่านิยมประชาธิปไตยที่ถูกต้องกับประชาชน โดยคณะอนุกรรมการ ควรมีคนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม และให้มีฝ่ายการเมืองเป็นเสียงส่วนน้อย เพื่อป้องกันข้อครหาว่าการเมืองครอบงำ

2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรดูมาตราที่กระทบต่อประโยชน์ชาติ ไม่ใช่เรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของนักการเมืองล้วนๆ

3.ขอให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ ต้องรับฟังความเห็นของประชาชน ไม่น้อยกว่าตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 2550

"บัญญติ" มองว่า หากไม่ทำเช่นนั้น อาจเกิด "วิกฤต" รัฐธรรมนูญ ขึ้นมาอีกรอบ

พร้อมเสนอด้วยว่า เมื่อทุกอย่างลงตัว บรรยากาศการเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น ควร "ยุบสภา" เพื่อเลือกตั้งใหม่

ถือเป็น "ข้อเสนอ" ที่เข้าใจอารมณ์ของคนในสังคม ที่เวลานี้มีทั้ง "เสื้อเหลือง-เสื้อแดง"



หากพิจารณารัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ล้วนมี "ข้อดี-ข้อเสีย" ที่แตกต่าง

ฉบับปี 2540 ที่บอกว่า เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ก็มี "ช่องโหว่"

ส่วนปี 2550 ก็เช่นกัน แม้เจตนารมณ์หลักคือ ต้องการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง แต่ก็มี "ข้อบกพร่อง" ที่ไม่สอดคล้องกับสังคมและการพัฒนาประชาธิปไตย

ฉะนั้น เมื่อจะมีการแก้ไข ปรับปรุง ครั้งใหม่ ก็ควรทำแบบผสมผสาน

ไม่ควร "เอาใจ" นักการเมืองมากเกิน จนละเลยความรู้สึก หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคม

เพราะหากพิจารณา จะพบว่า ทุกมาตรา ที่เหล่านักการเมืองนำเสนอแก้ไข ล้วนเกิดจากพื้นฐานของ "ความรู้สึก" แทบทั้งสิ้น

อย่างมาตรา 237 ที่เกี่ยวข้องกับการ "ยุบพรรค" หากพบกรรมการบริหารพรรคไปกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจนได้ "ใบแดง"

หรือมาตรา 265 ที่ห้ามมิให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา เลขานุการรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของราชการ

รวมทั้ง มาตราที่เกี่ยวข้องกับการตรวจตา จับผิด วินิจฉัยนักการเมือง อาทิ มาตรา 206 กระบวนการสรรหาและที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาตรา 243 ผู้ตรวจการแผ่นดิน มาตรา 246 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 253 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และมาตรา 256 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

จะเห็นว่า การเสนอแก้ไขมาตราต่างๆ ล้วนเกิดจากความรู้สึก เจ็บแค้น เกลียดชัง ที่เกิดขึ้นกับนักการเมืองทั้งหมด



จริงอยู่ หลายมาตราที่กล่าวอ้าง อาจต้องมีการแก้ไขในรายละเอียดเล็กๆ น้อย เพื่อให้มีความสมบูรณ์ แต่สาระหลักควร "ดำรงไว้"

แต่ก็ยังมีอีกหลายมาตราที่ผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง ถึงขึ้นอาจต้อง "ปรับ" กันใหม่

อย่างมาตรา 93-95 ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดพื้นที่การเลือกตั้ง ส.ส. ที่ไม่อยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง

หรือมาตรา 111-113 ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่ดูเหมือน "ลูกผสม" ที่ไม่ค่อยลงตัวนัก

แม้กระทั่ง มาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญาที่รัฐบาลต้องทำกับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

หากพิจารณาข้อเสนอของ "บัญญัติ" อย่างถ่องแท้ จะเห็นว่า เวลานี้รัฐบาลอยู่ท่ามกลาง "อารมณ์" ที่หลากหลายของสังคม

อารมณ์ "เสื้อแดง" ที่เห็นรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นมรดกจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อารมณ์ "เสื้อเหลือง" ที่เห็นรัฐธรรมนูญ 2540 คือตัวการที่ทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภา จนเกิดระบอบทักษิณ

เมื่อต่างฝ่ายต่างมองคนละมุม ต่างฝ่ายต่างคิดถึงผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง

ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ต้องคิดและพิจารณาอย่างรอบคอบ เอา "ทุกอารมณ์" ของสังคมไทยเข้ามาผสมผสาน

หา "จุดบกพร่อง" ของรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 นำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดความสมดุล และเพื่อประโยชน์ของประเทศจริงๆ

แม้อาจต้องใช้เวลา ก็ต้องทำ สังคมรอมานานเกินไปแล้ว

เพราะถ้าหาก "ผู้ชนะ" หรือ "ผู้มีอำนาจในมือ" เอาความเคียดแค้น เกลียดชัง มาเป็นที่ตั้งในการแก้รัฐธรรมนูญ

วัฏจักรแห่งความขัดแย้ง ก็จะไม่มีวันหมดสิ้นไปจากสังคมไทย

หน้า 3
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01col02010552&sectionid=0116&day=2009-05-01

ไม่มีความคิดเห็น: