วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Marxism กับ Meawism

Karl Marx ไม่เคยสอนให้โกงบ้านกินเมือง : ใจลล์สับสนระหว่าง Marxism กับ Meawism (เขียนให้คิด)



Mark คือใคร?

ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยสับสนกับคำพูดและข้อเขียนของนายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ Karl Marx ต้นตำรับ Marxism

Marx มีชีวิตในช่วงค.ศ.1818-1883 เป็นชาวเยอรมัน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านธรรมศาสตร์ ประวัติศาสตร์และปรัชญาจากมหาวิทยาลัยจีนา กรุงเบอร์ลิน เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไรนิชไซตุง (Rheinische Zeitung) เมืองโคโลญจน์ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เน้นการสร้างเสริมประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลเยอรมันในยุคนั้นไม่พอใจและสั่งปิดเมื่อค.ศ. 1843

Marx เดินทางไปฝรั่งเศสหลังจากถูกปิดหนังสือพิมพ์ ที่กรุงปารีสนี่เองทำให้เขาได้พบกับบากูนิน ปรูดองและฟรีดริกซ์ เองเกลส์ ซึ่งต่อมาเองเกลส์ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของ Marx โดยทั้งสองได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิด ระหว่างที่ Marx อยู่ในกรุงปารีสเขาได้เขียนหนังสือหลายเล่ม อาทิ Outlines of a Critique of Political Economy (ค.ศ. 1844)

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1845 ทางการปารีสประกาศขับ Marx ออกจากกรุงปารีส โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นนักปฏิวัติผู้อันตราย จนต้องย้ายไปอยู่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ทั้งคู่จึงร่วมกันจัดตั้งสมาคมคอมมิวนิสต์และออกคำประกาศคอมมิวนิสต์ ค.ศ. 1848 (Manifesto of the Communist Party 1848)

ค.ศ. 1848 เกิดการปฏิวัติในเบลเยียม Marx ถูกขับไล่ออกจากประเทศ เขาจึงกลับไปกรุงปารีสและเยอรมนีในที่สุด การกลับไปเยอรมนีครั้งนี้เขากลับไปเป็นบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์ไรนิชไซตุงฉบับใหม่ (Neue Rheinische Zeitung) ในที่สุดก็ถูกรัฐบาลเยอรมันขับไล่ออกนอกประเทศอีก ครั้นเมื่อหลบไปอยู่ในกรุงปารีสก็ถูกขับไล่อีก ในที่สุดจึงย้ายไปพำนักในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1848

Marx ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1883 ในกรุงลอนดอน ศพของเขาถูกฝังไว้ที่สุสานไฮเกต (Highgate) กรุงลอนดอน

แนวคิดสำคัญของ Karl Marx

แนวคิดด้านเศรษฐกิจการเมืองของ Marx เน้นการวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยเฉพาะระบบนายทุน เขาวิจารณ์โดยยึดหลักปรัชญาวัตถุนิยมไดอาเล็คติก (Dialectical Materialism)

Marx ยึดมั่นใจปรัชญาวัตถุนิยมแต่มิใช่ปรัชญาวัตถุนิยมแบบดั่งเดิม (Mechanical Materialism) ปรัชญาวัตถุนิยมของมาร์กซ์เชื่อในธรรมชาติ เชื่อว่าธรรมชาติประกอบด้วยวัตถุและสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชีวิตของมนุษย์

ชีวิตมนุษย์ไม่ใช่เครื่องยนต์กลไก เพราะมนุษย์มีจิตใจ แต่จิตนี้จะต้องอยู่กับวัตถุ มิใช่อยู่อย่างอิสระหรือเป็นจิตสมบูรณ์ตามความคิดของพวกจิตนิยม Marx จึงเรียกปรัชญาวัตถุนิยมแบบใหม่ของตนเองว่า ธรรมชาตินิยม (Naturalism) หรือมนุษยนิยม (Humanism)

*(สำหรับท่านที่สนใจเรื่องนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก Karl Marx, Economic and Philosophic Manuscripts, Critique of Hegel's Dialectic and General Philosophy ; Z.A. Jordan, The Evolution, chapter 2)*

Marx ระบุว่าประวัติศาสตร์คือประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมนุษย์กับธรรมชาติเพื่อพัฒนาพลังการผลิต และการต่อสู้กับระบบเศรษฐกิจการเมืองที่มนุษย์ด้วยกันเองเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเพื่อกดขี่และขูดรีดกันและกัน

ประวัติศาสตร์มนุษย์สัมพันธ์กับระบบการผลิต (ระบบกรรมสิทธิ์) กับระบบโครงสร้างส่วนบน (ระบบการเมืองและสังคม) ซึ่งมีลักษณะของการขูดรีด เช่นระบบทาส ศักดินา และระบบนายทุน

ดังจะพบว่าในทุกระบบนั้น ปัจจัยการผลิตจะถูกผูกขาดอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ทำให้เจ้าของปัจจัยการผลิตมีอำนาจล้นเหลือสามารถรวบรวมเอาผลผลิตจากชนชั้นที่ต่ำกว่าไปเป็นสมบัติส่วนตัว แถมยังมีการบีบบังคับให้ทำงานในระบบทาส บังคับให้ส่งส่วยในระบบศักดินา หรือบังคับจ้างโดยจ่ายเงินค่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรม โดยนายทุนผู้ผูกขาดปัจจัยการผลิตจะรวบเอามูลค่าส่วนเกินของแรงงานไปไว้ในกำมือเพียงผู้เดียว นี่คือการขูดรีดอย่างชัดเจนอันนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างชนชั้น (Class Struggle) ระหว่างชนชั้นที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตกับชนชั้นที่ไม่มีปัจจัยการผลิต

การต่อสู้นี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในระบบการผลิต นำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบกรรมสิทธิ์และโครงสร้างส่วนบนในสังคม

Marx เชื่อว่าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของมนุษย์ไม่ได้มีวิวัฒนาการโดยสันติที่เกิดจากความผสมกลมกลืนของคนทุกฝ่ายในสังคม ความสัมพันธ์ในสังคมมิได้เป็นไปในลักษณะที่ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายกลมกลืนกันเหมือนดังที่พวกเสรีนิยมคลาสสิกเชื่อ (นักเสรีนิยมคลาสสิก ได้แก่ จอห์น ลอค กับ อดัม สมิท เป็นต้น)

Marx เห็นว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองที่ผ่านมานั้นเป็นระบบที่คนส่วนน้อยผูกขาดการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและขูดรีดคนส่วนใหญ่ ทำให้เกิดการต่อสู้และความขัดแย้ง ดังนั้นจึงสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์มนุษย์คือการต่อสู้หรือการปฏิวัติเพื่อขจัดการขูดรีดให้หมดสิ้นไป

ภายใต้ระบบความสัมพันธ์การผลิตที่คนกลุ่มน้อยผูกขาดปัจจัยการผลิตและทรัพย์สินทั้งหมดไว้ได้ ก็จะพบว่ายิ่งผู้ถูกกดขี่สร้างผลผลิตมากขึ้น เขาก็ยิ่งยากจนลง เพราะผลผลิตกลายเป็นของผู้อื่นมิใช่ของตนเอง ผลผลิตของเขากลับกลายเป็นเครื่องลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของเขาลงไป มิหนำซ้ำยังกลายเป็นศัตรูบังคับเขาอีกด้วย แรงงานเป็นผู้ผลิตทุนแต่กลับไม่เคยเป็นนายของทุนแต่กลับตกเป็นทาสของทุนในที่สุด ทุนซึ่งแท้จริงแล้วมันก็คือผลผลิตของแรงงาน แต่มันกลับมาบังคับแรงงาน นี่คือการที่มนุษย์ถูกลดคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยผลผลิตของตนเอง ถูกผลผลิตของตนบังคับให้ตนกลายเป็นทาส

นี่คือสาระสำคัญส่วนหนึ่งจาก Marxism เมื่อพิจารณาแล้วก็เห็นว่าเป็นความจริงที่เกิดกับสังคมมนุษย์ที่เน้นการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ขูดรีด

แต่เรื่องเช่นนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดของบุคคลที่นายใจ อึ๊งภากรณ์ พยายามใส่ร้ายและจงใจหมิ่นประมาท คนไทยทุกคนที่มีใจเป็นธรรมตระหนักดีว่าบุคคลที่นายใจโจมตีนั้นมิได้มีพฤติกรรมเลวร้ายเหมือนเช่นที่ Marx ระบุไว้ เพราะคนไทยซาบซึ้งดีว่า สังคมไทยอยู่รอดปลอดภัยได้เพราะบุคคลผู้นั้นเป็นเสาหลักและเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ

น่าประหลาดที่นายใจมองเห็นคนโกงบ้านกินเมืองเป็นวีรบุรุษในดวงใจ แล้วกลับจงใจดูหมิ่นคนที่มีคุณูประการอย่างสูงยิ่งต่อประเทศไทยและคนไทย

Karl Marx ไม่เคยสอนให้มนุษย์โกงบ้านกินเมือง ไม่เคยสอนให้มนุษย์เหยียดหยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ สงสัยว่านายใจคงสับสนและแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือ Marxism กับ Meawism (แม้วอิสซึม)


เฉลิมชัย ยอดมาลัย

วันที่ 15/2/2009

http://www.naewna.com/news.asp?ID=148273

ไม่มีความคิดเห็น: