วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ?

คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ? ความไม่เสมอภาคของประชาชนผู้รับบริการสาธารณสุข (เขียนให้คิด)



เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับประชาชนชาวไทยที่ประเทศของเรามีกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และน่ายินดีมากขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้ผู้ยากไร้ทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงก็คือ ไม่มีใครสามารถจะได้ในทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการไปเสียทุกอย่าง ดังนั้นจึงเกิดเรื่องน่ายินดีที่มักจะมาพร้อมๆ กับเรื่องที่น่ายินร้าย ความน่ายินร้ายประการหนึ่งก็คือ เมื่อประชาชนเข้าใจว่าได้รับการรักษาพยาบาลฟรีจากภาครัฐ จึงทำให้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลและแห่แหนไปขอรับบริการด้านสาธารณสุขของรัฐอย่างมืดฟ้ามัวดิน เพราะบางคนก็คิดแค่ตื้นๆ ว่า เมื่อเป็นของฟรีก็จำเป็นต้องรีบไปใช้ เพราะไม่รู้ว่าจะได้ใช้นานถึงเมื่อไร

เรื่องนี้บุคลากรด้านสาธารณสุขจากทุกเขตแดนทั่วประเทศยืนยันได้เป็นอย่างดี หลายคนมีข้อมูลด้วยว่า สาเหตุที่ประชาชนนิยมไปขอรับบริการมากๆ เพราะเห็นว่าเป็นของฟรี ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนี้คนจะไปใช้บริการในสถานพยาบาลของรัฐน้อยกว่าปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่อยากเสียเงิน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ แถมยังถูกเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลขู่ตะคอกอีกต่างๆ นานา

ครั้นเมื่อรัฐเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด จึงส่งผลให้คนบางกลุ่มแม้มีอาการไม่สบายเพียงเล็กน้อยหรือเจ็บป่วยเพียงไม่มากนัก รวมถึงยังมีคนบางจำพวกที่ไม่ได้เจ็บปวดและไม่มีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่กลับคิดว่าตัวเองไม่สบายก็กลับไปขอรับบริการจนทำให้การให้การบริการของบุคลากรด้านการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างจังหวัดล้นมือ ไม่สามารถให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงกับผู้เจ็บป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีได้

เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้ในโรงพยาบาลของรัฐ จึงทำให้เกิดภาพผู้เจ็บป่วยที่อาการสาหัสกลับได้รับการดูแลจากแพทย์และพยาบาลอย่างไม่ทันเวลา นอกจากนี้ยังได้เห็นภาพผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพบแพทย์อย่างจริงจังต้องไปเข้าคิวที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตีห้า เพื่อให้ได้คิวตรวจก่อนเวลาเที่ยง บางรายไปถึงโรงพยาบาลช้าก็อาจจะไม่ได้รับการตรวจรักษาภายในวันนั้น ทำให้ต้องเสียเวลามาโรงพยาบาลอีกในวันถัดไป

แม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีแพทย์และพยาบาลมากกว่าช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าบุคลากรด้านการแพทย์ของบ้านเรายังมีจำนวนจำกัดและไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้เจ็บป่วย เนื่องจากผู้เจ็บป่วยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่ไม่สมดุลกับจำนวนบุคลากรด้านการแพทย์

ดังนั้นจึงเห็นภาพคุณหมอหนึ่งคนที่ต้องตรวจรักษาผู้ป่วยมากกว่าหกสิบคนในเวลาแค่เพียง 5-6 ชั่วโมง ในขณะที่เมื่อก่อนคุณหมอจะให้การตรวจรักษาคนไข้โดยเฉลี่ยประมาณสามสิบคนในการปฏิบัติการตรวจรักษาแต่ละวัน เมื่อแพทย์มีเวลาที่น้อยนิดเพื่อการตรวจรักษาผู้ป่วยจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของการตรวจรักษาอย่างไม่มีทางเลี่ยงได้

การตรวจโดยวิธีการที่ต้องใช้ความละเอียดและซับซ้อนด้วยเครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัยและมีค่าใช้จ่ายสูง จะถูกนำไปใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะติดข้อจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล

ในขณะที่การจ่ายยาก็มีปัญหาตามมาเช่นกัน เพราะยาส่วนใหญ่ที่จ่ายให้คนไข้นั้นมักเป็นยาพื้นฐาน ราคาถูก และอาจมีสรรพคุณในการรักษาไม่ดีมากนัก แพทย์บางคนได้รับคำบอกเล่าจากคนไข้บางคนด้วยว่า ยาที่หมอให้ไปนั้นกินแล้วไม่เห็นโรคจะหายเลย ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านการรักษาพยาบาลที่สำคัญประการหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แคแแรัฐบาลเล็งเห็นปัญหาเหล่านี้จึงดำเนินนโยบายสร้างสุขภาพก่อนซ่อม เพื่อหวังจะลดภาระการทำงานของบุคลากรด้านการแพทย์และลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ แล้ว นโยบายนี้ก็ดูจะไม่เป็นมรรคเป็นผลเท่าใดนัก เพราะผู้รับบริการไม่เข้าใจปรัชญาสร้างสุขภาพก่อนซ่อม

ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ต้องกลับไปพิจารณารัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ"

ครั้นเมื่อย้อนไปพิจารณาเหตุผลการจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่กล่าวว่า เพื่อให้เป็นไปตามภารกิจของรัฐที่จะต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้ จึงต้องจัดระบบการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตให้มีการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน และให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการ โดยการมีส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนเพื่อจัดการให้มีระบบการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานด้วยกันทุกคน

จากสิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อนำมาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงรู้สึกเป็นห่วงการทำงานของ สปสช.เป็นอย่างมาก เพราะคงจะมีแค่เรื่องการรักษาฟรีเท่านั้นที่ดูจะเป็นความจริงในระดับหนึ่งเท่านั้น ที่กล่าวเช่นนี้เพราะในความเป็นจริงนั้น ยังมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่โรงพยาบาลยังเรียกเก็บจากผู้ป่วย ส่วนเรื่องความเสมอภาคในการให้บริการทางสาธารณสุข ประเด็นด้านมาตรฐานและประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลก็ยังต้องปรับปรุงอีกมาก

เมื่อพิจารณาผลงานของ สปสช. แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องมีความเห็นบางประการต่อกรณีการให้สัมภาษณ์ของ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ผับชื่อดังในย่านเอกมัย ซึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันส่งท้ายปี่เก่าต้อนรับปีใหม่ 2552

ดังจะพบว่ามีการส่งตัวผู้บาดเจ็บจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง โดยทำให้มีค่าใช้จ่ายประมาณสามล้านสี่แสนบาท ซึ่งนพ.ประทีปกล่าวว่า สปสช. จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพราะเป็นการรักษาในกรณีอุบัติเหตุหรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งตามระเบียบของ สปสช. จ่ายได้ไม่เกินครั้งละ 14,000 บาท แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในเหตุการณ์ครั้งนี้สูงมาก ขณะนี้จึงอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอลดค่ารักษาพยาบาล

ข้อสังเกตในเรื่องนี้ก็คือ สปสช. ทำอะไรเกินหน้าที่ไปหรือเปล่า หากจะเทียบกับกรณีของผู้ป่วยหรือผู้ได้รับบาดเจ็บในอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุรถบรรทุกเด็กนักเรียนถูกรถไฟชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ กลับไม่เห็นบทบาทที่เข้มข้นของ สปสช. ในกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด

คำถามคือ ทำไม สปสช. ไม่ดำเนินการในกรณีอุบัติเหตุของนักเรียนที่บุรีรัมย์ให้ใกล้เคียงกับกรณีไฟไหม้ซานติก้าผับ และถ้าหากการเจรจาลดค่าใช้จ่ายให้ต่ำกว่า 14,000 บาท ไม่ได้ สปสช. จะยอมแก้ระเบียบ สปสช. เพื่อจ่ายเงินให้โรงพยาบาลเอกชนหรือไม่

เมื่อพิจารณาเรื่องนี้แล้วก็จะเกิดอาการกลุ้มใจกับการกระทำของ สปสช. อย่างมาก เพราะในขณะที่ผู้ป่วยร้ายแรงจำนวนมาก เมื่อไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่กลับได้ยาแก้ปวดลดไข้ธรรมดาไปกิน สปสช. รู้ปัญหานี้ดีแต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้

ครั้นเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมที่ซานติก้าผับ จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เพราะมีผู้บาดเจ็บและล้มตายมากมาย โดยส่วนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติด้วย แล้วยิ่งเมื่อสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศประโคมข่าวนี้ ทำให้สังคมเกิดความสนใจและติดตามข่าวมากขึ้น สปสช. กลับแสดงบทฮีโร่อย่างกะทันหัน ก็อยากจะรู้จริงว่า สปสช. ลืมผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างจังหวัดทั่วประเทศไปแล้วใช่ไหม เหตุใด สปสช.ทอดทิ้งให้คนยากคนจนต้องทนใช้สิทธิรักษาฟรีตามยถากรรม หรือว่าคนยากจนไม่มีสิทธิ์ ไม่มีความสำคัญ ไม่ใช่คนมั่งมีเงินทองขับรถโก้หรูไปดื่มเหล้าขวดละหลายพันบาทในผับในบาร์ หรือนี่คือความเสมอภาคและมาตรฐานตามแบบ สปสช.


เฉลิมชัย ยอดมาลัย

วันที่ 18/1/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=143722

ไม่มีความคิดเห็น: