วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4079
สวทช.ปรับงบปี"52รับวิกฤตศก. เน้นวิจัยหนุนSMEs-ฝึกอบรมคน
สวทช. รับงบฯ 3,400 ล้านบาท เน้นงานวิจัยเป็นหลัก ตั้งเป้าปี"52 ถ่ายทอดงานวิจัยเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 40 ชิ้นงาน พร้อมพลิกวิกฤตเป็นโอกาสช่วงเศรษฐกิจถดถอย เปิดโครงการฝึกอบรมบุคลากรเพิ่ม เตรียมพร้อมยามเศรษฐกิจฟื้นกลับมาดีขึ้น
นายศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ในปี 2552 สวทช.ได้รับงบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 3,400 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นการใช้งบประมาณในการทำกิจกรรมการวิจัยและพัฒนา 50% โครง สร้างพื้นฐาน 40% และการบริหารจัดการองค์กร 10% พร้อมกับได้มีการตั้งเป้าหมายเพิ่มรายได้ในปีนี้จะเพิ่มจาก 500 ล้านบาท เป็น 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการรับจ้างวิจัย, ร่วมงานวิจัย และได้รับเงินอุดหนุนการวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ โดยปัจจุบันงานวิจัยของ สวทช.มีอยู่ทั้งหมด 600 ชิ้น ได้มีการถ่ายทอดงานวิจัยไปสู่ผู้ประกอบการที่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว 100 ชิ้นงาน ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะสามารถถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการ
ได้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 30-40 ชิ้นงาน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ที่ว่างงาน หรือถูกเลิกจ้าง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย สถานประกอบการหลายแห่งเกิดปัญหา อาจจะมีการเลิกจ้างตามมา ซึ่ง สวทช. มีแผนที่จะร่วมมือกับภาคเอกชน, หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนปฏิบัติการฝึกอบรมความรู้ให้กับบุคลากร และสถานประกอบการต่างๆ นำไปเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เตรียมความรู้ความเชี่ยวชาญไว้ในยามที่เศรษฐกิจฟื้นกลับขึ้นมาดีขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สวทช.สามารถฝึกอบรมบุคลากรได้ประมาณปีละ 10,000 คน โดยใช้กำลังคน 2,500 คน ซึ่งหากจะมีการฝึกอบรมบุคลากรเพิ่มขึ้น ก็ต้องประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเข้ามาช่วงเป็นกำลังอีกแรงหนึ่ง
ในปีนี้ สวทช.มีแผนใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ในการขยายพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ (science park) ซึ่งเป็นศูนย์รวมในการวิจัยและพัฒนาที่ครบวงจร เปิดให้ผู้ประกอบการเช่าพื้นที่สำหรับทำการวิจัยเพิ่มขึ้นอีก 20 ยูนิต รองรับผู้ประกอบการเพิ่มอีก 20 ราย จากเดิมที่รองรับได้
50 ราย ซึ่งงานวิจัยก็อยู่ในสาขาหลัก คือ พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ, เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ, อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และนาโนเทคโนโลยี เป็นต้น
สำหรับอนาคต สวทช.ได้มีการกำหนดบทบาทไว้ 2 มิติ คือ
1)เป็นหน่วยงานแก้ปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ บริหารจัดการวิจัย เช่น โรงงานน้ำตาลมิตรผล มีปัญหาอ้อยใบขาว สวทช.ต้องเข้าช่วยตรวจโรคว่า เกิดจากอะไร และหาทางแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ พร้อมกับปรับระบบบริหารจัดการสนับสนุนโปรแกรมงานวิจัยให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยครอบคลุมใน 8 คลัสเตอร์ ได้แก่ คลัสเตอร์อาหาร และการเกษตร, การแพทย์และสาธารณสุข, ซอฟต์แวร์
ไมโครชิป และอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์และการจราจร, พลังงานทดแทน, สิ่งแวดล้อม, สิ่งทอและเคมีภัณฑ์ และชุมชนชนบทและผู้ด้อยโอกาส
2)มีห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถในการวิจัย ทดสอบคุณภาพสินค้า ให้การรับรองในระดับสากล สนองความต้องการของประชาชนได้
หน้า 5 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv02120252&day=2009-02-12§ionid=0203
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น