จัดใหญ่ “มหกรรมสุขภาพชุมชน 2552” เสนอนวัตกรรมสุขภาพชุมชนแห่งอนาคต 18-20 ก.พ.นี้
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กุมภาพันธ์ 2552 13:24 น.
สปสช.จับมือ สธ.-สวรส.-สวสส.จัดงาน “สถาปัตยกรรมใหม่ : ศูนย์สุขภาพชุมชนในทศวรรษหน้า” เน้นเสนอนวัตกรรมการบริการปฐมภูมิใกล้บ้านใกล้ใจหลากหลาย หวังเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างแท้จริง
นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) จัดงานนวัตกรรมศูนย์สุขภาพชุมชนในทศวรรษหน้า ภายใต้ชื่อ “มหกรรมสุขภาพชุมชน 2552” โดยมีแนวคิดเรื่องสร้างคุณค่าความเป็นคน สร้างสุขภาพชุมชนให้เข้มแข็ง” เพื่อจัดบริการสุขภาพที่เน้นการดูแลอย่างเป็นองค์รวม คือ กาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ การดูแลทั้งครอบครัวและชุมชน ตลอดจนการดูแลที่ เข้าใจมิติทางสังคมวัฒนธรรม ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาคีบริการสุขภาพปฐมภูมิ จัดประชุมเพื่อ ส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำงานระบบสุขภาพปฐมภูมิ
ด้านนพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช.ตั้งงบประมาณเพื่อยกระดับสถานีอนามัยให้เป็นศูนย์สุขภาพชุมชนที่มีแพทย์ พยาบาลและบุคลากรพร้อมดูแลประชาชน จำนวนกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปพัฒนาสถานีอนามัยให้เป็นศูนย์สุขภาพชุมชนที่ให้บริการปฐมภูมิหรือ primary care ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้บริการใกล้บ้านรับใช้ชุมชนได้อย่างแท้จริง เป็นการดูแลในลักษณะของแพทย์ประจำบ้านและยังเป็นด่านแรกสำหรับสกัดโรค ขณะเดียวกันจะช่วยแบ่งเบาภาระงานของรพ.ขนาดใหญ่อีกทางหนึ่งด้วย
เลขาธิการ สปสช.กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันยังมีนโยบายในการสนับสนุนบุคลากรในระบบบริการปฐมภูมิ โดยกระตุ้นหน่วยบริการให้มีการจัดทีมสหวิชาชีพครบตามเกณฑ์ขึ้นทะเบียนเพื่อปฏิบัติงานประจำในหน่วยบริการปฐมภูมิทุกแห่ง และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพต่อเนื่องโดยใช้หน่วยบริการในพื้นที่เป็นฐานการเรียนรู้ ในสาขาวิชาชีพต่างๆ เช่น แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมจัดงาน นวัตกรรมศูนย์สุขภาพชุมชนในทศวรรษหน้าในงาน “มหกรรมสุขภาพชุมชน 2552” (Community Health & Primary Care Expo 2009) ระหว่างวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ 2552 นี้ ณ . อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งในงานจะมีการแสดงภูมิสถาปัตยกรรมแนวใหม่ “ สถานีอนามัยในทศวรรษหน้า”, “กำแพงภาพถ่าย สุขภาพปฐมภูมิ บริการปฐมภูมิ”, สืบสานภารกิจสาธารณสุขมูลฐานในทศวรรษที่ 4 นโยบาย ทิศทาง บริการปฐมภูมิ, จิตอาสากับอาสาสมัครสุขภาพ, เสวนา “การวิจัยเชิงคุณภาพกับงานสุขภาพชุมชน” เรื่องเล่าสะท้อนคุณค่า อุดมการณ์งานสุขภาพชุมชน และ อปท.การถ่ายโอน สอ.กับการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นต้น
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000017295
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
โลมาอิรวดีวิกฤติสูญพันธุ์ เจอภัยมนุษย์ลดลงกว่าครึ่ง
โลมาอิรวดีวิกฤติสูญพันธุ์ เจอภัยมนุษย์ลดลงกว่าครึ่ง
โลมาอิรวดีในทะเลสาปสงขลาเสี่ยงสูญพันธ์ เผยปี'51 ตายไปกว่าครึ่ง ขณะที่ระหว่างเดือน ต.ค.51-ม.ค.52 ที่ผ่านมาพบตายไปแล้ว 4 ตัว แฉสาเหตุชาวบ้านใช้อวนจับปลาบึกไม่ระวัง ทช.สั่งระวังเข้ม พร้อมวอนชาวประมงพื้นบ้านช่วยดูแล
นายสำราญ รักชาติ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ถึงการดำเนินการป้องกันและเฝ้าระวังโลมาอิรวดีในบริเวณทะเลสาปสงขลาว่า ปี 2551 ที่ผ่านมา ปลาโลมาอิรวดีในทะเลสาปสงขลาลดจำนวนลงอย่างมาก โดยพบว่า มีการตายลงกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนโลมาอิรวดีที่มีเหลืออยู่ทั้งหมดราว 30 ตัว ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการใช้อวนปลาบึกของชาวประมงในพื้นที่มากขึ้น จึงเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อฝูงโลมาอิรวดีที่อยู่ในทะเลสาปสงขลาจะต้องพบกับภาวะวิกฤติในอนาคตอันใกล้นี้ จึงสั่งการให้มีการเฝ้าระวังและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นายสุพจน์ จันทราภรณ์ศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง เผยว่า จากการเฝ้าติดตามโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาระหว่างเดือนตุลาคม 2551-มกราคม 2552 ที่ผ่านมา ยังพบการตายของโลมาอิรวดีในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า มีโลมาอิรวดีตายไปแล้วถึง 4 ตัว ซึ่งเมื่อเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยังถือว่าน้อยมาก แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ต่อไป อาจจะส่งผลให้โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาสูญพันธุ์อย่างแน่นอน
สำหรับแนวทางการจัดการนั้น ในเบื้องต้นทางศูนย์ฯได้นำทุ่นกันพื้นที่ราว 100 ตารางกิโลเมตร ในทะเลสาบสงขลา จ.พัทลุง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของโลมาอิรวดี เพื่อให้ชาวประมงระมัดระวังการทำประมงในบริเวณดังกล่าวมากขึ้น และป้องกันอวนปลาบึกของชาวประมง พร้อมประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อนุรักษ์โลมาอิรวดี ในขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจตราพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเฝ้าระวังการใช้เครื่องมือประมงผิดประเภทด้วย
"สถานการณ์โลมาอิรวดีในพื้นที่ทะเลสาบสงขลาถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ เพราะจำนวนโลมาอิรวดีที่ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากฝีมือมนุษย์ หากชาวประมงช่วยกันดูแลโลมาอิรวดีให้สามารถอยู่อย่างปลอดภัย เชื่อว่า นอกจากจะเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแล้ว ยังส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวในอนาคตอีกด้วย" นายสุพจน์กล่าว
วันที่ 15/2/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=148290
โลมาอิรวดีในทะเลสาปสงขลาเสี่ยงสูญพันธ์ เผยปี'51 ตายไปกว่าครึ่ง ขณะที่ระหว่างเดือน ต.ค.51-ม.ค.52 ที่ผ่านมาพบตายไปแล้ว 4 ตัว แฉสาเหตุชาวบ้านใช้อวนจับปลาบึกไม่ระวัง ทช.สั่งระวังเข้ม พร้อมวอนชาวประมงพื้นบ้านช่วยดูแล
นายสำราญ รักชาติ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ถึงการดำเนินการป้องกันและเฝ้าระวังโลมาอิรวดีในบริเวณทะเลสาปสงขลาว่า ปี 2551 ที่ผ่านมา ปลาโลมาอิรวดีในทะเลสาปสงขลาลดจำนวนลงอย่างมาก โดยพบว่า มีการตายลงกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนโลมาอิรวดีที่มีเหลืออยู่ทั้งหมดราว 30 ตัว ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการใช้อวนปลาบึกของชาวประมงในพื้นที่มากขึ้น จึงเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อฝูงโลมาอิรวดีที่อยู่ในทะเลสาปสงขลาจะต้องพบกับภาวะวิกฤติในอนาคตอันใกล้นี้ จึงสั่งการให้มีการเฝ้าระวังและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นายสุพจน์ จันทราภรณ์ศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง เผยว่า จากการเฝ้าติดตามโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาระหว่างเดือนตุลาคม 2551-มกราคม 2552 ที่ผ่านมา ยังพบการตายของโลมาอิรวดีในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า มีโลมาอิรวดีตายไปแล้วถึง 4 ตัว ซึ่งเมื่อเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยังถือว่าน้อยมาก แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ต่อไป อาจจะส่งผลให้โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาสูญพันธุ์อย่างแน่นอน
สำหรับแนวทางการจัดการนั้น ในเบื้องต้นทางศูนย์ฯได้นำทุ่นกันพื้นที่ราว 100 ตารางกิโลเมตร ในทะเลสาบสงขลา จ.พัทลุง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของโลมาอิรวดี เพื่อให้ชาวประมงระมัดระวังการทำประมงในบริเวณดังกล่าวมากขึ้น และป้องกันอวนปลาบึกของชาวประมง พร้อมประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อนุรักษ์โลมาอิรวดี ในขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจตราพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเฝ้าระวังการใช้เครื่องมือประมงผิดประเภทด้วย
"สถานการณ์โลมาอิรวดีในพื้นที่ทะเลสาบสงขลาถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ เพราะจำนวนโลมาอิรวดีที่ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากฝีมือมนุษย์ หากชาวประมงช่วยกันดูแลโลมาอิรวดีให้สามารถอยู่อย่างปลอดภัย เชื่อว่า นอกจากจะเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแล้ว ยังส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวในอนาคตอีกด้วย" นายสุพจน์กล่าว
วันที่ 15/2/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=148290
สารขัณฑ์(ไม่)หรรษา (กวีวิพากษ์)
สารขัณฑ์(ไม่)หรรษา (กวีวิพากษ์)
มีเรื่องขันจากสภาสารขัณฑ์
ว่าสส.ที่นั่นมีปัญหา
มีพรรคผีหัวขาดทาสปัญญา
แม้สมาชิกมากกว่าพรรครัฐบาล
แต่หลากเหล่าเสือสิงห์กระทิงแรด
กระดอนจากมุ้งร้อยแปดกระเซ็นกระซ่าน
แทนตอบแทนประชาราษฎร์เอาการงาน
กลับประพฤติอันธพาลสันดานเดิม
ดั่งตัวเอกเฉกเป็ดง่อยถ่อยถมถุย
ราคาคุยร้อยเท่าหอนเห่าเหิม
ทำเป็นทาสคนสนิทคิดเหิมเกริม
เพียงหมายเพิ่มราคาให้นายไว้ใจ
แต่ผลงานผ่านน้ำลายไร้คุณค่า
เพื่อนร่วมพรรคต่างหักหน้าว่าสาไถย
แปลกชาวโลกทั้งหล้ากว่าที่ใด
เป็นพรรคใหญ่ไร้หัวหน้าผู้นำพรรค
อันศักดิ์ศรีผู้นำในพรรคฝ่ายค้าน
ต้องพระบรมราชโฮงการอันสูงศักดิ์
หากแม้รัฐนาวาคราเว้นวรรค
เป็นบุญหนักได้ดีที่นายกฯ
แต่สภาสารขัณฑ์นั้นทุเรศ
หาสาเหตุสาไถยแก้ไม่ตก
เหมือนอำนาจสัมภเวสีที่สาธก
คอยส่งสารผ่านนรกวกก่อกวน
กวนน้ำใสให้ขุ่นวุ่นเข้าไว้
ปลอบปลุกทาสรับใช้ให้คอยป่วน
เชื่อมวงศาคณาญาติอย่าขาดขบวน
แต่แล้วล้วนเพื่อโคตรวงศ์พงศ์หนึ่งเดียว
ต่อให้ชาติประชาชนจะข้นแค้น
ลำบากแสนอย่างไรไม่ข้องเกี่ยว
ขอเพียงทางทั้งผองต้องกลมเกลียว
เพื่อยาเยียวนักโทษหนีคดีแผ่นดิน
เพื่อให้หมู่ทาสเรือนเบี้ยเลียน้ำเลี้ยง
ได้ส่งเสียงท้ากฎหมายได้เศษสิน
ได้กำเริบเสิบสานผลาญธานินทร์
สารขัณฑ์เสื่อมสิ้นยุติธรรม!!!???
ราตรี ประดับดาว
วันที่ 15/2/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=148276
มีเรื่องขันจากสภาสารขัณฑ์
ว่าสส.ที่นั่นมีปัญหา
มีพรรคผีหัวขาดทาสปัญญา
แม้สมาชิกมากกว่าพรรครัฐบาล
แต่หลากเหล่าเสือสิงห์กระทิงแรด
กระดอนจากมุ้งร้อยแปดกระเซ็นกระซ่าน
แทนตอบแทนประชาราษฎร์เอาการงาน
กลับประพฤติอันธพาลสันดานเดิม
ดั่งตัวเอกเฉกเป็ดง่อยถ่อยถมถุย
ราคาคุยร้อยเท่าหอนเห่าเหิม
ทำเป็นทาสคนสนิทคิดเหิมเกริม
เพียงหมายเพิ่มราคาให้นายไว้ใจ
แต่ผลงานผ่านน้ำลายไร้คุณค่า
เพื่อนร่วมพรรคต่างหักหน้าว่าสาไถย
แปลกชาวโลกทั้งหล้ากว่าที่ใด
เป็นพรรคใหญ่ไร้หัวหน้าผู้นำพรรค
อันศักดิ์ศรีผู้นำในพรรคฝ่ายค้าน
ต้องพระบรมราชโฮงการอันสูงศักดิ์
หากแม้รัฐนาวาคราเว้นวรรค
เป็นบุญหนักได้ดีที่นายกฯ
แต่สภาสารขัณฑ์นั้นทุเรศ
หาสาเหตุสาไถยแก้ไม่ตก
เหมือนอำนาจสัมภเวสีที่สาธก
คอยส่งสารผ่านนรกวกก่อกวน
กวนน้ำใสให้ขุ่นวุ่นเข้าไว้
ปลอบปลุกทาสรับใช้ให้คอยป่วน
เชื่อมวงศาคณาญาติอย่าขาดขบวน
แต่แล้วล้วนเพื่อโคตรวงศ์พงศ์หนึ่งเดียว
ต่อให้ชาติประชาชนจะข้นแค้น
ลำบากแสนอย่างไรไม่ข้องเกี่ยว
ขอเพียงทางทั้งผองต้องกลมเกลียว
เพื่อยาเยียวนักโทษหนีคดีแผ่นดิน
เพื่อให้หมู่ทาสเรือนเบี้ยเลียน้ำเลี้ยง
ได้ส่งเสียงท้ากฎหมายได้เศษสิน
ได้กำเริบเสิบสานผลาญธานินทร์
สารขัณฑ์เสื่อมสิ้นยุติธรรม!!!???
ราตรี ประดับดาว
วันที่ 15/2/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=148276
คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ?
คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ? ความไม่เสมอภาคของประชาชนผู้รับบริการสาธารณสุข (เขียนให้คิด)
เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับประชาชนชาวไทยที่ประเทศของเรามีกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และน่ายินดีมากขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้ผู้ยากไร้ทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงก็คือ ไม่มีใครสามารถจะได้ในทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการไปเสียทุกอย่าง ดังนั้นจึงเกิดเรื่องน่ายินดีที่มักจะมาพร้อมๆ กับเรื่องที่น่ายินร้าย ความน่ายินร้ายประการหนึ่งก็คือ เมื่อประชาชนเข้าใจว่าได้รับการรักษาพยาบาลฟรีจากภาครัฐ จึงทำให้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลและแห่แหนไปขอรับบริการด้านสาธารณสุขของรัฐอย่างมืดฟ้ามัวดิน เพราะบางคนก็คิดแค่ตื้นๆ ว่า เมื่อเป็นของฟรีก็จำเป็นต้องรีบไปใช้ เพราะไม่รู้ว่าจะได้ใช้นานถึงเมื่อไร
เรื่องนี้บุคลากรด้านสาธารณสุขจากทุกเขตแดนทั่วประเทศยืนยันได้เป็นอย่างดี หลายคนมีข้อมูลด้วยว่า สาเหตุที่ประชาชนนิยมไปขอรับบริการมากๆ เพราะเห็นว่าเป็นของฟรี ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนี้คนจะไปใช้บริการในสถานพยาบาลของรัฐน้อยกว่าปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่อยากเสียเงิน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ แถมยังถูกเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลขู่ตะคอกอีกต่างๆ นานา
ครั้นเมื่อรัฐเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด จึงส่งผลให้คนบางกลุ่มแม้มีอาการไม่สบายเพียงเล็กน้อยหรือเจ็บป่วยเพียงไม่มากนัก รวมถึงยังมีคนบางจำพวกที่ไม่ได้เจ็บปวดและไม่มีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่กลับคิดว่าตัวเองไม่สบายก็กลับไปขอรับบริการจนทำให้การให้การบริการของบุคลากรด้านการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างจังหวัดล้นมือ ไม่สามารถให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงกับผู้เจ็บป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีได้
เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้ในโรงพยาบาลของรัฐ จึงทำให้เกิดภาพผู้เจ็บป่วยที่อาการสาหัสกลับได้รับการดูแลจากแพทย์และพยาบาลอย่างไม่ทันเวลา นอกจากนี้ยังได้เห็นภาพผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพบแพทย์อย่างจริงจังต้องไปเข้าคิวที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตีห้า เพื่อให้ได้คิวตรวจก่อนเวลาเที่ยง บางรายไปถึงโรงพยาบาลช้าก็อาจจะไม่ได้รับการตรวจรักษาภายในวันนั้น ทำให้ต้องเสียเวลามาโรงพยาบาลอีกในวันถัดไป
แม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีแพทย์และพยาบาลมากกว่าช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าบุคลากรด้านการแพทย์ของบ้านเรายังมีจำนวนจำกัดและไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้เจ็บป่วย เนื่องจากผู้เจ็บป่วยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่ไม่สมดุลกับจำนวนบุคลากรด้านการแพทย์
ดังนั้นจึงเห็นภาพคุณหมอหนึ่งคนที่ต้องตรวจรักษาผู้ป่วยมากกว่าหกสิบคนในเวลาแค่เพียง 5-6 ชั่วโมง ในขณะที่เมื่อก่อนคุณหมอจะให้การตรวจรักษาคนไข้โดยเฉลี่ยประมาณสามสิบคนในการปฏิบัติการตรวจรักษาแต่ละวัน เมื่อแพทย์มีเวลาที่น้อยนิดเพื่อการตรวจรักษาผู้ป่วยจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของการตรวจรักษาอย่างไม่มีทางเลี่ยงได้
การตรวจโดยวิธีการที่ต้องใช้ความละเอียดและซับซ้อนด้วยเครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัยและมีค่าใช้จ่ายสูง จะถูกนำไปใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะติดข้อจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล
ในขณะที่การจ่ายยาก็มีปัญหาตามมาเช่นกัน เพราะยาส่วนใหญ่ที่จ่ายให้คนไข้นั้นมักเป็นยาพื้นฐาน ราคาถูก และอาจมีสรรพคุณในการรักษาไม่ดีมากนัก แพทย์บางคนได้รับคำบอกเล่าจากคนไข้บางคนด้วยว่า ยาที่หมอให้ไปนั้นกินแล้วไม่เห็นโรคจะหายเลย ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านการรักษาพยาบาลที่สำคัญประการหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แคแแรัฐบาลเล็งเห็นปัญหาเหล่านี้จึงดำเนินนโยบายสร้างสุขภาพก่อนซ่อม เพื่อหวังจะลดภาระการทำงานของบุคลากรด้านการแพทย์และลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ แล้ว นโยบายนี้ก็ดูจะไม่เป็นมรรคเป็นผลเท่าใดนัก เพราะผู้รับบริการไม่เข้าใจปรัชญาสร้างสุขภาพก่อนซ่อม
ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ต้องกลับไปพิจารณารัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ"
ครั้นเมื่อย้อนไปพิจารณาเหตุผลการจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่กล่าวว่า เพื่อให้เป็นไปตามภารกิจของรัฐที่จะต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้ จึงต้องจัดระบบการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตให้มีการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน และให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการ โดยการมีส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนเพื่อจัดการให้มีระบบการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานด้วยกันทุกคน
จากสิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อนำมาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงรู้สึกเป็นห่วงการทำงานของ สปสช.เป็นอย่างมาก เพราะคงจะมีแค่เรื่องการรักษาฟรีเท่านั้นที่ดูจะเป็นความจริงในระดับหนึ่งเท่านั้น ที่กล่าวเช่นนี้เพราะในความเป็นจริงนั้น ยังมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่โรงพยาบาลยังเรียกเก็บจากผู้ป่วย ส่วนเรื่องความเสมอภาคในการให้บริการทางสาธารณสุข ประเด็นด้านมาตรฐานและประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลก็ยังต้องปรับปรุงอีกมาก
เมื่อพิจารณาผลงานของ สปสช. แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องมีความเห็นบางประการต่อกรณีการให้สัมภาษณ์ของ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ผับชื่อดังในย่านเอกมัย ซึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันส่งท้ายปี่เก่าต้อนรับปีใหม่ 2552
ดังจะพบว่ามีการส่งตัวผู้บาดเจ็บจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง โดยทำให้มีค่าใช้จ่ายประมาณสามล้านสี่แสนบาท ซึ่งนพ.ประทีปกล่าวว่า สปสช. จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพราะเป็นการรักษาในกรณีอุบัติเหตุหรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งตามระเบียบของ สปสช. จ่ายได้ไม่เกินครั้งละ 14,000 บาท แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในเหตุการณ์ครั้งนี้สูงมาก ขณะนี้จึงอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอลดค่ารักษาพยาบาล
ข้อสังเกตในเรื่องนี้ก็คือ สปสช. ทำอะไรเกินหน้าที่ไปหรือเปล่า หากจะเทียบกับกรณีของผู้ป่วยหรือผู้ได้รับบาดเจ็บในอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุรถบรรทุกเด็กนักเรียนถูกรถไฟชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ กลับไม่เห็นบทบาทที่เข้มข้นของ สปสช. ในกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด
คำถามคือ ทำไม สปสช. ไม่ดำเนินการในกรณีอุบัติเหตุของนักเรียนที่บุรีรัมย์ให้ใกล้เคียงกับกรณีไฟไหม้ซานติก้าผับ และถ้าหากการเจรจาลดค่าใช้จ่ายให้ต่ำกว่า 14,000 บาท ไม่ได้ สปสช. จะยอมแก้ระเบียบ สปสช. เพื่อจ่ายเงินให้โรงพยาบาลเอกชนหรือไม่
เมื่อพิจารณาเรื่องนี้แล้วก็จะเกิดอาการกลุ้มใจกับการกระทำของ สปสช. อย่างมาก เพราะในขณะที่ผู้ป่วยร้ายแรงจำนวนมาก เมื่อไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่กลับได้ยาแก้ปวดลดไข้ธรรมดาไปกิน สปสช. รู้ปัญหานี้ดีแต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้
ครั้นเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมที่ซานติก้าผับ จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เพราะมีผู้บาดเจ็บและล้มตายมากมาย โดยส่วนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติด้วย แล้วยิ่งเมื่อสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศประโคมข่าวนี้ ทำให้สังคมเกิดความสนใจและติดตามข่าวมากขึ้น สปสช. กลับแสดงบทฮีโร่อย่างกะทันหัน ก็อยากจะรู้จริงว่า สปสช. ลืมผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างจังหวัดทั่วประเทศไปแล้วใช่ไหม เหตุใด สปสช.ทอดทิ้งให้คนยากคนจนต้องทนใช้สิทธิรักษาฟรีตามยถากรรม หรือว่าคนยากจนไม่มีสิทธิ์ ไม่มีความสำคัญ ไม่ใช่คนมั่งมีเงินทองขับรถโก้หรูไปดื่มเหล้าขวดละหลายพันบาทในผับในบาร์ หรือนี่คือความเสมอภาคและมาตรฐานตามแบบ สปสช.
เฉลิมชัย ยอดมาลัย
วันที่ 18/1/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=143722
เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับประชาชนชาวไทยที่ประเทศของเรามีกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และน่ายินดีมากขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้ผู้ยากไร้ทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงก็คือ ไม่มีใครสามารถจะได้ในทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการไปเสียทุกอย่าง ดังนั้นจึงเกิดเรื่องน่ายินดีที่มักจะมาพร้อมๆ กับเรื่องที่น่ายินร้าย ความน่ายินร้ายประการหนึ่งก็คือ เมื่อประชาชนเข้าใจว่าได้รับการรักษาพยาบาลฟรีจากภาครัฐ จึงทำให้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลและแห่แหนไปขอรับบริการด้านสาธารณสุขของรัฐอย่างมืดฟ้ามัวดิน เพราะบางคนก็คิดแค่ตื้นๆ ว่า เมื่อเป็นของฟรีก็จำเป็นต้องรีบไปใช้ เพราะไม่รู้ว่าจะได้ใช้นานถึงเมื่อไร
เรื่องนี้บุคลากรด้านสาธารณสุขจากทุกเขตแดนทั่วประเทศยืนยันได้เป็นอย่างดี หลายคนมีข้อมูลด้วยว่า สาเหตุที่ประชาชนนิยมไปขอรับบริการมากๆ เพราะเห็นว่าเป็นของฟรี ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนี้คนจะไปใช้บริการในสถานพยาบาลของรัฐน้อยกว่าปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่อยากเสียเงิน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ แถมยังถูกเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลขู่ตะคอกอีกต่างๆ นานา
ครั้นเมื่อรัฐเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด จึงส่งผลให้คนบางกลุ่มแม้มีอาการไม่สบายเพียงเล็กน้อยหรือเจ็บป่วยเพียงไม่มากนัก รวมถึงยังมีคนบางจำพวกที่ไม่ได้เจ็บปวดและไม่มีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่กลับคิดว่าตัวเองไม่สบายก็กลับไปขอรับบริการจนทำให้การให้การบริการของบุคลากรด้านการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างจังหวัดล้นมือ ไม่สามารถให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงกับผู้เจ็บป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีได้
เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้ในโรงพยาบาลของรัฐ จึงทำให้เกิดภาพผู้เจ็บป่วยที่อาการสาหัสกลับได้รับการดูแลจากแพทย์และพยาบาลอย่างไม่ทันเวลา นอกจากนี้ยังได้เห็นภาพผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพบแพทย์อย่างจริงจังต้องไปเข้าคิวที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตีห้า เพื่อให้ได้คิวตรวจก่อนเวลาเที่ยง บางรายไปถึงโรงพยาบาลช้าก็อาจจะไม่ได้รับการตรวจรักษาภายในวันนั้น ทำให้ต้องเสียเวลามาโรงพยาบาลอีกในวันถัดไป
แม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีแพทย์และพยาบาลมากกว่าช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าบุคลากรด้านการแพทย์ของบ้านเรายังมีจำนวนจำกัดและไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้เจ็บป่วย เนื่องจากผู้เจ็บป่วยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่ไม่สมดุลกับจำนวนบุคลากรด้านการแพทย์
ดังนั้นจึงเห็นภาพคุณหมอหนึ่งคนที่ต้องตรวจรักษาผู้ป่วยมากกว่าหกสิบคนในเวลาแค่เพียง 5-6 ชั่วโมง ในขณะที่เมื่อก่อนคุณหมอจะให้การตรวจรักษาคนไข้โดยเฉลี่ยประมาณสามสิบคนในการปฏิบัติการตรวจรักษาแต่ละวัน เมื่อแพทย์มีเวลาที่น้อยนิดเพื่อการตรวจรักษาผู้ป่วยจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของการตรวจรักษาอย่างไม่มีทางเลี่ยงได้
การตรวจโดยวิธีการที่ต้องใช้ความละเอียดและซับซ้อนด้วยเครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัยและมีค่าใช้จ่ายสูง จะถูกนำไปใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะติดข้อจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล
ในขณะที่การจ่ายยาก็มีปัญหาตามมาเช่นกัน เพราะยาส่วนใหญ่ที่จ่ายให้คนไข้นั้นมักเป็นยาพื้นฐาน ราคาถูก และอาจมีสรรพคุณในการรักษาไม่ดีมากนัก แพทย์บางคนได้รับคำบอกเล่าจากคนไข้บางคนด้วยว่า ยาที่หมอให้ไปนั้นกินแล้วไม่เห็นโรคจะหายเลย ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านการรักษาพยาบาลที่สำคัญประการหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แคแแรัฐบาลเล็งเห็นปัญหาเหล่านี้จึงดำเนินนโยบายสร้างสุขภาพก่อนซ่อม เพื่อหวังจะลดภาระการทำงานของบุคลากรด้านการแพทย์และลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ แล้ว นโยบายนี้ก็ดูจะไม่เป็นมรรคเป็นผลเท่าใดนัก เพราะผู้รับบริการไม่เข้าใจปรัชญาสร้างสุขภาพก่อนซ่อม
ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ต้องกลับไปพิจารณารัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ"
ครั้นเมื่อย้อนไปพิจารณาเหตุผลการจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่กล่าวว่า เพื่อให้เป็นไปตามภารกิจของรัฐที่จะต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้ จึงต้องจัดระบบการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตให้มีการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน และให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการ โดยการมีส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนเพื่อจัดการให้มีระบบการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานด้วยกันทุกคน
จากสิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อนำมาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงรู้สึกเป็นห่วงการทำงานของ สปสช.เป็นอย่างมาก เพราะคงจะมีแค่เรื่องการรักษาฟรีเท่านั้นที่ดูจะเป็นความจริงในระดับหนึ่งเท่านั้น ที่กล่าวเช่นนี้เพราะในความเป็นจริงนั้น ยังมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่โรงพยาบาลยังเรียกเก็บจากผู้ป่วย ส่วนเรื่องความเสมอภาคในการให้บริการทางสาธารณสุข ประเด็นด้านมาตรฐานและประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลก็ยังต้องปรับปรุงอีกมาก
เมื่อพิจารณาผลงานของ สปสช. แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องมีความเห็นบางประการต่อกรณีการให้สัมภาษณ์ของ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ผับชื่อดังในย่านเอกมัย ซึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันส่งท้ายปี่เก่าต้อนรับปีใหม่ 2552
ดังจะพบว่ามีการส่งตัวผู้บาดเจ็บจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง โดยทำให้มีค่าใช้จ่ายประมาณสามล้านสี่แสนบาท ซึ่งนพ.ประทีปกล่าวว่า สปสช. จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพราะเป็นการรักษาในกรณีอุบัติเหตุหรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งตามระเบียบของ สปสช. จ่ายได้ไม่เกินครั้งละ 14,000 บาท แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในเหตุการณ์ครั้งนี้สูงมาก ขณะนี้จึงอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอลดค่ารักษาพยาบาล
ข้อสังเกตในเรื่องนี้ก็คือ สปสช. ทำอะไรเกินหน้าที่ไปหรือเปล่า หากจะเทียบกับกรณีของผู้ป่วยหรือผู้ได้รับบาดเจ็บในอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุรถบรรทุกเด็กนักเรียนถูกรถไฟชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ กลับไม่เห็นบทบาทที่เข้มข้นของ สปสช. ในกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด
คำถามคือ ทำไม สปสช. ไม่ดำเนินการในกรณีอุบัติเหตุของนักเรียนที่บุรีรัมย์ให้ใกล้เคียงกับกรณีไฟไหม้ซานติก้าผับ และถ้าหากการเจรจาลดค่าใช้จ่ายให้ต่ำกว่า 14,000 บาท ไม่ได้ สปสช. จะยอมแก้ระเบียบ สปสช. เพื่อจ่ายเงินให้โรงพยาบาลเอกชนหรือไม่
เมื่อพิจารณาเรื่องนี้แล้วก็จะเกิดอาการกลุ้มใจกับการกระทำของ สปสช. อย่างมาก เพราะในขณะที่ผู้ป่วยร้ายแรงจำนวนมาก เมื่อไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่กลับได้ยาแก้ปวดลดไข้ธรรมดาไปกิน สปสช. รู้ปัญหานี้ดีแต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้
ครั้นเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมที่ซานติก้าผับ จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เพราะมีผู้บาดเจ็บและล้มตายมากมาย โดยส่วนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติด้วย แล้วยิ่งเมื่อสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศประโคมข่าวนี้ ทำให้สังคมเกิดความสนใจและติดตามข่าวมากขึ้น สปสช. กลับแสดงบทฮีโร่อย่างกะทันหัน ก็อยากจะรู้จริงว่า สปสช. ลืมผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างจังหวัดทั่วประเทศไปแล้วใช่ไหม เหตุใด สปสช.ทอดทิ้งให้คนยากคนจนต้องทนใช้สิทธิรักษาฟรีตามยถากรรม หรือว่าคนยากจนไม่มีสิทธิ์ ไม่มีความสำคัญ ไม่ใช่คนมั่งมีเงินทองขับรถโก้หรูไปดื่มเหล้าขวดละหลายพันบาทในผับในบาร์ หรือนี่คือความเสมอภาคและมาตรฐานตามแบบ สปสช.
เฉลิมชัย ยอดมาลัย
วันที่ 18/1/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=143722
Marxism กับ Meawism
Karl Marx ไม่เคยสอนให้โกงบ้านกินเมือง : ใจลล์สับสนระหว่าง Marxism กับ Meawism (เขียนให้คิด)
Mark คือใคร?
ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยสับสนกับคำพูดและข้อเขียนของนายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ Karl Marx ต้นตำรับ Marxism
Marx มีชีวิตในช่วงค.ศ.1818-1883 เป็นชาวเยอรมัน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านธรรมศาสตร์ ประวัติศาสตร์และปรัชญาจากมหาวิทยาลัยจีนา กรุงเบอร์ลิน เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไรนิชไซตุง (Rheinische Zeitung) เมืองโคโลญจน์ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เน้นการสร้างเสริมประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลเยอรมันในยุคนั้นไม่พอใจและสั่งปิดเมื่อค.ศ. 1843
Marx เดินทางไปฝรั่งเศสหลังจากถูกปิดหนังสือพิมพ์ ที่กรุงปารีสนี่เองทำให้เขาได้พบกับบากูนิน ปรูดองและฟรีดริกซ์ เองเกลส์ ซึ่งต่อมาเองเกลส์ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของ Marx โดยทั้งสองได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิด ระหว่างที่ Marx อยู่ในกรุงปารีสเขาได้เขียนหนังสือหลายเล่ม อาทิ Outlines of a Critique of Political Economy (ค.ศ. 1844)
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1845 ทางการปารีสประกาศขับ Marx ออกจากกรุงปารีส โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นนักปฏิวัติผู้อันตราย จนต้องย้ายไปอยู่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ทั้งคู่จึงร่วมกันจัดตั้งสมาคมคอมมิวนิสต์และออกคำประกาศคอมมิวนิสต์ ค.ศ. 1848 (Manifesto of the Communist Party 1848)
ค.ศ. 1848 เกิดการปฏิวัติในเบลเยียม Marx ถูกขับไล่ออกจากประเทศ เขาจึงกลับไปกรุงปารีสและเยอรมนีในที่สุด การกลับไปเยอรมนีครั้งนี้เขากลับไปเป็นบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์ไรนิชไซตุงฉบับใหม่ (Neue Rheinische Zeitung) ในที่สุดก็ถูกรัฐบาลเยอรมันขับไล่ออกนอกประเทศอีก ครั้นเมื่อหลบไปอยู่ในกรุงปารีสก็ถูกขับไล่อีก ในที่สุดจึงย้ายไปพำนักในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1848
Marx ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1883 ในกรุงลอนดอน ศพของเขาถูกฝังไว้ที่สุสานไฮเกต (Highgate) กรุงลอนดอน
แนวคิดสำคัญของ Karl Marx
แนวคิดด้านเศรษฐกิจการเมืองของ Marx เน้นการวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยเฉพาะระบบนายทุน เขาวิจารณ์โดยยึดหลักปรัชญาวัตถุนิยมไดอาเล็คติก (Dialectical Materialism)
Marx ยึดมั่นใจปรัชญาวัตถุนิยมแต่มิใช่ปรัชญาวัตถุนิยมแบบดั่งเดิม (Mechanical Materialism) ปรัชญาวัตถุนิยมของมาร์กซ์เชื่อในธรรมชาติ เชื่อว่าธรรมชาติประกอบด้วยวัตถุและสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชีวิตของมนุษย์
ชีวิตมนุษย์ไม่ใช่เครื่องยนต์กลไก เพราะมนุษย์มีจิตใจ แต่จิตนี้จะต้องอยู่กับวัตถุ มิใช่อยู่อย่างอิสระหรือเป็นจิตสมบูรณ์ตามความคิดของพวกจิตนิยม Marx จึงเรียกปรัชญาวัตถุนิยมแบบใหม่ของตนเองว่า ธรรมชาตินิยม (Naturalism) หรือมนุษยนิยม (Humanism)
*(สำหรับท่านที่สนใจเรื่องนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก Karl Marx, Economic and Philosophic Manuscripts, Critique of Hegel's Dialectic and General Philosophy ; Z.A. Jordan, The Evolution, chapter 2)*
Marx ระบุว่าประวัติศาสตร์คือประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมนุษย์กับธรรมชาติเพื่อพัฒนาพลังการผลิต และการต่อสู้กับระบบเศรษฐกิจการเมืองที่มนุษย์ด้วยกันเองเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเพื่อกดขี่และขูดรีดกันและกัน
ประวัติศาสตร์มนุษย์สัมพันธ์กับระบบการผลิต (ระบบกรรมสิทธิ์) กับระบบโครงสร้างส่วนบน (ระบบการเมืองและสังคม) ซึ่งมีลักษณะของการขูดรีด เช่นระบบทาส ศักดินา และระบบนายทุน
ดังจะพบว่าในทุกระบบนั้น ปัจจัยการผลิตจะถูกผูกขาดอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ทำให้เจ้าของปัจจัยการผลิตมีอำนาจล้นเหลือสามารถรวบรวมเอาผลผลิตจากชนชั้นที่ต่ำกว่าไปเป็นสมบัติส่วนตัว แถมยังมีการบีบบังคับให้ทำงานในระบบทาส บังคับให้ส่งส่วยในระบบศักดินา หรือบังคับจ้างโดยจ่ายเงินค่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรม โดยนายทุนผู้ผูกขาดปัจจัยการผลิตจะรวบเอามูลค่าส่วนเกินของแรงงานไปไว้ในกำมือเพียงผู้เดียว นี่คือการขูดรีดอย่างชัดเจนอันนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างชนชั้น (Class Struggle) ระหว่างชนชั้นที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตกับชนชั้นที่ไม่มีปัจจัยการผลิต
การต่อสู้นี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในระบบการผลิต นำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบกรรมสิทธิ์และโครงสร้างส่วนบนในสังคม
Marx เชื่อว่าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของมนุษย์ไม่ได้มีวิวัฒนาการโดยสันติที่เกิดจากความผสมกลมกลืนของคนทุกฝ่ายในสังคม ความสัมพันธ์ในสังคมมิได้เป็นไปในลักษณะที่ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายกลมกลืนกันเหมือนดังที่พวกเสรีนิยมคลาสสิกเชื่อ (นักเสรีนิยมคลาสสิก ได้แก่ จอห์น ลอค กับ อดัม สมิท เป็นต้น)
Marx เห็นว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองที่ผ่านมานั้นเป็นระบบที่คนส่วนน้อยผูกขาดการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและขูดรีดคนส่วนใหญ่ ทำให้เกิดการต่อสู้และความขัดแย้ง ดังนั้นจึงสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์มนุษย์คือการต่อสู้หรือการปฏิวัติเพื่อขจัดการขูดรีดให้หมดสิ้นไป
ภายใต้ระบบความสัมพันธ์การผลิตที่คนกลุ่มน้อยผูกขาดปัจจัยการผลิตและทรัพย์สินทั้งหมดไว้ได้ ก็จะพบว่ายิ่งผู้ถูกกดขี่สร้างผลผลิตมากขึ้น เขาก็ยิ่งยากจนลง เพราะผลผลิตกลายเป็นของผู้อื่นมิใช่ของตนเอง ผลผลิตของเขากลับกลายเป็นเครื่องลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของเขาลงไป มิหนำซ้ำยังกลายเป็นศัตรูบังคับเขาอีกด้วย แรงงานเป็นผู้ผลิตทุนแต่กลับไม่เคยเป็นนายของทุนแต่กลับตกเป็นทาสของทุนในที่สุด ทุนซึ่งแท้จริงแล้วมันก็คือผลผลิตของแรงงาน แต่มันกลับมาบังคับแรงงาน นี่คือการที่มนุษย์ถูกลดคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยผลผลิตของตนเอง ถูกผลผลิตของตนบังคับให้ตนกลายเป็นทาส
นี่คือสาระสำคัญส่วนหนึ่งจาก Marxism เมื่อพิจารณาแล้วก็เห็นว่าเป็นความจริงที่เกิดกับสังคมมนุษย์ที่เน้นการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ขูดรีด
แต่เรื่องเช่นนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดของบุคคลที่นายใจ อึ๊งภากรณ์ พยายามใส่ร้ายและจงใจหมิ่นประมาท คนไทยทุกคนที่มีใจเป็นธรรมตระหนักดีว่าบุคคลที่นายใจโจมตีนั้นมิได้มีพฤติกรรมเลวร้ายเหมือนเช่นที่ Marx ระบุไว้ เพราะคนไทยซาบซึ้งดีว่า สังคมไทยอยู่รอดปลอดภัยได้เพราะบุคคลผู้นั้นเป็นเสาหลักและเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ
น่าประหลาดที่นายใจมองเห็นคนโกงบ้านกินเมืองเป็นวีรบุรุษในดวงใจ แล้วกลับจงใจดูหมิ่นคนที่มีคุณูประการอย่างสูงยิ่งต่อประเทศไทยและคนไทย
Karl Marx ไม่เคยสอนให้มนุษย์โกงบ้านกินเมือง ไม่เคยสอนให้มนุษย์เหยียดหยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ สงสัยว่านายใจคงสับสนและแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือ Marxism กับ Meawism (แม้วอิสซึม)
เฉลิมชัย ยอดมาลัย
วันที่ 15/2/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=148273
Mark คือใคร?
ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยสับสนกับคำพูดและข้อเขียนของนายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ Karl Marx ต้นตำรับ Marxism
Marx มีชีวิตในช่วงค.ศ.1818-1883 เป็นชาวเยอรมัน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านธรรมศาสตร์ ประวัติศาสตร์และปรัชญาจากมหาวิทยาลัยจีนา กรุงเบอร์ลิน เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไรนิชไซตุง (Rheinische Zeitung) เมืองโคโลญจน์ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เน้นการสร้างเสริมประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลเยอรมันในยุคนั้นไม่พอใจและสั่งปิดเมื่อค.ศ. 1843
Marx เดินทางไปฝรั่งเศสหลังจากถูกปิดหนังสือพิมพ์ ที่กรุงปารีสนี่เองทำให้เขาได้พบกับบากูนิน ปรูดองและฟรีดริกซ์ เองเกลส์ ซึ่งต่อมาเองเกลส์ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของ Marx โดยทั้งสองได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิด ระหว่างที่ Marx อยู่ในกรุงปารีสเขาได้เขียนหนังสือหลายเล่ม อาทิ Outlines of a Critique of Political Economy (ค.ศ. 1844)
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1845 ทางการปารีสประกาศขับ Marx ออกจากกรุงปารีส โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นนักปฏิวัติผู้อันตราย จนต้องย้ายไปอยู่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ทั้งคู่จึงร่วมกันจัดตั้งสมาคมคอมมิวนิสต์และออกคำประกาศคอมมิวนิสต์ ค.ศ. 1848 (Manifesto of the Communist Party 1848)
ค.ศ. 1848 เกิดการปฏิวัติในเบลเยียม Marx ถูกขับไล่ออกจากประเทศ เขาจึงกลับไปกรุงปารีสและเยอรมนีในที่สุด การกลับไปเยอรมนีครั้งนี้เขากลับไปเป็นบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์ไรนิชไซตุงฉบับใหม่ (Neue Rheinische Zeitung) ในที่สุดก็ถูกรัฐบาลเยอรมันขับไล่ออกนอกประเทศอีก ครั้นเมื่อหลบไปอยู่ในกรุงปารีสก็ถูกขับไล่อีก ในที่สุดจึงย้ายไปพำนักในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1848
Marx ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1883 ในกรุงลอนดอน ศพของเขาถูกฝังไว้ที่สุสานไฮเกต (Highgate) กรุงลอนดอน
แนวคิดสำคัญของ Karl Marx
แนวคิดด้านเศรษฐกิจการเมืองของ Marx เน้นการวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยเฉพาะระบบนายทุน เขาวิจารณ์โดยยึดหลักปรัชญาวัตถุนิยมไดอาเล็คติก (Dialectical Materialism)
Marx ยึดมั่นใจปรัชญาวัตถุนิยมแต่มิใช่ปรัชญาวัตถุนิยมแบบดั่งเดิม (Mechanical Materialism) ปรัชญาวัตถุนิยมของมาร์กซ์เชื่อในธรรมชาติ เชื่อว่าธรรมชาติประกอบด้วยวัตถุและสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะชีวิตของมนุษย์
ชีวิตมนุษย์ไม่ใช่เครื่องยนต์กลไก เพราะมนุษย์มีจิตใจ แต่จิตนี้จะต้องอยู่กับวัตถุ มิใช่อยู่อย่างอิสระหรือเป็นจิตสมบูรณ์ตามความคิดของพวกจิตนิยม Marx จึงเรียกปรัชญาวัตถุนิยมแบบใหม่ของตนเองว่า ธรรมชาตินิยม (Naturalism) หรือมนุษยนิยม (Humanism)
*(สำหรับท่านที่สนใจเรื่องนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก Karl Marx, Economic and Philosophic Manuscripts, Critique of Hegel's Dialectic and General Philosophy ; Z.A. Jordan, The Evolution, chapter 2)*
Marx ระบุว่าประวัติศาสตร์คือประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมนุษย์กับธรรมชาติเพื่อพัฒนาพลังการผลิต และการต่อสู้กับระบบเศรษฐกิจการเมืองที่มนุษย์ด้วยกันเองเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเพื่อกดขี่และขูดรีดกันและกัน
ประวัติศาสตร์มนุษย์สัมพันธ์กับระบบการผลิต (ระบบกรรมสิทธิ์) กับระบบโครงสร้างส่วนบน (ระบบการเมืองและสังคม) ซึ่งมีลักษณะของการขูดรีด เช่นระบบทาส ศักดินา และระบบนายทุน
ดังจะพบว่าในทุกระบบนั้น ปัจจัยการผลิตจะถูกผูกขาดอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ทำให้เจ้าของปัจจัยการผลิตมีอำนาจล้นเหลือสามารถรวบรวมเอาผลผลิตจากชนชั้นที่ต่ำกว่าไปเป็นสมบัติส่วนตัว แถมยังมีการบีบบังคับให้ทำงานในระบบทาส บังคับให้ส่งส่วยในระบบศักดินา หรือบังคับจ้างโดยจ่ายเงินค่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรม โดยนายทุนผู้ผูกขาดปัจจัยการผลิตจะรวบเอามูลค่าส่วนเกินของแรงงานไปไว้ในกำมือเพียงผู้เดียว นี่คือการขูดรีดอย่างชัดเจนอันนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างชนชั้น (Class Struggle) ระหว่างชนชั้นที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตกับชนชั้นที่ไม่มีปัจจัยการผลิต
การต่อสู้นี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในระบบการผลิต นำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบกรรมสิทธิ์และโครงสร้างส่วนบนในสังคม
Marx เชื่อว่าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของมนุษย์ไม่ได้มีวิวัฒนาการโดยสันติที่เกิดจากความผสมกลมกลืนของคนทุกฝ่ายในสังคม ความสัมพันธ์ในสังคมมิได้เป็นไปในลักษณะที่ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายกลมกลืนกันเหมือนดังที่พวกเสรีนิยมคลาสสิกเชื่อ (นักเสรีนิยมคลาสสิก ได้แก่ จอห์น ลอค กับ อดัม สมิท เป็นต้น)
Marx เห็นว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองที่ผ่านมานั้นเป็นระบบที่คนส่วนน้อยผูกขาดการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและขูดรีดคนส่วนใหญ่ ทำให้เกิดการต่อสู้และความขัดแย้ง ดังนั้นจึงสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์มนุษย์คือการต่อสู้หรือการปฏิวัติเพื่อขจัดการขูดรีดให้หมดสิ้นไป
ภายใต้ระบบความสัมพันธ์การผลิตที่คนกลุ่มน้อยผูกขาดปัจจัยการผลิตและทรัพย์สินทั้งหมดไว้ได้ ก็จะพบว่ายิ่งผู้ถูกกดขี่สร้างผลผลิตมากขึ้น เขาก็ยิ่งยากจนลง เพราะผลผลิตกลายเป็นของผู้อื่นมิใช่ของตนเอง ผลผลิตของเขากลับกลายเป็นเครื่องลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของเขาลงไป มิหนำซ้ำยังกลายเป็นศัตรูบังคับเขาอีกด้วย แรงงานเป็นผู้ผลิตทุนแต่กลับไม่เคยเป็นนายของทุนแต่กลับตกเป็นทาสของทุนในที่สุด ทุนซึ่งแท้จริงแล้วมันก็คือผลผลิตของแรงงาน แต่มันกลับมาบังคับแรงงาน นี่คือการที่มนุษย์ถูกลดคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยผลผลิตของตนเอง ถูกผลผลิตของตนบังคับให้ตนกลายเป็นทาส
นี่คือสาระสำคัญส่วนหนึ่งจาก Marxism เมื่อพิจารณาแล้วก็เห็นว่าเป็นความจริงที่เกิดกับสังคมมนุษย์ที่เน้นการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ขูดรีด
แต่เรื่องเช่นนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดของบุคคลที่นายใจ อึ๊งภากรณ์ พยายามใส่ร้ายและจงใจหมิ่นประมาท คนไทยทุกคนที่มีใจเป็นธรรมตระหนักดีว่าบุคคลที่นายใจโจมตีนั้นมิได้มีพฤติกรรมเลวร้ายเหมือนเช่นที่ Marx ระบุไว้ เพราะคนไทยซาบซึ้งดีว่า สังคมไทยอยู่รอดปลอดภัยได้เพราะบุคคลผู้นั้นเป็นเสาหลักและเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ
น่าประหลาดที่นายใจมองเห็นคนโกงบ้านกินเมืองเป็นวีรบุรุษในดวงใจ แล้วกลับจงใจดูหมิ่นคนที่มีคุณูประการอย่างสูงยิ่งต่อประเทศไทยและคนไทย
Karl Marx ไม่เคยสอนให้มนุษย์โกงบ้านกินเมือง ไม่เคยสอนให้มนุษย์เหยียดหยามคุณค่าความเป็นมนุษย์ สงสัยว่านายใจคงสับสนและแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือ Marxism กับ Meawism (แม้วอิสซึม)
เฉลิมชัย ยอดมาลัย
วันที่ 15/2/2009
http://www.naewna.com/news.asp?ID=148273
มารยาทดี ๆ ที่ไม่ควรลืม
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 00:00 น. |
มารยาทดี ๆ ที่ไม่ควรลืม
ทราบกันหรือไม่ว่ามารยาทที่ดีเป็นอย่างไร วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีมาฝาก...
1. การยืน : การแค่ยืนก็ต้องมีมารยาทกัน เช่น ถ้าคุณยืนรอรถเมล์หรือยืนต่อคิว ก็ควรเป็นไปในลักษณะที่สุภาพ ยืนตามลำดับก่อนหลัง ขาชิดกันพอประมาณ ไม่เหลียวซ้ายแลขวาหรือแกว่งแขนไปมา เพราะอาจไปโดนคนอื่นที่เผอิญผ่านมาในช่วงรัศมีแขนของคุณเอาได้
แต่ถ้าคุณกำลังยืนคุยกับเพื่อน ๆ หรือยืนดูคอนเสิร์ตในงานต่าง ๆ ควรยืนในลักษณะที่ไม่ก่อความรำคาญหรือเกะกะขวางทางคนอื่นมากนัก และไม่ควรยืนบังหรือตะโกนโหวกเหวกข้ามหัวคนอื่น สำหรับกรณีที่ต้องยืนคุยกับผู้ใหญ่ ให้ยืนตรงเฉียงไปทางใดทางหนึ่ง ค้อมตัวเล็กน้อย ขาชิด มืออาจจะแนบลำตัวหรือประสานกันไว้ข้างหน้าก็ได้ หลีกเลี่ยงการยืนอกเชิด เท้าสะเอว หรือย่ำเท้าไปมา
2. การเดิน : ถ้าคุณเดินคนเดียว หรือเดินคุยกับเพื่อน ๆ ก็ควรจะเดินอย่างสง่า หลังตรง ไม่ก้าวยาวหรือสั้นจนเกินไป และไม่ควรเดินกีดขวางทางคนอื่น และหากจำเป็นจะต้องเดินไปกับผู้ใหญ่ ให้เดินตามหลังท่านโดยเว้นระยะห่างพอสมควรและเยื้องไปทางซ้ายเล็กน้อย
3. การนั่ง : กรณีที่นั่งคุยกับเพื่อน ๆ หากคุณใส่กระโปรง (ซึ่งสมัยนี้นิยมใส่กันสั้นมาก) ก็ควรระวังไม่ให้โป๊ และไม่ควรนั่งแยกขาหรือโยกเก้าอี้ไปด้วย หากจำเป็นจะต้องนั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ ควรนั่งให้ขาเข่า และปลายเท้าชิดกัน ไม่ไขว่ห้าง ไม่ก้มหน้า ไม่พิงพนักเก้าอี้ และมือให้นำมาประสานกันไว้ที่หน้าขา
4. การพูด : สมัยนี้มักจะติดใช้โทรศัพท์มือถือกันมาก ไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง ก็คุยกันได้ไม่จบ ซึ่งมารยาทในการคุยโทรศัพท์มือถือในที่สาธารณะ ควรจะหลีกเลี่ยง การใช้คำหยาบ ไม่สุภาพ ซึ่งอาจรวมไปถึงการถกปัญหา ชีวิตต่าง ๆ หรือการคุยเรื่องส่วนตัวมากเกินไปด้วย
รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมปฏิบัติตัวกันถูกต้องและรู้จักกาลเทศะกันด้วย.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=69897&NewsType=2&Template=1
มารยาทดี ๆ ที่ไม่ควรลืม
ทราบกันหรือไม่ว่ามารยาทที่ดีเป็นอย่างไร วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีมาฝาก...
1. การยืน : การแค่ยืนก็ต้องมีมารยาทกัน เช่น ถ้าคุณยืนรอรถเมล์หรือยืนต่อคิว ก็ควรเป็นไปในลักษณะที่สุภาพ ยืนตามลำดับก่อนหลัง ขาชิดกันพอประมาณ ไม่เหลียวซ้ายแลขวาหรือแกว่งแขนไปมา เพราะอาจไปโดนคนอื่นที่เผอิญผ่านมาในช่วงรัศมีแขนของคุณเอาได้
แต่ถ้าคุณกำลังยืนคุยกับเพื่อน ๆ หรือยืนดูคอนเสิร์ตในงานต่าง ๆ ควรยืนในลักษณะที่ไม่ก่อความรำคาญหรือเกะกะขวางทางคนอื่นมากนัก และไม่ควรยืนบังหรือตะโกนโหวกเหวกข้ามหัวคนอื่น สำหรับกรณีที่ต้องยืนคุยกับผู้ใหญ่ ให้ยืนตรงเฉียงไปทางใดทางหนึ่ง ค้อมตัวเล็กน้อย ขาชิด มืออาจจะแนบลำตัวหรือประสานกันไว้ข้างหน้าก็ได้ หลีกเลี่ยงการยืนอกเชิด เท้าสะเอว หรือย่ำเท้าไปมา
2. การเดิน : ถ้าคุณเดินคนเดียว หรือเดินคุยกับเพื่อน ๆ ก็ควรจะเดินอย่างสง่า หลังตรง ไม่ก้าวยาวหรือสั้นจนเกินไป และไม่ควรเดินกีดขวางทางคนอื่น และหากจำเป็นจะต้องเดินไปกับผู้ใหญ่ ให้เดินตามหลังท่านโดยเว้นระยะห่างพอสมควรและเยื้องไปทางซ้ายเล็กน้อย
3. การนั่ง : กรณีที่นั่งคุยกับเพื่อน ๆ หากคุณใส่กระโปรง (ซึ่งสมัยนี้นิยมใส่กันสั้นมาก) ก็ควรระวังไม่ให้โป๊ และไม่ควรนั่งแยกขาหรือโยกเก้าอี้ไปด้วย หากจำเป็นจะต้องนั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ ควรนั่งให้ขาเข่า และปลายเท้าชิดกัน ไม่ไขว่ห้าง ไม่ก้มหน้า ไม่พิงพนักเก้าอี้ และมือให้นำมาประสานกันไว้ที่หน้าขา
4. การพูด : สมัยนี้มักจะติดใช้โทรศัพท์มือถือกันมาก ไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง ก็คุยกันได้ไม่จบ ซึ่งมารยาทในการคุยโทรศัพท์มือถือในที่สาธารณะ ควรจะหลีกเลี่ยง การใช้คำหยาบ ไม่สุภาพ ซึ่งอาจรวมไปถึงการถกปัญหา ชีวิตต่าง ๆ หรือการคุยเรื่องส่วนตัวมากเกินไปด้วย
รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมปฏิบัติตัวกันถูกต้องและรู้จักกาลเทศะกันด้วย.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=69897&NewsType=2&Template=1
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ฮือฮา'หมาพูเดิล'ฮีโร่ช่วยสาวรอดถูกข่มขืน
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 09:12 น. |
ฮือฮา'หมาพูเดิล'ฮีโร่ช่วยสาวรอดถูกข่มขืน
สาว ปวส.ปี 2 รอดจากโดนข่มขืนหวุดหวิด เพราะสุนัขพันธุ์พูเดิลแสนรู้ที่เลี้ยงไว้ ชื่อเจ้าน้ำหวานกับหมูหวานช่วยไว้ได้เฉียดฉิว โดยก่อนหน้านี้ผู้เสียหาย ขี่รถ จยย.ออกจากบ้าน พาสุนัขพูเดิล 2 ตัวขึ้นติดรถไปด้วย ระหว่างทางห่างจากบ้านแค่ 300 เมตร มี 3 คนร้ายวัยรุ่นขี่รถประกบก่อนจะใช้เท้าถีบรถจนล้ม จากนั้นฉุดลากเข้าป่าข้างทางเพื่อจะรุมโทรม เจ้าน้ำหวานไล่เห่าคนร้ายอยู่ใกล้ ๆ ส่วนเจ้าหมูหวานวิ่งกลับไปที่บ้าน พร้อมกับเห่าเรียกพ่อของเหยื่อ ให้มาช่วยลูกสาวไว้ได้ทันพอดี รุ่งขึ้นตำรวจตามลากคอได้หมดยกแก๊งทั้ง 3 คน แฉ ก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยเหยื่อคนไหนหน้าตาดีจะข่มขืนเป็นของแถม เสร็จแล้วถอดชิ้นส่วนรถขายประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 14 ก.พ. พ.ต.อ.วัลลภ สามารถ ผกก.สภ.สอยดาว จ.จันท บุรี แถลงผลการสอบสวนผู้ต้องหาร่วมกันลักทรัพย์ และพยายามจะข่มขืนเหยื่อผู้เสียหาย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วยนายเอ อายุ 15 ปี นายบี อายุ 17 ปี กับนายหนึ่ง อายุ 17 ปี ทั้งสามคนนามสมมุติ โดยจับกุมได้ภายในบ้านพักขณะนอนหลับ พร้อมของกลางชิ้นส่วนอะไหล่รถ จยย.จำนวนหนึ่ง และรถ จยย.อีก 2 คัน
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้มี น.ส.สวย (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี นักเรียน ปวส.ปี 2 สถาบันแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี มีบ้านอยู่ที่ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว กับนายกล้า (นามสมมุติ) บิดาของ น.ส.สวย เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.สอยดาว โดย น.ส.สวยให้การว่า ก่อนหน้าที่จะเข้าแจ้งความ ขณะที่ตนขี่รถ จยย.ออกไปทำธุระนอกบ้าน โดยพาสุนัขเพศเมียพันธุ์พูเดิล 2 ตัวสีขาวทั้งคู่ ตัวแรกอายุ 1 ปี 2 เดือนชื่อน้ำหวาน อีกตัวอายุ 8 เดือนชื่อหมูหวาน ติดขึ้นรถไปด้วย
ผู้เสียหายให้การอีกว่า พอออกจากบ้านมาได้ราว 300 เมตร ปรากฏว่ามีคนร้าย ซึ่งทราบภายหลังคือผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ขี่รถ จยย. นั่งซ้อนสามตามมาทางด้านหลังตน จากนั้น 1 ใน 3 ได้ใช้เท้าถีบรถตนจนเสียหลักล้ม ก่อนที่ทั้งหมดจะช่วยกันฉุดกระชากลากตนเข้าป่าข้างทาง พร้อมกับพยายามช่วยกันถอดกางเกงและเสื้อเพื่อจะข่มขืน ระหว่างนั้นเจ้าน้ำหวานได้เห่าส่งเสียงดังอยู่ใกล้ตนเพื่อไล่คนร้าย ส่วนเจ้าหมูหวานได้ใส่ตีนหมาโกยอ้าวกลับไปที่บ้าน กระทั่งพ่อตนขี่รถ จยย.ออกจากบ้านมาที่เกิดเหตุ คนร้ายเลยตกใจขี่รถ จยย.หลบหนีไป พร้อมกับรถของตนด้วย
ขณะที่นายกล้าบิดาของ น.ส.สวย เหยื่อที่รอดพ้นจากแก๊งโจ๋หื่นกามโฉด มาได้อย่างหวุดหวิด ได้เล่าเหตุการณ์นาทีชีวิต ที่ช่วยให้ลูกสาวรอดพ้นมลทินให้ฟังว่า พอลูกสาวออกจากบ้านไปได้สักพัก ตนได้ยินเสียงสุนัขของลูกสาว เห่าส่งเสียงดังผิดสังเกตที่หน้าบ้าน เลยรีบออกมาดูเห็นเจ้าหมูหวาน ยืนเห่าเหมือนกับจะบอกอะไรตนบางอย่าง ด้วยความสงสัยที่เห็นเจ้าหมูหวาน กลับมาบ้านตัวเดียว แต่ลูกสาวกับเจ้าน้ำหวานไม่กลับมาด้วย ตนเลยคว้ารถ จยย.ขี่ออกไปดู กระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นชายวัยรุ่น 3 คน กำลังจะทำมิดีมิร้ายกับลูกสาว ตนเลยร้องตะโกนขู่พร้อมกับร้องเรียกเพื่อนบ้านให้มาช่วย คนร้ายตกใจกลัวเลยรีบพากันหลบหนีไป ลูกสาวเลยรอดพ้นจากการโดนข่มขืนอย่างหวุดหวิด จากนั้นจึงพาลูกสาวเข้าแจ้งความดังกล่าว
ด้าน พ.ต.อ.วัลลภ เปิดเผยว่า หลังเกิด เหตุได้สั่งให้ฝ่ายสืบสวนออกหาข่าว จนทราบเบาะแสว่า คนร้ายกลุ่มนี้คือผู้ต้องหาทั้ง 3 คน เพราะก่อนหน้านี้เคยมีผู้เสียหายแจ้งความว่า เคยถูกคนร้ายกระทำลักษณะนี้มาแล้ว โดยจะขี่รถประกบเหยื่อจากนั้นถีบรถเหยื่อจนล้ม เสร็จแล้วถ้าเหยื่อมีหน้าตาสวย จะข่มขืนด้วยเป็นของแถม ก่อนจะเชิดรถหลบหนีไป โดยจะถอดชิ้นส่วนอะไหล่รถของเหยื่อ เพื่อส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน จึงตามจับนายเอได้ก่อนเป็นคนแรก เสร็จแล้วขยายผลจับกุมที่เหลืออีก 2 คนในเวลาต่อมา หากผู้เสียหายรายใดเคยโดนคนร้ายกลุ่มนี้กระทำมาแล้ว ขอให้มาดูตัวเพื่อแจ้งความเอาผิดโทษจะได้หนักขึ้น โดยเราจะไม่เปิดเผยชื่อของผู้เสียหาย.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=190935&NewsType=1&Template=1
ฮือฮา'หมาพูเดิล'ฮีโร่ช่วยสาวรอดถูกข่มขืน
สาว ปวส.ปี 2 รอดจากโดนข่มขืนหวุดหวิด เพราะสุนัขพันธุ์พูเดิลแสนรู้ที่เลี้ยงไว้ ชื่อเจ้าน้ำหวานกับหมูหวานช่วยไว้ได้เฉียดฉิว โดยก่อนหน้านี้ผู้เสียหาย ขี่รถ จยย.ออกจากบ้าน พาสุนัขพูเดิล 2 ตัวขึ้นติดรถไปด้วย ระหว่างทางห่างจากบ้านแค่ 300 เมตร มี 3 คนร้ายวัยรุ่นขี่รถประกบก่อนจะใช้เท้าถีบรถจนล้ม จากนั้นฉุดลากเข้าป่าข้างทางเพื่อจะรุมโทรม เจ้าน้ำหวานไล่เห่าคนร้ายอยู่ใกล้ ๆ ส่วนเจ้าหมูหวานวิ่งกลับไปที่บ้าน พร้อมกับเห่าเรียกพ่อของเหยื่อ ให้มาช่วยลูกสาวไว้ได้ทันพอดี รุ่งขึ้นตำรวจตามลากคอได้หมดยกแก๊งทั้ง 3 คน แฉ ก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยเหยื่อคนไหนหน้าตาดีจะข่มขืนเป็นของแถม เสร็จแล้วถอดชิ้นส่วนรถขายประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 14 ก.พ. พ.ต.อ.วัลลภ สามารถ ผกก.สภ.สอยดาว จ.จันท บุรี แถลงผลการสอบสวนผู้ต้องหาร่วมกันลักทรัพย์ และพยายามจะข่มขืนเหยื่อผู้เสียหาย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วยนายเอ อายุ 15 ปี นายบี อายุ 17 ปี กับนายหนึ่ง อายุ 17 ปี ทั้งสามคนนามสมมุติ โดยจับกุมได้ภายในบ้านพักขณะนอนหลับ พร้อมของกลางชิ้นส่วนอะไหล่รถ จยย.จำนวนหนึ่ง และรถ จยย.อีก 2 คัน
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้มี น.ส.สวย (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี นักเรียน ปวส.ปี 2 สถาบันแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี มีบ้านอยู่ที่ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว กับนายกล้า (นามสมมุติ) บิดาของ น.ส.สวย เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.สอยดาว โดย น.ส.สวยให้การว่า ก่อนหน้าที่จะเข้าแจ้งความ ขณะที่ตนขี่รถ จยย.ออกไปทำธุระนอกบ้าน โดยพาสุนัขเพศเมียพันธุ์พูเดิล 2 ตัวสีขาวทั้งคู่ ตัวแรกอายุ 1 ปี 2 เดือนชื่อน้ำหวาน อีกตัวอายุ 8 เดือนชื่อหมูหวาน ติดขึ้นรถไปด้วย
ผู้เสียหายให้การอีกว่า พอออกจากบ้านมาได้ราว 300 เมตร ปรากฏว่ามีคนร้าย ซึ่งทราบภายหลังคือผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ขี่รถ จยย. นั่งซ้อนสามตามมาทางด้านหลังตน จากนั้น 1 ใน 3 ได้ใช้เท้าถีบรถตนจนเสียหลักล้ม ก่อนที่ทั้งหมดจะช่วยกันฉุดกระชากลากตนเข้าป่าข้างทาง พร้อมกับพยายามช่วยกันถอดกางเกงและเสื้อเพื่อจะข่มขืน ระหว่างนั้นเจ้าน้ำหวานได้เห่าส่งเสียงดังอยู่ใกล้ตนเพื่อไล่คนร้าย ส่วนเจ้าหมูหวานได้ใส่ตีนหมาโกยอ้าวกลับไปที่บ้าน กระทั่งพ่อตนขี่รถ จยย.ออกจากบ้านมาที่เกิดเหตุ คนร้ายเลยตกใจขี่รถ จยย.หลบหนีไป พร้อมกับรถของตนด้วย
ขณะที่นายกล้าบิดาของ น.ส.สวย เหยื่อที่รอดพ้นจากแก๊งโจ๋หื่นกามโฉด มาได้อย่างหวุดหวิด ได้เล่าเหตุการณ์นาทีชีวิต ที่ช่วยให้ลูกสาวรอดพ้นมลทินให้ฟังว่า พอลูกสาวออกจากบ้านไปได้สักพัก ตนได้ยินเสียงสุนัขของลูกสาว เห่าส่งเสียงดังผิดสังเกตที่หน้าบ้าน เลยรีบออกมาดูเห็นเจ้าหมูหวาน ยืนเห่าเหมือนกับจะบอกอะไรตนบางอย่าง ด้วยความสงสัยที่เห็นเจ้าหมูหวาน กลับมาบ้านตัวเดียว แต่ลูกสาวกับเจ้าน้ำหวานไม่กลับมาด้วย ตนเลยคว้ารถ จยย.ขี่ออกไปดู กระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นชายวัยรุ่น 3 คน กำลังจะทำมิดีมิร้ายกับลูกสาว ตนเลยร้องตะโกนขู่พร้อมกับร้องเรียกเพื่อนบ้านให้มาช่วย คนร้ายตกใจกลัวเลยรีบพากันหลบหนีไป ลูกสาวเลยรอดพ้นจากการโดนข่มขืนอย่างหวุดหวิด จากนั้นจึงพาลูกสาวเข้าแจ้งความดังกล่าว
ด้าน พ.ต.อ.วัลลภ เปิดเผยว่า หลังเกิด เหตุได้สั่งให้ฝ่ายสืบสวนออกหาข่าว จนทราบเบาะแสว่า คนร้ายกลุ่มนี้คือผู้ต้องหาทั้ง 3 คน เพราะก่อนหน้านี้เคยมีผู้เสียหายแจ้งความว่า เคยถูกคนร้ายกระทำลักษณะนี้มาแล้ว โดยจะขี่รถประกบเหยื่อจากนั้นถีบรถเหยื่อจนล้ม เสร็จแล้วถ้าเหยื่อมีหน้าตาสวย จะข่มขืนด้วยเป็นของแถม ก่อนจะเชิดรถหลบหนีไป โดยจะถอดชิ้นส่วนอะไหล่รถของเหยื่อ เพื่อส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน จึงตามจับนายเอได้ก่อนเป็นคนแรก เสร็จแล้วขยายผลจับกุมที่เหลืออีก 2 คนในเวลาต่อมา หากผู้เสียหายรายใดเคยโดนคนร้ายกลุ่มนี้กระทำมาแล้ว ขอให้มาดูตัวเพื่อแจ้งความเอาผิดโทษจะได้หนักขึ้น โดยเราจะไม่เปิดเผยชื่อของผู้เสียหาย.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=190935&NewsType=1&Template=1
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)