วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 00:00 น. |
ก.ม.ปรองดอง"ตอกลิ่ม"รอยร้าวรอบใหม่"เหลือง"ยังอยู่"แดง"ยังสู้"
น่าจะเป็นท่าทีที่ชัดเจนที่สุด สำหรับพรรคเพื่อไทยที่ได้ประกาศเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร “ท่ามกลาง” ความสงสัยของทุกฝ่ายว่า เป็นความพยายามปรองดองหรือต้องการสร้างความขัดแย้ง “รอบใหม่” ให้เกิดขึ้นในสังคมกันแน่
หากดูในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ระบุว่า เพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ ให้นิรโทษกรรมบรรดาการกระทำผู้ถูกกระทำด้วยประการใด ๆ ที่เป็นความผิดหรือถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของบุคคล ซึ่งได้กระทำก่อนหรือหลังวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 หรือบุคคลที่ได้รับผลร้ายจากองค์กรที่เกิดจากการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ในความผิดที่เกี่ยวกับ
(1) การต่อต้านการบริหารราชการแผ่นดิน
(2) การต่อต้านการยึดอำนาจการปกครองประเทศ
(3) การปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
(4) การปฏิบัติหน้าที่ ในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและการที่บุคคลหรือคณะบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ
(5) การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการเข้าระงับปราบปรามหรือสลายการชุมนุมของกลุ่มบุคคลตาม (1) และ (2)
(6) การที่บุคคลหรือคณะบุคคลที่บริหารราชการแผ่นดินและตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30
ผู้ได้รับนิรโทษกรรมตามวรรค 1 ให้รวมถึงการกระทำเพราะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้จ้างผู้วานและผู้ใช้ให้กระทำ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดทางกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น ให้ผู้นั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดทั้งในทางอาญา ทางแพ่งและทางปกครอง หากการกระทำนั้นผิดกฎหมายก็ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง หากผู้นั้นถูกตัดสิทธิทางการเมือง ให้คืนสิทธิทางการเมืองแก่ผู้นั้น
สรุปง่าย ๆ ก็คือ ความผิดใด ๆ ที่เกี่ยวพันกับทางการเมือง จะได้รับการ “ยกเว้น” ทั้งหมด
ถือเป็นเรื่องที่ “ท้าทายกระบวนการยุติธรรม” และคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะผ่านการพิจารณาของรัฐสภา แต่การที่พรรคเพื่อไทยออกมาจุดพลุในเรื่องดังกล่าว เพื่อหวังให้สังคม “คล้อยตาม” ในลักษณะทำนองว่า แม้ “บุคลากรทางการเมือง” จะถูกจำกัดทางการเมืองอย่างไร แต่การต่อสู้ทางการเมืองจากผ่าน “คนสีแดง” และ “คนสีเหลือง” ก็ยังคงอยู่และดูท่าจะ “ร้อนแรง” มากขึ้นตามลำดับ หากจะทำให้ “ทุกอย่าง” สงบลง ก็ควรจะใช้แนวทาง “ลบล้าง” ความผิดของทุกฝ่าย พูดง่าย ๆ ก็คือเมื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ประชาชนจะได้ความสงบกลับคืนมา
ต้องถามเพื่อให้ช่วยกันตอบดัง ๆ ว่า เมื่อทุกอย่างย้อนกลับไปอยู่ในช่วงก่อนการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศอยู่ในความสงบหรือไม่และมีอะไรเป็นหลักประกันว่าปัญหาจะหายไปไม่กลับมาอีก
การเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง จึงเป็นการ “เกาไม่ถูกที่คัน”
หากวิเคราะห์ “สถานการณ์การเมือง” ณ วันนี้ ก็จะพบว่า “สี” ที่ต่างฝ่ายต่าง “หยิบยก” มาใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงแนวทางต่อสู้นั้น “ยังอยู่” และกำลังจะลุกลามไปก้าวล่วงหลายต่อหลายสถาบันหลักของชาติเข้าแล้ว แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นับวันแนวโน้มของการ “ล่วงล้ำ” สถาบันหลักดูจะมากขึ้น ๆ
กรณีนายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งหนีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เจ้าของแถลงการณ์ “สยามแดง” ก็เป็นผู้หนึ่งที่ขึ้นเวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สนามหลวงเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา หรือกรณีนายสุชาติ นาคบางไทร หรือกรณี ดา ตอร์ปิโด หรือแม้แต่กรณีของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำคนเสื้อแดง
“ท่าที ท่วงทำนอง” ของบุคคลเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำอะไรและกำลังคิดอะไรกันอยู่
กรณี “ประธานาธิบดี” ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี วิจารณ์ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่แกนนำคนเสื้อแดงนับถือนั้น บอกนัยการเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกที่จะ ใช้กระบวนการยุติธรรมที่ตัวเองวิจารณ์ว่าเป็นกระบวนการยุติความ เป็นธรรมฟ้องร้องนายสุเทพ เพราะเชื่อว่า ในไม่ช้าไม่นาน ความเชื่อของนายสุเทพ จะอธิบายทำไมเขาจึงเชื่อว่า มี “บางคน” อยากเป็นประธานาธิบดี
นั่นก็ “เสื้อแดง” ขณะที่ “เสื้อเหลือง” แม้วันนี้จะเงียบไป แต่ก็เป็นการเงียบในลักษณะ “ถอยเพื่อรุก” เพราะยังมีการเคลื่อนไหว “มวลชน” ในพื้นที่เพื่อ “สร้างการเมืองใหม่” อยู่ตลอดเวลา เพราะการต่อสู้เพียงแค่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “ขั้วการเมือง” นั้นไม่ใช่ “จุดมุ่งหมาย” สูงสุดที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองต้องการ
แต่อีกกลุ่มซึ่งเกิดขึ้นใหม่ คือ กลุ่ม “สีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นกลุ่ม ส.ส. และ “มวลชน” ในนามพรรคภูมิใจไทย กลุ่มมวลชนกลุ่มนี้ ความจริงก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นกลุ่มที่แยกตัวหรือแตกตัวออกมาจาก กลุ่ม “เสื้อแดง”
ในอดีตกลุ่มนี้แหละที่ถูกกล่าวหาจากกลุ่ม “แดงแท้” ว่าเป็นพวก “แดงเทียม”
แต่วันนี้อารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมเปลี่ยน เป็นธรรมดาของนักการเมืองผู้ได้ชื่อว่า มีจมูกทางการเมืองไวยิ่งกว่ามด อย่าง นายเนวิน ชิดชอบ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะไม่รับรู้ “ความรู้สึก” เช่นนี้เชียวหรือ
แม้กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน จะระบุว่า การแสดงออกด้วยสีน้ำเงิน นั้นเป็น “สี” ประจำพรรค แต่ในยามที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้ มันน่าจะมี “นัย” มากกว่าที่จะเป็นสีประจำพรรค
เสื้อเหลืองกับเสื้อน้ำเงิน ดูไปดูมา ทำท่าจะกลายเป็นแนวร่วมกันและอยู่ตรงข้ามกับเสื้อแดง
บทบาทที่น่าจับตาสำคัญคือ บทบาทของกองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งว่ากันว่า เป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการ “คลี่คลาย” สถานการณ์ทางการเมืองจะทำอย่างไร ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังจะแตกเป็นฝ่าย อย่าลืมว่า กองทัพนั้นต้องคงไว้ซึ่งความเป็นกลาง มีหน้าที่พิทักษ์รักษา “สถาบันหลัก” ของชาติ
สถานการณ์ “สีเสื้อ” และสถานการณ์การเมืองที่มุ่งจะทำทุกทางเพื่อ “ล้มกระดาน” ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงอยู่ในภาวะที่ “สุ่มเสี่ยง” เป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาซึ่งความ “แตกแยก” ระลอกใหม่ กติกาและกฎหมายกำลังถูกใช้และทำให้เป็นประเด็นในเรื่อง “ความไม่เป็นธรรม” รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้ประกาศตัวว่าจะนำ “ความสมานฉันท์” กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” เพราะกำลังถูกแต่ละฝ่ายเรียกร้องและรุกเร้าให้ทำในสิ่งที่เป็นความต้องการของตัวเอง
“สมานฉันท์” นั้นพูดง่าย แต่ทำนั้น “ยาก”
ที่สำคัญต้องทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ “กติกา” ในการอยู่ร่วมกัน
นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาสุโว กล่าวไว้ระหว่างการเสวนา เรื่อง “มหาวิทยาลัยกับจินตนาการใหม่เพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี” เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ตอนหนึ่งสะท้อนได้ดีว่า
“ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติการณ์ชาติ ซึ่งเป็นวิกฤติจากทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งมีความซับซ้อนและถือเป็นวิกฤติคลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=190902&NewsType=1&Template=1
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
สวทช.ปรับงบปี"52รับวิกฤตศก. เน้นวิจัยหนุน SMEs-ฝึกอบรมคน
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4079
สวทช.ปรับงบปี"52รับวิกฤตศก. เน้นวิจัยหนุนSMEs-ฝึกอบรมคน
สวทช. รับงบฯ 3,400 ล้านบาท เน้นงานวิจัยเป็นหลัก ตั้งเป้าปี"52 ถ่ายทอดงานวิจัยเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 40 ชิ้นงาน พร้อมพลิกวิกฤตเป็นโอกาสช่วงเศรษฐกิจถดถอย เปิดโครงการฝึกอบรมบุคลากรเพิ่ม เตรียมพร้อมยามเศรษฐกิจฟื้นกลับมาดีขึ้น
นายศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ในปี 2552 สวทช.ได้รับงบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 3,400 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นการใช้งบประมาณในการทำกิจกรรมการวิจัยและพัฒนา 50% โครง สร้างพื้นฐาน 40% และการบริหารจัดการองค์กร 10% พร้อมกับได้มีการตั้งเป้าหมายเพิ่มรายได้ในปีนี้จะเพิ่มจาก 500 ล้านบาท เป็น 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการรับจ้างวิจัย, ร่วมงานวิจัย และได้รับเงินอุดหนุนการวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ โดยปัจจุบันงานวิจัยของ สวทช.มีอยู่ทั้งหมด 600 ชิ้น ได้มีการถ่ายทอดงานวิจัยไปสู่ผู้ประกอบการที่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว 100 ชิ้นงาน ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะสามารถถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการ
ได้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 30-40 ชิ้นงาน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ที่ว่างงาน หรือถูกเลิกจ้าง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย สถานประกอบการหลายแห่งเกิดปัญหา อาจจะมีการเลิกจ้างตามมา ซึ่ง สวทช. มีแผนที่จะร่วมมือกับภาคเอกชน, หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนปฏิบัติการฝึกอบรมความรู้ให้กับบุคลากร และสถานประกอบการต่างๆ นำไปเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เตรียมความรู้ความเชี่ยวชาญไว้ในยามที่เศรษฐกิจฟื้นกลับขึ้นมาดีขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สวทช.สามารถฝึกอบรมบุคลากรได้ประมาณปีละ 10,000 คน โดยใช้กำลังคน 2,500 คน ซึ่งหากจะมีการฝึกอบรมบุคลากรเพิ่มขึ้น ก็ต้องประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเข้ามาช่วงเป็นกำลังอีกแรงหนึ่ง
ในปีนี้ สวทช.มีแผนใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ในการขยายพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ (science park) ซึ่งเป็นศูนย์รวมในการวิจัยและพัฒนาที่ครบวงจร เปิดให้ผู้ประกอบการเช่าพื้นที่สำหรับทำการวิจัยเพิ่มขึ้นอีก 20 ยูนิต รองรับผู้ประกอบการเพิ่มอีก 20 ราย จากเดิมที่รองรับได้
50 ราย ซึ่งงานวิจัยก็อยู่ในสาขาหลัก คือ พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ, เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ, อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และนาโนเทคโนโลยี เป็นต้น
สำหรับอนาคต สวทช.ได้มีการกำหนดบทบาทไว้ 2 มิติ คือ
1)เป็นหน่วยงานแก้ปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ บริหารจัดการวิจัย เช่น โรงงานน้ำตาลมิตรผล มีปัญหาอ้อยใบขาว สวทช.ต้องเข้าช่วยตรวจโรคว่า เกิดจากอะไร และหาทางแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ พร้อมกับปรับระบบบริหารจัดการสนับสนุนโปรแกรมงานวิจัยให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยครอบคลุมใน 8 คลัสเตอร์ ได้แก่ คลัสเตอร์อาหาร และการเกษตร, การแพทย์และสาธารณสุข, ซอฟต์แวร์
ไมโครชิป และอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์และการจราจร, พลังงานทดแทน, สิ่งแวดล้อม, สิ่งทอและเคมีภัณฑ์ และชุมชนชนบทและผู้ด้อยโอกาส
2)มีห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถในการวิจัย ทดสอบคุณภาพสินค้า ให้การรับรองในระดับสากล สนองความต้องการของประชาชนได้
หน้า 5 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv02120252&day=2009-02-12§ionid=0203
สวทช.ปรับงบปี"52รับวิกฤตศก. เน้นวิจัยหนุนSMEs-ฝึกอบรมคน
สวทช. รับงบฯ 3,400 ล้านบาท เน้นงานวิจัยเป็นหลัก ตั้งเป้าปี"52 ถ่ายทอดงานวิจัยเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 40 ชิ้นงาน พร้อมพลิกวิกฤตเป็นโอกาสช่วงเศรษฐกิจถดถอย เปิดโครงการฝึกอบรมบุคลากรเพิ่ม เตรียมพร้อมยามเศรษฐกิจฟื้นกลับมาดีขึ้น
นายศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ในปี 2552 สวทช.ได้รับงบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 3,400 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นการใช้งบประมาณในการทำกิจกรรมการวิจัยและพัฒนา 50% โครง สร้างพื้นฐาน 40% และการบริหารจัดการองค์กร 10% พร้อมกับได้มีการตั้งเป้าหมายเพิ่มรายได้ในปีนี้จะเพิ่มจาก 500 ล้านบาท เป็น 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการรับจ้างวิจัย, ร่วมงานวิจัย และได้รับเงินอุดหนุนการวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ โดยปัจจุบันงานวิจัยของ สวทช.มีอยู่ทั้งหมด 600 ชิ้น ได้มีการถ่ายทอดงานวิจัยไปสู่ผู้ประกอบการที่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว 100 ชิ้นงาน ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะสามารถถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการ
ได้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 30-40 ชิ้นงาน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ที่ว่างงาน หรือถูกเลิกจ้าง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย สถานประกอบการหลายแห่งเกิดปัญหา อาจจะมีการเลิกจ้างตามมา ซึ่ง สวทช. มีแผนที่จะร่วมมือกับภาคเอกชน, หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนปฏิบัติการฝึกอบรมความรู้ให้กับบุคลากร และสถานประกอบการต่างๆ นำไปเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เตรียมความรู้ความเชี่ยวชาญไว้ในยามที่เศรษฐกิจฟื้นกลับขึ้นมาดีขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สวทช.สามารถฝึกอบรมบุคลากรได้ประมาณปีละ 10,000 คน โดยใช้กำลังคน 2,500 คน ซึ่งหากจะมีการฝึกอบรมบุคลากรเพิ่มขึ้น ก็ต้องประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเข้ามาช่วงเป็นกำลังอีกแรงหนึ่ง
ในปีนี้ สวทช.มีแผนใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ในการขยายพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ (science park) ซึ่งเป็นศูนย์รวมในการวิจัยและพัฒนาที่ครบวงจร เปิดให้ผู้ประกอบการเช่าพื้นที่สำหรับทำการวิจัยเพิ่มขึ้นอีก 20 ยูนิต รองรับผู้ประกอบการเพิ่มอีก 20 ราย จากเดิมที่รองรับได้
50 ราย ซึ่งงานวิจัยก็อยู่ในสาขาหลัก คือ พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ, เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ, อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และนาโนเทคโนโลยี เป็นต้น
สำหรับอนาคต สวทช.ได้มีการกำหนดบทบาทไว้ 2 มิติ คือ
1)เป็นหน่วยงานแก้ปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ บริหารจัดการวิจัย เช่น โรงงานน้ำตาลมิตรผล มีปัญหาอ้อยใบขาว สวทช.ต้องเข้าช่วยตรวจโรคว่า เกิดจากอะไร และหาทางแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ พร้อมกับปรับระบบบริหารจัดการสนับสนุนโปรแกรมงานวิจัยให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยครอบคลุมใน 8 คลัสเตอร์ ได้แก่ คลัสเตอร์อาหาร และการเกษตร, การแพทย์และสาธารณสุข, ซอฟต์แวร์
ไมโครชิป และอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์และการจราจร, พลังงานทดแทน, สิ่งแวดล้อม, สิ่งทอและเคมีภัณฑ์ และชุมชนชนบทและผู้ด้อยโอกาส
2)มีห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถในการวิจัย ทดสอบคุณภาพสินค้า ให้การรับรองในระดับสากล สนองความต้องการของประชาชนได้
หน้า 5 http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv02120252&day=2009-02-12§ionid=0203
วันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค บริเวณชั้น G โซน Event Hall และชั้น 4 MCC Hal
http://www.matichon.co.th/prachachat/news_detail.php?id=2811&catid=2
วันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค บริเวณชั้น G โซน Event Hall และชั้น 4 MCC Hal
วันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค บริเวณชั้น G โซน Event Hall และชั้น 4 MCC Hal
มาร์คหย่าศึกรมต.แจก 2 พัน 15 ก.พ.นี้ รมช.คลังชี้คนบ่นช้า-หวั่นฟื้นเศรษฐกิจไม่ทัน
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
มาร์คหย่าศึกรมต.แจก 2 พัน 15 ก.พ.นี้ รมช.คลังชี้คนบ่นช้า-หวั่นฟื้นเศรษฐกิจไม่ทัน
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันที่จ.นครราชสีมาเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่าจะมีการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้ประชาชนที่มีเงินเดือนต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท เป็นเช็คแน่นอน โดยคาดว่าจะส่งเช็คไปถึงประชาชนได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 52 นี้เป็นต้นไป
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เปิดเผยระหว่างเดินทางมาเปิดถนนสายปลวกสูง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ว่ากรณีรัฐบาลแจกเงิน 2,000 บาทให้กับประชาชนนั้น เป็นเรื่องดี แต่จะทำอย่างไรให้เงินดังกล่าวถึงมือประชาชนที่ได้รับประโยชน์ให้เร็วสุด และไม่ให้เกิดการรั่วไหลไปในทางทุจริตส่วนผู้ประชาชนที่ได้รับประโยชน์ตรงนี้จำเงินดังกล่าวไปใช้อะไรก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเค้า รัฐบาลคงไปบังคับอะไรเขาไม่ได้
ทั้งนี้มั่นใจว่าการที่รัฐบาลใช้เงิน 10,000 กว่าล้าน เพื่อกระจายงบประมาณนี้ไปสู่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เร็วที่สุด ส่วนตัวมองว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เงินเหล่านี้กระจายไปสู่ประชาชนเร็วที่สุด และมีการสูญเสียน้อยที่สุดคงไม่ต้องใช้แบบสอบถามอะไร ซึ่งจะทำให้ล่าช้าเพราะงบประมาณนั้นผ่านสภาแล้วสำคัญที่สุดจะต้องรีบกระจายเงิน
นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่จะโอนเป็นเช็คหรือโอนผ่านบัตรประชาชนไปรูดเอาเงินสดที่แบงก์กรุงไทยนั้นเรื่องนี้เป็นรายละเอียดจะต้องมาคุยกันและผู้คุมนโยบายจะต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดซึ่งขณะนี้แประชาชนรออยู่และบ่นกันว่าเมื่อไหร่ เงิน 2,000 บาทจะมา เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้เร็วและผู้รับผิดชอบก็ต้องไปปฏิบัติกระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาเงินให้ในส่วนที่จะไปปฏิบัติว่าจะให้ประชาชนในทางในก็ต้องไปตกลงกัน ยิ่งช้าประชาชนยิ่งรอเศรษฐกิจก็จะแก้ปัญหาช้าไปอีก
ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรณีการจัดสรรเงินช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย จำนวน 2,000 บาท ที่ตอนนี้ มีความสับสนเนื่องจาก รองนายกฯ รมว.คลัง และรมว.แรงงาน ยังกล่าวไม่ตรงกัน พรรคยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ โดยรัฐบาลพยายามหารือถึงแนวทางที่ดีที่สุดที่ประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือโดยตรง โดยผู้ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ที่สุดแล้วคือนายกรัฐมนตรี และนายกฯ คงให้ความชัดเจนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ส่วนความแตกต่างในเรื่องของวิธีการจัดสรรเงินเป็นข้อแตกต่างที่อยู่บนความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ บรรดาโครงการช่วยเหลือคนยากจน ทั้งโครงการ 2 พันบาท โครงการเรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ และโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร 1.4 แสนล้านบาท ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว โดยรัฐบาลจะพิจารณาให้ได้แนวทางที่เหมาะสมที่สุดโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน
รายงานข่าวแจ้งว่าขณะนี้กำลังมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับวิธีและขั้นตอนการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้แก่ผู้ประกันตนโดยนายไพรฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังมีความเห็นคล้ายๆ กันว่าควรจ่ายเป็นเงินสดผ่านธนาคารของรัฐ โดยนายกรณ์เสนอว่าควรจ่ายผ่านธนาคารกรุงไทยโดยให้ผู้มีสิทธิ์สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนไปเบิกเงินที่ธนาคาร ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีมีความเห็นว่าควรมีการจ่ายเงิน 2,000 บาท ผ่านเช็คเงินสดของธนาคาร โดยประชาชนที่ได้สิทธิ์สามารถนำเช็คไปดำเนินการใน 3 รูปแบบ คือ
1.สามารถนำเข้าบัญชีตนเอง
2.เบิกเป็นเงินสดออกมาใช้ และ
3.ใช้ซื้อสินค้าในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
มาร์คหย่าศึกรมต.แจก 2 พัน 15 ก.พ.นี้ รมช.คลังชี้คนบ่นช้า-หวั่นฟื้นเศรษฐกิจไม่ทัน
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันที่จ.นครราชสีมาเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่าจะมีการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้ประชาชนที่มีเงินเดือนต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท เป็นเช็คแน่นอน โดยคาดว่าจะส่งเช็คไปถึงประชาชนได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 52 นี้เป็นต้นไป
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เปิดเผยระหว่างเดินทางมาเปิดถนนสายปลวกสูง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ว่ากรณีรัฐบาลแจกเงิน 2,000 บาทให้กับประชาชนนั้น เป็นเรื่องดี แต่จะทำอย่างไรให้เงินดังกล่าวถึงมือประชาชนที่ได้รับประโยชน์ให้เร็วสุด และไม่ให้เกิดการรั่วไหลไปในทางทุจริตส่วนผู้ประชาชนที่ได้รับประโยชน์ตรงนี้จำเงินดังกล่าวไปใช้อะไรก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเค้า รัฐบาลคงไปบังคับอะไรเขาไม่ได้
ทั้งนี้มั่นใจว่าการที่รัฐบาลใช้เงิน 10,000 กว่าล้าน เพื่อกระจายงบประมาณนี้ไปสู่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เร็วที่สุด ส่วนตัวมองว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เงินเหล่านี้กระจายไปสู่ประชาชนเร็วที่สุด และมีการสูญเสียน้อยที่สุดคงไม่ต้องใช้แบบสอบถามอะไร ซึ่งจะทำให้ล่าช้าเพราะงบประมาณนั้นผ่านสภาแล้วสำคัญที่สุดจะต้องรีบกระจายเงิน
นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่จะโอนเป็นเช็คหรือโอนผ่านบัตรประชาชนไปรูดเอาเงินสดที่แบงก์กรุงไทยนั้นเรื่องนี้เป็นรายละเอียดจะต้องมาคุยกันและผู้คุมนโยบายจะต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดซึ่งขณะนี้แประชาชนรออยู่และบ่นกันว่าเมื่อไหร่ เงิน 2,000 บาทจะมา เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้เร็วและผู้รับผิดชอบก็ต้องไปปฏิบัติกระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาเงินให้ในส่วนที่จะไปปฏิบัติว่าจะให้ประชาชนในทางในก็ต้องไปตกลงกัน ยิ่งช้าประชาชนยิ่งรอเศรษฐกิจก็จะแก้ปัญหาช้าไปอีก
ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรณีการจัดสรรเงินช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย จำนวน 2,000 บาท ที่ตอนนี้ มีความสับสนเนื่องจาก รองนายกฯ รมว.คลัง และรมว.แรงงาน ยังกล่าวไม่ตรงกัน พรรคยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ โดยรัฐบาลพยายามหารือถึงแนวทางที่ดีที่สุดที่ประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือโดยตรง โดยผู้ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ที่สุดแล้วคือนายกรัฐมนตรี และนายกฯ คงให้ความชัดเจนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ส่วนความแตกต่างในเรื่องของวิธีการจัดสรรเงินเป็นข้อแตกต่างที่อยู่บนความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ บรรดาโครงการช่วยเหลือคนยากจน ทั้งโครงการ 2 พันบาท โครงการเรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ และโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร 1.4 แสนล้านบาท ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว โดยรัฐบาลจะพิจารณาให้ได้แนวทางที่เหมาะสมที่สุดโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน
รายงานข่าวแจ้งว่าขณะนี้กำลังมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับวิธีและขั้นตอนการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้แก่ผู้ประกันตนโดยนายไพรฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังมีความเห็นคล้ายๆ กันว่าควรจ่ายเป็นเงินสดผ่านธนาคารของรัฐ โดยนายกรณ์เสนอว่าควรจ่ายผ่านธนาคารกรุงไทยโดยให้ผู้มีสิทธิ์สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนไปเบิกเงินที่ธนาคาร ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีมีความเห็นว่าควรมีการจ่ายเงิน 2,000 บาท ผ่านเช็คเงินสดของธนาคาร โดยประชาชนที่ได้สิทธิ์สามารถนำเช็คไปดำเนินการใน 3 รูปแบบ คือ
1.สามารถนำเข้าบัญชีตนเอง
2.เบิกเป็นเงินสดออกมาใช้ และ
3.ใช้ซื้อสินค้าในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
แท็กซี่แชมป์โบกไม่จอด-โขกราคา-ยอดปรับ 4 แสน
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
ฮอตไลน์ขนส่งร้อน-ร้องพุ่ง 1.5 พันราย แท็กซี่แชมป์โบกไม่จอด-โขกราคา-ยอดปรับ 4 แสน
นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ซึ่งเป็นโครงการของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อคุ้มครองผู้โดยสารให้ได้รับความเป็นธรรม ปรากฏว่า ในเดือนมกราคม "52 ที่ผ่านมา มีประชาชนโทรศัพท์เข้ามาร้องเรียนการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะกว่า 1,500 ราย หรือเฉลี่ยวันละกว่า 500 ราย โดยรถแท็กซี่ยังคงถูกร้องเรียนมากที่สุดถึงกว่า 900 ราย รองลงมาได้แก่ รถโดยสารประจำทาง ขสมก. และรถร่วมบริการ ขสมก. ได้รับการร้องเรียนเกือบ 400 ราย โดยกรมการขนส่งทางบกได้เรียกผู้ถูกร้องเรียนมาสอบสวนความผิดและลงโทษเปรียบเทียบปรับไปแล้วหลายราย นอกจากนี้ ยังได้ส่งผู้ตรวจการออกกวดขันจับกุมตามจุดที่ได้รับการร้องเรียน เพื่อควบคุมดูแลให้ผู้โดยสารได้รับบริการที่เป็นธรรมด้วย
"ในเดือนมกราคม "52 ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนทั้งสิ้น 1,524 ราย โดยรถสาธารณะที่ถูกประชาชนร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นรถแท็กซี่จำนวน 902 ราย ความผิดส่วนใหญ่ที่ถูกประชาชนร้องเรียน ได้แก่ การแสดงการปฏิเสธผู้โดยสาร แสดงกิริยาไม่สุภาพ ไม่ใช้มิเตอร์ค่าโดยสาร หรือเก็บค่าโดยสารเกินจากมิเตอร์ รองลงมา ได้แก่ รถโดยสาร ขสมก. และรถร่วมบริการ ขสมก. ได้รับการร้องเรียนจำนวน 396 ราย รถโดยสารบ.ข.ส. และรถร่วมบริการบ.ข.ส. จำนวน 79 ราย รถมินิบัสจำนวน 75 ราย รถตู้โดยสารจำนวน 38 ราย และรถโดยสารสองแถวจำนวน 28 ราย ความผิดส่วนใหญ่ที่ถูกประชาชนร้องเรียน ได้แก่ ขับรถประมาท ไม่จอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้าย และมีการเก็บอัตราค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่กำหนด ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้สั่งให้ดำเนินการเรียกตัวผู้ถูกร้องเรียนมาสอบสวนความผิดแล้วจำนวน 829 ราย และได้ดำเนินการลงโทษเปรียบเทียบปรับเป็นเงินจำนวนรวมทั้งสิ้น 444,605 บาท" นายชัยรัตน์กล่าว
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการดูและให้ผู้บริโภคและใช้บริการอย่างใกล้ชิด ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งผู้ตรวจการออกไปกวดขันจับกุมรถโดยสารสาธารณะตามจุดที่ได้รับการร้องเรียนเป็นประจำอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เช่น บริเวณหน้าศูนย์การค้า หน้าสถานศึกษา บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารหรือท่าอากาศยาน เป็นต้น โดยในเดือนมกราคม "52 จับกุมผู้กระทำผิดได้จำนวนทั้งสิ้น 103 ราย ลงโทษเปรียบเทียบปรับ ณ จุดตรวจ จำนวน 66 ราย คิดเป็นเงินค่าปรับจำนวน 7,200 บาท และออกคำสั่งผู้ตรวจการให้มาชำระค่าปรับอีกจำนวน 37 ราย โดยผู้ขับรถที่กระทำผิดซ้ำในข้อหาเดิมจะลงโทษสถานหนัก และบันทึกประวัติเพื่อเข้มงวดในการต่ออายุใบอนุญาตขับรถต่อไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริการรถโดยสารสาธารณะนั้น สามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ โดยโทรศัพท์ผ่านสายด่วน 1584 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร หรือทางโทรศัพท์หมายเลข 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง
หน้า 9 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNakUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
ฮอตไลน์ขนส่งร้อน-ร้องพุ่ง 1.5 พันราย แท็กซี่แชมป์โบกไม่จอด-โขกราคา-ยอดปรับ 4 แสน
นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ซึ่งเป็นโครงการของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อคุ้มครองผู้โดยสารให้ได้รับความเป็นธรรม ปรากฏว่า ในเดือนมกราคม "52 ที่ผ่านมา มีประชาชนโทรศัพท์เข้ามาร้องเรียนการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะกว่า 1,500 ราย หรือเฉลี่ยวันละกว่า 500 ราย โดยรถแท็กซี่ยังคงถูกร้องเรียนมากที่สุดถึงกว่า 900 ราย รองลงมาได้แก่ รถโดยสารประจำทาง ขสมก. และรถร่วมบริการ ขสมก. ได้รับการร้องเรียนเกือบ 400 ราย โดยกรมการขนส่งทางบกได้เรียกผู้ถูกร้องเรียนมาสอบสวนความผิดและลงโทษเปรียบเทียบปรับไปแล้วหลายราย นอกจากนี้ ยังได้ส่งผู้ตรวจการออกกวดขันจับกุมตามจุดที่ได้รับการร้องเรียน เพื่อควบคุมดูแลให้ผู้โดยสารได้รับบริการที่เป็นธรรมด้วย
"ในเดือนมกราคม "52 ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนทั้งสิ้น 1,524 ราย โดยรถสาธารณะที่ถูกประชาชนร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นรถแท็กซี่จำนวน 902 ราย ความผิดส่วนใหญ่ที่ถูกประชาชนร้องเรียน ได้แก่ การแสดงการปฏิเสธผู้โดยสาร แสดงกิริยาไม่สุภาพ ไม่ใช้มิเตอร์ค่าโดยสาร หรือเก็บค่าโดยสารเกินจากมิเตอร์ รองลงมา ได้แก่ รถโดยสาร ขสมก. และรถร่วมบริการ ขสมก. ได้รับการร้องเรียนจำนวน 396 ราย รถโดยสารบ.ข.ส. และรถร่วมบริการบ.ข.ส. จำนวน 79 ราย รถมินิบัสจำนวน 75 ราย รถตู้โดยสารจำนวน 38 ราย และรถโดยสารสองแถวจำนวน 28 ราย ความผิดส่วนใหญ่ที่ถูกประชาชนร้องเรียน ได้แก่ ขับรถประมาท ไม่จอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้าย และมีการเก็บอัตราค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่กำหนด ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้สั่งให้ดำเนินการเรียกตัวผู้ถูกร้องเรียนมาสอบสวนความผิดแล้วจำนวน 829 ราย และได้ดำเนินการลงโทษเปรียบเทียบปรับเป็นเงินจำนวนรวมทั้งสิ้น 444,605 บาท" นายชัยรัตน์กล่าว
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการดูและให้ผู้บริโภคและใช้บริการอย่างใกล้ชิด ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งผู้ตรวจการออกไปกวดขันจับกุมรถโดยสารสาธารณะตามจุดที่ได้รับการร้องเรียนเป็นประจำอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เช่น บริเวณหน้าศูนย์การค้า หน้าสถานศึกษา บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารหรือท่าอากาศยาน เป็นต้น โดยในเดือนมกราคม "52 จับกุมผู้กระทำผิดได้จำนวนทั้งสิ้น 103 ราย ลงโทษเปรียบเทียบปรับ ณ จุดตรวจ จำนวน 66 ราย คิดเป็นเงินค่าปรับจำนวน 7,200 บาท และออกคำสั่งผู้ตรวจการให้มาชำระค่าปรับอีกจำนวน 37 ราย โดยผู้ขับรถที่กระทำผิดซ้ำในข้อหาเดิมจะลงโทษสถานหนัก และบันทึกประวัติเพื่อเข้มงวดในการต่ออายุใบอนุญาตขับรถต่อไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริการรถโดยสารสาธารณะนั้น สามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ โดยโทรศัพท์ผ่านสายด่วน 1584 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร หรือทางโทรศัพท์หมายเลข 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง
หน้า 9 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNakUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
เกษตรฯขอครม.3 พันล.ยกชั้นผลไม้ไทย
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
เกษตรฯขอครม.3 พันล.ยกชั้นผลไม้ไทย
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เตรียมของบประมาณ 3,350 ล้านบาท จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประมาณเดือนมี.ค.52 เพื่อดำเนินการพัฒนาผลไม้เศรษฐกิจ 6 ชนิดของไทย ได้แก่ ทุเรียน ลำไย เงาะ มังคุด ลองกอง และ มะม่วง ตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (ปี"52-56) กำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าผลไม้เป็น 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2% มูลค่า 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีมูลค่า 90,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ตามแผน 5 ปี ดังกล่าว จะสามารถเพิ่มรายได้เกษตรกรจากการผลิตผลไม้คุณภาพเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาท/ปี และลดต้นทุนการผลิต 500 ล้านบาท/ปี เพิ่มรายได้จากผลไม้นอกฤดูเพิ่มขึ้น 1,750 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้ผลไม้ในฤดูกาลลดลง และราคาเพิ่มขึ้นอีก 1% หรือ 490 ล้านบาท/ปี และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้อีกครัวเรือนละ 3,000 บาท/ปี หรือเพิ่มมูลค่าผลไม้ 3,500 ล้านบาท/ปี และ เพิ่มมูลค่าส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์เป็น 40,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 5% จากปัจจุบัน 29,685 ล้านบาท
ทั้งนี้จะมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลผลไม้รายชนิด ตามกรอบกลยุทธ์ 4 ขั้นตอน คือ
1.พัฒนาคุณภาพผลผลิต ใช้งบ 690 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาการจัดการหลังการจัดเก็บ
2.พัฒนาตลาดภายในประเทศ ใช้งบ 260 ล้านบาท โดยเร่งกระจายผลไม้ออกจากแหล่งผลิตใหญ่ให้ได้ประมาณ 10% ในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุดพร้อมๆ กัน โดยการจัดจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรผ่านระบบสหกรณ์ 12,000 ตัน หากดำเนินการได้ จะทำให้ราคาผลไม้เพิ่มขึ้น 2 บาท/ก.ก.หรือ 24 ล้านบาท/ปี
3.พัฒนาตลาดเพื่อการส่งออก ใช้งบ 400 ล้านบาท โดยสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ เพิ่มปริมาณการส่งออกเป็น 12% จากเดิม 9% โดยจัดตั้งกระจายสินค้าผลไม้ 10 แห่ง ใน 4 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง และ
4.จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ใช้งบ 2,000 ล้านบาท เพื่อให้ได้ระบบฐานข้อมูลการผลิต การตลาดผลไม้ ที่เป็นเอกภาพ
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNekUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
เกษตรฯขอครม.3 พันล.ยกชั้นผลไม้ไทย
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เตรียมของบประมาณ 3,350 ล้านบาท จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประมาณเดือนมี.ค.52 เพื่อดำเนินการพัฒนาผลไม้เศรษฐกิจ 6 ชนิดของไทย ได้แก่ ทุเรียน ลำไย เงาะ มังคุด ลองกอง และ มะม่วง ตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (ปี"52-56) กำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าผลไม้เป็น 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2% มูลค่า 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีมูลค่า 90,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ตามแผน 5 ปี ดังกล่าว จะสามารถเพิ่มรายได้เกษตรกรจากการผลิตผลไม้คุณภาพเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาท/ปี และลดต้นทุนการผลิต 500 ล้านบาท/ปี เพิ่มรายได้จากผลไม้นอกฤดูเพิ่มขึ้น 1,750 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้ผลไม้ในฤดูกาลลดลง และราคาเพิ่มขึ้นอีก 1% หรือ 490 ล้านบาท/ปี และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้อีกครัวเรือนละ 3,000 บาท/ปี หรือเพิ่มมูลค่าผลไม้ 3,500 ล้านบาท/ปี และ เพิ่มมูลค่าส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์เป็น 40,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 5% จากปัจจุบัน 29,685 ล้านบาท
ทั้งนี้จะมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลผลไม้รายชนิด ตามกรอบกลยุทธ์ 4 ขั้นตอน คือ
1.พัฒนาคุณภาพผลผลิต ใช้งบ 690 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาการจัดการหลังการจัดเก็บ
2.พัฒนาตลาดภายในประเทศ ใช้งบ 260 ล้านบาท โดยเร่งกระจายผลไม้ออกจากแหล่งผลิตใหญ่ให้ได้ประมาณ 10% ในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุดพร้อมๆ กัน โดยการจัดจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรผ่านระบบสหกรณ์ 12,000 ตัน หากดำเนินการได้ จะทำให้ราคาผลไม้เพิ่มขึ้น 2 บาท/ก.ก.หรือ 24 ล้านบาท/ปี
3.พัฒนาตลาดเพื่อการส่งออก ใช้งบ 400 ล้านบาท โดยสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ เพิ่มปริมาณการส่งออกเป็น 12% จากเดิม 9% โดยจัดตั้งกระจายสินค้าผลไม้ 10 แห่ง ใน 4 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง และ
4.จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ใช้งบ 2,000 ล้านบาท เพื่อให้ได้ระบบฐานข้อมูลการผลิต การตลาดผลไม้ ที่เป็นเอกภาพ
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNekUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
3 ด.ปราบเทปผี 90%-บี้ผู้ผลิตลดค่าดาวน์โหลด
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
ลั่น 3 ด.ปราบเทปผี 90%-บี้ผู้ผลิตลดค่าดาวน์โหลด
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์ "รักไทย ใช้ของแท้" ชักชวนให้คนไทยใช้สินค้าของแท้ หยุดใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และได้ออกเดินรณรงค์ในบริเวณสยามสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยยกให้เป็นปัญหาระดับชาติ มีการตั้งคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำกับให้มีปราบปราม ให้มีผลอย่างเป็นรูปธรรม และในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินทางไปเยือนสหรัฐ เพื่อหารือกับผู้แทนการค้าของสหรัฐ แจ้งให้ทราบถึงแนวทางแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจังจากรัฐบาลไทย สำหรับปัญหาดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์จะเร่งปราบปราบอย่างจริงจัง เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจการผลิตภาพยนตร์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 130,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับประสบปัญหามีซีดีเถื่อนสูงมาก ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถเติบโตได้ ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงตั้งเป้าหมายภายใน 3 เดือน หวังลดปัญหาซีดีเถื่อนในประเทศให้ได้ 90% ทั้งการปราบปราม และการเจรจาให้ผู้ผลิต การดาวน์โหลดให้ปรับราคาลดลง เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าของแท้เพิ่มมากขึ้น และกำชับให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจังในการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หากข้าราชการใดหรือผู้กระทำความผิดซีดีเถื่อนจะถูกลงโทษหนักที่สุด
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdOREUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
ลั่น 3 ด.ปราบเทปผี 90%-บี้ผู้ผลิตลดค่าดาวน์โหลด
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์ "รักไทย ใช้ของแท้" ชักชวนให้คนไทยใช้สินค้าของแท้ หยุดใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และได้ออกเดินรณรงค์ในบริเวณสยามสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยยกให้เป็นปัญหาระดับชาติ มีการตั้งคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำกับให้มีปราบปราม ให้มีผลอย่างเป็นรูปธรรม และในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินทางไปเยือนสหรัฐ เพื่อหารือกับผู้แทนการค้าของสหรัฐ แจ้งให้ทราบถึงแนวทางแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจังจากรัฐบาลไทย สำหรับปัญหาดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์จะเร่งปราบปราบอย่างจริงจัง เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจการผลิตภาพยนตร์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 130,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับประสบปัญหามีซีดีเถื่อนสูงมาก ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถเติบโตได้ ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงตั้งเป้าหมายภายใน 3 เดือน หวังลดปัญหาซีดีเถื่อนในประเทศให้ได้ 90% ทั้งการปราบปราม และการเจรจาให้ผู้ผลิต การดาวน์โหลดให้ปรับราคาลดลง เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าของแท้เพิ่มมากขึ้น และกำชับให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจังในการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หากข้าราชการใดหรือผู้กระทำความผิดซีดีเถื่อนจะถูกลงโทษหนักที่สุด
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdOREUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)