วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

10 ข้อเสนอ หากประเทศไทย ไม่เปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ

10 ข้อเสนอ หากประเทศไทย ไม่เปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ
โดย :  บัณฑิต แป้นวิเศษ  เมื่อ : 27/04/2009 10:41 AM
นับแต่กระทรวงแรงงานได้จัดงานวันนัดพบแรงงานทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 20 - 21 มีนาคมที่ผ่านมา ย่อมมี นัยยะสำคัญของความต้องการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานประกอบการกับการเปิดการจ้างงานคนไทย และสถานประกอบการที่คนไทยไม่อยากทำว่ามีกิจการประเภทไหนบ้าง เพื่อตอบคำถามต่อการเปิดขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติรอบใหม่ที่จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดเสนอการประชุมของคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว(กบร.)ในวันที่ 20 เมษายน 2552

จากข้อมูลของเครือข่ายปฎิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) เครือข่ายองค์กรด้านแรงงานข้ามชาติ (MWG) และ รศ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงการเปรียบเทียบจำนวนแรงงานข้ามชาติที่ได้รับใบอนญาตทำงานตามมติ ครม. 2539 - 2551 พบว่า การอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติทำงานได้ตามกฎหมาย มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นหรือต่ำลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจที่ถูกกำหนดจากสภาวะการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความไม่มั่นคงในการกำหนดนโยบายของรัฐที่มีความไม่แน่นอน

ข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เดือนกันยายน 2551 ได้แสดงจำนวนแรงงานข้ามชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย 3 สัญชาติที่ขอใบอนุญาตทำงานตาม มติ ครม. มีเพียง 501,570 คน จากจำนวนนายจ้างที่แสดงความต้องการใช้แรงงานข้ามชาติมากถึง 1.2 ล้านคน เห็นได้ว่ามีจำนวนแรงงานข้ามชาติที่มีความต้องการขอใบอนุญาตแต่หายไปมากถึง 698,430 คน คิดเป็นร้อยละ 58.20 คิดเป็นงบประมาณรายได้ของแผ่นดินที่หายไปจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,654,034,000 ล้านบาทต่อปี

และเมื่อหันมามองข้อมูลการรายงานจำนวนแรงงานข้ามชาติปัจจุบันขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
(ILO) สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ที่ประมาณการว่ามีแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยถึง 2 ล้านคน และทำงานในงาน 3 เสี่ยง คือ เสี่ยงสกปรก เสี่ยงอันตราย เสี่ยงความยากลำบาก เมื่อนำตัวเลขการอนุญาตทำงานปี 2551 มาลบกับตัวเลขของ ILO และ TDRI จะมีแรงงานที่หายไปมากถึง 1,498,430 คน เห็นรายได้ที่เป็นงบประมาณแผ่นดินที่หายไปมากถึง 5,694,034,000 ล้านบาท? ซึ่งเป็นตัวเลขงบประมาณมหาศาลที่ตกอยู่ในมือของพวกค้ามนุษย์ ผู้มีอิทธิพล และข้าราชการบางคน บางกลุ่ม ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องมีมาตรการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ทำงานและอาศัยอยู่อย่างไม่ถูกกฎหมายเข้าสู่ระบบ เพราะถ้าไม่เร่งปฎิบัติการเปิดให้แรงงานข้ามชาติที่ทำงานอยู่แล้วในประเทศไทยที่ไม่มีใบอนุญาตได้ขึ้นมา มีใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดังข้อเสนอ 10 ข้อของเครือข่ายปฎิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) เครือข่ายองค์กรแรงงานข้ามชาติ (MWG) กล่าวคือ

  1. ประเทศไทยไม่สามารถจัดการด้านการบริหารแรงงานข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่ทราบข้อมูลจำนวนแรงงานที่มีอยู่ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงได้ การจดทะเบียนอย่างเปิดกว้างจะทำให้รัฐทราบจำนวนตัวเลขที่แท้จริงเพื่อนำไปสู่การจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแรงงานไม่สามารถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนได้ ในหลายภาคการผลิต เช่นประมงทะเล อุตสาหกรรมต่อเนื่องประมงทะเล และอื่นๆ ที่ยังมีความต้องการแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ประสบอยู่นี้ แรงงานดังกล่าวมีส่วนช่วยในการฟื้นตัวด้านเศรษฐิจของประเทศในภาคการผลิตดังกล่าวที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น ในปี 2549 ได้มีการสำรวจโดยสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวถึงความต้องการจ้างแรงงานข้ามชาติจากผู้ประกอบการมีมากถึง 1,333,703 คน แต่ในปีนั้นมีการออกใบอนุญาตทำงานเพียง 460,014 คน เท่านั้น จึงเป็นที่มาของการจ้างแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน เนื่องจากพบว่าไม่สามารถหาแรงงานไทยทดแทนความต้องการจ้างงานในภาคการทำงานเหล่านี้ได้ซึ่งเป็นงานเสี่ยงอันตราย สกปรก และแสนลำบาก อีกทั้งค่าแรงต่ำ

    อีกตัวอย่างเป็นข้อมูลล่าสุดในด้านความต้องการจำนวนแรงงานในจังหวัดสมุทรสาครระหว่างปี 2547 - 2551 ตามแผนภูมิรูปภาพด้านล่าง
  1. การดำเนินการเปิดให้จดทะเบียนเพื่อนำแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่จริงเข้าสู่ระบบนั้นยังเพิ่มงบประมาณแผ่นดินจากการเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและประกันสุขภาพ เพื่อนำมาใช้บริหารจัดการในประเด็นแรงงานต่างด้าวทั้งในด้านสาธารณสุข การควบคุมโรค การศึกษา และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
  2. การถูกเพ่งเล็ง และการคว่ำบาตรทางการค้าจากประเทศคู้ค้า โดยข้ออ้างในเรื่องการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย การใช้แรงงานเด็ก และการไม่คุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในกรณีของภาคต่อเนื่องประมงทะเลในช่วงที่ผ่านมา
  3. ปัญหาการค้ามนุษย์ที่ไม่อาจแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าสู่ระบบการทำงานอย่างถูกกฏหมาย ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงเรื่องความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ และมีการจัดทำรายงานสถานการณ์ประจำปี ล่าสุดประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 2 หมายถึง "มีการดำเนินงานพอใช้ได้ ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่าน" หากประเทศไทยไม่มีการพัฒนาอันดับหรือถูกจัดลำดับลดลงจะเป็นที่อับอายในประชาคมโลก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงการได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศในด้านการพัฒนาอีกด้วย
  4. แรงงานที่ไม่ขึ้นทะเบียนจะขาดข้อมูลตัวบุคคลในระบบฐานข้อมูลประเทศ ทำให้ไม่สามารถติดตามหรือระบุตัวบุคคลเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่นกรณีภัยพิบัติ ยกตัวอย่างเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้น ทางการไม่สามารถดำเนินการช่วยเหลือหรือระบุผู้เสียชีวิตแก่ประชากรกลุ่มนี้ได้
  5. ปัญหาเรียกรับสินบน หรือการคอรัปชั่นในพื้นที่และระบบรีดไถ โดยข้าราชการ นายหน้า นายจ้างซึ่งอาศัยช่องทางของการมีแรงงานที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนเข้ามาแสวงหาประโยชน์ เช่นการจัดทำเอกสารปลอมซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย อีกทั้งเป็นช่องทางแก่ขบวนการนายหน้าและนำพาแรงงานข้ามชาติเข้าเมืองผิดกฏหมาย เช่นกรณีแรงงานข้ามชาติเสียชีวิตและบาดเจ็บระหว่างการเดินทาง จังหวัดระนอง ทำให้ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์ในประชาคมระหว่างประเทศ
  6. ปัญหาการควบคุมโรค เพราะแรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าไปใช้บริการสาธารณสุข และยังต้องอยู่อย่างหลบซ่อนทำให้เกิดการยากต่อการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดต่อ
  7. ปัญหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเกิดจากแรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงกลไกการคุ้มครองตามกฎหมายเนื่องจากไม่มีสถานะทางกฎหมาย เช่น ไม่สามารถแจ้งความ หรือเป็นพยานในชั้นศาลได้ เป็นต้น
  8. เนื่องจากแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่มาจากประเทศพม่าซึ่งมีปัญหาการเมืองภายในและการละเมิดสิทธิมนุษยชน มาตรการผลักดันส่งกลับเพียงอย่างเดียว ทำให้แรงงานที่ไม่สามารถกลับประเทศต้นทางอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในประเทศต้นทาง เกิดการหลบซ่อนในประเทศไทยมากขึ้น และกลับเข้าสู่วงจรการลักลอบเข้าเมืองและอาศัยอยู่อย่างผิดกฏหมายเช่นเดิม

จากภาพรวมสถานการณ์ผลกระทบ 10 ข้อที่ได้กล่าวมาในข้างต้น น่าจะทำให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานที่มีนายไพฑูรย์ แก้วทองเป็นรัฐมนตรี ได้หันมาเหลียวมองการเปิดให้แรงงานข้ามชาติได้มีโอกาสขอใบอนุญาตทำงานอย่างถูกกฎหมายในจำนวนตัวเลขที่หายไป ขณะเดียวกันรัฐบาลจะมีเม็ดเงินที่เป็นงบประมาณจำนวนมากได้เข้ามาช่วยให้รัฐบาลได้มีเม็ดเงินบริหารประเทศ ในภาวะของการขาดแคลนเงินทุน เพื่อกู้เศรษฐกิจให้กลับคืนมาอย่างมั่นคง พร้อมกับเป็นการสร้างภาพลักษ์ในระดับสากลต่อการไม่ตกเป็นประเทศที่มีการใช้แรงงานทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะส่งผลด้านบวกในด้านการค้าและการเมืองระหว่างประเทศระดับสากล

ขณะเดียวกันรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานและคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว (กบร.) น่าจะถือโอกาสมอบการเปิดขอใบอนุญาตทำงานที่ถูกกฎหมายให้เป็นของขวัญ "1 พฤษภาคม 2552 วันแรงงานแห่งชาติ" ที่จะถึงนี้ เพราะการอยู่ การกิน การใช้จ่ายที่ราคาถูก ของพวกเราทุกคนกว่าร้อยละ 70 - 80 ได้อาศัยน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาจริงๆ


บัณฑิต แป้นวิเศษ
โครงการปกป้องลูกสาว มูลนิธิเพื่อนหญิง
จาก CBNA ฉบับที่ 19 (21 เมษายน 2552)

 
 
http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1177

แถลงการณ์เนื่องในวันกรรมกรสากล ปี ๒๕๕๒ โดย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)

แถลงการณ์เนื่องในวันกรรมกรสากล ปี ๒๕๕๒
โดย : สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)(1/05/2009 11:02 AM)

การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากการเป็นแรงงานทาสได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในปลายศตวรรษที่ ๑๘ การเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ให้ลดชั่วโมงการทำงานลงได้เริ่มขยายวงกว้างลุกลามไปในหลายประเทศทั้งยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และมีการนัดหยุดงานในอเมริกาหลายพันครั้งในช่วงปี ค.ศ.๑๘๘๔ ถึง ๑๘๘๖ และในวันที่ ๑ พฤษภาคม ค.ศ.๑๘๘๖ ได้จัดให้มีการชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้ลดชั่วโมงการทำงานลงให้เหลือวันละ ๘ ชั่วโมง ซึ่งมีคนงานเข้าร่วมชุมนุมเดินขบวนนับแสนคน

ขบวนการแรงงานในแคนาดา อเมริกา และประเทศต่างๆ ในยุโรป ได้พร้อมใจกันชุมนุมเดินขบวนเรียกร้องเพื่อให้มีการลดชั่วโมงทำงานลงอีกครั้งในวันที่ ๑ พฤษภาคม ค.ศ.๑๘๙๐ ขณะนั้นการนัดหยุดงานของคนงานในแทบทุกกิจการอุตสาหกรรมได้ขยายกว้างไปทั่วโลก และจากการต่อสู้อย่างมีจิตสำนึกทางชนชั้น เพื่อปลดปล่อยตนเองจาการถูกกดขี่ขูดรีดจากพวกนายทุนทั่วโลกนี้เอง ที่มีผลให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกยอมรับและออกกฎหมายประกาศใช้ระบบสามแปด คือ ทำงานวันละ ๘ ชั่วโมง พักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้วันละ ๘ ชั่วโมง ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจึงได้ร่วมกันกำหนดให้วันที่ ๑ พฤษภาคม ๑๘๙๐ เป็น ?วันกรรมกรสากล? ครั้งแรก จนถึงปัจจุบัน ให้ถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันสำคัญของชนชั้นกรรมชีพทั่วโลก และนี่คือที่มาของคำกล่าวที่ว่า "ชนชั้นกรรมชีพทั้งผอง คือพี่น้องกัน"

เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาองค์กรแรงงานต่างๆ ได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นเป็นประจำในวันที่ ๑ พฤษภาคม ของทุกปี และมีการยื่นข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลเป็นประจำทุกปีอันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งมีรูปแบบการจัดงานและรูปแบบของกิจกรรมที่หลากหลายกันออกไป โดยวันกรรมกรสากล ปี ๒๕๕๒ นี้ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้เสนอข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล ประจำปี ๒๕๕๒ ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาข้อเรียกร้องดังกล่าวของผู้ใช้แรงงานและนำไปสู่แนวทางในการปฏิบัติเพื่อตอบสนอง โดยข้อเรียกร้องหลักประกอบด้วย

๑. การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนงาน
๑.๑. ให้กระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสถานประกอบการที่มีปัญหา
๑.๒. กระทรวงแรงงานต้องตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ไม่ได้รับค่าชดเชย
๒. ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ฉบับเดียว (ฉบับขบวนการแรงงาน)
๓. ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับบูรณาการร่วมของผู้ใช้แรงงาน)
๔. รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยให้รัฐบาลมีนโยบายในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีศักยภาพพร้อมในการให้บริการแก่ประชาชน กระทรวงการคลังต้องจัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ และส่งเสริมให้มีผู้แทนของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ในคณะกรรมการกำกับนโยบายในรัฐวิสาหกิจ (ระดับชาติ) และให้มีผู้แทนของสหภาพแรงงานในคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง
๕. รัฐต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และ ๙๘
๖. ประกันสังคม ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม มีความโปร่งใส มีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และขยายการคุ้มครองไปสู่แรงงานนอกระบบ
๗. ให้รัฐตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่จะได้รับผลกระทบจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของแต่ละกองทุน

นอกจากนี้ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ขอติดตามข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นเสนอติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง ที่ถือว่าเป็นประเด็นสืบเนื่องในการคุ้มครองสิทธิแรงงานอันประกอบด้วย

๑. กรณีค่าจ้างที่เป็นธรรม
๒. ประเด็นการคุ้มครองสิทธิแรงงาน
๓. การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ
๔. การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ
๕. ประเด็นสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ
๕.๑. ประเด็นสุขภาพโดยรวม
๕.๒. ประเด็นเอชไอวี/เอดส์
๖. การคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ "ผู้ติดเชื้อต้องมีสิทธิทำงานได้"

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เสนอข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล พ.ศ.๒๕๕๒ ในประเด็นข้อเรียกร้องหลัก ๗ ประเด็น และประเด็นสืบเนื่องอีก ๖ ประเด็น ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อได้พิจารณาให้ความเห็นชอบตามข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยหวังว่าจะได้รับความเห็นชอบและดำเนินการจากนายกรัฐมนตรีในทุกกรณีที่นำเสนอ

 

แถลงเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ๐-๒๕๓๗-๘๙๗๓
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ๐-๒๖๕๔-๗๖๘๘

http://www.thaingo.org/board_2/view.php?id=1517

ภาวะ "สื่อท่วมหัว" ข้อเท็จจริงที่ไม่รู้จะเชื่อใคร

ภาวะ "สื่อท่วมหัว" ข้อเท็จจริงที่ไม่รู้จะเชื่อใคร
โดย : ทีมงาน ThaiNGO   เมื่อ : 29/04/2009 12:25 PM
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง การนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ จึงนำมาทั้งหมดข้อเท็จจริงที่หลากหลายนำมาซึ่งการกระอักกระอวลใจของผู้รับสื่อว่าอะไรคือข้อเท็จจริงกันแน่ สภาวะที่สื่อท่วมหัวเช่นนี้นำมาสู่ข้อสังเกตว่าจริงๆ แล้วสื่อที่เรารับอยู่ในปัจจุบันเป็นส่วนสร้างความขัดแย้งให้ขยายวงกว้างหรือไปหรือไม่ หรือความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลพวงมาจากการเอียนเอียงของสื่อหรือไม่ซึ่งเป็นคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

วงเสวนา "สื่อท่วมหัวเอาตัวให้รอด" เป็นวงหนึ่ง ที่ตั้งคำถามว่า สื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพข่าวให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่? แล้วคนเสพสื่อควรที่จะอยู่อย่างไรท่ามกลางกระแสสื่อที่โหมเข้ามาหลายๆ ด้านโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความของคนผลิตสื่อ ทำอย่างไรจะรู้ว่าความจริงในข่าวมีมากน้อยแค่ไหนมากน้อยแค่ไหน จะเอาตัวรอดจากความจริงที่หลากหลายได้อย่างไรแล้วสื่อจะรับผิดชอบอย่างไรกับสื่อที่ออกสู่สาธารณะและคนเสพสื่อ

"มนุษยชาติมีองค์ความรู้ว่า การมีจรรยาบรรณของวิชาชีพ ที่จะพูดอะไรอย่างไร แค่ไหนที่ไม่ใช่การปลุกระดม ปัญหาคือความจริงคืออะไรมันเป็นปัญหาทางปรัชญาที่ถกเถียงกันมาก มันยากที่จะบอกว่ามันคืออะไร พอเราคิดเราจะเห็นความจริงอีกแบบหนึ่ง ความจริงมันเลื่อนไหลง่ายมากอยู่ที่ว่าใครจะมีอำนาจว่าอะไรคือความจริง คนที่ผิดจากความจริงก็คืออาชญากร ปัญหาคือใครล่ะเป็นคนกำหนดความจริง พวกเราไม่ได้ถูกบังคบให้เชื่ออีกแล้วเมื่อเราได้เห็นมากๆมันก็เกิดการสับสนไม่มีที่ยึดเหนี่ยวแล้วก็จะอ้างว้าง มันก็จะเกิดความจริงในใจเรา การปะทะกันหลายอย่างมันไม่ได้เกิดขึ้นเองแต่มันเกิดเพราะสื่อ สื่อได้ทำความเข้าใจไหมว่าจริงแล้วตนเองก็มีส่วนสร้างความรุนแรงด้วยเช่นกัน

การเอารถไปเผาแถวนางเลิ้งเท่ากับจะเผาชุมชนนางเลิ้งหรือเปล่าแต่สื่อตีความว่ากำลังเผาซึ่งเกินกว่ามาก ความปลุกปั่นแบบนี้แหละมันทำให้เกิด 6 ตุลาขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราอยู่ในอัฟกานิสถานหน้าที่ของสื่อคือไม่ใช่รุมยำตาลีบัน หน้าที่ของสื่อก็คือเขาถึงตาลีบันและเอาเสียงตาลีบันออกมาเพื่อจะเยียวยาความโกรธแค้นของเขาว่าทำไมถึงพลีชีพ เราถึงจะอยู่ด้วยกันโดยสันติ แต่ประเทศไทยไม่ใช่นี่เรากำลังเข้าข้างคนที่ถืออาวุธ รัฐไม่กล้าใช้อาวุธแต่เราปลุกระดมความเกลียดชังของชาวบ้านมาปะทะกันแล้วให้รัฐใช้อาวุธ แต่ผมไม่คิดว่าสื่อไม่มีเจตนาที่ไม่ดีแต่ผมว่าสื่อโง่ ราคาของความฉลาดขึ้นคือเลือดและน้ำตา มันเป็นอย่างนี้มา 30 ปี"
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการหนังสือประชาไทออนไลน์ กล่าว

นอกจากนั้นสิ่งว่าจรรยาบรรณแล้วในฐานะสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นแขนงต่างๆ แล้ว ความเป็นกลางยังเป็นอีกประเด็นหนึ่งว่ามันอยู่ตรงไหนอย่างไร แล้วในสถานการณ์ที่ไม่รู้ใครเป็นใคร การวัดมาตรฐานความเป็นกลางจึงถูกตั้งคำถามขึ้นมาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าหากไร้ซึ่งความเป็นกลางแบบมาตรฐานเดียวสื่อก็ไม่ต่างอะไรกันสิ่งที่ยั่วยุเสี้ยมคนในสังคมให้ปะทะกัน

"ในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนที่เปิดทีวีดูก็อาจจะคาดหวังว่าจะมองดูได้อย่างรอบด้าน เป็นพื้นที่ของคนทุกกลุ่มหรือไม่ ดังนั้นเมื่อไม่ใช้พื้นที่ของคนทุกกลุ่มคนที่ดูจึงค่อนข้างที่จะผิดหวังกับทีวี ภาพข่าวซ้ำๆ และเนื้อหา สกู๊ปที่มันแตกต่างก็ไม่มี สื่อเหมือนปลาที่มองไม่เห็นน้ำเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็อยากไปทำ โดยไม่ได้ดูว่าช่องต่างๆ ก็คล้ายๆ กันไม่มีความหลากหลาย สื่อไม่มีประเด็นท้าทาย ประเด็นที่แปลกออกไปก็ไม่มีโอกาสนำเสนอ

ข้อจำกัดของสื่อคือแหล่งข่าวที่จะตามได้คือสื่อของรัฐที่ออกมาให้ข่าว ทั้งหมดเป็นข้อจำกัดของสื่อที่ทำให้ข่าวที่ออกมาทำไม่ได้ และที่สำคัญข่าวทุกข่าวมันไม่มีความเป็นกลาง ทุกสำนักย่อมมีความเชื่อของตัวเองอยู่แล้ว พอข้อมูลมันล้นทะลักมันก็ไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม ความจริงมันเยอะไปหมด สุดท้ายก็พยายามนำเสนออะไรที่มันเป็นจริงก็ซ้ำกับช่องอื่น ส่วนความเป็นกลางไม่มีอยู่แล้วเพียงแต่ต้องนำเสนอความถูกต้อง ซึ่งก็ไม่รู้อีกว่ามันถูกต้องที่ว่านี้คืออะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่สื่อทำได้คือเสนอข่าวให้รอบด้านมากที่สุด แต่มันก็ไม่สามารถยืนยันความเป็นกลางของตัวเองได้ เพราะไม่รู้ว่าความเป็นกลางคืออะไร"
ทอแสงรัศมี ถีระแก้ว ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย กล่าวอย่างน่าสนใจ

เมื่อเราเสพสื่อมากๆ ไม่ว่าโง่หรือฉลาดสุดท้ายมันทำให้เราเกิดอารมณ์บางอย่างขึ้น บางครั้งทำให้เราฉุกคิดว่าจะเลิกรับสื่อไม่ว่าจะเป็นกลางหรือไม่ หรือสุดท้ายคนเราก็ต้องกลับมามองที่หัวใจเหมือนเดิม มากกว่ามองที่ตัวสถานการณ์ความขัดแย้งที่ปล่อยให้ตัวเองไหลไปสู่ความขัดแย้งตรงนั้น โดยไม่กลับมาดูว่าท้ายที่สุดแล้ว การกลับมามีความสัมพันธ์เบื้องต้นที่เราต้องการคือใส่ใจดูแลกัน

"ตอนนี้อยู่ในวิกฤติจริงๆ เลย และไม่มีคำตอบว่าจะจัดการอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น คำตอบอย่างที่ว่าก็กลายเป็นจินตนาการไป ซึ่งวิธีเดียวที่เห็นว่าเป็นทางออกที่สุดคือ สื่อมันเชื่อถือไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นสื่อชาวบ้านหรือสื่อรัฐ แต่มันยังมีศาสนาของแต่ละประชาชนที่ยังน่าจะใช้ประโยชน์ให้ได้มาก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระไพศาลมาออกทีวีมาพูดถึงศาสนาที่ถูกต้องเข้มแข็ง เพราะสื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนามักเชื่อได้มากกว่าคือไม่พูดถึงรายละเอียด ณ เวลานั้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้มันมีจุดจุดเชื่อมโยงเยอะแยะไปหมดเลย แต่พูดถึงหัวหัวใจของศาสนาที่มาอย่างบริสุทธิ์ใจ เราก็จะได้หัวใจแท้ๆของมันที่ขยายมาแก้ปัญหาในเวลาต่อมาได้ แต่ทุกวันนี้เราไม่พยายามแก้ปัญหาที่หัวใจเรามักแก้ปัญหาที่รายละเอียด ซึ่งผมว่ามันซับซ้อนเกินมันยุ่งยากเกิน"
มาโนช พุฒตาล นักจัดรายการวิทยุและศิลปิน กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากทางออกของปัญหาในการทบทวนบทบาทของสื่อแล้ว การเอาตัวเองให้รอดจากการปลุกปั่นทั้งกระแสสื่อและห้วงของความขัดแย้งให้ได้ดูเหมือนเป็นส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ถึงแม้สื่อจะเสนอทางเลือกให้เรารับไม่กี่ทางที่สำคัญที่สุด มันก็อยู่ที่ตัวผู้รับสื่อเองว่าจะเชื่อในระดับใดและจะมองให้รอบด้านได้อย่างไร

"คนเรามันต้องมีสามัญสำนึก สามัญคือธรรมดาสำนึกคือนึก นึกแบบธรรมดาๆ ที่ปถุชนพึงเป็น สามัญสำนึกน่าจะช่วยได้เยอะในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางแย่งชิงพื้นที่สื่อหรือนักการเมือง แต่ทีนี้มันก็มีปัญหาว่าเราจะเอาสามัญสำนึกที่มันเหมาะสมมาจากไหน ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกชักจูงไป ใช้ต้นทุนเดิมคือสามัญสำนึกช่วยกล่อมเกลาให้ตนเองเข้าใกล้ความถูกต้องเหมาะสม เพราะบางครั้งบางที่ความจริงก็เป็นสิ่งอันตราย สื่อมันยกฐานะจนเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เราพยายามอยู่ห่างจากมันนิดหนึ่งก็ได้ เราใช้ชีวิตแบบประชดประชันกันมากเกินไปคือเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา หลายครั้งเรามักจะประชดประชัน ปัญหาเรื่องสื่อมันยังพอแก้ไขได้ คือคนที่ทำข่าวต้องมีความเข้าใจจริงๆในแต่ละเรื่องที่ตัวเองต้องนำเสนอไม่ใช่ บก.สั่งแล้วก็จบ นักข่าวไม่ได้ลงลึกถึงขนาดนั้นมันจึงเป็นปัญหา นักข่าวจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีภูมิว่าปัญหาทางการเมืองมันคืออะไร หรือปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยมันเกิดจากอะไร แค่เสนอว่าเกิดอะไรมันไม่พอถ้ารู้แค่นั้นคนรับตกเป็นเหยื่อเลย เพราะกำลังจะสร้างว่าอะไรจะเป็นข่าว แต่ถ้านักข่าวมีความรู้ลึกซึ้งมีพื้นฐาน อันนี้มันน่าจะช่วยสังคมได้เยอะ แต่กลับเน้นที่ใครออกก่อนยิ่งเร็วมันก็ยิ่งพลาด" มาโนช พุฒตาล กล่าวย้ำ

"เราเรียนรู้ได้ที่จะอยู่กับความกดดันอย่างไรและเราจะผ่อนคลายมันอย่างไร เมื่อเข้าใจเราจะเห็นความจริงมากขึ้น ความจริงจะยกระดับมากขึ้นยิ่งจริงกว่าๆ จนวันหนึ่งจะพบว่าไม่มีอะไรจริงเลย มันก็จะหายเครียด ไม่จำเป็นต้องหนีการเรียนรู้แต่เห็นด้วยว่าควรต้องพักแล้วค่อยมารับรู้เพื่อการมีสติมากขึ้น เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เครียดได้มันจะทำให้เรารับได้กับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้" ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข กล่าวเสริม

สิ่งหนึ่งที่เราควรจะมีคือสติในการไตร่ตรองให้รอบคอบ ทั้งคนที่เป็นสื่อและผู้รับสื่อ ในการนำเสนอเรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และรับฟังหลายด้านแล้วจะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ต้องดูหลากหลายฝั่งมันจะช่วยบอกเราว่าระหว่างบรรทัดความจริงมันอยู่ตรงไหน มันอาจไม่มีความจริงมากหรือแม้แต่สื่อโกหกทุกเรื่องมันก็มีความจริงอยู่ในนั้น


ทีมงาน
ThaiNGO

มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org

29 เุ์มษายน 2552

 
http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1174

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2552 เวลา 08.30 - 16.30 น. ณ ห้องประชุมจุมภฎ - พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4

13 พ.ค. เวทีสังเคราะห์และบูรณาการความรู้ ชนบทกับเมือง : จากความเหลื่อมล้ำสู่ความร่วมมือ

โครงการความเคลื่อนไหวเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติฯ

เวทีสังเคราะห์และบูรณาการความรู้

ชนบทกับเมือง : จากความเหลื่อมล้ำสู่ความร่วมมือ

 

เวลา 08.30 – 16.30 น. วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2552

ณ ห้องประชุมจุมภฎ – พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4

อาคารประชาธิปก - รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 

08.30-09.00 น. ลงทะเบียน

09.00-09.10 น.              แนะนำโครงการจีเอ็นเอชฯ

09.10-10.00 น.             ศ.ดร.อานันท์  กาญจนพันธ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ภาคชนบท “พื้นที่ความรู้เชิงซ้อนระหว่างชนบทกับเมือง: มองผ่านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและมิติทางวัฒนธรรม”

ผศ.สุรัตน์  โหราชัยกุล ผู้ดำเนินรายการ

 

10.00-10.15 น.              พักรับประทานอาหารว่าง

 

10.15-10.30 น. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ * รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

                  “การปฎิรูปเศรษฐกิจเพื่อการเชื่อมโยงภาคเมืองกับชนบท”

 

10.30-12.30 น.  การอภิปรายโดยผู้ปฎิบัติการทางสังคม

คุณชัชวาล ทองดีเลิศ* วิทยาลัยการจัดการทางสังคม

ดร.นิตยา  กิจติเวชกุล*  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

คุณสมคิด มหิศยา*  มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

และ การซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวที

12.30-13.30 น.  พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.30-13.45 น.  คุณอภิรักษ์  โกษะโยธิน* ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (อดีตผู้ว่าฯ กทม. 2546-2551) ปาฐกถานำ

 

ภาคเมือง “วิถีสีเขียวร่วมกัน”

13.45-14.30 น. ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “วิถีเมืองที่เกื้อกูลชนบท”

14.30-15.15 น. อภิปรายแลกเปลี่ยน เรื่อง ความร่วมมือระหว่างเมืองกับชนบท ดำเนินรายการโดย                    คุณกรรณิการ์   กิจติเวชกุล 

“มาบตาพุด  ความหวังของชุมชนท่ามกลางกระแสการพัฒนา”

โดย  ผู้นำชุมชนมาบตาพุด และมูลนิธินโยบายสุขภาวะ

 

“ตลาดสีเขียว และการค้าที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต และชุมชน”

โดย เครือข่ายตลาดสีเขียว และบริษัทสังคมสุขภาพ

และเครือข่ายผู้ปฏิบัติการจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมอภิปราย

 

15.15-15.30 น.  พักรับประทานอาหารว่าง

15.30-16.20 น.  การซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวที

16.20-16.30 น. ดร.นฤมล อรุโณทัย  รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปิดและมอบของที่ระลึกแก่วิทยากร

* กำลังประสานวิทยากร

11 พ.ค. เวลา 07.30 - 13.00 น ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น ๒.งานวันปรีดี ประจำปี 2552

11 พ.ค. งานวันปรีดี ประจำปี 2552

กำหนดการ 
งานวันปรีดี  ประจำปี  ๒๕๕๒ 

พฤษภาคม  ๒๕๕๒

ณ  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์ 

 

 

ณ  บริเวณลานปรีดี  พนมยงค์  หน้าตึกโดม 

เวลา ๐๗.๐๐  น. -ลงทะเบียน (บริการตนเองด้วยเครื่องดื่มและอาหารว่าง)

เวลา ๐๗.๓๐  น. -พิธีสักการะอนุสาวรีย์ด้วยพานพุ่มดอกไม้ (จากวัสดุธรรมชาติ) 

ณ  บริเวณหน้าตึกโดม 

เวลา  ๐๘.๔๕  น. -พิธีถวายสังฆทานพระสงฆ์  ๑๐  รูป 

ณ  ห้องประชุมสัญญา  ธรรมศักดิ์  ตึกโดม ชั้น ๒ 

เวลา ๙.๑๕  น. -พิธีมอบรางวัลทุนการศึกษา  “ทุนปาล  พนมยงค์” โดย ทายาทของ

                                  ศาสตราจารย์  ดร.ปรีดี  พนมยงค์-ท่านผู้หญิงพูนศุข  พนมยงค์

เวลา ๙.๓๐  น. -ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ปรีดี  พนมยงค์  กับพระพุทธศาสนา”

                    โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี  (ว.วชิรเมธี)

                  -แถลงข่าว  การจัดงานในวาระครบรอบ ๑๑๐ ปี ชาตกาล

        รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ 

ณ  บริเวณหลังตึกโดม 

เวลา  ๑๑.๓๐  น. -รับประทานอาหารกลางวัน

เวลา ๑๓.๐๐  น. -เสร็จพิธี 
 

วันที่ 2-3 พฤษภาคม 2552 ณ วัดใต้ บ้านใหญ่ ต.เมืองคง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

ปุ๋ย ลำน้ำ สืบจิตใจการต่อสู้เพื่อคนจน
 

ใบบอกบุญ

ปุ๋ย ลำน้ำ สืบจิตใจ การต่อสู้เพื่อคนจน

จวบจนน้ำมูนเหือดแห้ง บ่ลืมเจ้าผู้จากไป

ในวาระการจากไปของปุ๋ย-นันทโชติ ชัยรัตน์และลูกชาย ลำน้ำ-เด็กชายไกรพล ชัยรัตน์ ด้วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ได้เวียนมาครบรอบ 1 ปี ดังนั้นเพื่ออุทิศแผ่ส่วนบุญกุศลให้แด่ผู้ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการสืบจิตใจการต่อสู้เพื่อคนจนของผู้จากไปที่ได้ทำงานเพื่อสังคมมาตลอด ครอบครัวชัยรัตน์และพี่น้องสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา เขื่อนราษีไศล จึงกำหนดจัดงานรำลึก “ปุ๋ย ลำน้ำ สืบจิตใจการต่อสู้เพื่อคนจน” ขึ้นในวันที่ 2-3 พฤษภาคม 2552 ณ วัดใต้ บ้านใหญ่ ต.เมืองคง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

คณะเจ้าภาพจึงบอกบุญมายังท่านผู้ศรัทธา และผู้ระลึกถึงปุ๋ย และ ลำน้ำ ร่วมทำบุญร่วมกันในวันดังกล่าว


กำหนดการ

วันที่ 2 พฤษภาคม 2552

13.00-14.00 น. รำลึกเจตนารมณ์นันทโชติ ชัยรัตน์

โดย ตัวแทนชาวบ้านที่ร่วมเรียกร้องสิทธิ์จากเขื่อนราษีไศล ,เขื่อนหัวนา,เขื่อนสิรินธร,เขื่อนปากมูล,อาจารย์ธีรพล อันมัย,สถิต ยอดอาจ,ปราณี มัคนันท์, ดำเนินรายการโดยคุณสดใส สร่างโศรก

14.00-17.00 น. เวทีเสวนา “ทิศทางขบวนการประชาชน”

โดย คุณสุนีย์ ไชยรส คุณวีระพล โสภา

คุณไพโรจน์ พลเพชร คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

คุณกิ่งกร นรินทร ณ อยุทธยา อาจารย์พฤกษ์ เถาว์ถวิล

ดำเนินรายการโดย อาจรย์สุรสม กฤษณะจูฑะ

17.00-18.00 น. รับประทานอาหารเย็น

18.00 น. สวดมงคลเย็นแด่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

19.00-20.00 ธรรมกถา “อุดมคติในการทำงานเพื่อสังคม” โดย แม่ชีอูฐ วัดป่ามหาวัน จ.ชัยภูมิ

      1. สุนทรกถา โดยผู้อาวุโสผู้มีเกียรติเข้าร่วมในงาน สลับกับเวที

วัฒนธรรมของพี่น้องในเครือข่าย

วันที่ 3 พฤษภาคม 2552

06.00 -10.00 พิธีทำบุญแด่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

ถวายภัตตาหารเช้า และถวายสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ แด่ปุ๋ย ลำน้ำและนักสู้แห่งลุ่มน้ำมูน

10.00 น. กล่าวคำรำลึกแด่นักสู้แห่งลุ่มน้ำมูน เป็นอันเสร็จพิธี

http://www.prachatai.com/05web/th/calendar/view.php?cid=1600&myCalendarDate=2009-05-01&page=

1 พ.ค. เชิญร่วมงานวันกรรมกรสากล

1 พ.ค. เชิญร่วมงานวันกรรมกรสากล

สามัคคีกรรมกร  ต้านทุนนิยมครอบโลก

สร้างสังคมใหม่   ประชาธิปไตยประชาชน

 

วันที่ ๑ พฤษภาคม ของทุกปีถือเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรรมกรทั่วโลกที่กรรมกรทั่วทั้งโลกต่างร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องใน “วันกรรมกรสากล” เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาองค์กรแรงงานต่างๆ ได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นเป็นประจำในวันที่ ๑ พฤษภาคม ของทุกปี และมีการยื่นข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลเป็นประจำทุกปีอันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งมีรูปแบบการจัดงานและรูปแบบของกิจกรรมที่หลากหลายกันออกไป

 

โดยวันกรรมกรสากล ปี ๒๕๕๒ นี้ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ในฐานะองค์กรแรงงานหลักซึ่งมีองค์กรสมาชิกเป็นกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ  สหภาพแรงงาน  สหพันธ์แรงงาน  กลุ่มสหภาพแรงงานย่านอุตสาหกรรม องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า ๗๐ องค์กร ได้มีมติร่วมกันจัดงานวันกรรมกรสากลปี ๒๕๕๒ ในวันศุกร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ รวมตัวกันหน้ารัฐสภา ถนนอู่ทองใน กรุงเทพฯ เวลา ๐๘.๐๐ น. รายละเอียดตามกำหนดการด้านล่างนี้

 

๐๘.๐๐ น.           รวมพล หน้ารัฐสภา / จัดริ้วขบวน

๐๘.๓๐ น.          พิธีเปิด

๐๙.๐๐ น.           เคลื่อนขบวนรณรงค์

๑๐.๐๐ น.           แสดงพลังหน้าทำเนียบรัฐบาล

            ๑๑.๓๐ น.           ยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี

 

                        ทั้งนี้ข้อเรียกร้องหลักในวันกรรมกรสากลปี ๒๕๕๒ ประกอบด้วย

๑.      การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนงาน

                                    ๑.๑. กระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสถานประกอบการที่มี

            ปัญหา                                 

๑.๒. ตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ไม่ได้รับ 

       ค่าชดเชย

๒.      ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฉบับเดียว (ฉบับขบวนการแรงงาน)

๓.   ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับบูรณาการร่วมของผู้ใช้แรงงาน)

๔.     รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

๕.     รัฐต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และ ๙๘

๖.   ประกันสังคม ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม มีความโปร่งใส มีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และขยายการคุ้มครองไปสู่แรงงานนอกระบบ

๗.   ให้รัฐตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่จะได้รับผลกระทบจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของแต่ละกองทุน