| 10 ข้อเสนอ หากประเทศไทย ไม่เปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ โดย : บัณฑิต แป้นวิเศษ เมื่อ : 27/04/2009 10:41 AM |
| นับแต่กระทรวงแรงงานได้จัดงานวันนัดพบแรงงานทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 20 - 21 มีนาคมที่ผ่านมา ย่อมมี นัยยะสำคัญของความต้องการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานประกอบการกับการเปิดการจ้างงานคนไทย และสถานประกอบการที่คนไทยไม่อยากทำว่ามีกิจการประเภทไหนบ้าง เพื่อตอบคำถามต่อการเปิดขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติรอบใหม่ที่จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดเสนอการประชุมของคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว(กบร.)ในวันที่ 20 เมษายน 2552 จากข้อมูลของเครือข่ายปฎิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) เครือข่ายองค์กรด้านแรงงานข้ามชาติ (MWG) และ รศ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงการเปรียบเทียบจำนวนแรงงานข้ามชาติที่ได้รับใบอนญาตทำงานตามมติ ครม. 2539 - 2551 พบว่า การอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติทำงานได้ตามกฎหมาย มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นหรือต่ำลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจที่ถูกกำหนดจากสภาวะการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความไม่มั่นคงในการกำหนดนโยบายของรัฐที่มีความไม่แน่นอน ข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เดือนกันยายน 2551 ได้แสดงจำนวนแรงงานข้ามชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย 3 สัญชาติที่ขอใบอนุญาตทำงานตาม มติ ครม. มีเพียง 501,570 คน จากจำนวนนายจ้างที่แสดงความต้องการใช้แรงงานข้ามชาติมากถึง 1.2 ล้านคน เห็นได้ว่ามีจำนวนแรงงานข้ามชาติที่มีความต้องการขอใบอนุญาตแต่หายไปมากถึง 698,430 คน คิดเป็นร้อยละ 58.20 คิดเป็นงบประมาณรายได้ของแผ่นดินที่หายไปจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,654,034,000 ล้านบาทต่อปี และเมื่อหันมามองข้อมูลการรายงานจำนวนแรงงานข้ามชาติปัจจุบันขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ที่ประมาณการว่ามีแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยถึง 2 ล้านคน และทำงานในงาน 3 เสี่ยง คือ เสี่ยงสกปรก เสี่ยงอันตราย เสี่ยงความยากลำบาก เมื่อนำตัวเลขการอนุญาตทำงานปี 2551 มาลบกับตัวเลขของ ILO และ TDRI จะมีแรงงานที่หายไปมากถึง 1,498,430 คน เห็นรายได้ที่เป็นงบประมาณแผ่นดินที่หายไปมากถึง 5,694,034,000 ล้านบาท? ซึ่งเป็นตัวเลขงบประมาณมหาศาลที่ตกอยู่ในมือของพวกค้ามนุษย์ ผู้มีอิทธิพล และข้าราชการบางคน บางกลุ่ม ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องมีมาตรการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ทำงานและอาศัยอยู่อย่างไม่ถูกกฎหมายเข้าสู่ระบบ เพราะถ้าไม่เร่งปฎิบัติการเปิดให้แรงงานข้ามชาติที่ทำงานอยู่แล้วในประเทศไทยที่ไม่มีใบอนุญาตได้ขึ้นมา มีใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดังข้อเสนอ 10 ข้อของเครือข่ายปฎิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) เครือข่ายองค์กรแรงงานข้ามชาติ (MWG) กล่าวคือ
จากภาพรวมสถานการณ์ผลกระทบ 10 ข้อที่ได้กล่าวมาในข้างต้น น่าจะทำให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานที่มีนายไพฑูรย์ แก้วทองเป็นรัฐมนตรี ได้หันมาเหลียวมองการเปิดให้แรงงานข้ามชาติได้มีโอกาสขอใบอนุญาตทำงานอย่างถูกกฎหมายในจำนวนตัวเลขที่หายไป ขณะเดียวกันรัฐบาลจะมีเม็ดเงินที่เป็นงบประมาณจำนวนมากได้เข้ามาช่วยให้รัฐบาลได้มีเม็ดเงินบริหารประเทศ ในภาวะของการขาดแคลนเงินทุน เพื่อกู้เศรษฐกิจให้กลับคืนมาอย่างมั่นคง พร้อมกับเป็นการสร้างภาพลักษ์ในระดับสากลต่อการไม่ตกเป็นประเทศที่มีการใช้แรงงานทาสและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะส่งผลด้านบวกในด้านการค้าและการเมืองระหว่างประเทศระดับสากล บัณฑิต แป้นวิเศษ |
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
10 ข้อเสนอ หากประเทศไทย ไม่เปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ
แถลงการณ์เนื่องในวันกรรมกรสากล ปี ๒๕๕๒ โดย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)
| แถลงการณ์เนื่องในวันกรรมกรสากล ปี ๒๕๕๒ โดย : สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)(1/05/2009 11:02 AM) การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากการเป็นแรงงานทาสได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในปลายศตวรรษที่ ๑๘ การเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ให้ลดชั่วโมงการทำงานลงได้เริ่มขยายวงกว้างลุกลามไปในหลายประเทศทั้งยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และมีการนัดหยุดงานในอเมริกาหลายพันครั้งในช่วงปี ค.ศ.๑๘๘๔ ถึง ๑๘๘๖ และในวันที่ ๑ พฤษภาคม ค.ศ.๑๘๘๖ ได้จัดให้มีการชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้ลดชั่วโมงการทำงานลงให้เหลือวันละ ๘ ชั่วโมง ซึ่งมีคนงานเข้าร่วมชุมนุมเดินขบวนนับแสนคน
แถลงเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ |
ภาวะ "สื่อท่วมหัว" ข้อเท็จจริงที่ไม่รู้จะเชื่อใคร
| ภาวะ "สื่อท่วมหัว" ข้อเท็จจริงที่ไม่รู้จะเชื่อใคร โดย : ทีมงาน ThaiNGO เมื่อ : 29/04/2009 12:25 PM |
วงเสวนา "สื่อท่วมหัวเอาตัวให้รอด" เป็นวงหนึ่ง ที่ตั้งคำถามว่า สื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพข่าวให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่? แล้วคนเสพสื่อควรที่จะอยู่อย่างไรท่ามกลางกระแสสื่อที่โหมเข้ามาหลายๆ ด้านโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความของคนผลิตสื่อ ทำอย่างไรจะรู้ว่าความจริงในข่าวมีมากน้อยแค่ไหนมากน้อยแค่ไหน จะเอาตัวรอดจากความจริงที่หลากหลายได้อย่างไรแล้วสื่อจะรับผิดชอบอย่างไรกับสื่อที่ออกสู่สาธารณะและคนเสพสื่อ "มนุษยชาติมีองค์ความรู้ว่า การมีจรรยาบรรณของวิชาชีพ ที่จะพูดอะไรอย่างไร แค่ไหนที่ไม่ใช่การปลุกระดม ปัญหาคือความจริงคืออะไรมันเป็นปัญหาทางปรัชญาที่ถกเถียงกันมาก มันยากที่จะบอกว่ามันคืออะไร พอเราคิดเราจะเห็นความจริงอีกแบบหนึ่ง ความจริงมันเลื่อนไหลง่ายมากอยู่ที่ว่าใครจะมีอำนาจว่าอะไรคือความจริง คนที่ผิดจากความจริงก็คืออาชญากร ปัญหาคือใครล่ะเป็นคนกำหนดความจริง พวกเราไม่ได้ถูกบังคบให้เชื่ออีกแล้วเมื่อเราได้เห็นมากๆมันก็เกิดการสับสนไม่มีที่ยึดเหนี่ยวแล้วก็จะอ้างว้าง มันก็จะเกิดความจริงในใจเรา การปะทะกันหลายอย่างมันไม่ได้เกิดขึ้นเองแต่มันเกิดเพราะสื่อ สื่อได้ทำความเข้าใจไหมว่าจริงแล้วตนเองก็มีส่วนสร้างความรุนแรงด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นสิ่งว่าจรรยาบรรณแล้วในฐานะสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นแขนงต่างๆ แล้ว ความเป็นกลางยังเป็นอีกประเด็นหนึ่งว่ามันอยู่ตรงไหนอย่างไร แล้วในสถานการณ์ที่ไม่รู้ใครเป็นใคร การวัดมาตรฐานความเป็นกลางจึงถูกตั้งคำถามขึ้นมาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าหากไร้ซึ่งความเป็นกลางแบบมาตรฐานเดียวสื่อก็ไม่ต่างอะไรกันสิ่งที่ยั่วยุเสี้ยมคนในสังคมให้ปะทะกัน "ในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนที่เปิดทีวีดูก็อาจจะคาดหวังว่าจะมองดูได้อย่างรอบด้าน เป็นพื้นที่ของคนทุกกลุ่มหรือไม่ ดังนั้นเมื่อไม่ใช้พื้นที่ของคนทุกกลุ่มคนที่ดูจึงค่อนข้างที่จะผิดหวังกับทีวี ภาพข่าวซ้ำๆ และเนื้อหา สกู๊ปที่มันแตกต่างก็ไม่มี สื่อเหมือนปลาที่มองไม่เห็นน้ำเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็อยากไปทำ โดยไม่ได้ดูว่าช่องต่างๆ ก็คล้ายๆ กันไม่มีความหลากหลาย สื่อไม่มีประเด็นท้าทาย ประเด็นที่แปลกออกไปก็ไม่มีโอกาสนำเสนอ เมื่อเราเสพสื่อมากๆ ไม่ว่าโง่หรือฉลาดสุดท้ายมันทำให้เราเกิดอารมณ์บางอย่างขึ้น บางครั้งทำให้เราฉุกคิดว่าจะเลิกรับสื่อไม่ว่าจะเป็นกลางหรือไม่ หรือสุดท้ายคนเราก็ต้องกลับมามองที่หัวใจเหมือนเดิม มากกว่ามองที่ตัวสถานการณ์ความขัดแย้งที่ปล่อยให้ตัวเองไหลไปสู่ความขัดแย้งตรงนั้น โดยไม่กลับมาดูว่าท้ายที่สุดแล้ว การกลับมามีความสัมพันธ์เบื้องต้นที่เราต้องการคือใส่ใจดูแลกัน "ตอนนี้อยู่ในวิกฤติจริงๆ เลย และไม่มีคำตอบว่าจะจัดการอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น คำตอบอย่างที่ว่าก็กลายเป็นจินตนาการไป ซึ่งวิธีเดียวที่เห็นว่าเป็นทางออกที่สุดคือ สื่อมันเชื่อถือไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นสื่อชาวบ้านหรือสื่อรัฐ แต่มันยังมีศาสนาของแต่ละประชาชนที่ยังน่าจะใช้ประโยชน์ให้ได้มาก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระไพศาลมาออกทีวีมาพูดถึงศาสนาที่ถูกต้องเข้มแข็ง เพราะสื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนามักเชื่อได้มากกว่าคือไม่พูดถึงรายละเอียด ณ เวลานั้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้มันมีจุดจุดเชื่อมโยงเยอะแยะไปหมดเลย แต่พูดถึงหัวหัวใจของศาสนาที่มาอย่างบริสุทธิ์ใจ เราก็จะได้หัวใจแท้ๆของมันที่ขยายมาแก้ปัญหาในเวลาต่อมาได้ แต่ทุกวันนี้เราไม่พยายามแก้ปัญหาที่หัวใจเรามักแก้ปัญหาที่รายละเอียด ซึ่งผมว่ามันซับซ้อนเกินมันยุ่งยากเกิน" มาโนช พุฒตาล นักจัดรายการวิทยุและศิลปิน กล่าวเพิ่มเติม "คนเรามันต้องมีสามัญสำนึก สามัญคือธรรมดาสำนึกคือนึก นึกแบบธรรมดาๆ ที่ปถุชนพึงเป็น สามัญสำนึกน่าจะช่วยได้เยอะในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางแย่งชิงพื้นที่สื่อหรือนักการเมือง แต่ทีนี้มันก็มีปัญหาว่าเราจะเอาสามัญสำนึกที่มันเหมาะสมมาจากไหน ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกชักจูงไป ใช้ต้นทุนเดิมคือสามัญสำนึกช่วยกล่อมเกลาให้ตนเองเข้าใกล้ความถูกต้องเหมาะสม เพราะบางครั้งบางที่ความจริงก็เป็นสิ่งอันตราย สื่อมันยกฐานะจนเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เราพยายามอยู่ห่างจากมันนิดหนึ่งก็ได้ เราใช้ชีวิตแบบประชดประชันกันมากเกินไปคือเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา หลายครั้งเรามักจะประชดประชัน ปัญหาเรื่องสื่อมันยังพอแก้ไขได้ คือคนที่ทำข่าวต้องมีความเข้าใจจริงๆในแต่ละเรื่องที่ตัวเองต้องนำเสนอไม่ใช่ บก.สั่งแล้วก็จบ นักข่าวไม่ได้ลงลึกถึงขนาดนั้นมันจึงเป็นปัญหา นักข่าวจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีภูมิว่าปัญหาทางการเมืองมันคืออะไร หรือปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยมันเกิดจากอะไร แค่เสนอว่าเกิดอะไรมันไม่พอถ้ารู้แค่นั้นคนรับตกเป็นเหยื่อเลย เพราะกำลังจะสร้างว่าอะไรจะเป็นข่าว แต่ถ้านักข่าวมีความรู้ลึกซึ้งมีพื้นฐาน อันนี้มันน่าจะช่วยสังคมได้เยอะ แต่กลับเน้นที่ใครออกก่อนยิ่งเร็วมันก็ยิ่งพลาด" มาโนช พุฒตาล กล่าวย้ำ "เราเรียนรู้ได้ที่จะอยู่กับความกดดันอย่างไรและเราจะผ่อนคลายมันอย่างไร เมื่อเข้าใจเราจะเห็นความจริงมากขึ้น ความจริงจะยกระดับมากขึ้นยิ่งจริงกว่าๆ จนวันหนึ่งจะพบว่าไม่มีอะไรจริงเลย มันก็จะหายเครียด ไม่จำเป็นต้องหนีการเรียนรู้แต่เห็นด้วยว่าควรต้องพักแล้วค่อยมารับรู้เพื่อการมีสติมากขึ้น เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เครียดได้มันจะทำให้เรารับได้กับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้" ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข กล่าวเสริม สิ่งหนึ่งที่เราควรจะมีคือสติในการไตร่ตรองให้รอบคอบ ทั้งคนที่เป็นสื่อและผู้รับสื่อ ในการนำเสนอเรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และรับฟังหลายด้านแล้วจะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ต้องดูหลากหลายฝั่งมันจะช่วยบอกเราว่าระหว่างบรรทัดความจริงมันอยู่ตรงไหน มันอาจไม่มีความจริงมากหรือแม้แต่สื่อโกหกทุกเรื่องมันก็มีความจริงอยู่ในนั้น
29 เุ์มษายน 2552 |
วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2552 เวลา 08.30 - 16.30 น. ณ ห้องประชุมจุมภฎ - พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4
| ||
|
โครงการความเคลื่อนไหวเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติฯ เวทีสังเคราะห์และบูรณาการความรู้ ชนบทกับเมือง : จากความเหลื่อมล้ำสู่ความร่วมมือ
เวลา 08.30 – 16.30 น. วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2552 ณ ห้องประชุมจุมภฎ – พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก - รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
08.30-09.00 น. ลงทะเบียน 09.00-09.10 น. แนะนำโครงการจีเอ็นเอชฯ 09.10-10.00 น. ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาคชนบท “พื้นที่ความรู้เชิงซ้อนระหว่างชนบทกับเมือง: มองผ่านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและมิติทางวัฒนธรรม” ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ผู้ดำเนินรายการ
10.00-10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง
10.15-10.30 น. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ * รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย “การปฎิรูปเศรษฐกิจเพื่อการเชื่อมโยงภาคเมืองกับชนบท”
10.30-12.30 น. การอภิปรายโดยผู้ปฎิบัติการทางสังคม คุณชัชวาล ทองดีเลิศ* วิทยาลัยการจัดการทางสังคม ดร.นิตยา กิจติเวชกุล* มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คุณสมคิด มหิศยา* มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และ การซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวที 12.30-13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.30-13.45 น. คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน* ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (อดีตผู้ว่าฯ กทม. 2546-2551) ปาฐกถานำ
ภาคเมือง “วิถีสีเขียวร่วมกัน” 13.45-14.30 น. ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “วิถีเมืองที่เกื้อกูลชนบท” 14.30-15.15 น. อภิปรายแลกเปลี่ยน เรื่อง ความร่วมมือระหว่างเมืองกับชนบท ดำเนินรายการโดย คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล “มาบตาพุด ความหวังของชุมชนท่ามกลางกระแสการพัฒนา” โดย ผู้นำชุมชนมาบตาพุด และมูลนิธินโยบายสุขภาวะ
“ตลาดสีเขียว และการค้าที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต และชุมชน” โดย เครือข่ายตลาดสีเขียว และบริษัทสังคมสุขภาพ และเครือข่ายผู้ปฏิบัติการจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมอภิปราย
15.15-15.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง 15.30-16.20 น. การซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวที 16.20-16.30 น. ดร.นฤมล อรุโณทัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปิดและมอบของที่ระลึกแก่วิทยากร * กำลังประสานวิทยากร |
11 พ.ค. เวลา 07.30 - 13.00 น ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น ๒.งานวันปรีดี ประจำปี 2552
| ||
| กำหนดการ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ณ บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ หน้าตึกโดม เวลา ๐๗.๐๐ น. -ลงทะเบียน (บริการตนเองด้วยเครื่องดื่มและอาหารว่าง) เวลา ๐๗.๓๐ น. -พิธีสักการะอนุสาวรีย์ด้วยพานพุ่มดอกไม้ (จากวัสดุธรรมชาติ) ณ บริเวณหน้าตึกโดม เวลา ๐๘.๔๕ น. -พิธีถวายสังฆทานพระสงฆ์ ๑๐ รูป ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น ๒ เวลา ๙.๑๕ น. -พิธีมอบรางวัลทุนการศึกษา “ทุนปาล พนมยงค์” โดย ทายาทของ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์-ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เวลา ๙.๓๐ น. -ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ปรีดี พนมยงค์ กับพระพุทธศาสนา” โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) -แถลงข่าว การจัดงานในวาระครบรอบ ๑๑๐ ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ณ บริเวณหลังตึกโดม เวลา ๑๑.๓๐ น. -รับประทานอาหารกลางวัน เวลา ๑๓.๐๐ น. -เสร็จพิธี |
วันที่ 2-3 พฤษภาคม 2552 ณ วัดใต้ บ้านใหญ่ ต.เมืองคง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ
| |||||
1 พ.ค. เชิญร่วมงานวันกรรมกรสากล
| ||
| สามัคคีกรรมกร ต้านทุนนิยมครอบโลก สร้างสังคมใหม่ ประชาธิปไตยประชาชน
วันที่ ๑ พฤษภาคม ของทุกปีถือเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรรมกรทั่วโลกที่กรรมกรทั่วทั้งโลกต่างร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องใน “วันกรรมกรสากล” เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาองค์กรแรงงานต่างๆ ได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นเป็นประจำในวันที่ ๑ พฤษภาคม ของทุกปี และมีการยื่นข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลเป็นประจำทุกปีอันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งมีรูปแบบการจัดงานและรูปแบบของกิจกรรมที่หลากหลายกันออกไป
โดยวันกรรมกรสากล ปี ๒๕๕๒ นี้ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ในฐานะองค์กรแรงงานหลักซึ่งมีองค์กรสมาชิกเป็นกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน กลุ่มสหภาพแรงงานย่านอุตสาหกรรม องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า ๗๐ องค์กร ได้มีมติร่วมกันจัดงานวันกรรมกรสากลปี ๒๕๕๒ ในวันศุกร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ รวมตัวกันหน้ารัฐสภา ถนนอู่ทองใน กรุงเทพฯ เวลา ๐๘.๐๐ น. รายละเอียดตามกำหนดการด้านล่างนี้
๐๘.๐๐ น. รวมพล หน้ารัฐสภา / จัดริ้วขบวน ๐๘.๓๐ น. พิธีเปิด ๐๙.๐๐ น. เคลื่อนขบวนรณรงค์ ๑๐.๐๐ น. แสดงพลังหน้าทำเนียบรัฐบาล ๑๑.๓๐ น. ยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ข้อเรียกร้องหลักในวันกรรมกรสากลปี ๒๕๕๒ ประกอบด้วย ๑. การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนงาน ๑.๑. กระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสถานประกอบการที่มี ปัญหา ๑.๒. ตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชยแก่คนงานที่ไม่ได้รับ ค่าชดเชย ๒. ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฉบับเดียว (ฉบับขบวนการแรงงาน) ๓. ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับบูรณาการร่วมของผู้ใช้แรงงาน) ๔. รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ๕. รัฐต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และ ๙๘ ๖. ประกันสังคม ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม มีความโปร่งใส มีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และขยายการคุ้มครองไปสู่แรงงานนอกระบบ ๗. ให้รัฐตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่จะได้รับผลกระทบจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของแต่ละกองทุน |