วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
มาร์คหย่าศึกรมต.แจก 2 พัน 15 ก.พ.นี้ รมช.คลังชี้คนบ่นช้า-หวั่นฟื้นเศรษฐกิจไม่ทัน
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันที่จ.นครราชสีมาเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่าจะมีการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้ประชาชนที่มีเงินเดือนต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท เป็นเช็คแน่นอน โดยคาดว่าจะส่งเช็คไปถึงประชาชนได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 52 นี้เป็นต้นไป
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เปิดเผยระหว่างเดินทางมาเปิดถนนสายปลวกสูง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ว่ากรณีรัฐบาลแจกเงิน 2,000 บาทให้กับประชาชนนั้น เป็นเรื่องดี แต่จะทำอย่างไรให้เงินดังกล่าวถึงมือประชาชนที่ได้รับประโยชน์ให้เร็วสุด และไม่ให้เกิดการรั่วไหลไปในทางทุจริตส่วนผู้ประชาชนที่ได้รับประโยชน์ตรงนี้จำเงินดังกล่าวไปใช้อะไรก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเค้า รัฐบาลคงไปบังคับอะไรเขาไม่ได้
ทั้งนี้มั่นใจว่าการที่รัฐบาลใช้เงิน 10,000 กว่าล้าน เพื่อกระจายงบประมาณนี้ไปสู่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เร็วที่สุด ส่วนตัวมองว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เงินเหล่านี้กระจายไปสู่ประชาชนเร็วที่สุด และมีการสูญเสียน้อยที่สุดคงไม่ต้องใช้แบบสอบถามอะไร ซึ่งจะทำให้ล่าช้าเพราะงบประมาณนั้นผ่านสภาแล้วสำคัญที่สุดจะต้องรีบกระจายเงิน
นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่จะโอนเป็นเช็คหรือโอนผ่านบัตรประชาชนไปรูดเอาเงินสดที่แบงก์กรุงไทยนั้นเรื่องนี้เป็นรายละเอียดจะต้องมาคุยกันและผู้คุมนโยบายจะต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดซึ่งขณะนี้แประชาชนรออยู่และบ่นกันว่าเมื่อไหร่ เงิน 2,000 บาทจะมา เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้เร็วและผู้รับผิดชอบก็ต้องไปปฏิบัติกระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาเงินให้ในส่วนที่จะไปปฏิบัติว่าจะให้ประชาชนในทางในก็ต้องไปตกลงกัน ยิ่งช้าประชาชนยิ่งรอเศรษฐกิจก็จะแก้ปัญหาช้าไปอีก
ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรณีการจัดสรรเงินช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย จำนวน 2,000 บาท ที่ตอนนี้ มีความสับสนเนื่องจาก รองนายกฯ รมว.คลัง และรมว.แรงงาน ยังกล่าวไม่ตรงกัน พรรคยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ โดยรัฐบาลพยายามหารือถึงแนวทางที่ดีที่สุดที่ประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือโดยตรง โดยผู้ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ที่สุดแล้วคือนายกรัฐมนตรี และนายกฯ คงให้ความชัดเจนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ส่วนความแตกต่างในเรื่องของวิธีการจัดสรรเงินเป็นข้อแตกต่างที่อยู่บนความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ บรรดาโครงการช่วยเหลือคนยากจน ทั้งโครงการ 2 พันบาท โครงการเรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ และโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร 1.4 แสนล้านบาท ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว โดยรัฐบาลจะพิจารณาให้ได้แนวทางที่เหมาะสมที่สุดโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน
รายงานข่าวแจ้งว่าขณะนี้กำลังมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับวิธีและขั้นตอนการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้แก่ผู้ประกันตนโดยนายไพรฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังมีความเห็นคล้ายๆ กันว่าควรจ่ายเป็นเงินสดผ่านธนาคารของรัฐ โดยนายกรณ์เสนอว่าควรจ่ายผ่านธนาคารกรุงไทยโดยให้ผู้มีสิทธิ์สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนไปเบิกเงินที่ธนาคาร ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีมีความเห็นว่าควรมีการจ่ายเงิน 2,000 บาท ผ่านเช็คเงินสดของธนาคาร โดยประชาชนที่ได้สิทธิ์สามารถนำเช็คไปดำเนินการใน 3 รูปแบบ คือ
1.สามารถนำเข้าบัญชีตนเอง
2.เบิกเป็นเงินสดออกมาใช้ และ
3.ใช้ซื้อสินค้าในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
แท็กซี่แชมป์โบกไม่จอด-โขกราคา-ยอดปรับ 4 แสน
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
ฮอตไลน์ขนส่งร้อน-ร้องพุ่ง 1.5 พันราย แท็กซี่แชมป์โบกไม่จอด-โขกราคา-ยอดปรับ 4 แสน
นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ซึ่งเป็นโครงการของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อคุ้มครองผู้โดยสารให้ได้รับความเป็นธรรม ปรากฏว่า ในเดือนมกราคม "52 ที่ผ่านมา มีประชาชนโทรศัพท์เข้ามาร้องเรียนการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะกว่า 1,500 ราย หรือเฉลี่ยวันละกว่า 500 ราย โดยรถแท็กซี่ยังคงถูกร้องเรียนมากที่สุดถึงกว่า 900 ราย รองลงมาได้แก่ รถโดยสารประจำทาง ขสมก. และรถร่วมบริการ ขสมก. ได้รับการร้องเรียนเกือบ 400 ราย โดยกรมการขนส่งทางบกได้เรียกผู้ถูกร้องเรียนมาสอบสวนความผิดและลงโทษเปรียบเทียบปรับไปแล้วหลายราย นอกจากนี้ ยังได้ส่งผู้ตรวจการออกกวดขันจับกุมตามจุดที่ได้รับการร้องเรียน เพื่อควบคุมดูแลให้ผู้โดยสารได้รับบริการที่เป็นธรรมด้วย
"ในเดือนมกราคม "52 ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนทั้งสิ้น 1,524 ราย โดยรถสาธารณะที่ถูกประชาชนร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นรถแท็กซี่จำนวน 902 ราย ความผิดส่วนใหญ่ที่ถูกประชาชนร้องเรียน ได้แก่ การแสดงการปฏิเสธผู้โดยสาร แสดงกิริยาไม่สุภาพ ไม่ใช้มิเตอร์ค่าโดยสาร หรือเก็บค่าโดยสารเกินจากมิเตอร์ รองลงมา ได้แก่ รถโดยสาร ขสมก. และรถร่วมบริการ ขสมก. ได้รับการร้องเรียนจำนวน 396 ราย รถโดยสารบ.ข.ส. และรถร่วมบริการบ.ข.ส. จำนวน 79 ราย รถมินิบัสจำนวน 75 ราย รถตู้โดยสารจำนวน 38 ราย และรถโดยสารสองแถวจำนวน 28 ราย ความผิดส่วนใหญ่ที่ถูกประชาชนร้องเรียน ได้แก่ ขับรถประมาท ไม่จอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้าย และมีการเก็บอัตราค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่กำหนด ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้สั่งให้ดำเนินการเรียกตัวผู้ถูกร้องเรียนมาสอบสวนความผิดแล้วจำนวน 829 ราย และได้ดำเนินการลงโทษเปรียบเทียบปรับเป็นเงินจำนวนรวมทั้งสิ้น 444,605 บาท" นายชัยรัตน์กล่าว
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการดูและให้ผู้บริโภคและใช้บริการอย่างใกล้ชิด ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งผู้ตรวจการออกไปกวดขันจับกุมรถโดยสารสาธารณะตามจุดที่ได้รับการร้องเรียนเป็นประจำอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เช่น บริเวณหน้าศูนย์การค้า หน้าสถานศึกษา บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารหรือท่าอากาศยาน เป็นต้น โดยในเดือนมกราคม "52 จับกุมผู้กระทำผิดได้จำนวนทั้งสิ้น 103 ราย ลงโทษเปรียบเทียบปรับ ณ จุดตรวจ จำนวน 66 ราย คิดเป็นเงินค่าปรับจำนวน 7,200 บาท และออกคำสั่งผู้ตรวจการให้มาชำระค่าปรับอีกจำนวน 37 ราย โดยผู้ขับรถที่กระทำผิดซ้ำในข้อหาเดิมจะลงโทษสถานหนัก และบันทึกประวัติเพื่อเข้มงวดในการต่ออายุใบอนุญาตขับรถต่อไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริการรถโดยสารสาธารณะนั้น สามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ โดยโทรศัพท์ผ่านสายด่วน 1584 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร หรือทางโทรศัพท์หมายเลข 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง
หน้า 9 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNakUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
ฮอตไลน์ขนส่งร้อน-ร้องพุ่ง 1.5 พันราย แท็กซี่แชมป์โบกไม่จอด-โขกราคา-ยอดปรับ 4 แสน
นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ซึ่งเป็นโครงการของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อคุ้มครองผู้โดยสารให้ได้รับความเป็นธรรม ปรากฏว่า ในเดือนมกราคม "52 ที่ผ่านมา มีประชาชนโทรศัพท์เข้ามาร้องเรียนการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะกว่า 1,500 ราย หรือเฉลี่ยวันละกว่า 500 ราย โดยรถแท็กซี่ยังคงถูกร้องเรียนมากที่สุดถึงกว่า 900 ราย รองลงมาได้แก่ รถโดยสารประจำทาง ขสมก. และรถร่วมบริการ ขสมก. ได้รับการร้องเรียนเกือบ 400 ราย โดยกรมการขนส่งทางบกได้เรียกผู้ถูกร้องเรียนมาสอบสวนความผิดและลงโทษเปรียบเทียบปรับไปแล้วหลายราย นอกจากนี้ ยังได้ส่งผู้ตรวจการออกกวดขันจับกุมตามจุดที่ได้รับการร้องเรียน เพื่อควบคุมดูแลให้ผู้โดยสารได้รับบริการที่เป็นธรรมด้วย
"ในเดือนมกราคม "52 ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนทั้งสิ้น 1,524 ราย โดยรถสาธารณะที่ถูกประชาชนร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นรถแท็กซี่จำนวน 902 ราย ความผิดส่วนใหญ่ที่ถูกประชาชนร้องเรียน ได้แก่ การแสดงการปฏิเสธผู้โดยสาร แสดงกิริยาไม่สุภาพ ไม่ใช้มิเตอร์ค่าโดยสาร หรือเก็บค่าโดยสารเกินจากมิเตอร์ รองลงมา ได้แก่ รถโดยสาร ขสมก. และรถร่วมบริการ ขสมก. ได้รับการร้องเรียนจำนวน 396 ราย รถโดยสารบ.ข.ส. และรถร่วมบริการบ.ข.ส. จำนวน 79 ราย รถมินิบัสจำนวน 75 ราย รถตู้โดยสารจำนวน 38 ราย และรถโดยสารสองแถวจำนวน 28 ราย ความผิดส่วนใหญ่ที่ถูกประชาชนร้องเรียน ได้แก่ ขับรถประมาท ไม่จอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้าย และมีการเก็บอัตราค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่กำหนด ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้สั่งให้ดำเนินการเรียกตัวผู้ถูกร้องเรียนมาสอบสวนความผิดแล้วจำนวน 829 ราย และได้ดำเนินการลงโทษเปรียบเทียบปรับเป็นเงินจำนวนรวมทั้งสิ้น 444,605 บาท" นายชัยรัตน์กล่าว
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการดูและให้ผู้บริโภคและใช้บริการอย่างใกล้ชิด ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งผู้ตรวจการออกไปกวดขันจับกุมรถโดยสารสาธารณะตามจุดที่ได้รับการร้องเรียนเป็นประจำอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เช่น บริเวณหน้าศูนย์การค้า หน้าสถานศึกษา บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารหรือท่าอากาศยาน เป็นต้น โดยในเดือนมกราคม "52 จับกุมผู้กระทำผิดได้จำนวนทั้งสิ้น 103 ราย ลงโทษเปรียบเทียบปรับ ณ จุดตรวจ จำนวน 66 ราย คิดเป็นเงินค่าปรับจำนวน 7,200 บาท และออกคำสั่งผู้ตรวจการให้มาชำระค่าปรับอีกจำนวน 37 ราย โดยผู้ขับรถที่กระทำผิดซ้ำในข้อหาเดิมจะลงโทษสถานหนัก และบันทึกประวัติเพื่อเข้มงวดในการต่ออายุใบอนุญาตขับรถต่อไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริการรถโดยสารสาธารณะนั้น สามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ โดยโทรศัพท์ผ่านสายด่วน 1584 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร หรือทางโทรศัพท์หมายเลข 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง
หน้า 9 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNakUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
เกษตรฯขอครม.3 พันล.ยกชั้นผลไม้ไทย
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
เกษตรฯขอครม.3 พันล.ยกชั้นผลไม้ไทย
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เตรียมของบประมาณ 3,350 ล้านบาท จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประมาณเดือนมี.ค.52 เพื่อดำเนินการพัฒนาผลไม้เศรษฐกิจ 6 ชนิดของไทย ได้แก่ ทุเรียน ลำไย เงาะ มังคุด ลองกอง และ มะม่วง ตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (ปี"52-56) กำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าผลไม้เป็น 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2% มูลค่า 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีมูลค่า 90,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ตามแผน 5 ปี ดังกล่าว จะสามารถเพิ่มรายได้เกษตรกรจากการผลิตผลไม้คุณภาพเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาท/ปี และลดต้นทุนการผลิต 500 ล้านบาท/ปี เพิ่มรายได้จากผลไม้นอกฤดูเพิ่มขึ้น 1,750 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้ผลไม้ในฤดูกาลลดลง และราคาเพิ่มขึ้นอีก 1% หรือ 490 ล้านบาท/ปี และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้อีกครัวเรือนละ 3,000 บาท/ปี หรือเพิ่มมูลค่าผลไม้ 3,500 ล้านบาท/ปี และ เพิ่มมูลค่าส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์เป็น 40,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 5% จากปัจจุบัน 29,685 ล้านบาท
ทั้งนี้จะมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลผลไม้รายชนิด ตามกรอบกลยุทธ์ 4 ขั้นตอน คือ
1.พัฒนาคุณภาพผลผลิต ใช้งบ 690 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาการจัดการหลังการจัดเก็บ
2.พัฒนาตลาดภายในประเทศ ใช้งบ 260 ล้านบาท โดยเร่งกระจายผลไม้ออกจากแหล่งผลิตใหญ่ให้ได้ประมาณ 10% ในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุดพร้อมๆ กัน โดยการจัดจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรผ่านระบบสหกรณ์ 12,000 ตัน หากดำเนินการได้ จะทำให้ราคาผลไม้เพิ่มขึ้น 2 บาท/ก.ก.หรือ 24 ล้านบาท/ปี
3.พัฒนาตลาดเพื่อการส่งออก ใช้งบ 400 ล้านบาท โดยสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ เพิ่มปริมาณการส่งออกเป็น 12% จากเดิม 9% โดยจัดตั้งกระจายสินค้าผลไม้ 10 แห่ง ใน 4 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง และ
4.จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ใช้งบ 2,000 ล้านบาท เพื่อให้ได้ระบบฐานข้อมูลการผลิต การตลาดผลไม้ ที่เป็นเอกภาพ
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNekUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
เกษตรฯขอครม.3 พันล.ยกชั้นผลไม้ไทย
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เตรียมของบประมาณ 3,350 ล้านบาท จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประมาณเดือนมี.ค.52 เพื่อดำเนินการพัฒนาผลไม้เศรษฐกิจ 6 ชนิดของไทย ได้แก่ ทุเรียน ลำไย เงาะ มังคุด ลองกอง และ มะม่วง ตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (ปี"52-56) กำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าผลไม้เป็น 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2% มูลค่า 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีมูลค่า 90,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ตามแผน 5 ปี ดังกล่าว จะสามารถเพิ่มรายได้เกษตรกรจากการผลิตผลไม้คุณภาพเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาท/ปี และลดต้นทุนการผลิต 500 ล้านบาท/ปี เพิ่มรายได้จากผลไม้นอกฤดูเพิ่มขึ้น 1,750 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้ผลไม้ในฤดูกาลลดลง และราคาเพิ่มขึ้นอีก 1% หรือ 490 ล้านบาท/ปี และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้อีกครัวเรือนละ 3,000 บาท/ปี หรือเพิ่มมูลค่าผลไม้ 3,500 ล้านบาท/ปี และ เพิ่มมูลค่าส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์เป็น 40,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 5% จากปัจจุบัน 29,685 ล้านบาท
ทั้งนี้จะมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลผลไม้รายชนิด ตามกรอบกลยุทธ์ 4 ขั้นตอน คือ
1.พัฒนาคุณภาพผลผลิต ใช้งบ 690 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาการจัดการหลังการจัดเก็บ
2.พัฒนาตลาดภายในประเทศ ใช้งบ 260 ล้านบาท โดยเร่งกระจายผลไม้ออกจากแหล่งผลิตใหญ่ให้ได้ประมาณ 10% ในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุดพร้อมๆ กัน โดยการจัดจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรผ่านระบบสหกรณ์ 12,000 ตัน หากดำเนินการได้ จะทำให้ราคาผลไม้เพิ่มขึ้น 2 บาท/ก.ก.หรือ 24 ล้านบาท/ปี
3.พัฒนาตลาดเพื่อการส่งออก ใช้งบ 400 ล้านบาท โดยสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ เพิ่มปริมาณการส่งออกเป็น 12% จากเดิม 9% โดยจัดตั้งกระจายสินค้าผลไม้ 10 แห่ง ใน 4 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง และ
4.จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ใช้งบ 2,000 ล้านบาท เพื่อให้ได้ระบบฐานข้อมูลการผลิต การตลาดผลไม้ ที่เป็นเอกภาพ
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNekUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
3 ด.ปราบเทปผี 90%-บี้ผู้ผลิตลดค่าดาวน์โหลด
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
ลั่น 3 ด.ปราบเทปผี 90%-บี้ผู้ผลิตลดค่าดาวน์โหลด
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์ "รักไทย ใช้ของแท้" ชักชวนให้คนไทยใช้สินค้าของแท้ หยุดใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และได้ออกเดินรณรงค์ในบริเวณสยามสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยยกให้เป็นปัญหาระดับชาติ มีการตั้งคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำกับให้มีปราบปราม ให้มีผลอย่างเป็นรูปธรรม และในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินทางไปเยือนสหรัฐ เพื่อหารือกับผู้แทนการค้าของสหรัฐ แจ้งให้ทราบถึงแนวทางแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจังจากรัฐบาลไทย สำหรับปัญหาดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์จะเร่งปราบปราบอย่างจริงจัง เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจการผลิตภาพยนตร์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 130,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับประสบปัญหามีซีดีเถื่อนสูงมาก ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถเติบโตได้ ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงตั้งเป้าหมายภายใน 3 เดือน หวังลดปัญหาซีดีเถื่อนในประเทศให้ได้ 90% ทั้งการปราบปราม และการเจรจาให้ผู้ผลิต การดาวน์โหลดให้ปรับราคาลดลง เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าของแท้เพิ่มมากขึ้น และกำชับให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจังในการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หากข้าราชการใดหรือผู้กระทำความผิดซีดีเถื่อนจะถูกลงโทษหนักที่สุด
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdOREUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
ลั่น 3 ด.ปราบเทปผี 90%-บี้ผู้ผลิตลดค่าดาวน์โหลด
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์ "รักไทย ใช้ของแท้" ชักชวนให้คนไทยใช้สินค้าของแท้ หยุดใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และได้ออกเดินรณรงค์ในบริเวณสยามสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยยกให้เป็นปัญหาระดับชาติ มีการตั้งคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำกับให้มีปราบปราม ให้มีผลอย่างเป็นรูปธรรม และในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินทางไปเยือนสหรัฐ เพื่อหารือกับผู้แทนการค้าของสหรัฐ แจ้งให้ทราบถึงแนวทางแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจังจากรัฐบาลไทย สำหรับปัญหาดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์จะเร่งปราบปราบอย่างจริงจัง เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจการผลิตภาพยนตร์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 130,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับประสบปัญหามีซีดีเถื่อนสูงมาก ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถเติบโตได้ ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงตั้งเป้าหมายภายใน 3 เดือน หวังลดปัญหาซีดีเถื่อนในประเทศให้ได้ 90% ทั้งการปราบปราม และการเจรจาให้ผู้ผลิต การดาวน์โหลดให้ปรับราคาลดลง เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าของแท้เพิ่มมากขึ้น และกำชับให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจังในการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หากข้าราชการใดหรือผู้กระทำความผิดซีดีเถื่อนจะถูกลงโทษหนักที่สุด
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdOREUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
วันที่ 20-22 ก.พ.นี้ ที่สยามพารากอน ซอฟต์แวร์แฟร์
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
คาดสะพัด 50 ล.ซอฟต์แวร์แฟร์
นายรุ่งเรือง ลิ้มชูปฎิภาณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า เปิดเผยว่า การจัดงานไทยแลนด์ซอฟต์แวร์แฟร์ 2009 ระหว่างวันที่ 20-22 ก.พ.นี้ ที่สยามพารากอน จะเป็นงานที่รวมบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำของคนไทยกว่า 80 บริษัท นำสินค้าซอฟต์แวร์กว่า 200 แพ็กเกจ เสนอให้แก่ผู้สนใจ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานกว่า 20,000 คน และมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 50 ล้านบาทกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย 4 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ควรนำระบบซอฟต์แวร์ไปบริหารจัดการ กลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย กลุ่มนักเรียนนักศึกษาและอาจารย์ ที่เป็นผู้สอนงานด้านไอที และประชาชนทั่วไป สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ภายในประเทศมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 60,000 ล้านบาท โดย 30% เป็นซอฟต์แวร์ที่ผลิตโดยคนไทย ทั้งนี้ปัจจุบันไทย มีมูลค่าการจำหน่ายซอฟต์แวร์ทั้งในประเทศและส่งออกประมาณปีละกว่า 6,000 ล้านบาท
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdOVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
คาดสะพัด 50 ล.ซอฟต์แวร์แฟร์
นายรุ่งเรือง ลิ้มชูปฎิภาณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า เปิดเผยว่า การจัดงานไทยแลนด์ซอฟต์แวร์แฟร์ 2009 ระหว่างวันที่ 20-22 ก.พ.นี้ ที่สยามพารากอน จะเป็นงานที่รวมบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำของคนไทยกว่า 80 บริษัท นำสินค้าซอฟต์แวร์กว่า 200 แพ็กเกจ เสนอให้แก่ผู้สนใจ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานกว่า 20,000 คน และมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 50 ล้านบาทกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย 4 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ควรนำระบบซอฟต์แวร์ไปบริหารจัดการ กลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย กลุ่มนักเรียนนักศึกษาและอาจารย์ ที่เป็นผู้สอนงานด้านไอที และประชาชนทั่วไป สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ภายในประเทศมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 60,000 ล้านบาท โดย 30% เป็นซอฟต์แวร์ที่ผลิตโดยคนไทย ทั้งนี้ปัจจุบันไทย มีมูลค่าการจำหน่ายซอฟต์แวร์ทั้งในประเทศและส่งออกประมาณปีละกว่า 6,000 ล้านบาท
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdOVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
นักเรียนเอเน็ต-นักเลงช่างกล งานเข้า"สุเมธ แย้มนุ่น" สองอธิการฯ"ปทุมวัน-อุเทนฯ"
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
นักเรียนเอเน็ต-นักเลงช่างกล งานเข้า"สุเมธ แย้มนุ่น" สองอธิการฯ"ปทุมวัน-อุเทนฯ"
คอลัมน์ ทะลุคนทะลวงข่าว
ปัญหานักเรียนพลาดสอบเอเน็ตที่จะส่งผลถึงอนาคตเด็กยังเต็มมือ
สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ยิ่งหนักอก เมื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ยกพวกปิดถนนกลางเมืองตีกันรายวัน
คราวนี้มีเหยื่อที่ถูกลูกหลงบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นกะโหลศีรษะร้าว ซี่โครงหัก
ลั่นทันที ใครผิด ให้คัดชื่อออก
สวนทางความคิดเห็นของอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
"กระทบกระทั่งกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"
กระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆ ชนิดที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ประกาศว่า ต้อง
"ยาแรง"
เล็กน้อยขนาดที่นายกรัฐมนตรีต้อง สั่งการ
"เรื่องนี้ต้องดำเนินคดีขยายผล และดำเนินการตามกฎหมายกับตัวบุคคลอย่างจริงจัง
"ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่าง เด็ดขาด"
ขานรับด้วยมาตรการแก้ปัญหา เลขาธิการ สกอ.ระบุ ที่ดำเนินการได้ทันทีคือ ทั้ง 2 สถาบันจะต้องมีมาตรการใหม่ในการคัดกรองนักศึกษาใหม่
ส่วนนักศึกษาเก่าให้คัดชื่อเด็กที่มีหลักฐานและประวัติก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำผิดวินัยรุนแรง ให้พ้นสภาพ ออกจากระบบทันที
หลักฐานสำคัญคือคลิปวิดีโอบันทึกภาพคนก่อเหตุที่มีผู้บันทึกไว้
สำหรับมาตรการระยะยาว มีตั้งแต่แยกสถาบันทั้ง 2 แห่งให้อยู่ห่างกัน ปรับให้มีสาขาวิชาด้านสังคมศาสตร์เข้าไปเสริม เพราะนักศึกษาสายสังคมจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไป และน่าจะทำให้บรรยากาศในสถาบันดีขึ้น
ควบคุมไม่ให้ดื่มสุราในสถาบัน ให้ทำประวัตินักศึกษาทุกปี เพื่อจะได้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ทันสมัยสำหรับตรวจสอบนักศึกษาต้องสงสัย
ตั้งโทรทัศน์วงจรปิดบริเวณหน้าสถาบัน จุดอับ และแหล่งมั่วสุม
จัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างสถาบันเพื่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีและบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคมร่วมกัน
และไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาชักชวนนักศึกษาไปในทางเสียหาย
หรือก่อกวนการเรียนการสอน
ขณะทุกฝ่ายประสานมือเต็มกำลัง ยุติความรุนแรง สมเกียรติ จงประ สิทธิ์พร อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวสรุปทันที
"การนำเสนอของสื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา"
สอดรับอธิการฯคือเสียงบุคคลที่อ้างเป็นศิษย์เก่า กร้าวใส่ "ถ้าคำถามไม่สร้างสรรค์ เดี๋ยวเจอกูแน่"
เป็นสุภาพชน สมเป็นศิษย์มีครู
จนเลขาธิการ สกอ.ต้องอ่อนอกอ่อนใจ อยู่เดี๋ยวนี้
เลขาฯ สกอ. เกิด 30 มีนาคม 2494 "
การศึกษาบัณฑิต วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ปริญญาโทและเอกการวิจัยและสถิติ มหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น โคโล ราโด สหรัฐอเมริกา
ชีวิตราชการเริ่มจากเป็นนักวิชาการกองการสอบ สำนักงานก.พ.
ย้ายเข้าเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน กองแผนงาน สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย
เป็นผู้จัดตั้งศูนย์สารสนเทศ นำคอมพิวเตอร์เข้ามาประมวลผลข้อมูลเมื่อปี 2532
เติบโตในสำนักนโยบายและแผนอุดม ศึกษามาโดยตลอด
ตุลาคม 2550 ขึ้นเป็นเลขาธิการ สกอ.
แต่ไม่มีหนไหนจะงานหนักเท่าวันนี้
กลับมาปัญหาเอเน็ตที่นักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมากร้อนอกร้อนใจ
"ยอมรับว่า สกอ.ใช่จะถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจสอบพบว่าระบบไม่ถูกต้องและเกิดปัญหา ยินดีจะรับผิดชอบ
"แต่ประเด็นสำคัญของปัญหาอยู่ที่จะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่ามีข้อบกพร่องในระบบจริงหรือไม่
"สกอ.ยินดีจะให้สิทธิกับนักเรียนทุกคนที่ประสบกับปัญหาดังกล่าว"
ยืนยัน ประชาสัมพันธ์เต็มที่มาโดยตลอด โดยหน่วยงานที่อยู่ในวงจรการรับสมัครที่สำคัญคือโรงเรียน ซึ่งต้องรู้ระบบการดำเนินการและต้องช่วยเหลือให้คำแนะนำกับนักเรียน
บทสรุปคือ
"จะเปิดรับการชำระเงินค่าสมัคร เอเน็ตรอบสองหรือไม่ หรือจะมีแนวทางเยียวยาอื่นอย่างไร การตัดสินใจจะอยู่บนหลักการความถูกต้อง จะไม่ให้กระแสสังคมและการเมืองมากดดัน
"เพราะมหาวิทยาลัยมีอำนาจโดยตรงในการรับนักศึกษา"
ส่วนเรื่องร้อน นักเรียน-นักเลง ทำหนังสือแจ้งไปยังอธิการบดีทั้ง 2 แห่งให้รายงานข้อเท็จจริง
และให้ชี้แจงว่าปฏิบัติตามนโยบายป้องกันนักเรียนนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายกันที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศไว้หรือไม่
หากพบว่าผู้บริหารปล่อยปละละเลย ต้องลงโทษ!!
หน้า 4 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROemIyTXdNVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd09RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
นักเรียนเอเน็ต-นักเลงช่างกล งานเข้า"สุเมธ แย้มนุ่น" สองอธิการฯ"ปทุมวัน-อุเทนฯ"
คอลัมน์ ทะลุคนทะลวงข่าว
ปัญหานักเรียนพลาดสอบเอเน็ตที่จะส่งผลถึงอนาคตเด็กยังเต็มมือ
สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ยิ่งหนักอก เมื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ยกพวกปิดถนนกลางเมืองตีกันรายวัน
คราวนี้มีเหยื่อที่ถูกลูกหลงบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นกะโหลศีรษะร้าว ซี่โครงหัก
ลั่นทันที ใครผิด ให้คัดชื่อออก
สวนทางความคิดเห็นของอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
"กระทบกระทั่งกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"
กระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆ ชนิดที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ประกาศว่า ต้อง
"ยาแรง"
เล็กน้อยขนาดที่นายกรัฐมนตรีต้อง สั่งการ
"เรื่องนี้ต้องดำเนินคดีขยายผล และดำเนินการตามกฎหมายกับตัวบุคคลอย่างจริงจัง
"ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่าง เด็ดขาด"
ขานรับด้วยมาตรการแก้ปัญหา เลขาธิการ สกอ.ระบุ ที่ดำเนินการได้ทันทีคือ ทั้ง 2 สถาบันจะต้องมีมาตรการใหม่ในการคัดกรองนักศึกษาใหม่
ส่วนนักศึกษาเก่าให้คัดชื่อเด็กที่มีหลักฐานและประวัติก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำผิดวินัยรุนแรง ให้พ้นสภาพ ออกจากระบบทันที
หลักฐานสำคัญคือคลิปวิดีโอบันทึกภาพคนก่อเหตุที่มีผู้บันทึกไว้
สำหรับมาตรการระยะยาว มีตั้งแต่แยกสถาบันทั้ง 2 แห่งให้อยู่ห่างกัน ปรับให้มีสาขาวิชาด้านสังคมศาสตร์เข้าไปเสริม เพราะนักศึกษาสายสังคมจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไป และน่าจะทำให้บรรยากาศในสถาบันดีขึ้น
ควบคุมไม่ให้ดื่มสุราในสถาบัน ให้ทำประวัตินักศึกษาทุกปี เพื่อจะได้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ทันสมัยสำหรับตรวจสอบนักศึกษาต้องสงสัย
ตั้งโทรทัศน์วงจรปิดบริเวณหน้าสถาบัน จุดอับ และแหล่งมั่วสุม
จัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างสถาบันเพื่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีและบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคมร่วมกัน
และไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาชักชวนนักศึกษาไปในทางเสียหาย
หรือก่อกวนการเรียนการสอน
ขณะทุกฝ่ายประสานมือเต็มกำลัง ยุติความรุนแรง สมเกียรติ จงประ สิทธิ์พร อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวสรุปทันที
"การนำเสนอของสื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา"
สอดรับอธิการฯคือเสียงบุคคลที่อ้างเป็นศิษย์เก่า กร้าวใส่ "ถ้าคำถามไม่สร้างสรรค์ เดี๋ยวเจอกูแน่"
เป็นสุภาพชน สมเป็นศิษย์มีครู
จนเลขาธิการ สกอ.ต้องอ่อนอกอ่อนใจ อยู่เดี๋ยวนี้
เลขาฯ สกอ. เกิด 30 มีนาคม 2494 "
การศึกษาบัณฑิต วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ปริญญาโทและเอกการวิจัยและสถิติ มหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น โคโล ราโด สหรัฐอเมริกา
ชีวิตราชการเริ่มจากเป็นนักวิชาการกองการสอบ สำนักงานก.พ.
ย้ายเข้าเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน กองแผนงาน สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย
เป็นผู้จัดตั้งศูนย์สารสนเทศ นำคอมพิวเตอร์เข้ามาประมวลผลข้อมูลเมื่อปี 2532
เติบโตในสำนักนโยบายและแผนอุดม ศึกษามาโดยตลอด
ตุลาคม 2550 ขึ้นเป็นเลขาธิการ สกอ.
แต่ไม่มีหนไหนจะงานหนักเท่าวันนี้
กลับมาปัญหาเอเน็ตที่นักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมากร้อนอกร้อนใจ
"ยอมรับว่า สกอ.ใช่จะถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจสอบพบว่าระบบไม่ถูกต้องและเกิดปัญหา ยินดีจะรับผิดชอบ
"แต่ประเด็นสำคัญของปัญหาอยู่ที่จะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่ามีข้อบกพร่องในระบบจริงหรือไม่
"สกอ.ยินดีจะให้สิทธิกับนักเรียนทุกคนที่ประสบกับปัญหาดังกล่าว"
ยืนยัน ประชาสัมพันธ์เต็มที่มาโดยตลอด โดยหน่วยงานที่อยู่ในวงจรการรับสมัครที่สำคัญคือโรงเรียน ซึ่งต้องรู้ระบบการดำเนินการและต้องช่วยเหลือให้คำแนะนำกับนักเรียน
บทสรุปคือ
"จะเปิดรับการชำระเงินค่าสมัคร เอเน็ตรอบสองหรือไม่ หรือจะมีแนวทางเยียวยาอื่นอย่างไร การตัดสินใจจะอยู่บนหลักการความถูกต้อง จะไม่ให้กระแสสังคมและการเมืองมากดดัน
"เพราะมหาวิทยาลัยมีอำนาจโดยตรงในการรับนักศึกษา"
ส่วนเรื่องร้อน นักเรียน-นักเลง ทำหนังสือแจ้งไปยังอธิการบดีทั้ง 2 แห่งให้รายงานข้อเท็จจริง
และให้ชี้แจงว่าปฏิบัติตามนโยบายป้องกันนักเรียนนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายกันที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศไว้หรือไม่
หากพบว่าผู้บริหารปล่อยปละละเลย ต้องลงโทษ!!
หน้า 4 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROemIyTXdNVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd09RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
กำหนดวันสอบบาลีสนามหลวง 2552
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
กำหนดวันสอบบาลีสนามหลวง 2552
นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมมือกับสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง ได้กำหนดสอบบาลีสนามหลวงประจำปี 2552 โดยแบ่งการสอบออกเป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 สอบตามปกติที่ได้ปฏิบัติเป็นลำดับมา ในการสอบครั้งแรก เปิดสอบประโยค ป.ธ.6, 7, 8, 9 เมื่อวันที่ 27-31 เดือนมกราคม 2552 เปิดสอบในกรุงเทพมหานคร รวม 5 แห่ง จากนั้นในวันที่ 19-21 เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เปิดสอบประโยค 1-2 และประโยค ป.ธ.3, 4, 5 มีสนามสอบในส่วนกลางจำนวน 19 แห่ง และในส่วนภูมิภาคจำนวน 85 แห่ง ครั้งที่ 2 เปิดสอบสำหรับผู้ที่สอบได้แล้ว 1 วิชาในการสอบครั้งแรก ในชั้นประโยค 1-2 ถึงประโยค ป.ธ.5 ในวันที่ 19-21 เมษายน 2552 มีสนามสอบส่วนกลาง รวม 9 แห่ง และในภูมิภาค รวม 21 แห่ง โอกาสนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอกราบอาราธนาพระภิกษุ สามเณร สมัครสอบบาลีสนามหลวงทุกชั้นประโยค พ.ศ.2552 เพื่อเป็นข้อมูลทางการศึกษาประจำปี โดยเอกสารนั้น สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงได้จัดส่งไปถวายเจ้าคณะภาค เจ้าสำนักเรียน ในส่วนกลาง และเจ้าสำนักเรียนในส่วนภูมิภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง โทร. 0-2869-0485, 0-2869-0487
หน้า 31 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdNekUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
กำหนดวันสอบบาลีสนามหลวง 2552
นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมมือกับสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง ได้กำหนดสอบบาลีสนามหลวงประจำปี 2552 โดยแบ่งการสอบออกเป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 สอบตามปกติที่ได้ปฏิบัติเป็นลำดับมา ในการสอบครั้งแรก เปิดสอบประโยค ป.ธ.6, 7, 8, 9 เมื่อวันที่ 27-31 เดือนมกราคม 2552 เปิดสอบในกรุงเทพมหานคร รวม 5 แห่ง จากนั้นในวันที่ 19-21 เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เปิดสอบประโยค 1-2 และประโยค ป.ธ.3, 4, 5 มีสนามสอบในส่วนกลางจำนวน 19 แห่ง และในส่วนภูมิภาคจำนวน 85 แห่ง ครั้งที่ 2 เปิดสอบสำหรับผู้ที่สอบได้แล้ว 1 วิชาในการสอบครั้งแรก ในชั้นประโยค 1-2 ถึงประโยค ป.ธ.5 ในวันที่ 19-21 เมษายน 2552 มีสนามสอบส่วนกลาง รวม 9 แห่ง และในภูมิภาค รวม 21 แห่ง โอกาสนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอกราบอาราธนาพระภิกษุ สามเณร สมัครสอบบาลีสนามหลวงทุกชั้นประโยค พ.ศ.2552 เพื่อเป็นข้อมูลทางการศึกษาประจำปี โดยเอกสารนั้น สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงได้จัดส่งไปถวายเจ้าคณะภาค เจ้าสำนักเรียน ในส่วนกลาง และเจ้าสำนักเรียนในส่วนภูมิภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง โทร. 0-2869-0485, 0-2869-0487
หน้า 31 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdNekUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)