โครงการฝึกอบรมนักวิจัยด้านสตรีศึกษาเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมอบรม รุ่นที่ 6โดย : มูลนิธิผู้หญิง เมื่อ : 7/04/2008 12:26 PM
ในหัวข้อเรื่อง “วัฒนธรรม เพศภาวะ และการบริโภค” (Culture, Gender and Consumption) ฝึกอบรมวันที่ 14 – 28 กันยายน 2551 ณ ศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมการฝึกอบรม เปิดรับสมัครตั้งแต่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2551ประกาศผลการคัดเลือก ภายในเดือน พฤษภาคม 2551 ติดต่อขอรับใบสมัครและสอบถามรายละเอียดได้ที่ http://www.soc.cmu.ac.th/~wsc Email: wsc@chiangmai.ac.thโทร 0-5394-3592 – 3, 0-2394-3572จัดโดย มูลนิธิผู้หญิง กฎหมายและการพัฒนาชนบท ร่วมกับศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนจาก NKJF (The Norwegian Female Lawyers Organization)
วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551
เชิญร่วมงาน วงสนทนาเกษตรอินทรีย์ ครั้งที่ ๒ (Green Dialogue)
เชิญร่วมงาน วงสนทนาเกษตรอินทรีย์ ครั้งที่ ๒ (Green Dialogue)โดย : เครือข่ายตลาดสีเขียว เมื่อ : 7/04/2008 04:36 PMในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551 เวลา 13.30-15.00 น. ณ สหกรณ์เลมอนฟาร์มพัฒนา จำกัด 104/34 หมู่1 ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. (สอบถามเส้นทาง : 02-5752222, 02-5753788)มาทำความรู้จักกับมาตรฐานอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในแบบง่ายๆ ที่ผู้ประกอบเช่นคุณและชุมชนก็สามารถสร้างเองได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนสบายๆและให้ความรู้โดย คุณนาถฤดี นาครวาจา ผู้จัดการสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์(มกท.)หน่วยงานที่ให้การตรวจสอบรับรองมาตรฐานในระดับสากล และได้การรับรองระบบ (Accreditation) จาก IFOAM (ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ)จัดโดย เครือข่ายตลาดสีเขียวบริษัทสวนเงินมีมา 113-115 ถ.เฟื่องนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธ พระนคร กรุงเทพฯ 10200โทรศัพท์ 02-2225698 , 02-6220955, 089-6419283(มิ้ม) โทรสาร 02-6223228 e-mail : suanco@suan-spirit.comwww.suan-spirit.com หรือ http://www.thaigreenmarket.com
เวทีเสวนา:จีน-ธิเบต สู่โอลิมปิคเพื่อสันติภาพ ด้วยการเมืองที่เป็นธรรม
เวทีเสวนา:จีน-ธิเบต สู่โอลิมปิคเพื่อสันติภาพ ด้วยการเมืองที่เป็นธรรมโดย : องค์กรร่วมจัด เมื่อ : 7/04/2008 04:42 PM
เวทีเสวนา จีน - ธิเบต“สู่โอลิมปิคเพื่อสันติภาพ ด้วยการเมืองที่เป็นธรรม” วันพุธที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๔.๐๐ น. – ๑๗.๐๐ น.ณ ห้องประชุม ๒๒๒ ชั้น ๒ ตึกคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)หลักการและเหตุผล ธิเบต คุณูปการที่มีต่อโลกแม้ว่าภาพของการลุกฮือขึ้นเรียกร้องสิทธิของชนชาติธิเบต ดูเป็นการจลาจลด้วยความรุนแรงจากรายงานที่เสนอผ่านสื่อต่าง ๆ แต่ความรุนแรงดังกล่าวย่อมไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยไร้ที่มาของปัญหา นับตั้งแต่กองทัพประชาชนของรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ ได้ยาตราทัพเข้าไปในดินแดนธิเบต ด้วยข้ออ้างถึงการปลดปล่อยธิเบต ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ (ค.ศ.๑๙๕๐) นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม ของชนชาติธิเบต การลี้ภัยออกนอกประเทศขององค์ทะไลลามะและคุรุคนสำคัญอื่นๆ กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนต่อจิตวิญญาณของมนุษยชาติอย่างมาก เพราะกลายเป็นช่องทางที่ทำให้ภูมิปัญญาซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ขุนเขาหิมาลัย ได้สำแดงคุณค่าให้โลกประจักษ์ชัด พุทธศาสนาแบบวัชรยานของธิเบตกลายเป็นหัวหอกที่สำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่โลกตะวันตกอย่างกว้างขวาง จีนกับการเจริญเติบโตทางวัตถุในทางกลับกัน วิถีชีวิตและความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ของธิเบตที่โลกได้รับรู้ กลับถูกเพิกเฉยจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีน ความพอใจกับสมบัติที่แม้ไม่มากมาย ความพึงใจกับการสะสมบุญและอุทิศตนเพื่อธรรมมะ ถูกมองเป็นความยากจนและล้าหลัง รัฐบาลจีนต้องการสร้างความเจริญทางวัตถุและหาประโยชน์จากธิเบต วิธีการหนึ่งที่รัฐบาลจีนนำมาใช้คือ การพยายามสนับสนุนให้คนต่างถิ่นอพยพเข้ามาตั้งรกรากและทำมาหากินในธิเบต จนนำมาซึ่งความแปลกแยกกับคนท้องถิ่น เหตุเพราะวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน รวมไปถึงความไม่เท่าเทียมกันในการกระจายรายได้และทรัพยากร ปัญหาดังกล่าวค่อยๆ ก่อตัวสะสมมาอย่างยาวนาน บวกกับการที่รัฐบาลจีนได้จำกัดสิทธิในด้านต่างๆ ของชาวธิเบตโดยเฉพาะเสรีภาพในทางศาสนา มีการจับกุมคุมขังนักบวช ปิดวัด อยู่เป็นระยะตลอดเวลาห้าสิบกว่าปีที่เข้ายึดครองธิเบต ทำให้ความไม่พอใจที่สั่งสมมาถึงจุดแตกหักดังเหตุการณ์ที่กำลังที่เกิดขึ้น การเจรจา หนทางสู่สันติภาพ? (dialogue?)รัฐบาลจีนกล่าวโทษไปยังประมุขของทิเบตคือ องค์ทะไลลามะและรัฐบาลพลัดถิ่นของธิเบต ณ เมืองธรรมศาลา ว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ไม่ว่าข้อกล่าวหานี้จะเท็จจริงประการใดก็ตาม แต่นโยบายและการกระทำของจีนที่มีต่อธิเบตตลอดห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ย่อมเป็นประจักษ์พยานว่า รัฐบาลจีนเป็นมูลเหตุสำคัญของปัญหาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้จะถูกบดบังด้วยภาพความรุนแรงของการจราจล แต่การเคลื่อนไหวของพระภิกษุสงฆ์ชาวธิเบตตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะในกรุงลาซาขณะนี้ ก็เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนร่วมเจรจาวิสาสะ(Dialogue) ถึงเสรีภาพอันพึงมีทางศาสนาและวัฒนธรรมความเชื่อ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากจีนเสมอมา ความเป็นธรรมกับการค้าอีกทั้งนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจีนในระยะหลัง เลือกที่จะละเลยความถูกต้องชอบธรรมต่าง ๆ ในการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในดินแดนที่มีความขัดแย้ง และถูกตั้งคำถามต่อเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็น กรณีดาร์ฟูร์ในซูดาน หรือต่อเหตุการณ์ในพม่า เป็นต้น รัฐบาลจีนเลือกใช้อำนาจและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มีอยู่กับนานาประเทศ เป็นเครื่องมือในการยุติการวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความชอบธรรมจากนานาชาติ ในกรณีของธิเบตก็ไม่ต่างออกไปนัก การใช้มหกรรมกีฬาโอลิมปิคเป็นเสมือนตัวประกันต่อนานาชาติ ในการเรียกร้องให้ยุติปัญหาโดยเร็วอย่างปราศจาการแก้ปัญหาอย่างถึงราก องค์กรร่วมจัด เราตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดเวทีเสวนาพูดคุยในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลความรู้และสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน ต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ และคาดหวังว่าความเข้าใจดังกล่าวจะนำไปสู่ท่าทีที่พึงมีพึงเป็นของสังคมไทยต่อกรณีนี้ด้วย กำหนดการ ๑๔.๐๐ น. ลงทะเบียน และชมนิทรรศการ “วิถีแห่งธิเบต”๑๔.๓๐ น.- ๑๕.๐๐ น. ฉายภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับธิเบต ๑๕.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น. เสวนา “สู่โอลิมปิคเพื่อสันติภาพ ด้วยการเมืองที่เป็นธรรม“วิทยากร๑. ภิกษุณีธัมมนันทา ๒.รสนา โตสิตระกูล๓.ดร. สุรพงษ์ ชัยนาม๔.Dorothy Guerrero พร้อมชมนิทรรศการและหนังสือที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมธิเบต และพุทธศาสนานิกายวัชรยาน และการเปิดตัวหนังสือ “ปัญญาญาณแห่งการอภัย” (Wisdom of Forgiveness) ขององค์ทะไลลามะและวิกเตอร์ ชาน (นักหนังสือพิมพ์ชาวจีน)องค์กรร่วมจัด : เครือข่ายพุทธิกา สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา โครงการสตรีและเยาวชนศึกษามหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป อาศรมวงศ์สนิท INEB (International Network for Engage Buddhist) เสมสิกขาลัย สำรองที่นั่งเข้าร่วมกิจกรรมฟรี : เครือข่ายพุทธิกา โทรฯ ๐๒-๘๘๖๙๘๘๑, ๐๒-๘๘๓๐๕๙๒ E-mail: b_netmail@yahoo.com สนพ.สวนเงินมีมา โทรฯ ๐๒-๒๒๒๕๖๙๘ ๐๒-๖๒๒๐๙๕๕ ๐๒-๖๒๒๐๙๖๖E-mail: publishers@suan-spirit.com เว็บไซต์: www.suan-spirit.com
เวทีเสวนา จีน - ธิเบต“สู่โอลิมปิคเพื่อสันติภาพ ด้วยการเมืองที่เป็นธรรม” วันพุธที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๔.๐๐ น. – ๑๗.๐๐ น.ณ ห้องประชุม ๒๒๒ ชั้น ๒ ตึกคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)หลักการและเหตุผล ธิเบต คุณูปการที่มีต่อโลกแม้ว่าภาพของการลุกฮือขึ้นเรียกร้องสิทธิของชนชาติธิเบต ดูเป็นการจลาจลด้วยความรุนแรงจากรายงานที่เสนอผ่านสื่อต่าง ๆ แต่ความรุนแรงดังกล่าวย่อมไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยไร้ที่มาของปัญหา นับตั้งแต่กองทัพประชาชนของรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ ได้ยาตราทัพเข้าไปในดินแดนธิเบต ด้วยข้ออ้างถึงการปลดปล่อยธิเบต ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ (ค.ศ.๑๙๕๐) นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม ของชนชาติธิเบต การลี้ภัยออกนอกประเทศขององค์ทะไลลามะและคุรุคนสำคัญอื่นๆ กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนต่อจิตวิญญาณของมนุษยชาติอย่างมาก เพราะกลายเป็นช่องทางที่ทำให้ภูมิปัญญาซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ขุนเขาหิมาลัย ได้สำแดงคุณค่าให้โลกประจักษ์ชัด พุทธศาสนาแบบวัชรยานของธิเบตกลายเป็นหัวหอกที่สำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่โลกตะวันตกอย่างกว้างขวาง จีนกับการเจริญเติบโตทางวัตถุในทางกลับกัน วิถีชีวิตและความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ของธิเบตที่โลกได้รับรู้ กลับถูกเพิกเฉยจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีน ความพอใจกับสมบัติที่แม้ไม่มากมาย ความพึงใจกับการสะสมบุญและอุทิศตนเพื่อธรรมมะ ถูกมองเป็นความยากจนและล้าหลัง รัฐบาลจีนต้องการสร้างความเจริญทางวัตถุและหาประโยชน์จากธิเบต วิธีการหนึ่งที่รัฐบาลจีนนำมาใช้คือ การพยายามสนับสนุนให้คนต่างถิ่นอพยพเข้ามาตั้งรกรากและทำมาหากินในธิเบต จนนำมาซึ่งความแปลกแยกกับคนท้องถิ่น เหตุเพราะวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน รวมไปถึงความไม่เท่าเทียมกันในการกระจายรายได้และทรัพยากร ปัญหาดังกล่าวค่อยๆ ก่อตัวสะสมมาอย่างยาวนาน บวกกับการที่รัฐบาลจีนได้จำกัดสิทธิในด้านต่างๆ ของชาวธิเบตโดยเฉพาะเสรีภาพในทางศาสนา มีการจับกุมคุมขังนักบวช ปิดวัด อยู่เป็นระยะตลอดเวลาห้าสิบกว่าปีที่เข้ายึดครองธิเบต ทำให้ความไม่พอใจที่สั่งสมมาถึงจุดแตกหักดังเหตุการณ์ที่กำลังที่เกิดขึ้น การเจรจา หนทางสู่สันติภาพ? (dialogue?)รัฐบาลจีนกล่าวโทษไปยังประมุขของทิเบตคือ องค์ทะไลลามะและรัฐบาลพลัดถิ่นของธิเบต ณ เมืองธรรมศาลา ว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ไม่ว่าข้อกล่าวหานี้จะเท็จจริงประการใดก็ตาม แต่นโยบายและการกระทำของจีนที่มีต่อธิเบตตลอดห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ย่อมเป็นประจักษ์พยานว่า รัฐบาลจีนเป็นมูลเหตุสำคัญของปัญหาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้จะถูกบดบังด้วยภาพความรุนแรงของการจราจล แต่การเคลื่อนไหวของพระภิกษุสงฆ์ชาวธิเบตตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะในกรุงลาซาขณะนี้ ก็เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนร่วมเจรจาวิสาสะ(Dialogue) ถึงเสรีภาพอันพึงมีทางศาสนาและวัฒนธรรมความเชื่อ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากจีนเสมอมา ความเป็นธรรมกับการค้าอีกทั้งนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจีนในระยะหลัง เลือกที่จะละเลยความถูกต้องชอบธรรมต่าง ๆ ในการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในดินแดนที่มีความขัดแย้ง และถูกตั้งคำถามต่อเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็น กรณีดาร์ฟูร์ในซูดาน หรือต่อเหตุการณ์ในพม่า เป็นต้น รัฐบาลจีนเลือกใช้อำนาจและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มีอยู่กับนานาประเทศ เป็นเครื่องมือในการยุติการวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความชอบธรรมจากนานาชาติ ในกรณีของธิเบตก็ไม่ต่างออกไปนัก การใช้มหกรรมกีฬาโอลิมปิคเป็นเสมือนตัวประกันต่อนานาชาติ ในการเรียกร้องให้ยุติปัญหาโดยเร็วอย่างปราศจาการแก้ปัญหาอย่างถึงราก องค์กรร่วมจัด เราตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดเวทีเสวนาพูดคุยในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลความรู้และสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน ต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ และคาดหวังว่าความเข้าใจดังกล่าวจะนำไปสู่ท่าทีที่พึงมีพึงเป็นของสังคมไทยต่อกรณีนี้ด้วย กำหนดการ ๑๔.๐๐ น. ลงทะเบียน และชมนิทรรศการ “วิถีแห่งธิเบต”๑๔.๓๐ น.- ๑๕.๐๐ น. ฉายภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับธิเบต ๑๕.๐๐ น.-๑๗.๐๐ น. เสวนา “สู่โอลิมปิคเพื่อสันติภาพ ด้วยการเมืองที่เป็นธรรม“วิทยากร๑. ภิกษุณีธัมมนันทา ๒.รสนา โตสิตระกูล๓.ดร. สุรพงษ์ ชัยนาม๔.Dorothy Guerrero พร้อมชมนิทรรศการและหนังสือที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมธิเบต และพุทธศาสนานิกายวัชรยาน และการเปิดตัวหนังสือ “ปัญญาญาณแห่งการอภัย” (Wisdom of Forgiveness) ขององค์ทะไลลามะและวิกเตอร์ ชาน (นักหนังสือพิมพ์ชาวจีน)องค์กรร่วมจัด : เครือข่ายพุทธิกา สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา โครงการสตรีและเยาวชนศึกษามหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป อาศรมวงศ์สนิท INEB (International Network for Engage Buddhist) เสมสิกขาลัย สำรองที่นั่งเข้าร่วมกิจกรรมฟรี : เครือข่ายพุทธิกา โทรฯ ๐๒-๘๘๖๙๘๘๑, ๐๒-๘๘๓๐๕๙๒ E-mail: b_netmail@yahoo.com สนพ.สวนเงินมีมา โทรฯ ๐๒-๒๒๒๕๖๙๘ ๐๒-๖๒๒๐๙๕๕ ๐๒-๖๒๒๐๙๖๖E-mail: publishers@suan-spirit.com เว็บไซต์: www.suan-spirit.com
คำพิพากษาฎีกา-บันทึกสภา ไขความลับ"โภคิน-ทักษิณ" ปริศนา"ไอ้โม่ง"ฟันค่าเงินบาท
วันที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10986คำพิพากษาฎีกา-บันทึกสภา ไขความลับ"โภคิน-ทักษิณ" ปริศนา"ไอ้โม่ง"ฟันค่าเงินบาทโดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
แม้เวลาผ่านไปเกือบ 11 ปี แต่ความลับดำมืดที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า มีนักธุรกิจขาใหญ่ที่รู้ความลับการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเช้าตรู่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 และร่ำรวยจากการค้าเงินบาทยังไม่กระจ่างชัดจนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (ที่ 5730/2550-ดูรายละเอียดใน"มติชนออนไลน์" www.matichon.co.th.) ยกฟ้องคดีที่นายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นายสุเทพ เทือสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กับหนังสือพิมพ์อีก 8 ฉบับ เป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท กรณีที่นายสุเทพอภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันายน 2540 โจมตีเรื่องการลดค่าเงินบาทว่า สงสัยว่า นายโภคินจะนำความลับเรื่องการลดค่าเงินบาทไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์จากการลดค่าเงินดังกล่าวหลังจากนั้น "มติชนออนไลน์" นำบันทึกรายงานการประชุมสภาผู้แทนชุดที่ 20 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25-26 ( สมัยสามัญครั้งที่ 2 เล่ม 21 พ.ศ.2540 ) หน้า 179-181 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 (วันเดียวกับที่นายสุเทพอภิปราย) มาเผยแพร่ บันทึกดังกล่าว เป็นคำอภิปรายของ พ.ต.ท.ทักษิณรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ชี้แจงข้อกล่าวหาของนายสุเทพที่พาดพิงว่า รู้ความลับเรื่องลดค่าเงินบาทจากนายโภคินเมื่อนำข้อเท็จจริงจากเอกสารทั้ง 2 ชิ้น มาเรียบเรียงและวิเคราะห์แล้ว อาจไขความลับที่เกิดขึ้นและไขปริศนาได้ว่า ใครคือ "ไอ้โม่ง" ที่ร่ำรวยจากการรู้ความลับในการลดลดค่าเงินบาทและนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์1จากคำพิพากษาศาลฎีกาพบข้อเท็จจริงดังนี้1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายว่า ในการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเช้าวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 มีขาใหญ่ร่ำรวยจากการรู้ความลับเรื่องการลดค่าเงินบาท เนื่องจากในการประชุมเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นความลับที่สุด (ก่อนประกาศลอยตัวค่าเงินบาท 3 วัน) ระหว่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการ ธปท.นั้น มีนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอยู่ในที่ประชุมด้วย 2.นายสุเทพตั้งข้อสงสัยว่า นายโภคินได้นำความลับเรื่องการประชุมดังกล่าวมาบอก พ.ต.ท.ทักษิณ (ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมูนิเคชั่น หรือชินคอร์ป) ซึ่งอาจมีการนำความลับดังกล่าวไปหาประโยชน์ด้วยการซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าได้กำไรหลายพันล้านบาท3.นายสุเทพระบุว่า รู้เรื่องดังกล่าวมาจากนายภูษณ ปรีย์มาโนช รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ขณะนั้น) นายไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ และนายเริงชัย 4.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ปฏิเสธว่า การประชุมวันดังกล่าว มีผู้เข้าประชุมและรู้ความลับเพียง 3 คน คือ พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย5.นายโภคินยืนยันว่า ไม่ได้รับรู้การตัดสินใจปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ไม่เคยติดต่อหรือแจ้งโทรศัพท์บอก พ.ต.ท.ทักษิณและไม่เคยรับประโยชน์ใดๆ จากการปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว6.ข้อเท็จจริงฟังยุติในชั้นศาลฎีกาว่า ในการประชุมเมื่อเช้าวันที่ 29 มิถุนายน 2540 มีนายโภคินร่วมอยู่ด้วย จากคำเบิกความยืนยันของนายเริงชัยและนายทนง ซึ่งเป็นพยานโจทก์ (นายโภคิน) โดยก่อนประชุมนายเริงชัยได้ทักท้วงแล้วว่า เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท ควรให้นายโภคินอยู่ด้วยหรือไม่ แต่ พล.อ.ชวลิตอนุญาตให้นายโภคินอยู่7.คำเบิกความของนายเริงชัยและนายทนง แตกต่างขัดแย้งกับคำเบิกความของนายโภคินโดยสิ้นเชิง ( พยานทั้งสองปากเป็นประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์และไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งเป็นพยานที่โจทก์อ้าง จึงเชื่อว่า เบิกความไปตามความจริง) การที่นายสุเทพอภิปรายว่า นายโภคินซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วยในการประชุมตัดสินใจที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น "ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จหรือฝ่าฝืนต่อความจริง ฟ้องของโจทก์ (นายโภคิน) ในส่วนนี้ต่างหากที่ฝ่าฝืนต่อความจริง" 8.ศาลเห็นว่า การกระทำของ พล.อ.ชวลิตที่ยอมให้โจทก์ (นายโภคิน) ร่วมรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อันเป็นเรื่องความลับที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และส่วนได้เสียของประเทศและประชาชนจำนวนมาก ก่อนวันประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วันทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือควรรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและการตัดสินใจในครั้งนี้เลย และหลังจากนั้นยังยืนยันในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอดว่า มีผู้รู้ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ตัว พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย "เป็นข้อพิรุธสำคัญ""ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่น ที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้นายสุเทพซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้" 2จากบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ดู "มติชนออนไลน์" www.matichon.co.th.) พบข้อเท็จจริงว่า 1.พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า รู้เรื่องการประชุมเรื่องการลดค่าเงินบาทที่ทำเนียบรัฐบาลเพราะเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 มีคนโทรศัพท์มาบอกว่า มีการประชุมอย่างซีเรียสของคน 4 คน คือ พล.อ.ชวลิต นายเริงชัย นายทนง และ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการ ธปท. และผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน2.พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า เนื่องจากนายชัยวัฒน์เป็นผู้จัดการทุนรักษาระดับฯ เลยเดาว่า สงสัยจะมีการลดค่าเงินบาท3.พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า ขณะที่ได้รับโทรศัพท์รับประทานอาหารอยู่กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น )และนักหนังสือพิมพ์อาวุโสคนหนึ่ง และยังบอกเรื่องสงสัยว่า จะมีการลดค่าเงินบาทแก่ พล.ต.สนั่นด้วย4.ไม่มีบันทึกการประชุมและข้อเท็จจริงว่า พล.ต.สนั่นตอบรับหรือปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว5.พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้บอกว่าคนที่โทรศัพท์แจ้งข่าวการประชุมเป็นใคร?3ทั้งจากคำพิพากษาศาลฎีกาและบันทึกประชุมการประชุมสภามีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้1.ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลฎีกาและคำชี้แจงจาก พ.ต.ท.ทักษิณตรงกันคือ มีผู้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการลอยตัวค่าเงินบาท 4 คน2.แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันคือ คำพิพากษาระบุว่า บุคคลที่ 4 คือ นายโภคิน พลกุล แต่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า คือนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์3.จากข้อเท็จจริงที่ต่างกันดังกล่าวเป็นเพราะ บุคคลที่โทรศัพท์แจ้งข่าวแก่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกข้อมูลผิด หรือ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้บอกข้อมูลที่เป็นจริง4.ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรียอมรับต่อที่ประชุม (นายสุเทพ) ว่า มีคนโทรศัพท์แจ้งให้รู้ว่า มีการประชุมเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 4 คน ซึ่งขัดแย้งกับคำชี้แจงของ พล.อ.ชวลิตและนายโภคินที่บอกว่า มี 3 คน ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณจะนิ่งเฉยเสียหรือปฏิเสธว่า ไม่เคยรู้เรื่องการประชุมเรื่องการลดค่าเงินบาทก็สามารถทำได้ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ว่า ข้อมูลที่นายสุเทพรับรู้ยากที่จะปฏิเสธ (จนแต้ม?)การยอมรับว่า มีคนโทรศัพท์แจ้งโดยระบุว่า บุคคลที่ 4 คือ นายชัยวัฒน์เพราะมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากนายชัยวัฒน์เป็นทั้งรองผู้ว่าการ ธปท. และผู้จัดการทุนรักษาระดับฯที่เกี่ยวข้องกับการดูแลค่าเงินบาทโดยตรง ทำให้กลบข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวนายโภคินได้?5.ข้อสงสัยของนายสุเทพว่า มีคนโทรศัพท์มาบอกเรื่องการประชุมลดค่าเงินบาทกับ พ.ต.ท.ทักษิณสอดคล้องกับคำชี้แจง (คำสารภาพ?) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ 6.พ.ต.ท.ทักษิณจงใจเปิดเผยพยานอ้างอิงในเหตุการณ์คือ พล.ต.สนั่นให้เกิดความน่าเชื่อถือ แต่ทำไมไม่ยอมเปิดเผยว่า ใครโทรศัพท์มาแจ้งข่าวการประชุมลับ (ถ้าไม่มีผลประโยชน์?) แต่ใช้วิธีการสร้างตัวละครคนที่ 4 ที่อยู่ในที่ประชุมแทนคนที่นายสุเทพอภิปรายถึง?7.พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า รู้ข่าวการประชุมลดค่าเงินบาทตอน 4 ทุ่ม วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 (ประกาศลอยตัวค่าเงินเช้าตรู่ วันที่ 2 กรกฎาคม 2540)สำหรับนักค้าเงินขาใหญ่หรือนักธุรกิจที่มีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ แม้เวลาดังกล่าวเป็นช่วงปิดตลาดเอเชีย แต่สำหรับตลาดนิวยอร์ก ซึ่งเพิ่งเปิดตลาดเนื่องจากเป็นช่วงเช้า เวลา 6-7 ชั่วโมง สามารถโกยกำไรได้อย่างมหาศาลนอกจากข้อเท็จจริงจากเอกสาร 2 ชิ้นดังกล่าวแล้ว นายโภคินซึ่งหลังจากพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วได้รับการสรรหาให้เป็นรองประธานศาลปกครองสูงสุด และเป็นตัวเก็งประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่ 2 ต่อจากนายอักขราทร จุฬารัตน แต่เมื่อมีนาคม 2547 นายโภคินได้ลาออกจากตำแหน่งรองประธานศาลปกครองสูงสุด มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณในช่วงที่เรืองอำนาจมากที่สุดถ้าดูจากปรัชญาการทำธุรกิจและการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานแล้ว การที่นายโภคินได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่เรื่องแปลก
หน้า 17 มติชนออนไลน์
แม้เวลาผ่านไปเกือบ 11 ปี แต่ความลับดำมืดที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า มีนักธุรกิจขาใหญ่ที่รู้ความลับการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเช้าตรู่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 และร่ำรวยจากการค้าเงินบาทยังไม่กระจ่างชัดจนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (ที่ 5730/2550-ดูรายละเอียดใน"มติชนออนไลน์" www.matichon.co.th.) ยกฟ้องคดีที่นายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นายสุเทพ เทือสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กับหนังสือพิมพ์อีก 8 ฉบับ เป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท กรณีที่นายสุเทพอภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันายน 2540 โจมตีเรื่องการลดค่าเงินบาทว่า สงสัยว่า นายโภคินจะนำความลับเรื่องการลดค่าเงินบาทไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์จากการลดค่าเงินดังกล่าวหลังจากนั้น "มติชนออนไลน์" นำบันทึกรายงานการประชุมสภาผู้แทนชุดที่ 20 ปีที่ 1 ครั้งที่ 25-26 ( สมัยสามัญครั้งที่ 2 เล่ม 21 พ.ศ.2540 ) หน้า 179-181 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 (วันเดียวกับที่นายสุเทพอภิปราย) มาเผยแพร่ บันทึกดังกล่าว เป็นคำอภิปรายของ พ.ต.ท.ทักษิณรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ชี้แจงข้อกล่าวหาของนายสุเทพที่พาดพิงว่า รู้ความลับเรื่องลดค่าเงินบาทจากนายโภคินเมื่อนำข้อเท็จจริงจากเอกสารทั้ง 2 ชิ้น มาเรียบเรียงและวิเคราะห์แล้ว อาจไขความลับที่เกิดขึ้นและไขปริศนาได้ว่า ใครคือ "ไอ้โม่ง" ที่ร่ำรวยจากการรู้ความลับในการลดลดค่าเงินบาทและนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์1จากคำพิพากษาศาลฎีกาพบข้อเท็จจริงดังนี้1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายว่า ในการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเช้าวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 มีขาใหญ่ร่ำรวยจากการรู้ความลับเรื่องการลดค่าเงินบาท เนื่องจากในการประชุมเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นความลับที่สุด (ก่อนประกาศลอยตัวค่าเงินบาท 3 วัน) ระหว่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการ ธปท.นั้น มีนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอยู่ในที่ประชุมด้วย 2.นายสุเทพตั้งข้อสงสัยว่า นายโภคินได้นำความลับเรื่องการประชุมดังกล่าวมาบอก พ.ต.ท.ทักษิณ (ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมูนิเคชั่น หรือชินคอร์ป) ซึ่งอาจมีการนำความลับดังกล่าวไปหาประโยชน์ด้วยการซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าได้กำไรหลายพันล้านบาท3.นายสุเทพระบุว่า รู้เรื่องดังกล่าวมาจากนายภูษณ ปรีย์มาโนช รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ขณะนั้น) นายไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ และนายเริงชัย 4.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ปฏิเสธว่า การประชุมวันดังกล่าว มีผู้เข้าประชุมและรู้ความลับเพียง 3 คน คือ พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย5.นายโภคินยืนยันว่า ไม่ได้รับรู้การตัดสินใจปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ไม่เคยติดต่อหรือแจ้งโทรศัพท์บอก พ.ต.ท.ทักษิณและไม่เคยรับประโยชน์ใดๆ จากการปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว6.ข้อเท็จจริงฟังยุติในชั้นศาลฎีกาว่า ในการประชุมเมื่อเช้าวันที่ 29 มิถุนายน 2540 มีนายโภคินร่วมอยู่ด้วย จากคำเบิกความยืนยันของนายเริงชัยและนายทนง ซึ่งเป็นพยานโจทก์ (นายโภคิน) โดยก่อนประชุมนายเริงชัยได้ทักท้วงแล้วว่า เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท ควรให้นายโภคินอยู่ด้วยหรือไม่ แต่ พล.อ.ชวลิตอนุญาตให้นายโภคินอยู่7.คำเบิกความของนายเริงชัยและนายทนง แตกต่างขัดแย้งกับคำเบิกความของนายโภคินโดยสิ้นเชิง ( พยานทั้งสองปากเป็นประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์และไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งเป็นพยานที่โจทก์อ้าง จึงเชื่อว่า เบิกความไปตามความจริง) การที่นายสุเทพอภิปรายว่า นายโภคินซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่สมควรจะไปนั่งอยู่ด้วยในการประชุมตัดสินใจที่จะให้ค่าเงินบาทลอยตัวนั้น "ไม่ใช่ข้อความอันเป็นเท็จหรือฝ่าฝืนต่อความจริง ฟ้องของโจทก์ (นายโภคิน) ในส่วนนี้ต่างหากที่ฝ่าฝืนต่อความจริง" 8.ศาลเห็นว่า การกระทำของ พล.อ.ชวลิตที่ยอมให้โจทก์ (นายโภคิน) ร่วมรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อันเป็นเรื่องความลับที่สุดซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์และส่วนได้เสียของประเทศและประชาชนจำนวนมาก ก่อนวันประกาศเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถึง 3 วันทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือควรรับรู้ถึงการปรึกษาหารือและการตัดสินใจในครั้งนี้เลย และหลังจากนั้นยังยืนยันในที่สาธารณะต่อสื่อมวลชนมาโดยตลอดว่า มีผู้รู้ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพียง 3 คนเท่านั้น คือ ตัว พล.อ.ชวลิต นายทนง และนายเริงชัย "เป็นข้อพิรุธสำคัญ""ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่น ที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้นายสุเทพซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้" 2จากบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ดู "มติชนออนไลน์" www.matichon.co.th.) พบข้อเท็จจริงว่า 1.พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า รู้เรื่องการประชุมเรื่องการลดค่าเงินบาทที่ทำเนียบรัฐบาลเพราะเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 มีคนโทรศัพท์มาบอกว่า มีการประชุมอย่างซีเรียสของคน 4 คน คือ พล.อ.ชวลิต นายเริงชัย นายทนง และ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการ ธปท. และผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน2.พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า เนื่องจากนายชัยวัฒน์เป็นผู้จัดการทุนรักษาระดับฯ เลยเดาว่า สงสัยจะมีการลดค่าเงินบาท3.พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า ขณะที่ได้รับโทรศัพท์รับประทานอาหารอยู่กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น )และนักหนังสือพิมพ์อาวุโสคนหนึ่ง และยังบอกเรื่องสงสัยว่า จะมีการลดค่าเงินบาทแก่ พล.ต.สนั่นด้วย4.ไม่มีบันทึกการประชุมและข้อเท็จจริงว่า พล.ต.สนั่นตอบรับหรือปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว5.พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้บอกว่าคนที่โทรศัพท์แจ้งข่าวการประชุมเป็นใคร?3ทั้งจากคำพิพากษาศาลฎีกาและบันทึกประชุมการประชุมสภามีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้1.ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลฎีกาและคำชี้แจงจาก พ.ต.ท.ทักษิณตรงกันคือ มีผู้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการลอยตัวค่าเงินบาท 4 คน2.แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันคือ คำพิพากษาระบุว่า บุคคลที่ 4 คือ นายโภคิน พลกุล แต่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า คือนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์3.จากข้อเท็จจริงที่ต่างกันดังกล่าวเป็นเพราะ บุคคลที่โทรศัพท์แจ้งข่าวแก่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกข้อมูลผิด หรือ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้บอกข้อมูลที่เป็นจริง4.ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรียอมรับต่อที่ประชุม (นายสุเทพ) ว่า มีคนโทรศัพท์แจ้งให้รู้ว่า มีการประชุมเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 4 คน ซึ่งขัดแย้งกับคำชี้แจงของ พล.อ.ชวลิตและนายโภคินที่บอกว่า มี 3 คน ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณจะนิ่งเฉยเสียหรือปฏิเสธว่า ไม่เคยรู้เรื่องการประชุมเรื่องการลดค่าเงินบาทก็สามารถทำได้ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ว่า ข้อมูลที่นายสุเทพรับรู้ยากที่จะปฏิเสธ (จนแต้ม?)การยอมรับว่า มีคนโทรศัพท์แจ้งโดยระบุว่า บุคคลที่ 4 คือ นายชัยวัฒน์เพราะมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากนายชัยวัฒน์เป็นทั้งรองผู้ว่าการ ธปท. และผู้จัดการทุนรักษาระดับฯที่เกี่ยวข้องกับการดูแลค่าเงินบาทโดยตรง ทำให้กลบข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวนายโภคินได้?5.ข้อสงสัยของนายสุเทพว่า มีคนโทรศัพท์มาบอกเรื่องการประชุมลดค่าเงินบาทกับ พ.ต.ท.ทักษิณสอดคล้องกับคำชี้แจง (คำสารภาพ?) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ 6.พ.ต.ท.ทักษิณจงใจเปิดเผยพยานอ้างอิงในเหตุการณ์คือ พล.ต.สนั่นให้เกิดความน่าเชื่อถือ แต่ทำไมไม่ยอมเปิดเผยว่า ใครโทรศัพท์มาแจ้งข่าวการประชุมลับ (ถ้าไม่มีผลประโยชน์?) แต่ใช้วิธีการสร้างตัวละครคนที่ 4 ที่อยู่ในที่ประชุมแทนคนที่นายสุเทพอภิปรายถึง?7.พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า รู้ข่าวการประชุมลดค่าเงินบาทตอน 4 ทุ่ม วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 (ประกาศลอยตัวค่าเงินเช้าตรู่ วันที่ 2 กรกฎาคม 2540)สำหรับนักค้าเงินขาใหญ่หรือนักธุรกิจที่มีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ แม้เวลาดังกล่าวเป็นช่วงปิดตลาดเอเชีย แต่สำหรับตลาดนิวยอร์ก ซึ่งเพิ่งเปิดตลาดเนื่องจากเป็นช่วงเช้า เวลา 6-7 ชั่วโมง สามารถโกยกำไรได้อย่างมหาศาลนอกจากข้อเท็จจริงจากเอกสาร 2 ชิ้นดังกล่าวแล้ว นายโภคินซึ่งหลังจากพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วได้รับการสรรหาให้เป็นรองประธานศาลปกครองสูงสุด และเป็นตัวเก็งประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่ 2 ต่อจากนายอักขราทร จุฬารัตน แต่เมื่อมีนาคม 2547 นายโภคินได้ลาออกจากตำแหน่งรองประธานศาลปกครองสูงสุด มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณในช่วงที่เรืองอำนาจมากที่สุดถ้าดูจากปรัชญาการทำธุรกิจและการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานแล้ว การที่นายโภคินได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่เรื่องแปลก
หน้า 17 มติชนออนไลน์
สผ.-กทม.จับตาคอนโดฯ-อพาร์ตเมนต์ 1,400 โครงการ
วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3991 (3191) ประชาชาติออนไลน์สั่งจับตา1,400คอนโดส่อเดี้ยงสวล. กทม.เข้มผิด"รื้อถอน-ระงับก่อสร้าง"สผ.-กทม.จับตาคอนโดฯ-อพาร์ตเมนต์ 1,400 โครงการ ตรวจเข้มเลี่ยงจัดทำรายงานอีไอเอ ลอตแรก 16 โปรเจ็กต์ แจ็กพอตสั่งแก้ไข ระงับก่อสร้าง จนถึงขั้นให้รื้อถอน เตือนดีเวลอปเปอร์ระวังกับดักมาตรา 39 ทวิ กม.ควบคุมอาคาร ฉวยช่องสร้างก่อนได้รับใบอนุญาตมีปัญหาภายหลังนายเกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาธิการ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผยว่า จากที่ สผ. และกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีนโยบายร่วมกันตรวจสอบโครงการที่พักอาศัยรวม โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ฯลฯ ที่มีจำนวนยูนิตตั้งแต่ 80 ยูนิตขึ้นไป ซึ่งอยู่ในข่ายต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่หลายโครงการพยายามเลี่ยงดำเนินการ โดยอาศัยมาตรา 39 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ที่เปิดช่องให้ก่อสร้างได้ทันทีเมื่อยื่นแบบโครงการ โดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานท้องถิ่น คือ กทม. ออกใบอนุญาตก่อสร้างให้ก่อนพบว่ามีโครงการที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกระงับการก่อสร้างเพราะมีเจตนาเลี่ยงกฎหมายในหลายพื้นที่ จึงมีแผนจะตรวจเข้มในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีก โดยมุ่งเน้นไปที่โครงการที่ก่อสร้างภายใต้มาตรการ 39 ทวิ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารเป็นกรณีพิเศษ โดยได้ประสานไปยังสำนักงานเขตของ กทม.ทั้ง 50 เขตแล้ว แนวทางดำเนินการคือในช่วงที่พิจารณาอีไอเอของแต่ละโครงการ ซึ่งขณะนี้มียื่นเข้ามา 1,400 โครงการ และส่วนใหญ่เป็นการยื่นขออนุญาตก่อสร้างภายใต้มาตรา 39 ทวิ กทม.จะลงพื้นที่ตรวจสอบไซต์โครงการว่าได้ดำเนินการตรงกับเอกสารที่ระบุไว้ในอีไอเอหรือไม่"อย่างเช่น ระบุในอีไอเอว่าจะก่อสร้างโครงการสูง 5-6 ชั้น หากตรวจสอบพบว่ามีก่อสร้างเกินเป็น 7-8 ชั้น ถือว่าไม่ตรงกับที่ยื่นขออีไอเอ กทม.ก็จะระงับการก่อสร้าง เพราะที่ผ่านมาโครงการส่วนใหญ่จะยื่นขออนุญาตก่อสร้างแค่ 5-6 ชั้น จำนวนยูนิตไม่ให้ถึง 80 ยูนิตที่เข้าข่ายต้องทำอีไอเอ อาจจะระบุแค่ 75 ยูนิต จากนั้นจึงยื่นอีไอเอส่วนต่อขยายเพิ่มอีก 30 ยูนิตภายหลัง" นายเกษมสันต์กล่าวว่า ในส่วนของ สผ.เวลานี้อยากขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการเจ้าของโครงการให้ดำเนินการให้ถูกต้อง แต่หากยังมีการฝ่าฝืนหรือเลี่ยงกฎหมายก็คงต้องดำเนินการโดยเฉียบขาด สผ.จะใช้วิธีตักเตือนบริษัทที่ปรึกษาซึ่งเป็น ผู้จัดการรายงานอีไอเอ หากรายใดจัดทำรายงานโดยไม่ตรงกับสภาพข้อเท็จจริงก็จะลดอายุใบอนุญาต หรือทำผิดร้ายแรงซ้ำหลายครั้ง ก็อาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต ขณะที่ กทม.จะสั่งระงับการก่อสร้างโครงการที่กระทำฝ่าฝืนกฎหมายทันทีส่วนที่ผู้ประกอบการอ้างว่าต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้างตามมาตรา 39 ทวิ เพราะการพิจารณาอีไอเอล่าช้า ยืนยันได้ว่าปัจจุบันการพิจารณาจะแล้วเสร็จภายในเวลา 75 วัน หากเกินไปกว่านั้นจะถือว่าอีไอเอผ่านการพิจารณาแล้ว ทำให้คณะกรรมการทุกชุดต้องเร่งดำเนินการโดยรวดเร็ว และรัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลังแต่ปัญหาอาจเกิดจากผู้ประกอบการบางส่วนเลี่ยงกฎหมาย หรือจำต้องเร่งก่อสร้าง รวมทั้งมีโครงการเกิดขึ้นจำนวนมากถึง 1,400 โครงการ ทำให้บริษัทที่ปรึกษาซึ่งมีอยู่แค่ 51 บริษัทไม่สามารถรองรับงานได้ทัน หรือบางส่วนมีงานล้นมือจนทำให้การจัดทำอีไอเอไม่ได้มาตรฐานแหล่งข่าวจากสำนักการโยธา กทม. เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบการก่อสร้างโครงการที่พักอาศัยรวม พบว่าขณะนี้มีที่ก่อสร้างผิดแบบ มีการต่อเติม ขยายจำนวนยูนิต หรือสร้างสูงเกินความสูง 23 เมตร ซึ่งถือเป็นอาคารสูงตามที่กฎหมายกำหนดหลายร้อยอาคาร กระจายอยู่ทั้ง 50 เขต ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานเขตไปดำเนินการตามกฎหมายควบคุมอาคารแล้ว วิธีการคือทางเขตจะสั่งให้ระงับการก่อสร้าง จากนั้นปิดประกาศห้ามใช้อาคาร และให้ดำเนินการแก้ไขภายใน 30 วัน ถ้าเจ้าของอาคารยังไม่ยอมแก้ไขก็จะต้องรื้อถอน และมีโทษปรับรายวันกรณีไม่ระงับการก่อสร้าง "กทม.เข้าไปตรวจสอบอาคารทุก 15 วันอยู่แล้ว ส่วนาคารได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 39 ทวิ กทม.จะต้องตรวจสอบภายใน 120 วัน ซึ่งช่วงแรกจะไม่เห็นว่า เจ้าของอาคารสร้างผิดแบบ จะเห็นในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว เมื่อตรวจพบก็จะให้แก้ไข หรือสั่งระงับการก่อสร้าง"จากนั้นนอกจากจะเอาผิดจากเจ้าของอาคารแล้ว ยังลงโทษวิศวกรและสถาปนิกที่ควบคุมการการก่อสร้างด้วย โดยส่งรายชื่อให้กับสภาวิศวกรและสถาปนิกดำเนินการต่อไป แต่ที่ผ่านมาทางสภาฯไม่ได้มีการ ดำเนินการใดๆ การทำผิดจึงมีอยู่เรื่อยๆ เนื่องจาก กทม.ไม่มีอำนาจจะไปลงโทษได้ สำหรับอาคารที่สร้างหรือต่อเติมผิดไปจากแบบก่อสร้าง ขณะนี้พบว่าส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯ ซึ่งสร้างเกินความสูงตามแบบที่ยื่นขออนุญาต ที่ดำเนินการแล้วมี 16 โครงการ ได้แก่ คอนโดวัน ของบริษัท พลัสพร็อพ เพอร์ตี้ จำกัด 11 โครงการ โครงการ เดอะ พลัส ของบริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ซอยพหลโยธิน 37 นอกนั้นเป็นโครงการของบริษัท แอ็ทมิรัล จำกัด, บริษัท สุพรีมทีม จำกัด, บริษัท โชคพลัส จำกัด และบริษัท ฮาร์ทพลัสลิฟวิ่ง จำกัด ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เท่าที่ทราบคอนโดฯที่สร้างสูงเกิน 23 เมตร มีอยู่หลายสิบอาคารกระจายอยู่หลายทำเล สาเหตุหลักๆ มาจากก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบที่ยื่นขออนุญาต เช่น ไม่ได้ขุดชั้นดินในส่วนชั้นล่างสุดของอาคาร แต่ใช้วิธีก่อสร้างระดับเดียวกับถนน เมื่อสร้างเสร็จตัวอาคารจึงสูงเกินที่กฎหมายกำหนด"อาจจะเป็นที่เจตนาของผู้ประกอบการที่ต้องการลักไก่ ไม่พยายามทำให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการก่อสร้างที่ต้องขุดชั้นดินลงไป เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น" ดร.ธีระชนกล่าว นอกจากปัญหาความสูงอาคารเกินกำหนด เวลานี้ผู้ประกอบการหลายรายยังมีเจตนาจะหลีกเลี่ยงการจัดทำอีไอเอ โดยก่อสร้างไปก่อนโดยอาศัยมาตรา 39 ทวิ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร เช่น ระบุจำนวนห้องชุดให้ไม่เกิน 79 ยูนิต แต่เมื่อก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จและเตรียมโอนให้ลูกค้า จะซอยห้องชุดมากกว่าที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างตอนแรก แล้วยื่นอีไอเอส่วนที่ต่อขยายภายหลัง แต่ทราบว่า สผ.และ กทม.เข้มงวดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นแล้วผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ระบุว่า ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2550มีคอนโดฯที่อยู่ระหว่างเปิดขายรวม 185 โครงการ เปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 3 ปี 2550 รวม 44 โครงการ คิดเป็นจำนวนยูนิตที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 34,257 ยูนิต ยังไม่เริ่มก่อสร้าง 8,789 ยูนิต หน้า 1
โครงการจัดซื้อหนังสือและสื่อการเรียนการสอนเป็นเงิน 2 พันกว่าล้านบาท
วันที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10986
เงินรั่วไหลในท้องถิ่น
บทนำมติชน
ความอื้อฉาวจากกรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถูกร้องเรียนว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อหนังสือและสื่อการเรียนการสอนจากบริษัทเอกชนเพื่อมอบให้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตามจังหวัดต่างๆ และกระทรวงมหาดไทย โดยนายสุพล ฟองงาม รัฐมนตรีช่วยฯได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แม้จะมีความคืบหน้า ดังที่ "มติชน" ได้ติดตามนำเสนอข่าวอย่างเกาะติด แต่ก็ถือว่าดำเนินไปด้วยความล่าช้าและกระทำการตรวจสอบ อบจ.ได้เพียง 4-5 จังหวัดเท่านั้น ทั้งๆ ที่ในปี 2551 มี อบจ.ถึง 66 จังหวัด ที่ตั้งโครงการจัดซื้อหนังสือและสื่อการเรียนการสอนเป็นเงิน 2 พันกว่าล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะเชื่อว่าสุจริต โปร่งใสกันทั้งหมด นอกจากนี้ การสอบสวนต้องมีการลงไปในพื้นที่เพื่อดูเอกสาร สอบ ปากคำพยานบุคคลอันประกอบไปด้วยอดีตผู้บริหาร อบจ. เจ้าหน้าที่ อบจ. ผู้บริหารโรงเรียน เป็นต้น แต่คณะกรรมการมีแค่เพียง 2 ชุดเท่านั้น
หากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุพลไม่เอาจริงที่สอบถามความคืบหน้ากับคณะกรรมการสอบสวน หรือไม่สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้เอาเรื่องกับ อบจ. หากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไม่เข้มงวดกวดขันด้วยการแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ระงับการรับหนังสือและให้ส่งหนังสือที่ไม่ถูกต้องคืนไปยัง อบจ. การดำเนินการของ อบจ.บางแห่งที่นำเอาความปรารถนาดีมาบังหน้าว่า ต้องการช่วยเหลือด้านการศึกษา อยากจะให้นักเรียนได้อ่านหนังสือดี มีประโยชน์ต่อปัญญา แต่เบื้องหลังคือช่องทางการหากินอันมิชอบก็ไม่ต่างไปจาก "อ้อยเข้าปากช้าง" ซึ่งเป็นธรรมดาที่ช้างจะต้องกลืนกินอ้อยลงไปในท้องของมันด้วยความเอร็ดอร่อยในรสหวานของอ้อย ไม่มีทางจะดึงอ้อยออกมาจากปากช้างหรือจากท้องช้างได้เลย
ขนาดทุจริตกันอย่างกว้างขวาง กินกันคำโตที่ทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้ตรวจสอบทั้งเอกสารของ อบจ. หนังสือเรียนที่ อบจ.พิมพ์รูปตัวนายก อบจ.เพื่อใช้สำหรับหาเสียง หาคะแนนนิยมเพื่อการเลือกตั้งสมัยต่อไปตัวเองจะได้รับเลือกกลับเข้ามาบริหารงานในท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่ง การฮั้วประมูลของบริษัทเอกชนที่เข้าแข่งขันเสนอขายหนังสือพร้อมราคาขายซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการสมยอมราคากันเองและเป็นบริษัทที่ส่งขายหนังสือไปทั่วประเทศ ซึ่งโจษจันกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ปิดไม่มิด นั่นคือเรื่อง อบจ.เรียกรับเงินใต้โต๊ะ 45-50 เปอร์เซ็นต์ จากบริษัทเอกชนที่อยากจะขายหนังสือและสื่อการเรียนการสอน แต่ก็แปลกที่ไม่เห็นอากัปกิริยาของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะทุกข์จะร้อน โดยหลังจากที่ส่งข้อมูลให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่ามี อบจ.ใดบ้างตั้งงบประมาณจัดซื้อหนังสือ สื่อการเรียนการสอนให้โรงเรียนแล้วก็เป็นอันจบเรื่องจบราวกัน ทั้งๆ ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรจะมีส่วนร่วมในการหาข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความโปร่งใสให้กับ อบจ.
เงินทองที่ อบจ.ได้รับและนำมาใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อหนังสือ สื่อการเรียนการสอนต่างๆ การจ้างครูพิเศษมาช่วยสอนตามโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ฯลฯ เป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่าเป็นเงินของ อบจ. แท้จริงแล้วเงินดังกล่าวเป็นภาษีของประชาชน ประกอบไปด้วยภาษีที่เก็บในจังหวัดว่าได้แก่ ภาษีการค้าจากน้ำมันเบนซิน น้ำมันที่คล้ายกัน น้ำมันดีเซล ก๊าซปิโตรเลียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ภาษีการค้ายาสูบ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ ภาษีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ค่าภาคหลวงแร่ ค่าธรรมเนียมจากผู้เข้าพักโรงแรม ฯลฯ ภาษีของประชาชนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ อบจ.ต้องเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นในระดับจังหวัดซึ่งกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจก็บัญญัติไว้ว่าจะใช้ไปทางด้านใดบ้าง ซึ่งมีถึง 29 รายการ ยังจะต้องใช้อย่างคุ้มค่า เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่รั่วไหลไปเข้ากระเป๋าคนมีอำนาจใน อบจ.
การรั่วไหลของเงินภาษีอากรของประชาชนโดยฝีมือของ อบจ.มีมานานแล้ว และเมื่อผู้บริหาร อบจ.โดยนายก อบจ.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในจังหวัดอันเป็นไปตามตามกฎหมายใหม่เริ่มต้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน ปัญหาทุจริตก็ยังดำรงอยู่ แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยปรากฏว่าจะมีการสอบสวนจากกระทรวงมหาดไทย คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งไม่เกิดประสิทธิภาพในการตรวจสอบเท่าที่ควร กรมการปกครองที่กำกับดูแลผู้ว่าฯ นายอำเภอ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สภา อบจ. องค์กรภาคสังคมในจังหวัด ฯลฯ กลับไม่เคยหยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา เมื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุพล และองค์กรอิสระอย่าง สตง.จริงจังกับเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะชำระความสกปรกใน อบจ.ได้ต้องทำเป็นการใหญ่ บางทีกรรมการสอบสวน 2 ชุด ไม่เพียงพอต่อการชำระสะสางสิ่งเน่าเหม็นที่หมักหมมมานานใน อบจ.ได้
หน้า 2 มติชนออนไลน์
เงินรั่วไหลในท้องถิ่น
บทนำมติชน
ความอื้อฉาวจากกรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถูกร้องเรียนว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อหนังสือและสื่อการเรียนการสอนจากบริษัทเอกชนเพื่อมอบให้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตามจังหวัดต่างๆ และกระทรวงมหาดไทย โดยนายสุพล ฟองงาม รัฐมนตรีช่วยฯได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แม้จะมีความคืบหน้า ดังที่ "มติชน" ได้ติดตามนำเสนอข่าวอย่างเกาะติด แต่ก็ถือว่าดำเนินไปด้วยความล่าช้าและกระทำการตรวจสอบ อบจ.ได้เพียง 4-5 จังหวัดเท่านั้น ทั้งๆ ที่ในปี 2551 มี อบจ.ถึง 66 จังหวัด ที่ตั้งโครงการจัดซื้อหนังสือและสื่อการเรียนการสอนเป็นเงิน 2 พันกว่าล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะเชื่อว่าสุจริต โปร่งใสกันทั้งหมด นอกจากนี้ การสอบสวนต้องมีการลงไปในพื้นที่เพื่อดูเอกสาร สอบ ปากคำพยานบุคคลอันประกอบไปด้วยอดีตผู้บริหาร อบจ. เจ้าหน้าที่ อบจ. ผู้บริหารโรงเรียน เป็นต้น แต่คณะกรรมการมีแค่เพียง 2 ชุดเท่านั้น
หากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุพลไม่เอาจริงที่สอบถามความคืบหน้ากับคณะกรรมการสอบสวน หรือไม่สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้เอาเรื่องกับ อบจ. หากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไม่เข้มงวดกวดขันด้วยการแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ระงับการรับหนังสือและให้ส่งหนังสือที่ไม่ถูกต้องคืนไปยัง อบจ. การดำเนินการของ อบจ.บางแห่งที่นำเอาความปรารถนาดีมาบังหน้าว่า ต้องการช่วยเหลือด้านการศึกษา อยากจะให้นักเรียนได้อ่านหนังสือดี มีประโยชน์ต่อปัญญา แต่เบื้องหลังคือช่องทางการหากินอันมิชอบก็ไม่ต่างไปจาก "อ้อยเข้าปากช้าง" ซึ่งเป็นธรรมดาที่ช้างจะต้องกลืนกินอ้อยลงไปในท้องของมันด้วยความเอร็ดอร่อยในรสหวานของอ้อย ไม่มีทางจะดึงอ้อยออกมาจากปากช้างหรือจากท้องช้างได้เลย
ขนาดทุจริตกันอย่างกว้างขวาง กินกันคำโตที่ทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้ตรวจสอบทั้งเอกสารของ อบจ. หนังสือเรียนที่ อบจ.พิมพ์รูปตัวนายก อบจ.เพื่อใช้สำหรับหาเสียง หาคะแนนนิยมเพื่อการเลือกตั้งสมัยต่อไปตัวเองจะได้รับเลือกกลับเข้ามาบริหารงานในท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่ง การฮั้วประมูลของบริษัทเอกชนที่เข้าแข่งขันเสนอขายหนังสือพร้อมราคาขายซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการสมยอมราคากันเองและเป็นบริษัทที่ส่งขายหนังสือไปทั่วประเทศ ซึ่งโจษจันกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ปิดไม่มิด นั่นคือเรื่อง อบจ.เรียกรับเงินใต้โต๊ะ 45-50 เปอร์เซ็นต์ จากบริษัทเอกชนที่อยากจะขายหนังสือและสื่อการเรียนการสอน แต่ก็แปลกที่ไม่เห็นอากัปกิริยาของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะทุกข์จะร้อน โดยหลังจากที่ส่งข้อมูลให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่ามี อบจ.ใดบ้างตั้งงบประมาณจัดซื้อหนังสือ สื่อการเรียนการสอนให้โรงเรียนแล้วก็เป็นอันจบเรื่องจบราวกัน ทั้งๆ ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรจะมีส่วนร่วมในการหาข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความโปร่งใสให้กับ อบจ.
เงินทองที่ อบจ.ได้รับและนำมาใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อหนังสือ สื่อการเรียนการสอนต่างๆ การจ้างครูพิเศษมาช่วยสอนตามโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ฯลฯ เป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่าเป็นเงินของ อบจ. แท้จริงแล้วเงินดังกล่าวเป็นภาษีของประชาชน ประกอบไปด้วยภาษีที่เก็บในจังหวัดว่าได้แก่ ภาษีการค้าจากน้ำมันเบนซิน น้ำมันที่คล้ายกัน น้ำมันดีเซล ก๊าซปิโตรเลียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ภาษีการค้ายาสูบ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ ภาษีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ค่าภาคหลวงแร่ ค่าธรรมเนียมจากผู้เข้าพักโรงแรม ฯลฯ ภาษีของประชาชนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ อบจ.ต้องเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นในระดับจังหวัดซึ่งกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจก็บัญญัติไว้ว่าจะใช้ไปทางด้านใดบ้าง ซึ่งมีถึง 29 รายการ ยังจะต้องใช้อย่างคุ้มค่า เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่รั่วไหลไปเข้ากระเป๋าคนมีอำนาจใน อบจ.
การรั่วไหลของเงินภาษีอากรของประชาชนโดยฝีมือของ อบจ.มีมานานแล้ว และเมื่อผู้บริหาร อบจ.โดยนายก อบจ.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในจังหวัดอันเป็นไปตามตามกฎหมายใหม่เริ่มต้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อน ปัญหาทุจริตก็ยังดำรงอยู่ แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยปรากฏว่าจะมีการสอบสวนจากกระทรวงมหาดไทย คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งไม่เกิดประสิทธิภาพในการตรวจสอบเท่าที่ควร กรมการปกครองที่กำกับดูแลผู้ว่าฯ นายอำเภอ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สภา อบจ. องค์กรภาคสังคมในจังหวัด ฯลฯ กลับไม่เคยหยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา เมื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุพล และองค์กรอิสระอย่าง สตง.จริงจังกับเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะชำระความสกปรกใน อบจ.ได้ต้องทำเป็นการใหญ่ บางทีกรรมการสอบสวน 2 ชุด ไม่เพียงพอต่อการชำระสะสางสิ่งเน่าเหม็นที่หมักหมมมานานใน อบจ.ได้
หน้า 2 มติชนออนไลน์
เสรี พงศ์พิศ www.phongphit.com โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต/ทุนอุปถัมภ์กับความฝันของซีพี
วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10988
ทุนอุปถัมภ์กับความฝันของซีพี
โดย เสรี พงศ์พิศ www.phongphit.com โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต
เป็นเรื่องดีที่สภาพัฒน์กับมติชนสุดสัปดาห์ช่วยกันเปลือยความคิด ความฝัน หรือวิสัยทัศน์ของ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ทำให้คนไทยได้รับรู้ว่า ลึกๆแล้วซีพีคิดอย่างไร
ต้องยอมรับว่าคุณธนินท์เป็นคนมีจินตนาการที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้อย่างยอดเยี่ยม และคงทำให้คนจำนวนไม่น้อยหลงใหลไปกับความฝันอันมีมนต์เสน่ห์ จึงอยากจะวิพากษ์ความฝันของซีพี ไม่อยากให้ผู้คนหลับใหลและได้แต่ฝัน เพราะ "เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่" อย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ชาวอินเดียพูดไว้
หวังว่าการวิพากษ์นี้จะไม่ทำให้คุณธนินท์ด่วนสรุปเอาแบบที่พูดไว้ตอนท้ายที่สภาพัฒน์ว่า "ประเทศอื่นมองทุกคนเป็นคนดีหมด แต่เมืองไทย มองทุกคนเป็นผู้ร้าย มันไม่ใช่" ก็ดีนะที่อย่างน้อยก็มีคุณธนินท์ที่เป็นคนไทยและไม่ได้มองเช่นนั้น
คุณธนินท์พูดเรื่องน้ำ เรื่องการสร้างเขื่อน และยุให้รัฐบาลนี้ "กล้าสู้กับเอ็นจีโอและอธิบายให้เข้าใจ" ซึ่งก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เพราะปัญหาไม่ใช่เอ็นจีโอโง่ ไม่มีข้อมูล ไม่เข้าใจ แต่เพราะมีความเข้าใจคนละอย่าง มีกระบวนทัศน์พัฒนาคนละแบบ มีวิธีการมองโลกมองชีวิตอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากวิธีคิดแบบคุณธนินท์ที่ว่า "ถ้าทำเขื่อนแล้วสัตว์น้ำหายไปกี่ชนิด เทคโนโลยีวันนี้กรมประมงทำได้ เพาะได้ เราก็เพาะใส่เข้าไปก็แล้วกัน แล้วจะเสียหายอะไร มีแต่ทำให้น้ำไม่ท่วม เราใช้น้ำได้ประโยชน์เต็มที่ ใช้น้ำมาปั่นไฟ"
คิดแบบนี้เรียกว่าคิดแบบกลไก คิดแบบแยกส่วน คิดแบบลดทอน (reductionism) ชีวิตก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดีเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ซับซ้อน มีระบบ มีคุณค่ามหาศาล ลดทอนลงมาให้เหลือแค่พลังงาน เอาน้ำมาปั่นไฟ ไม่ให้น้ำท่วม โดยไม่ได้คิดถึงสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม ไม่ได้คิดถึงระบบคุณค่า ความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมดุลของธรรมชาติ ของวิถีชุมชน ซึ่งมีประเพณี วิถีวัฒนธรรม
คนคิดแบบนี้ไม่เชื่อว่า "เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว"
เขาพูดเรื่องความเสี่ยงของเกษตรกรได้อย่างน่าฟัง และน่าคิด และซีพีก็ได้ทำมาหลายสิบปีที่ช่วยเกษตรกรไม่ให้รับความเสี่ยง (คนเดียว-และมากเกินไป อันนี้เขาพูดไม่หมด) ซีพีให้ชาวบ้านเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ปลูกข้าวโพด ปลูกพืชต่างๆ โดยใช้พันธุ์ของตนเอง อาหารของตนเอง ปุ๋ย ยา และอื่นๆ ของตนเอง ชาวบ้านมีหน้าที่เพียงเลี้ยง-ปลูก ดูแลให้โต ให้ได้ผลตามวิธีการ ขั้นตอนที่ซีพีบอก
ชาวบ้านคิดว่า ปลูกแล้ว เลี้ยงแล้วจะเอาพันธุ์ไปขยายเอง ปลูกเอง เลี้ยงเองก็ทำไม่ได้ ต้องเอาของซีพีเท่านั้น ถึงเอาไปจากที่ตนเองปลูกและเลี้ยงก็ปลูกไม่ได้ เลี้ยงไม่โต
แต่ถ้าหากเพื่อลดความเสี่ยงซีพีจะรับเอาความเสี่ยงไป และให้เกษตรกรเป็นเพียงแรงงานเท่านั้น ถามว่าเป็นอะไรที่พึงปรารถนาสำหรับสังคมที่กำลังพัฒนาหรือไม่ และเกษตรกรเขารับได้และยอมหรือไม่ หรือว่า ส่วนหนึ่งต้องยอมเพราะไม่มีทางเลือก
นี่เป็นวิธีคิดแบบอุตสาหกรรม ต่างกันเพียงว่าแทนที่ "กรรมกร" จะทำในโรงงานก็ทำในทุ่งในสวน ในเล้าไก่ คอกหมู โดยมีผู้จัดการใหญ่นั่งคอยบอกคอยสอน คอยควบคุมดูแล ระบบแบบนี้ขอเรียกว่า "ทุนอุปถัมภ์" ก็แล้วกัน เขาปฏิเสธว่านี่เป็นทุนผูกขาด เขาอธิบายได้สวยงามแบบทวงบุญคุณว่า เป็นการให้นายทุนมารับความเสี่ยงแทนเกษตรกร
น่าแปลกใจไม่น้อย ที่เขาพูดเรื่องทุนมนุษย์ว่าสำคัญที่สุด แต่เขาคิดถึงแต่เพียงว่า จะหาคนเก่งจากทั่วโลกสักแสนคนมาอยู่เมืองไทย และประเคนสัญชาติไทยและบัตรประชาชนให้เลยทันทีโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข แต่ไม่ได้คิดว่า ทำอย่างไรจึงจะ "พัฒนา" คนไทย สร้างคนไทยที่เป็นเกษตรกร เป็นชาวบ้านให้เป็นทุนมนุษย์ที่สามารถอยู่รอดและแข่งขันกับโลกให้ได้สักแสนคน
เสียดายที่เขาไม่ได้เอ่ยถึง "สถาบันปัญญาวิวัฒน์" เพื่อจะบอกว่าการศึกษาไทยล้มเหลว จนซีพีต้องลุกขึ้นมาสร้างคน สร้างทุนมนุษย์เพื่อไปทำงานให้ตนเอง แต่เขาก็ไม่ได้คิดถึงการสร้างเกษตรกรให้ "พึ่งพาตนเอง" เพราะซีพีมีวิธีคิดแต่เพียงว่าจะให้แรงงานและเกษตรกรพึ่งพาซีพีตลอดไปได้อย่างไร
เจ้าสัวซีพีมีภาพฝันที่น่าทึ่งว่า ในยุคที่น้ำมัน แพง สินค้าเกษตรเริ่มแพง ไทยควรต้องปรับตัวปรับการทำงาน ความร่วมมือกับประเทศอื่นเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรอย่างข้าวให้สูงขึ้นอีกหลายเท่า ยางพาราให้ได้สักกิโลกรัมละ 150 บาท และสินค้าอื่นๆ อย่างปาล์ม มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ซึ่งกำลังกลายเป็นพลังงานทางเลือก
เขาชวนฝันว่า ทำอย่างไรจัดการให้ 62 ล้านไร่ ที่ทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตมากกว่าวันนี้ โดยการจัดการชลประทานให้ดีสัก 25 ล้านไร่ รวมทั้งปรับรูปที่ดิน จัดรูปที่ดิน "หาพันธุ์ที่ดี เอาเทคโนโลยีมาใส่" เขาฝันว่า วันนี้เมืองไทยขายผลผลิตการเกษตรได้เพียง 5 แสนล้านบาท ถ้าทำอย่างที่เขาแนะน่าจะได้ประมาณ 3 ล้านล้านบาท มากกว่าวันนี้ 6 เท่า
เป็นอะไรที่เข้าใจได้ว่า ถ้าเมืองไทยพัฒนาไปได้เช่นนี้ ซีพีก็ได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะคนกลางที่ค้าขายและเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกกระบวนการขั้นตอนมากกว่าใครคือซีพี
เขาบอกว่า ประเทศพัฒนาแล้วเขาทำกันเช่นนี้ แต่เขาก็พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว เขามองแต่รัฐและนายทุน ไม่ได้มองเกษตรกร ไม่ได้มองประชาชนส่วนใหญ่ว่ามีทางออกทางอื่นอีกหรือไม่ นอกจากมาเป็น "แรงงาน" ให้นายทุนอย่างซีพี
ต้องถามว่า ประเทศพัฒนาแล้วรวมถึงเกาหลีและไต้หวันเขามีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำด้านการเกษตรแบบซีพีหรือไม่ หรือเกษตรกรของเขารวมตัวกันเป็นสหกรณ์และบริหารจัดการการผลิตผลผลิตทางการเกษตรเอง จนพ่อค้าคนจีนไต้หวันต้องมาอยู่เมืองไทย ตั้งบริษัทจัดการการเกษตร การแปรรูปผลผลิต เพราะที่นี่ยังมีที่มีทางให้ทำอีกมาก เพราะเกษตรกรอ่อนแอ ยังไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อจัดการตนเองอย่างที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาทำกัน
ความเสี่ยงของเกษตรกรเป็นเรื่องจริง เสี่ยงเพราะทำไปโดยไม่มีความรู้จริง ไม่มีข้อมูล เห็นคนอื่นทำก็ทำตามมา เห็นเขาปลูกปอก็ปอ มันก็มัน อ้อยก็อ้อย เห็นเขาเลี้ยงหูม เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งแล้วรวยก็เฮโลตามเขา แล้ววิธีการลดความเสี่ยงมีแค่การเข้าไปรับความเสี่ยงแบบซีพีหรือแล้วทำไมเกษตรกรถึงเจ๊งกัน เป็นหนี้กัน แม้ว่าทำ กับซีพี
ถ้าเกษตรกรเสี่ยงเพราะไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูล ก็น่าจะทำให้มีความรู้มีข้อมูล ถ้าไม่มีพลังเพราะทำ คนเดียวก็น่าจะมีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นทั่วประเทศว่า กลุ่มเกษตรกรก็ดี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนก็ดี หรือสหกรณ์การเกษตรก็ดี มีที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ แต่ยังน้อยเกินไป ทำไมไม่หาทางช่วยให้กลุ่มเหล่านี้เข้มแข็ง
ปัญหาที่คุณธนินท์บอกว่า ให้รัฐบาลไปอธิบายให้เอ็นจีโอเข้าใจเรื่องเขื่อน เรื่องน้ำ ก็เป็นปัญหาเดียวกันกับที่มีคนพยายามไปอธิบายให้ซีพีเข้าใจวิธีคิดเรื่อง "ชุมชนเข้มแข็ง" เรื่องการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ เป็นอะไรที่คนทำเซเว่นอีเลฟเว่นไม่ยอมเข้าใจ อ้างแต่ว่าได้ทำให้ผู้คนสะดวกซื้อ ได้ของดีมีคุณภาพ ขณะที่ร้านขายของชำเล็กๆ ในตำบล หมู่บ้านทยอยปิดลง คนเล็กคนน้อยหาที่ยืนไม่ได้ในสังคมที่มีการผูกขาดทุน
กระบวนทัศน์พัฒนาที่อยู่บนฐานการคิดแบบองค์รวม ย่อมไม่ได้มองคนเป็นเพียงแรงงานปัจจัยการผลิต ไม่ได้มองแค่รายได้ แต่มองคนในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่ต้องการเป็นอิสระ มีความฝัน ความใฝ่ฝัน ไม่ใช่เครื่องจักรกล ไม่ได้ทำได้เพียงกิน ขี้ ปี้ นอน แต่ต้องการความสุขและเสรีภาพ มีความภูมิใจใน "ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์" ศัพท์ที่เขียนเหมือนกัน สะกดเหมือนกัน แต่นายทุนกับเอ็นจีโอเข้าใจไม่เหมือนกัน
ต้องช่วยกันตั้งคำถามว่า วันนี้ประเทศไทยต้องการพัฒนาตนเองไปทางไหน และจะไปอย่างไร ด้วยวิธีการแบบไหน หรือว่าเราชัดเจนตั้งแต่ทำแผน 10 แล้วว่า เราจะอยู่แบบ "พอเพียง" จะใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำ สภาพัฒน์ฟังคุณธนินท์แล้วยังคิดเรื่องพอเพียงอยู่หรือไม่ คิดแบบไหน
วันนี้ทั่วโลกกำลังตั้งคำถามว่า คนต้องการอะไร ถ้าต้องการความสุข ทำไมไม่แสวงหาความสุขด้วยวิธีการที่เป็นสุขจริง ทำไมต้องหน้าดำคร่ำเครียด หาแต่เงิน ทำแต่เรื่องเศรษฐกิจ ว่าแล้วรัฐบาลฝรั่งเศสก็จ้างนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสองคน คือ โยเซฟ สติกลิตซ์ และ อมาตยา เซน มาช่วยทำ "ดัชนีความสุข" ต้องการ GDH แทน GDP
ถ้าวันนี้ประเทศเกษตรกรรมอย่างไทยกำลังได้เปรียบ ทำอย่างไรจะปรับยุทธศาสตร์พัฒนาที่ทำให้ผู้คนอยู่ได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องเอาเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด ไม่ใช่เห็นตัวเลข 3 ล้านล้านที่เจ้าสัววาดฝันให้ก็ตาโต
อมาตยา เซน บอกว่า "เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง" สี่ห้าสิบปีที่ผ่านมาเราได้แต่ฝันไปกับนิยายของการพัฒนาที่สัญญาว่า "พรุ่งนี้รวย" ทั้งรัฐบาล ทั้งนายทุน ขุนศึกศักดินามาบอกมาแนะนำกันพร้อมหน้า
โยเซฟ สติกลิตซ์ อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีบิล คลินตัน และรองประธานและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารโลก คือคนที่วิจารณ์มาตรการของ IMF ที่ทำกับไทยและกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายว่ามีวาระซ่อนเร้น เรื่องธุรกิจและผลประโยชน์ของตนเองและประเทศพัฒนาแล้ว มากกว่าที่จะช่วยเหลืออย่างจริงใจ
ถ้าให้สองคนนี้พูดเรื่องเมืองไทยพวกเขาคงดีใจกับ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งคุณธนินท์ไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะเขาเคยขอให้รัฐบาลกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจจะได้โต
ขณะที่ศาสตราจารย์โรเบิร์ต มันเดลล์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอีกคนหนึ่งพูดที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า
"เศรษฐกิจพอเพียงจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก และยังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายรวมของประเทศ ประกอบด้วยการบริโภค ภาคเอกชน การลงทุนของธุรกิจ การใช้จ่ายภาครัฐบาล การนำเข้าและการส่งออกแล้วสามารถนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้โดยเริ่มจาก การสร้างความเข้มแข็งของภาคครัวเรือนที่เป็นหน่วยย่อยที่สุดของระบบเศรษฐกิจ"
การสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเองไม่ใช่ความฝัน เราเห็นตัวอย่างมากมายในประเทศไทย ทั้งระดับชุมชนและระดับตำบล ไม่ว่าที่ไม้เรียง ที่ท่าข้าม ที่อินแปง เราเห็นว่า เงื่อนไขเพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง คือ ต้องสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างระบบ ซึ่งก็คือ เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง
เศรษฐกิจพอเพียงพูดถึง "ความพอประมาณ" ซึ่งเป็นความพอดี เป็นทางสายกลาง เป็นคุณธรรม เราไม่ได้สร้างอะไรที่เป็นนามธรรม เราสร้างคนที่มีคุณธรรม ที่รู้ว่าพอดีพองามอยู่ที่ไหน เศรษฐกิจพอเพียงพูดเรื่อง "มีเหตุผล" หมายถึงสร้างความรู้ ฐานความรู้ มีแบบมีแผน มีขั้นมีตอน
เศรษฐกิจพอเพียงพูดถึง "ภูมิคุ้มกันที่ดี" ซึ่งก็คือการสร้างระบบที่ดีนั่นเอง เพราะหากมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นก็จะมีความมั่นคง ยั่งยืน ไม่ทำโครงการซึ่งมีเงินก็ทำได้ แต่ต้องทำระบบ ซึ่งมีเงินอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องอาศัยความรู้และใช้ปัญญาจึงจะทำได้
วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ คือเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรรวมตัวกันเพื่อจัดการการผลิต การตลาด การบริโภคในท้องถิ่น และการก้าวออกไปสู่ตลาดภายนอก รวมถึงการส่งออก ซึ่งก็ทำกันอยู่ เพียงแต่ยังน้อย ไม่อาจสู้กับซีพีได้ แต่หากว่า ได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตนเอง เกษตรกรก็จะสามารถจัดการได้ทุกขั้นตอน เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ซึ่งบางแห่งมีสหกรณ์หรือบริษัทของตนเองที่ดำเนินการขั้นตอนต่างๆ กลายเป็นยักษ์ใหญ่กว่าซีพีก็ยังมี แต่พวกเขาใหญ่จากข้างใน จากตัวเอง และทำเพื่อเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิก เป็นเจ้าของกิจการนั้น
หรืออย่างประเทศอิตาลี เศรษฐกิจแบบอิตาลีที่คนเล็กคนน้อยอยู่ได้ พัฒนาได้ ไม่ต้องมีบริษัทยักษ์ใหญ่แบบทุนอุปถัมภ์อย่างเดียว มีสหกรณ์เข้มแข็ง มี SME ที่ไทยไปเรียนรู้เอามาเลียนแบบ แต่ทำให้ดีไม่ได้เหมือนเขา
ระบบเศรษฐกิจแบบอิตาลีเป็นตัวอย่างหนึ่งของข้อโต้แย้งแนวคิดของ มาร์กซิสม์ และแนวคิดของทุนนิยม (อย่างน้อยสามานย์) ที่ว่าเศรษฐกิจชุมชน คือ เศรษฐกิจที่รอวันตาย เพราะทั้งสองระบบมองคนเป็นเพียงปัจจัยการผลิต เป็นแรงงาน ที่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อใดที่มีการจัดการโดยรัฐหรือทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะมีระบบเศรษฐกิจ "ใหญ่" หนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มีอะไรที่เรียกว่า เศรษฐกิจชุมชน
ประเทศไทยในยุคแผนฯ 10 ที่ประกาศว่าเศรษฐกิจพอเพียง คือปรัชญาของการพัฒนายุคนี้ ต้องตอบตัวเองให้ได้ เราจะพัฒนาแบบทุนอุปถัมภ์ที่มีหลักประกัน ความมั่นคง มีความเสี่ยงน้อย หรือจะพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีกินและมีความสุขแบบพอเพียง
หน้า 7 มติชนออนไลน์
ทุนอุปถัมภ์กับความฝันของซีพี
โดย เสรี พงศ์พิศ www.phongphit.com โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต
เป็นเรื่องดีที่สภาพัฒน์กับมติชนสุดสัปดาห์ช่วยกันเปลือยความคิด ความฝัน หรือวิสัยทัศน์ของ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ทำให้คนไทยได้รับรู้ว่า ลึกๆแล้วซีพีคิดอย่างไร
ต้องยอมรับว่าคุณธนินท์เป็นคนมีจินตนาการที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้อย่างยอดเยี่ยม และคงทำให้คนจำนวนไม่น้อยหลงใหลไปกับความฝันอันมีมนต์เสน่ห์ จึงอยากจะวิพากษ์ความฝันของซีพี ไม่อยากให้ผู้คนหลับใหลและได้แต่ฝัน เพราะ "เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่" อย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ชาวอินเดียพูดไว้
หวังว่าการวิพากษ์นี้จะไม่ทำให้คุณธนินท์ด่วนสรุปเอาแบบที่พูดไว้ตอนท้ายที่สภาพัฒน์ว่า "ประเทศอื่นมองทุกคนเป็นคนดีหมด แต่เมืองไทย มองทุกคนเป็นผู้ร้าย มันไม่ใช่" ก็ดีนะที่อย่างน้อยก็มีคุณธนินท์ที่เป็นคนไทยและไม่ได้มองเช่นนั้น
คุณธนินท์พูดเรื่องน้ำ เรื่องการสร้างเขื่อน และยุให้รัฐบาลนี้ "กล้าสู้กับเอ็นจีโอและอธิบายให้เข้าใจ" ซึ่งก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เพราะปัญหาไม่ใช่เอ็นจีโอโง่ ไม่มีข้อมูล ไม่เข้าใจ แต่เพราะมีความเข้าใจคนละอย่าง มีกระบวนทัศน์พัฒนาคนละแบบ มีวิธีการมองโลกมองชีวิตอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากวิธีคิดแบบคุณธนินท์ที่ว่า "ถ้าทำเขื่อนแล้วสัตว์น้ำหายไปกี่ชนิด เทคโนโลยีวันนี้กรมประมงทำได้ เพาะได้ เราก็เพาะใส่เข้าไปก็แล้วกัน แล้วจะเสียหายอะไร มีแต่ทำให้น้ำไม่ท่วม เราใช้น้ำได้ประโยชน์เต็มที่ ใช้น้ำมาปั่นไฟ"
คิดแบบนี้เรียกว่าคิดแบบกลไก คิดแบบแยกส่วน คิดแบบลดทอน (reductionism) ชีวิตก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดีเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ซับซ้อน มีระบบ มีคุณค่ามหาศาล ลดทอนลงมาให้เหลือแค่พลังงาน เอาน้ำมาปั่นไฟ ไม่ให้น้ำท่วม โดยไม่ได้คิดถึงสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม ไม่ได้คิดถึงระบบคุณค่า ความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมดุลของธรรมชาติ ของวิถีชุมชน ซึ่งมีประเพณี วิถีวัฒนธรรม
คนคิดแบบนี้ไม่เชื่อว่า "เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว"
เขาพูดเรื่องความเสี่ยงของเกษตรกรได้อย่างน่าฟัง และน่าคิด และซีพีก็ได้ทำมาหลายสิบปีที่ช่วยเกษตรกรไม่ให้รับความเสี่ยง (คนเดียว-และมากเกินไป อันนี้เขาพูดไม่หมด) ซีพีให้ชาวบ้านเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ปลูกข้าวโพด ปลูกพืชต่างๆ โดยใช้พันธุ์ของตนเอง อาหารของตนเอง ปุ๋ย ยา และอื่นๆ ของตนเอง ชาวบ้านมีหน้าที่เพียงเลี้ยง-ปลูก ดูแลให้โต ให้ได้ผลตามวิธีการ ขั้นตอนที่ซีพีบอก
ชาวบ้านคิดว่า ปลูกแล้ว เลี้ยงแล้วจะเอาพันธุ์ไปขยายเอง ปลูกเอง เลี้ยงเองก็ทำไม่ได้ ต้องเอาของซีพีเท่านั้น ถึงเอาไปจากที่ตนเองปลูกและเลี้ยงก็ปลูกไม่ได้ เลี้ยงไม่โต
แต่ถ้าหากเพื่อลดความเสี่ยงซีพีจะรับเอาความเสี่ยงไป และให้เกษตรกรเป็นเพียงแรงงานเท่านั้น ถามว่าเป็นอะไรที่พึงปรารถนาสำหรับสังคมที่กำลังพัฒนาหรือไม่ และเกษตรกรเขารับได้และยอมหรือไม่ หรือว่า ส่วนหนึ่งต้องยอมเพราะไม่มีทางเลือก
นี่เป็นวิธีคิดแบบอุตสาหกรรม ต่างกันเพียงว่าแทนที่ "กรรมกร" จะทำในโรงงานก็ทำในทุ่งในสวน ในเล้าไก่ คอกหมู โดยมีผู้จัดการใหญ่นั่งคอยบอกคอยสอน คอยควบคุมดูแล ระบบแบบนี้ขอเรียกว่า "ทุนอุปถัมภ์" ก็แล้วกัน เขาปฏิเสธว่านี่เป็นทุนผูกขาด เขาอธิบายได้สวยงามแบบทวงบุญคุณว่า เป็นการให้นายทุนมารับความเสี่ยงแทนเกษตรกร
น่าแปลกใจไม่น้อย ที่เขาพูดเรื่องทุนมนุษย์ว่าสำคัญที่สุด แต่เขาคิดถึงแต่เพียงว่า จะหาคนเก่งจากทั่วโลกสักแสนคนมาอยู่เมืองไทย และประเคนสัญชาติไทยและบัตรประชาชนให้เลยทันทีโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข แต่ไม่ได้คิดว่า ทำอย่างไรจึงจะ "พัฒนา" คนไทย สร้างคนไทยที่เป็นเกษตรกร เป็นชาวบ้านให้เป็นทุนมนุษย์ที่สามารถอยู่รอดและแข่งขันกับโลกให้ได้สักแสนคน
เสียดายที่เขาไม่ได้เอ่ยถึง "สถาบันปัญญาวิวัฒน์" เพื่อจะบอกว่าการศึกษาไทยล้มเหลว จนซีพีต้องลุกขึ้นมาสร้างคน สร้างทุนมนุษย์เพื่อไปทำงานให้ตนเอง แต่เขาก็ไม่ได้คิดถึงการสร้างเกษตรกรให้ "พึ่งพาตนเอง" เพราะซีพีมีวิธีคิดแต่เพียงว่าจะให้แรงงานและเกษตรกรพึ่งพาซีพีตลอดไปได้อย่างไร
เจ้าสัวซีพีมีภาพฝันที่น่าทึ่งว่า ในยุคที่น้ำมัน แพง สินค้าเกษตรเริ่มแพง ไทยควรต้องปรับตัวปรับการทำงาน ความร่วมมือกับประเทศอื่นเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรอย่างข้าวให้สูงขึ้นอีกหลายเท่า ยางพาราให้ได้สักกิโลกรัมละ 150 บาท และสินค้าอื่นๆ อย่างปาล์ม มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ซึ่งกำลังกลายเป็นพลังงานทางเลือก
เขาชวนฝันว่า ทำอย่างไรจัดการให้ 62 ล้านไร่ ที่ทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตมากกว่าวันนี้ โดยการจัดการชลประทานให้ดีสัก 25 ล้านไร่ รวมทั้งปรับรูปที่ดิน จัดรูปที่ดิน "หาพันธุ์ที่ดี เอาเทคโนโลยีมาใส่" เขาฝันว่า วันนี้เมืองไทยขายผลผลิตการเกษตรได้เพียง 5 แสนล้านบาท ถ้าทำอย่างที่เขาแนะน่าจะได้ประมาณ 3 ล้านล้านบาท มากกว่าวันนี้ 6 เท่า
เป็นอะไรที่เข้าใจได้ว่า ถ้าเมืองไทยพัฒนาไปได้เช่นนี้ ซีพีก็ได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะคนกลางที่ค้าขายและเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกกระบวนการขั้นตอนมากกว่าใครคือซีพี
เขาบอกว่า ประเทศพัฒนาแล้วเขาทำกันเช่นนี้ แต่เขาก็พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว เขามองแต่รัฐและนายทุน ไม่ได้มองเกษตรกร ไม่ได้มองประชาชนส่วนใหญ่ว่ามีทางออกทางอื่นอีกหรือไม่ นอกจากมาเป็น "แรงงาน" ให้นายทุนอย่างซีพี
ต้องถามว่า ประเทศพัฒนาแล้วรวมถึงเกาหลีและไต้หวันเขามีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำด้านการเกษตรแบบซีพีหรือไม่ หรือเกษตรกรของเขารวมตัวกันเป็นสหกรณ์และบริหารจัดการการผลิตผลผลิตทางการเกษตรเอง จนพ่อค้าคนจีนไต้หวันต้องมาอยู่เมืองไทย ตั้งบริษัทจัดการการเกษตร การแปรรูปผลผลิต เพราะที่นี่ยังมีที่มีทางให้ทำอีกมาก เพราะเกษตรกรอ่อนแอ ยังไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อจัดการตนเองอย่างที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาทำกัน
ความเสี่ยงของเกษตรกรเป็นเรื่องจริง เสี่ยงเพราะทำไปโดยไม่มีความรู้จริง ไม่มีข้อมูล เห็นคนอื่นทำก็ทำตามมา เห็นเขาปลูกปอก็ปอ มันก็มัน อ้อยก็อ้อย เห็นเขาเลี้ยงหูม เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งแล้วรวยก็เฮโลตามเขา แล้ววิธีการลดความเสี่ยงมีแค่การเข้าไปรับความเสี่ยงแบบซีพีหรือแล้วทำไมเกษตรกรถึงเจ๊งกัน เป็นหนี้กัน แม้ว่าทำ กับซีพี
ถ้าเกษตรกรเสี่ยงเพราะไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูล ก็น่าจะทำให้มีความรู้มีข้อมูล ถ้าไม่มีพลังเพราะทำ คนเดียวก็น่าจะมีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นทั่วประเทศว่า กลุ่มเกษตรกรก็ดี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนก็ดี หรือสหกรณ์การเกษตรก็ดี มีที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ แต่ยังน้อยเกินไป ทำไมไม่หาทางช่วยให้กลุ่มเหล่านี้เข้มแข็ง
ปัญหาที่คุณธนินท์บอกว่า ให้รัฐบาลไปอธิบายให้เอ็นจีโอเข้าใจเรื่องเขื่อน เรื่องน้ำ ก็เป็นปัญหาเดียวกันกับที่มีคนพยายามไปอธิบายให้ซีพีเข้าใจวิธีคิดเรื่อง "ชุมชนเข้มแข็ง" เรื่องการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ เป็นอะไรที่คนทำเซเว่นอีเลฟเว่นไม่ยอมเข้าใจ อ้างแต่ว่าได้ทำให้ผู้คนสะดวกซื้อ ได้ของดีมีคุณภาพ ขณะที่ร้านขายของชำเล็กๆ ในตำบล หมู่บ้านทยอยปิดลง คนเล็กคนน้อยหาที่ยืนไม่ได้ในสังคมที่มีการผูกขาดทุน
กระบวนทัศน์พัฒนาที่อยู่บนฐานการคิดแบบองค์รวม ย่อมไม่ได้มองคนเป็นเพียงแรงงานปัจจัยการผลิต ไม่ได้มองแค่รายได้ แต่มองคนในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่ต้องการเป็นอิสระ มีความฝัน ความใฝ่ฝัน ไม่ใช่เครื่องจักรกล ไม่ได้ทำได้เพียงกิน ขี้ ปี้ นอน แต่ต้องการความสุขและเสรีภาพ มีความภูมิใจใน "ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์" ศัพท์ที่เขียนเหมือนกัน สะกดเหมือนกัน แต่นายทุนกับเอ็นจีโอเข้าใจไม่เหมือนกัน
ต้องช่วยกันตั้งคำถามว่า วันนี้ประเทศไทยต้องการพัฒนาตนเองไปทางไหน และจะไปอย่างไร ด้วยวิธีการแบบไหน หรือว่าเราชัดเจนตั้งแต่ทำแผน 10 แล้วว่า เราจะอยู่แบบ "พอเพียง" จะใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำ สภาพัฒน์ฟังคุณธนินท์แล้วยังคิดเรื่องพอเพียงอยู่หรือไม่ คิดแบบไหน
วันนี้ทั่วโลกกำลังตั้งคำถามว่า คนต้องการอะไร ถ้าต้องการความสุข ทำไมไม่แสวงหาความสุขด้วยวิธีการที่เป็นสุขจริง ทำไมต้องหน้าดำคร่ำเครียด หาแต่เงิน ทำแต่เรื่องเศรษฐกิจ ว่าแล้วรัฐบาลฝรั่งเศสก็จ้างนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสองคน คือ โยเซฟ สติกลิตซ์ และ อมาตยา เซน มาช่วยทำ "ดัชนีความสุข" ต้องการ GDH แทน GDP
ถ้าวันนี้ประเทศเกษตรกรรมอย่างไทยกำลังได้เปรียบ ทำอย่างไรจะปรับยุทธศาสตร์พัฒนาที่ทำให้ผู้คนอยู่ได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องเอาเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด ไม่ใช่เห็นตัวเลข 3 ล้านล้านที่เจ้าสัววาดฝันให้ก็ตาโต
อมาตยา เซน บอกว่า "เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง" สี่ห้าสิบปีที่ผ่านมาเราได้แต่ฝันไปกับนิยายของการพัฒนาที่สัญญาว่า "พรุ่งนี้รวย" ทั้งรัฐบาล ทั้งนายทุน ขุนศึกศักดินามาบอกมาแนะนำกันพร้อมหน้า
โยเซฟ สติกลิตซ์ อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีบิล คลินตัน และรองประธานและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารโลก คือคนที่วิจารณ์มาตรการของ IMF ที่ทำกับไทยและกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายว่ามีวาระซ่อนเร้น เรื่องธุรกิจและผลประโยชน์ของตนเองและประเทศพัฒนาแล้ว มากกว่าที่จะช่วยเหลืออย่างจริงใจ
ถ้าให้สองคนนี้พูดเรื่องเมืองไทยพวกเขาคงดีใจกับ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งคุณธนินท์ไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะเขาเคยขอให้รัฐบาลกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจจะได้โต
ขณะที่ศาสตราจารย์โรเบิร์ต มันเดลล์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอีกคนหนึ่งพูดที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า
"เศรษฐกิจพอเพียงจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก และยังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายรวมของประเทศ ประกอบด้วยการบริโภค ภาคเอกชน การลงทุนของธุรกิจ การใช้จ่ายภาครัฐบาล การนำเข้าและการส่งออกแล้วสามารถนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้โดยเริ่มจาก การสร้างความเข้มแข็งของภาคครัวเรือนที่เป็นหน่วยย่อยที่สุดของระบบเศรษฐกิจ"
การสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเองไม่ใช่ความฝัน เราเห็นตัวอย่างมากมายในประเทศไทย ทั้งระดับชุมชนและระดับตำบล ไม่ว่าที่ไม้เรียง ที่ท่าข้าม ที่อินแปง เราเห็นว่า เงื่อนไขเพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง คือ ต้องสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างระบบ ซึ่งก็คือ เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง
เศรษฐกิจพอเพียงพูดถึง "ความพอประมาณ" ซึ่งเป็นความพอดี เป็นทางสายกลาง เป็นคุณธรรม เราไม่ได้สร้างอะไรที่เป็นนามธรรม เราสร้างคนที่มีคุณธรรม ที่รู้ว่าพอดีพองามอยู่ที่ไหน เศรษฐกิจพอเพียงพูดเรื่อง "มีเหตุผล" หมายถึงสร้างความรู้ ฐานความรู้ มีแบบมีแผน มีขั้นมีตอน
เศรษฐกิจพอเพียงพูดถึง "ภูมิคุ้มกันที่ดี" ซึ่งก็คือการสร้างระบบที่ดีนั่นเอง เพราะหากมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นก็จะมีความมั่นคง ยั่งยืน ไม่ทำโครงการซึ่งมีเงินก็ทำได้ แต่ต้องทำระบบ ซึ่งมีเงินอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องอาศัยความรู้และใช้ปัญญาจึงจะทำได้
วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ คือเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรรวมตัวกันเพื่อจัดการการผลิต การตลาด การบริโภคในท้องถิ่น และการก้าวออกไปสู่ตลาดภายนอก รวมถึงการส่งออก ซึ่งก็ทำกันอยู่ เพียงแต่ยังน้อย ไม่อาจสู้กับซีพีได้ แต่หากว่า ได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตนเอง เกษตรกรก็จะสามารถจัดการได้ทุกขั้นตอน เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ซึ่งบางแห่งมีสหกรณ์หรือบริษัทของตนเองที่ดำเนินการขั้นตอนต่างๆ กลายเป็นยักษ์ใหญ่กว่าซีพีก็ยังมี แต่พวกเขาใหญ่จากข้างใน จากตัวเอง และทำเพื่อเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิก เป็นเจ้าของกิจการนั้น
หรืออย่างประเทศอิตาลี เศรษฐกิจแบบอิตาลีที่คนเล็กคนน้อยอยู่ได้ พัฒนาได้ ไม่ต้องมีบริษัทยักษ์ใหญ่แบบทุนอุปถัมภ์อย่างเดียว มีสหกรณ์เข้มแข็ง มี SME ที่ไทยไปเรียนรู้เอามาเลียนแบบ แต่ทำให้ดีไม่ได้เหมือนเขา
ระบบเศรษฐกิจแบบอิตาลีเป็นตัวอย่างหนึ่งของข้อโต้แย้งแนวคิดของ มาร์กซิสม์ และแนวคิดของทุนนิยม (อย่างน้อยสามานย์) ที่ว่าเศรษฐกิจชุมชน คือ เศรษฐกิจที่รอวันตาย เพราะทั้งสองระบบมองคนเป็นเพียงปัจจัยการผลิต เป็นแรงงาน ที่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อใดที่มีการจัดการโดยรัฐหรือทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะมีระบบเศรษฐกิจ "ใหญ่" หนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มีอะไรที่เรียกว่า เศรษฐกิจชุมชน
ประเทศไทยในยุคแผนฯ 10 ที่ประกาศว่าเศรษฐกิจพอเพียง คือปรัชญาของการพัฒนายุคนี้ ต้องตอบตัวเองให้ได้ เราจะพัฒนาแบบทุนอุปถัมภ์ที่มีหลักประกัน ความมั่นคง มีความเสี่ยงน้อย หรือจะพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีกินและมีความสุขแบบพอเพียง
หน้า 7 มติชนออนไลน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)