วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เบาะแส"วนข้าว"

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11302 มติชนรายวัน


เบาะแส"วนข้าว"

คอลัมน์ เดินหน้าชน

โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม wutsara@matichon.co.th



ก่อนหน้านี้เขียนถึงขบวนการทุจริตในวงการข้าว โดยผู้ที่ชนะการประมูลซื้อข้าวในสต๊อครัฐบาล แทนที่จะเอาไปขายหรือส่งออก กลับนำเอาข้าวเก่าที่ประมูลซื้อได้ไปวนเป็นข้าวในโครงการรับจำนำแทน แล้วเอาข้าวใหม่ที่ชาวนามาจำนำไปขายฟันกำไร

แต่ที่เขียนไปนั้นเป็นเพียงข้อมูลกว้างๆ ที่ได้ยินได้ฟังมา

บังเอิญมีผู้หวังดีต่อบ้านเมือง แต่ไม่ประสงค์จะออกนาม เขียนจดหมายมายืนยันถึงข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นจริง 100% แถมบอกเล่าถึงรายละเอียดกลโกงดังกล่าว

ผู้หวังดีดังกล่าวบอกว่าทำงานอยู่ในโรงสีแห่งหนึ่ง ถึงรับรู้ขบวนการโกงการรับจำนำข้าวที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย

ข้อมูลที่แจ้งมาระบุว่า เมื่อเดือนที่แล้วมีโรงสีใน จ.สุพรรณบุรี ไปซื้อข้าวหอมปทุมธานี จากโกดังรับฝากข้าวในโครงการรับจำนำ ใน อ.หันคา จ.ชัยนาท ราคา กก.ละ 18.50-18.90 บาท แล้วนำมาถ่ายใส่ลงกระสอบใหม่และเย็บเชือกสีใหม่ แล้วจัดส่งให้ โดยไม่มีการปรับปรุงคุณภาพ ก่อนไปส่งยังโกดังขององค์การตลาดเพื่อเกษตร (อ.ต.ก.) ใน อ.เดิมบางนางบวช

เจ้าของโรงสีบางแห่งเป็นเจ้าของโกดังกลางที่รับฝากข้าวที่ทำสัญญาไว้กับ อ.ต.ก. และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ก็จัดส่งข้าวดังกล่าวเข้าโกดังใหม่ ที่ อ.ไชโย จ.อ่างทอง โดยยอมจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ อ.ก.ต. เจ้าหน้าที่ อคส. หัวหน้าโกดัง เจ้าของโกดัง และบริษัท เซอเวเยอร์ ที่ตรวจคุณภาพ

วิธีการทำก็คือนำข้าวที่ตรงตามคุณภาพหรือสเปคที่กำหนด วางล้อมกองไว้ริมด้านนอก ส่วนข้าวที่ไม่ตรงสเปคซุกไว้ด้านใน

เมื่อมีการไปตรวจสอบก็จะเจอข้าวที่ตรงสเปค เพราะเจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจสอบ มักไม่ค่อยเจาะกองตรวจสอบข้าวที่ซุกอยู่ในกอง หรือไม่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะมีอะไรปิดตาอยู่

ซื้อข้าวเก่ากระสอบละ 1,850-1,890 บาท มาเข้าโครงการรับจำนำกระสอบละ 2,200-2,300 บาท กำไรกระสอบละ 350-410 บาท หักค่ากระสอบใหม่ ค่าขนส่งและเงินใต้โต๊ะแล้ว ยังกำไรมหาศาล แถมยังได้ข้าวใหม่ที่รับจำนำมา แต่ไม่ต้องส่งเข้าโกดังกลาง เอาไปขายทำกำไรอีกต่างหาก

อีกเรื่องที่ผู้หวังดีแจ้งเบาะแสมาก็คือเรื่องการรับจำนำข้าวหอมมะลิ ที่ภาคอีสาน ซึ่งมักจะมีปัญหาว่าโรงสีในพื้นที่มีไม่พอที่จะรองรับการจำนำข้าวจากชาวนา

บ่อยครั้งที่โรงสีในอีสานจะสมรู้ร่วมคิดกับโรงสีในภาคกลาง ส่วนใหญ่อยู่ใน จ.สุพรรณบุรี และ จ.อ่างทอง เพื่อให้โรงสีจากภาคกลางเข้าไปเปิดจุดรับจำนำในภาคอีสาน

เมื่อโรงสีจากภาคกลางไปเปิดจุดรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิ และเมื่อมีการสั่งแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้ว โรงสีก็จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ บริษัทเซอเวเยอร์ และเจ้าของโกดัง นำข้าวหอมปทุมธานีไปส่งแทน

ฟันส่วนต่างราคารับจำนำข้าวหอมมะลิกับข้าวหอมปทุมธานี ตันละ 2-3 พันบาท พุงกางไปตามๆ กัน

จากข้อมูลที่แจ้งมา ไม่แน่ใจว่าจะเป็นคนทำงานในโรงสีจริงหรือเปล่า เพราะรู้รายละเอียดค่อนข้างมาก เหมือนจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องข้าว และรับรู้ข้อมูลที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับขบวนการโกงโครงการรับจำนำข้าว จึงเอาบอกเล่าให้รับรู้กัน

แต่ไม่ว่าผู้หวังดีจะเป็นใครก็ตาม ขอขอบคุณที่ช่วยแจ้งเบาะแสมา

โดยส่วนตัวก็ช่วยได้แค่เผยแพร่ข้อมูลให้ฝ่ายต่างๆ รับรู้กัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

แต่ทั้งหมดนั้นก็ขึ้นอยู่กับระดับนโยบายที่จะเอาจริงเอาจังแค่ไหนที่จะขจัดขบวนการโกงโครงการรับจำนำข้าว

หรือว่าหมดปัญญาแล้วที่จะจัดการ ต้องปล่อยให้โกงกินกันต่อไปได้ทุกปี

นี่ก็จะเริ่มโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังอีกแล้ว เตรียมตัวโกงกันอีกรอบ

หน้า 6 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act04180252§ionid=0130&day=2009-02-18

การสร้างสังคมสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิต

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11302 มติชนรายวัน


การสร้างสังคมสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิต

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

โดย นวลน้อย ตรีรัตน์



การเรียกร้องเพื่อให้เกิดสังคมสวัสดิการเกิดขึ้นมานานแล้วในสังคมไทย เช่นอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็เคยเสนอว่าอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการดูแลกัน "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" พูดง่ายๆ ก็คือตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่เป็นจริงในการปฏิบัติ ด้วยข้ออ้างว่ามีงบประมาณไม่เพียงพอ ระบบสวัสดิการจึงถูกจัดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้กับกลุ่มที่มีความเดือดร้อนหรือต้องการมากที่สุดก่อน คือกลุ่มคนจนที่สุด การจัดการเช่นนี้จึงถูกเรียกขานว่าเป็นสังคมสงเคราะห์ มากกว่าจะเป็นระบบสวัสดิการ และถูกวิจารณ์ว่าทำให้ผู้ได้รับความช่วยเหลือถูกแบ่งแยกและลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และในข้อเท็จจริงระบบดังกล่าวก็ไม่สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลทำให้คนที่ได้รับความช่วยเหลือมีโอกาสที่จะหลุดพ้นความจนได้

การเรียกร้องให้ภาครัฐต้องมีการจัดระบบสวัสดิการอย่างครอบคลุมมีเสียงดังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน การปรับเปลี่ยนมีความเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากขึ้น เช่นกรณีหลักประกันสุขภาพ หรือการเรียนฟรี 12 ปี เป็นต้น ขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองหรือพรรคการเมืองต่างๆ ได้นำความต้องการเหล่านี้ของประชาชนออกมานำเสนอในลักษณะโครงการประชานิยม ซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ความแตกต่างระหว่างนโยบายประชานิยมกับการจัดระบบสวัสดิการ น่าจะอยู่ตรงที่การผลักดันให้เกิดระบบสวัสดิการอย่างครอบคลุมนั้น ไม่ได้มีเพียงแต่เรียกร้องสวัสดิการจากภาครัฐอย่างครอบคลุม มิได้เป็นไปเพื่อกลุ่มคนเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น และได้มีการนำเสนอการเตรียมความพร้อมผ่านการปฏิรูปทางการคลังเพื่อเป็นการรองรับระบบสวัสดิการ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน มิได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง และการเตรียมความพร้อมทางด้านการคลังจะช่วยให้การจัดสวัสดิการนั้นเป็นไปอย่างทั่วถึง และไม่เป็นภาระทางการคลัง จนจะต้องมีการยกเลิกในภายหลัง

การปฏิรูปทางทางการคลังนั้นหมายรวมถึงการปฏิรูปทั้งทางด้านรายได้และรายจ่าย ทางด้านรายได้นั้นจะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีเพื่อให้สามารถรองรับระบบสวัสดิการได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ต้องมีการปฏิรูปงบประมาณทางด้านรายจ่าย เพื่อตัดรายจ่ายประเภทไม่จำเป็นมาใช้จ่ายด้านระบบสวัสดิการมากขึ้น

ในการปฏิรูประบบภาษีนั้น มีข้อเสนอซึ่งไม่ใช่ใหม่ แต่แม้ผลักดันกันมานานก็ไม่ปรากฏเป็นจริง คือการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก รัฐบาลปัจจุบันได้เสนอว่าควรจะมีการดำเนินการอย่างจริงจัง สอดคล้องกับข้อเสนอของภาคประชาสังคม ทั้งนี้เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง จากข้อมูลการกระจายรายได้ พบว่าความแตกต่างทางด้านรายได้ระหว่างคนจนและคนรวย (เปรียบเทียบ 20% ของประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดกับ 20% ของประชากรที่มีรายได้ต่ำที่สุด) อยู่ที่ประมาณ 13 เท่า แต่ถ้าเปรียบเทียบในเชิงของการครอบครองทรัพย์สิน มีการประเมินว่าน่าจะสูงกว่านี้มากทีเดียว

ฐานการจัดเก็บภาษีในประเทศต่างๆ มักจะมาจากฐานทางด้านรายได้ การบริโภค และทรัพย์สิน สำหรับประเทศไทย ฐานการจัดเก็บภาษีหลักมาจากฐานการบริโภค รองลงมาคือฐานทางด้านรายได้ สำหรับฐานทรัพย์สิน มีการจัดเก็บน้อยมากๆ จึงคงถึงเวลาที่จะต้องมีการจัดเก็บภาษีฐานทางด้านทรัพย์สินขึ้นมาเสียที

เหตุผลในการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน สำหรับกรณีของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นเกี่ยวข้องกับหลักของการได้รับประโยชน์จากภาครัฐ และหลักความสามารถในการจ่าย ดังนั้น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการจัดเก็บอยู่บนฐานของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเห็นได้ว่ามูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีราคาที่สูงขึ้น ถ้ามีการพัฒนาความเจริญเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว เช่นยิ่งมีระบบสาธารณูปโภคเข้าไปมากเท่าไร ราคาของสินทรัพย์ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นผู้เป็นเจ้าของจึงควรมีการจ่ายภาษีกลับคืนมาให้กับรัฐ และเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างผู้จ่ายภาษีในเขตเมืองและชนบท นอกจากนี้แล้ว ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังควรมีการแบ่งแยกประเภทของการใช้ที่ดินด้วย เช่นถ้าเป็นการใช้เพื่อเกษตรกรรม อัตราการจัดเก็บควรจะต่ำกว่า การใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือประกอบการอุตสาหกรรม หรือเชิงพาณิชย์อื่นๆ และสำหรับที่ดินที่รกร้าง กล่าวคือเป็นการซื้อที่ดินเพื่อการเก็งกำไร ซึ่งมีผลให้ปัจจัยการผลิตถูกนำไปครอบครองไว้เฉยๆ ไม่ทำประโยชน์ ควรจะมีการจัดเก็บในอัตราที่สูงเพื่อเป็นการสร้างต้นทุนในการเก็งกำไร เพื่อผลักดันให้มีการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ส่วนภาษีมรดก เป็นภาษีที่ถือว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะความไม่สมบูรณ์ของตลาดและประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี จึงเปิดโอกาสให้คนบางกลุ่มสามารถสะสมทรัพย์สินหรือโภคทรัพย์จนมากเกินไป การจัดเก็บภาษีมรดกถือเป็นการคืนกำไรหรือผลผลิตส่วนเกินให้กับสังคม ซึ่งมีเป็นจำนวนมากที่การสร้างรายได้เหล่านี้มักจะมาควบคู่กับการการสร้างต้นทุนทางสังคม ประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงมีการจัดเก็บภาษีมรดกทั้งสิ้น

ผู้เขียนได้เข้าร่วมการสัมมนาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในหัวข้อ "การสร้างสังคมสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิต" ได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์มากจากศาสตราจารย์อานันท์ กาญจนพันธุ์ จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งให้ข้อคิดเห็นที่เป็นระบบ และเป็นการสังเคราะห์จากประสบการณ์การศึกษาสังคมชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน อาจารย์มีความเห็นว่า การขับเคลื่อนนั้นต้องมี 3 เรื่องด้วยกันคือ

1.สร้างกลไกสถาบันแบบใหม่ เนื่องจากสถาบันและกลไกเดิมที่สังคมไทยเคยใช้ คือ บ้าน วัด และโรงเรียน มีความอ่อนแอลงค่อนข้างมาก เมื่อพิจารณาจากสภาพความสลับซับซ้อนของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นต้องสร้างสถาบันและกลไกใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในสังคมในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ 3 ประเด็นด้วยกันคือ

กลไกทางภาษี อาจารย์ให้ความเห็นว่า กลไกทางภาษีเป็นกลไกสำคัญของระบบทุนนิยม ที่จะขจัดความไม่เท่าเทียม เป็นการกระจายโภคทรัพย์ และลดความไม่เท่าเทียมทางสังคม ประเด็นนี้ตรงกับแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่ากลไกภาษีเป็นกลไกหลักในการกระจายรายได้ คือเก็บภาษีคนรวย มาใช้จ่าย และรองรับการจัดระบบสวัสดิการสังคม

ระบบกรรมสิทธิ์เชิงซ้อน หมายถึงระบบกรรมสิทธิ์ไม่ได้มีเพียงกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีกรรมสิทธิ์รูปแบบอื่นๆ ดำรงอยู่ เช่นสิทธิบุคคลกับสิทธิส่วนรวม ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลทำให้เกิดความเป็นเจ้าของ เช่นการเป็นเจ้าของในที่ดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ของตน ถ้าการทำนั้นทำให้เกิดผลกระทบกับผู้อื่น การใช้ประโยชน์จึงไปกระทบสิทธิส่วนรวม ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงระบบกรรมสิทธิ์ทั้งหมด และต้องตระหนักว่ากรรมสิทธิ์ส่วนรวมนั้นสูงกว่ากรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล

ธรรมาภิบาล ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี เช่นกรณีป่าชุมชน รัฐเป็นเจ้าของพื้นที่ป่า ประชาชนได้รับสิทธิในการในการใช้ประโยชน์ และดูแลรักษา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีองค์กรภาคประชาสังคมขึ้นมาตรวจสอบถ่วงดุลการใช้ประโยชน์ของประชาชนด้วย ว่าเป็นไปในทางที่จะดูแลรักษาป่าไว้ได้ด้วย

2.การสร้างพื้นที่ทางสังคม ซึ่งหมายถึงการรวมกลุ่ม การเปิดประเด็นทางสาธารณะ โดยจะต้องมีพื้นที่ทางสาธารณะที่สำคัญคือ

พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชีวิต

พื้นที่เกี่ยวกับความรู้ จะต้องมีการยอมรับในความรู้ที่มีหลายระบบ ไม่ใช่ความรู้เชิงเดี่ยวแต่เพียงอย่างเดียว เช่นการสาธารณสุข ความรู้มิได้มีเพียงความรู้ทางการแพทย์แบบตะวันตกเท่านั้น แต่เรามีความรู้ทางการแพทย์แบบตะวันออก และภูมิปัญญาชาวบ้าน

พื้นที่ของภาษาที่มีความแตกต่างกัน การต้องยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความแตกต่างทางด้านภาษา

3.การสร้างตัวตนของคนกลุ่มต่างๆ อาจจะเนื่องจากข้อจำกัดทางด้านเวลา ทำให้อาจารย์ไม่ได้ขยายความในเรื่องนี้มากนัก แต่หัวใจของเรื่องก็คือ เราจะต้องมองเห็นตัวตนที่เป็นมนุษย์ของคนกลุ่มต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันในสังคม

มีข้อคิดเห็นสุดท้ายก็คือการสร้างสังคมสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิต จะต้องผลักดันให้มีกลไกที่สร้างการมีส่วนร่วมทั้งรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคมต่างๆ

หน้า 6 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01180252§ionid=0130&day=2009-02-18

ผู้ค้าจตุจักรจี้ กทม.ต่อสัญญา ขอนั่งบอร์ด-คุณชายเซย์โน

ผู้ค้าจตุจักรจี้ กทม.ต่อสัญญา ขอนั่งบอร์ด-คุณชายเซย์โน [18 ก.พ. 52 - 04:41]

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. นายสงวน ดำรงไทย และนายชาตรี ภวะคงบุญ ตัวแทนผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร พร้อมผู้ค้า 150 คน มาชุมนุมยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ รีบแก้ไขภายใน 1 เดือน ได้แก่
1. เร่งสรุปการเจรจากับทาง รฟท. เรื่องการต่อสัญญาบริหารตลาดนัดจตุจักร และต้องเป็นการเปิดเจรจา 4 ฝ่าย คือ
1. กทม. 2. รฟท. 3. ผู้ค้า และ 4. นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง
2. กทม.ต้องนำระเบียบว่าด้วยการจัดระเบียบแผงค้า พ.ศ. 2531 กลับมาบังคับใช้ เพื่อนำมาคัดเลือกตัวแทนผู้ค้าภายในโครงการ
3. เปิดโอกาสผู้ค้ามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และเข้าไปเป็นบอร์ดบริหารตลาดนัด
4. ขอให้เร่งจัดระเบียบถนนคนเดินภายในตลาดนัดจตุจักร และ
5. เร่งปราบปรามการทุจริตคอรัปชันทุกระดับในตลาดนัดจตุจักร
ทั้งนี้นายสงวนได้เข้าหารือกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ด้วย

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ตนรับข้อเสนอของผู้ค้า แต่มีบางข้อที่ไม่เห็นด้วย คือ การที่ผู้ค้าต้องการเข้าร่วมเป็นบอร์ดบริหารตลาดนัด เนื่องจากไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ให้ผู้ค้าเข้ามาอยู่ในบอร์ดบริหาร แต่ตนได้วางแนวทางที่จะพัฒนาตลาดนัดจตุจักรในระยะยาว และให้ผู้ค้ามามีส่วนร่วมคือ ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างผู้ค้า ผู้บริหารกองอำนวยการตลาด และประชาชน หรือนักวิชาการที่มีความเป็นกลาง และมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาตลาดนัด หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่วนการเจรจาเรื่องต่อสัญญาเช่านั้น ต้องรอให้การแต่งตั้งบอร์ด รฟท.เสร็จสิ้นก่อน ซึ่งหากแล้วเสร็จ ตนและผู้บริหารกองอำนวยการตลาดนัดพร้อมที่จะเข้าเจรจาทันที.
http://www.thairath.co.th/news.php?section=bangkok&content=124036

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

บทความกฎหมาย

http://www.biolawcom.de/article_show/tag/ธรรมศึกษา%20สัปดาห์ละเรื่อง

http://www.biolawcom.de/article_show/tag/บุคคลไม่ธรรมดา

http://www.biolawcom.de/article_show/tag/บทความกฎหมาย

มุมมองนักมานุษยวิทยาฝรั่ง: สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่และการล่วงละเมิดมิได้

--------------------------------------------------------------------------------

มุมมองนักมานุษยวิทยาฝรั่ง: สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่และการล่วงละเมิดมิได้


แกรนท์ อีแวนส์

ตีพิมพ์ครั้งแรกในบางกอกโพสต์ 14 กพ. 2552

มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ปัญญาชนและนักการเมืองไทยบางส่วนจะอ้างว่าชาวต่างชาติไม่เข้าใจถึงทัศนคติของคนไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์ และมันก็จริงที่ฝรั่งหลายคนไม่เข้าใจถึงความรู้สึกเกรงขามและความเคารพของคนไทยส่วนใหญ่ แต่มันก็จริงเช่นกันที่ชาวต่างชาติเคยมีความรู้สึกเช่นเดียวกันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นชาวอังกฤษ ออสเตรเลีย สวีเดน ญี่ปุ่น หรืออื่นๆ

สำหรับผมตอนเด็กๆที่อยู่ออสเตรเลียในช่วงทศวรรษ 1950 สถาบันกษัตริย์ดูเหมือนเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เวลาผมไปโรงเรียนพวกเราร้องเพลง God Save the Queen เพื่อเริ่มต้นอาทิตย์ใหม่ และร้องเพลงนี้เมื่อมีงานสำคัญ และจริงๆแล้วผมยังจำมันได้แม่นกว่าเพลงชาติเสียอีก

ผมโบกธงออสเตรเลียให้พระราชินีอลิซาเบธในปี 1954 ตอนเธอมาเยือน Mildura เมืองชนบทที่ผมโตขึ้นมา พวกเรายืนตรงสำหรับเพลงชาติในโรงหนัง และมีรูปพระราชินีอลิซาเบธแขวนอยู่ในห้องเรียนเกือบทุกห้อง ในสถานที่สำคัญทุกแห่ง และในบ้านจำนวนมาก หนังสือพิมพ์และวิทยุรายงานความเคลื่อนไหวของราชวงศ์ (สมัยนั้นไม่มีโทรทัศน์ในชนบทจนกระทั่งปี 1967) และโดยเฉพาะในแมกกาซีนผู้หญิงมีรายงานข่าวของราชวงศ์และข่าวซุบซิบ ฉบับระลึกถึงการเดินทางต่างประเทศของพระราชินี เจ้าชาย หรือเจ้าหญิงขายหมดอย่างเร็ว นี่เป็นเรื่องปกติในแคนาดา นิวซีแลนด์ และประเทศในเครือจักรภพของอังกฤษ ไม่ต้องพูดถึงสหราชอาณาจักรเอง

ทุกวันนี้บรรยากาศการมีอยู่ทุกบ้านของสถาบันกษัตริย์ได้หายไปจากสังคมออสเตรเลีย คนรุ่นผมเป็นคนรุ่นท้ายๆ ที่ยังจำ "ความเป็นธรรมชาติของการมีสถาบันฯ" ได้อยู่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าครุ่นคิดว่า"ความเป็นธรรมชาติ" หรือ "ความขลัง" ของสถาบันฯ นั้นจางหายไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร ส่วนหนึ่งมันสัมพันธ์กับการเสื่อมถอยอย่างรวดเร็วของคริสตศาสนจักรในทั้งอังกฤษและออสเตรเลียตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็มีเหตุผลอื่นด้วยเช่นกัน

น่าสังเกตด้วยว่าในขณะที่ทัศนคติได้เปลี่ยนไปอย่างมาก แต่สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษในปัจจุบันดูจะมีความมั่นคงมากทีเดียวและพระราชินีอลิซาเบธก็ทรงอยู่ในจุดสูงสุดของพระองค์

การปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นการประนีประนอมทางประวัติศาสตร์ที่แปลกของหลักการทางการเมืองต่างๆ เป็นแบบกึ่งๆ ที่ผู้นิยมสาธารณรัฐรับไม่ได้ เป็นระบอบที่มักทำงานได้ดีโดยเฉพาะถ้าเทียบกับระบบที่ยึดอุดมการณ์เดียวโดดๆ อย่างตึงตัว เหมือนในระบอบคอมมิวนิสต์หรือฟาสชิสต์แนวเข้ม แต่สถาบันกษัตริย์ในโลกสมัยใหม่นั้นเป็นสถาบันที่ถูกกำจัดได้ทางการเมือง ไม่เหมือนอุดมการณ์ชาตินิยมหรือสถาบันเช่นกองทัพในยุคใหม่ ซึ่งความระมัดระวังทางการเมืองของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญทุกพระองค์ล้วนเป็นสิ่งเน้นย้ำถึงเรื่องนี้ สถาบันกษัตริย์ไม่สามารถจะแข่งขันกับอุดมการณ์ที่โดดเด่นอย่างชาตินิยมและประชาธิปไตยได้ และจำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นสถาบันฯ ที่อยู่ร่วมกับอุดมการณ์เหล่านั้นได้อย่างกลมกลืน

สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่จึงกลายเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของ "ขนบประเพณีของชาติ" การที่สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่บางทีอาจมีลักษณะความเป็นพ่อและผดุงคุณธรรม และบางครั้งอาจจะให้ภาพวาดฝันถึงสังคมเกษตรแบบเรียบง่าย อย่างเช่น “เศรษฐกิจพอเพียง” ก็ไม่น่าแปลกใจ และเสมือนเป็นการต้านความเจริญอย่างรวดเร็วอย่างหนึ่ง จึงได้รับการยอมรับ และจริงๆ แล้วก็ได้รับการยอมรับจากคนจำนวนมาก

สถาบันกษัตริย์ดึงดูดใจนักมานุษยวิทยาตั้งแต่มีสาขาวิชานี้กำเนิดขึ้นมาเพราะการปกครองประเภทนี้ได้คร่อมอยู่บนวัฒนธรรมและสังคมที่แตกต่างหลากหลาย ดังที่ได้เห็น สารัตถะของความเป็นเจ้าและขุนนางสูงศักดิ์คือการแบ่งแยกด้วยพิธีกรรม การแต่งกาย การพูด และอื่นๆ กิจกรรมเหล่านี้ในแง่หนึ่งแยกแยะความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ออกจากกัน ราชวงศ์เป็น "ศูนย์กลางของแบบอย่างที่ดี" ตามคำของ Clifford Geertz และสถาบันกษัตริย์ยังเป็นรูปแบบสังคมที่สามารถข้ามพ้นความขัดแย้งทางการเมือง และช่วยประกันความมีเสถียรภาพและความสามัคคี ความยากลำบากประการหนึ่งของสถาบันฯ ยุคใหม่คือการวัดว่าควรจะอยู่ห่างจากประชาชนมากเท่าใด โดยเฉพาะในสังคมที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากอ่านผิดก็อาจเสื่อมถอยหรือแย่ยิ่งกว่านั้น

และจากการแยกแยะความเป็นเจ้านี่เองที่ทำให้เกิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขึ้นมา ซึ่งถูกออกแบบออกมาเพื่อปกป้องเกียรติยศหรือความบริสุทธิ์ของราชวงศ์ แต่ในเมืองไทยนั้น ตั้งแต่กฏหมายนี้ถูกลากมาเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปลายทศวรรษ 1950 ก็ถูกใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายโดยนักการเมืองทุกประเภท น่าสะท้อนใจที่กฏหมายนี้ไม่ได้อยู่ในพระราชดุลยพินิจของพระมหากษัตริย์อย่างที่ควรจะเป็น ผลที่ตามมาคือการใช้กฏหมายหมิ่นฯ อย่างสุรุ่ยสุร่ายนี้ทำให้เกิดผลตรงข้ามกับจุดมุ่งหมายที่ออกแบบมาตั้งแต่ต้น แทนที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์บริสุทธิ์กลับกลายเป็นทำให้หม่นหมองด้วยการเมืองรายวัน ในแต่ละคดีของข้อหาหมิ่น ประชาชนถูกถามให้เลือกระหว่างสถาบันกษัตริย์และประชาธิปไตย และในที่สุดมันจะมีผลร้ายต่อสถานภาพของสถาบันกษัตริย์

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น สถาบันกษัตริย์ไม่สามารถถูกมองได้ว่าต่อต้านประชาธิปไตย มีแต่จะขจัดกฏหมายหมิ่นฯ ออกจากการเมืองเท่านั้นที่จะหลีกเลี่ยงหนทางที่ไม่พึงน่าปรารถนานี้ได้ เพราะฉะนั้นจากแง่มุมของนักมนุษยวิทยา การที่บางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอให้กฏหมายนี้มีความโหดเข้มมากขึ้นรังแต่จะทำให้ปัญหาบานปลายมากขึ้นไปอีก ดูเหมือนพวกเขาจะเข้ารกเข้าพงด้วยเหตุผลสองประการ

หนึ่งคือ การฉวยโอกาสทางการเมืองแบบเดิมๆ ที่ทำให้กฏหมายนี้เปรอะเปื้อนมาแต่อดีต นั่นคือการอ้างว่ามีการสมรู้ร่วมคิดในการกำจัดสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งพวกเขาอ้างว่ากระทำโดยศัตรูของเขาคืออดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มันไม่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องดังกล่าว และผมคนหนึ่งล่ะเชื่อว่าทักษิณจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณและพวกที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนอย่างใช้เล่ห์เพทุบายโดยอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านสถาบันฯ ขึ้นมา

ในระบอบกษัตริย์ทุกที่ย่อมต้องมีผู้ต่อต้านสถาบันฯ ไม่มีสังคมใดที่คนจะเชื่อมั่น 100% ต่อผู้นำของเขา - แม้กระทั่งในเกาหลีเหนือ! และในความคิดปกติเมื่อคนยุคใหม่ถูกถามให้เลือกระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประช าธิปไตยเขาจะเลือกข้อหลัง เพราะฉะนั้นเราควรสรุปว่าพวกที่ใช้อำนาจปฏิปักษ์ประชาธิปไตยในนามของกษัตริย์เป็นผู้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านกษัตริย์ขึ้นมานั่นเอง

เหตุผลที่สองดูเหมือนจะเป็นเพราะพวกอนุรักษ์นิยมในสังคมไทยตกหลุมโฆษณาชวนเชื่อการท่องเที่ยวของตัวเองว่าด้วย "สังคมไทยพุทธแบบดั้งเดิม" แต่สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาและมันคงจะน่าหัวร่อถ้าคิดว่าทัศนคติของคนไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย แค่ลองเปรียบเทียบศาสนาพุทธที่ประชาให้ความนิยมในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวหรือพม่ากับของไทยเพื่อดูว่าศาสนาพุทธได้ถดถอยอย่างไร และวงการสงฆ์ไทยก็มีเรื่องอื้อฉาวไม่แพ้ศาสนจักรคาธอลิก

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมชอบคิดว่าการหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมทำได้ด้วยการบังคับกฏหมายอย่างโหดหิน แทนที่จะพยายามเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวตามอย่างสร้างสรรค์

ตัวอย่างที่เพิ่งเห็นไม่นานนี้ของแนวทางแบบอนุรักษ์นิยมคืออดีตกษัตริย์คยาเนนทราของเนปาล ที่โต้ตอบเสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงด้วยการหันกลับไปสู่ระบอบเผด็จการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ้าพระองค์พยายามขยับขยายประชาธิปไตยให้กับประชาชนแล้วล่ะก็ สถาบันกษัตริย์ของเนปาลคงจะยังอยู่ถึงทุกวันนี้

คนไทยบางคนบางครั้งเปรียบเทียบสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษกับสถาบันฯ ไทยในเชิงลบ แต่นักข่าวชาวอังกฤษที่มีความคิดนอกกรอบคนหนึ่งชื่อเจเรมี แพ็กซ์แมนได้สรุปในหนังสือของเขา On Royalty (2006) (เรื่องราชวงศ์) ว่าราชวงศ์วินด์เซอร์จะดำรงอยู่ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ แต่การจะทำนายอนาคตประเทศไทยที่สุมไปด้วยวิกฤตนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย ซึ่งถูกทำให้ซับซ้อนยุ่งเหยิงเป็นพิเศษด้วยการที่พวกกษัตริย์นิยมทำตนเป็นศาลเตี้ยดูเหมือนจะเป็นภัยคุกคามหลักต่อความยืนยงของสถาบันกษัตริย์ไทยเสียเอง

นักมานุษยวิทยา Grant Evans มีผลงานเล่มล่าสุดคือ The Last Century of Lao Royalty: A Documentary History (Silkworm Books, 2009) ศตวรรษสุดท้ายของราชวงศ์ลาว: ประวัติศาสตร์สารคดี







--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท
วันที่ : 18/2/2552

จับตา ขบวนการล้ม พ.ร.บ.ความรับผิดชอบต่อสินค้าไม่ปลอดภัย

จับตา ขบวนการล้ม พ.ร.บ.ความรับผิดชอบต่อสินค้าไม่ปลอดภัย



ขณะนี้แพทย์กลุ่มหนึ่งในแพทยสภา กำลังใช้ข้ออ้างว่า จะมีการฟ้องร้องมากจาก พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าไม่ปลอดภัย หรือ กฎหมายพีแอล และกำลังกล่อม นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอยกเว้นยาและเครื่องมือแพทย์ ให้อยู่นอกเหนือบังคับของ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าไม่ปลอดภัย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้

แท้จริงแล้ว กฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์ในเชิงป้องกันที่ทุกฝ่ายยกระดับมาตรฐาน การผลิตสินค้า การออกแบบ และการให้ข้อมูลผู้บริโภคอย่างระมัดระวังก่อนขายสินค้า โดยไม่รวมบริการเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ข้อดีของผู้บริโภคคือ ไม่ต้องรับภาระพิสูจน์ เรื่อง การผลิตสินค้า การออกแบบ และการให้ข้อมูล แต่ให้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการเพื่อช่วยผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายและจะทำให้การชดเชยเป็นจริง โดยไม่นำไปสู่การฟ้องร้องที่รุนแรงโดยเฉพาะทางอาญาต่อไป

เหตุผลที่ต้องออกกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากการผลิตปัจจุบันขยายตัวและมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น เมื่อเกิดความเสียหายจึงเป็นภาระของผู้บริโภคที่ต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง ซึ่งยุ่งยากมาก ก่อให้เกิดปัญหาทางคดีที่เป็นภาระต่อผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอจากฝ่ายยุติธรรมที่ให้ภาระพิสูจน์ตกอยู่แก่ผู้ประกอบการ แทนที่จะเป็นภาระต่อผู้บริโภค



นอกจากนี้จากการที่มี พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ก็จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ดีกว่าเดิม แต่กลุ่มแพทย์โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน ได้พยายามล็อบบี้ให้กระทรวงสาธารณสุขระดมหารายชื่อจากโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อเรียกร้องให้มีการคัดค้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกับยาและเครื่องมือแพทย์

ขณะนี้ เครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายผู้ป่วยได้หารือกันที่จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่เห็นด้วยต่อการยกเว้นเรื่องยาและเครื่องมือแพทย์ โดยเห็นว่าการคุ้มครองต้องไม่ยกเว้นยาและเครื่องมือแพทย์ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีความรับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย
ไม่เช่นนั้นผู้บริโภคก็ต้องมีภาระในการพิสูจน์ กฎหมายนี้มีข้อดีที่ผู้ประกอบการต้องแสดงตนเองว่า ได้ทำหน้าที่ถูกต้องแล้วในการผลิตสินค้า การออกแบบ และการให้ข้อมูล ถ้าไม่มีกฎหมายนี้ ผู้บริโภคก็จะมีภาระอย่างมากเมื่อได้รับความเสียหาย และจะเกิดความขัดแย้งรุนแรง นำไปสู่การฟ้องร้องต่อไป และจะไม่เกิดการปรับตัวของผู้ประกอบการที่ไม่ดี

สำหรับความเป็นมาของ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าไม่ปลอดภัยนั้น ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้จะเป็นวันที่ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าไม่ปลอดภัย มีผลบังคับใช้ หลังจากให้เวลาปรับตัวภายหลังออกกฎหมายเป็นระยะเวลา 1 ปี

กฎหมายนี้ล้มลุกคลุกคลานมาเป็นเวลานาน เช่น เกือบผ่านวุฒิสภาในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถูกยุบสภาเสียก่อนเมื่อเดือนมีนาคม 2549 ต่อมามีการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเจ้าของเรื่อง ในที่สุดกฎหมายผ่านสภา แต่ต้องให้เวลาปรับตัว 1 ปี แต่เมื่อกำลังจะมีผลบังคับใช้ก็ถูกกลุ่มวิชาชีพแพทย์ กลุ่มหนึ่ง ตัดค้าน โดยอ้างว่าจะมีการฟ้องร้องมากขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะการฟ้องร้องไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ผู้บริโภคต้องพิสูจน์ว่า ตนเองได้รับความเสียหาย ไม่ใช่ฟ้องอะไรก็ได้








http://www.prachatai.com/05web/th/home/15598

--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 17/2/2552

การประชุมสัมมนาชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายอนุบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ครั้งที่ 1

โดย บ้านเมืองออนไลน์ เมื่อเวลา 9:35:00 วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552

สวช.ให้ความรู้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์

สวช.ให้ความรู้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์
“ธีระ” ดันเข้า ครม.คาดได้ใช้กลางปี’52

นายปรีชา กันธิยะ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) เปิดเผยว่า สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (สภว.) สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) จะจัด “การประชุมสัมมนาชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายอนุบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ครั้งที่ 1” ขึ้นเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงทั้ง 5 ฉบับ ได้แก่
1.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขอใบอนุญาตและประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์
2.ร่างกฎกระทรวงอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับประกอบกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์
3.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดประเภทภาพยนตร์
4.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตประกอบกิจกรรมโรงภาพยนตร์ และ
5.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ว่าสามารถปฏิบัติได้หรือไม่

นายปรีชา กล่าวต่อไปว่า การประชุมครั้งนี้ คาดว่า มีผู้เข้าร่วมรับฟังกว่า 500 คน ประกอบด้วย วัฒนธรรมจังหวัด ผู้ประกอบกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ผู้แทนสถานีโทรทัศน์ (ฟรีทีวี) ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ สำนักงานกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ผู้ผลิตภาพยนตร์ เกม ละคร โฆษณา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล ผู้แทนกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชน และสตรี

ด้าน นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การขอใบอนุญาตและประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ส่วนที่เหลืออีก 4 ฉบับ ตนได้เร่งผลักดันเพื่อให้เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในเร็วๆ นี้ โดยจะเร่งผลักดันร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้สามารถประกาศใช้ได้ทั้งหมดภายในกลางปี 2552
http://www.banmuang.co.th/education.asp?id=165291