วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
ม.ราชภัฏสารคามถวายปริญญาพระ
รศ.สมเจตน์ ภูศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามในวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2551 ในโอกาสนี้ สภามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มีมติเป็นเอกฉันท์ ถวายปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขายุทธศาสตร์การพัฒนาแด่พระราชสุทธิธรรมมาจารย์ และนายนิสสัย เวชชาชีวะ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เข้ารับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้ทำพิธีถวายปริญญาบัตร ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์(ศศม.)สาขายุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม แด่พระราชสุทธิธรรมมาจารย์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา ณ วัดประยูรธรรมาราม ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี สำหรับพระราชสุทธิธรรมมาจารย์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประยูรธรรมาราม สำเร็จการศึกษานักธรรมเอก เป็นพระที่เคร่งครัดในธรรมวินัย ส่งเสริมสนับสนุนและอุปถัมป์การศึกษาของพระภิกษุ สามเณรและฆราวาส ได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้อยู่ในอุปการะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอกกว่า 100 คน ท่านเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอุทิศตนเป็นผู้ให้สร้างสรรค์พัฒนาสังคมมาโดยตลอด
หน้า 31 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdNakUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
พระสอบนักธรรมลด-บวชแล้วไม่เรียน ถกสพฐ.ลดวิชาสามัญร.ร.พระปริยัติฯ 8 กลุ่มเหลือ 5
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
พระสอบนักธรรมลด-บวชแล้วไม่เรียน ถกสพฐ.ลดวิชาสามัญร.ร.พระปริยัติฯ 8 กลุ่มเหลือ 5
พระพรหมเวที วัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะภาค 8 เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาพระปริยัตินิเทศก์ ประจำปี 2552 ณ หอประชุมสงฆ์วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งกล่าวสัมโมทนียกถาเปิดการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อต้องการให้พะปริยัตินิเทศก์เข้าใจนโยบายของคณะสงฆ์ และของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รวมทั้งปรับบทบาทในการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะเดียวกันจะมีการจัดทำคู่มือสำหรับพระปริยัตินิเทศก์ด้วย ทั้งนี้หน้าที่ของพระปริยัตินิเทศก์ถือว่ามีความสำคัญ เพราะต้องคอยนิเทศการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ในแต่ละจังหวัด ซึ่งการศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเป็นหลักให้พระภิกษุสามเณรประพฤติปฏิบัติชอบ เพราะเมื่อพระภิกษุสามเณรมีการศึกษาก็จะไม่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความมั่นคงในพระพุทธศาสนา
พระธรรมปัญญาภรณ์ เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง และเจ้าคณะภาค 5 กล่าวบรรยายพิเศษเรื่องหลักการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ว่า อยากให้พระปริยัตินิเทศก์สำรวจพระที่เข้าสอบนักธรรมชั้นตรี เพราะในฐานะที่ตนเป็นเจ้าคณะภาคด้วยก็ได้รับรายงานเกี่ยวกับการสอบนักธรรมด้วย พบว่ามีจำนวนพระที่เข้าสอบนักธรรมชั้นตรีน้อยลง ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากพระบางรูปเข้ามาบวชแล้วไม่ยอมเรียน โดยอ้างว่าเรียนไปแล้วพอสึกออกไปก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ขณะที่บางรูปก็สมัครสอบแต่ไม่ไปสอบ จึงอยากให้สำรวจจำนวนที่แท้จริงและหาทางแก้ไข เพราะการเรียนนักธรรมชั้นตรีเป็นพื้นฐานก่อนในการที่จะไปเลือกเรียนบาลี นอกจากนี้ยังพบปัญหาอีกคือ เมื่อมีการประกาศใช้กฎกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการเรียนการสอนโดยพระพุทธศาสนา ทำให้โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี ต้องมีการเรียนการสอนในวิชาสามัญด้วย พบว่าหลายโรงเรียนเมื่อนำวิชาสามัญเข้าไปสอนการเรียนการสอนบาลีกลับหายไป ดังนั้นตนจึงนำเรื่องดังกล่าวหารือกับทางคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า จะสามารถลดรายวิชาสามัญจาก 8 กลุ่มสาระเหลือ 5 กลุ่มสาระได้หรือไม่ ซึ่งทางคุณหญิงกษมาก็ได้ให้ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาหารือและหาทางแก้ไขในเร็วๆ นี้
หน้า 31 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdNVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
พระสอบนักธรรมลด-บวชแล้วไม่เรียน ถกสพฐ.ลดวิชาสามัญร.ร.พระปริยัติฯ 8 กลุ่มเหลือ 5
พระพรหมเวที วัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะภาค 8 เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาพระปริยัตินิเทศก์ ประจำปี 2552 ณ หอประชุมสงฆ์วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งกล่าวสัมโมทนียกถาเปิดการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อต้องการให้พะปริยัตินิเทศก์เข้าใจนโยบายของคณะสงฆ์ และของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รวมทั้งปรับบทบาทในการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะเดียวกันจะมีการจัดทำคู่มือสำหรับพระปริยัตินิเทศก์ด้วย ทั้งนี้หน้าที่ของพระปริยัตินิเทศก์ถือว่ามีความสำคัญ เพราะต้องคอยนิเทศการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ในแต่ละจังหวัด ซึ่งการศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเป็นหลักให้พระภิกษุสามเณรประพฤติปฏิบัติชอบ เพราะเมื่อพระภิกษุสามเณรมีการศึกษาก็จะไม่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความมั่นคงในพระพุทธศาสนา
พระธรรมปัญญาภรณ์ เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง และเจ้าคณะภาค 5 กล่าวบรรยายพิเศษเรื่องหลักการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ว่า อยากให้พระปริยัตินิเทศก์สำรวจพระที่เข้าสอบนักธรรมชั้นตรี เพราะในฐานะที่ตนเป็นเจ้าคณะภาคด้วยก็ได้รับรายงานเกี่ยวกับการสอบนักธรรมด้วย พบว่ามีจำนวนพระที่เข้าสอบนักธรรมชั้นตรีน้อยลง ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากพระบางรูปเข้ามาบวชแล้วไม่ยอมเรียน โดยอ้างว่าเรียนไปแล้วพอสึกออกไปก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ขณะที่บางรูปก็สมัครสอบแต่ไม่ไปสอบ จึงอยากให้สำรวจจำนวนที่แท้จริงและหาทางแก้ไข เพราะการเรียนนักธรรมชั้นตรีเป็นพื้นฐานก่อนในการที่จะไปเลือกเรียนบาลี นอกจากนี้ยังพบปัญหาอีกคือ เมื่อมีการประกาศใช้กฎกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการเรียนการสอนโดยพระพุทธศาสนา ทำให้โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี ต้องมีการเรียนการสอนในวิชาสามัญด้วย พบว่าหลายโรงเรียนเมื่อนำวิชาสามัญเข้าไปสอนการเรียนการสอนบาลีกลับหายไป ดังนั้นตนจึงนำเรื่องดังกล่าวหารือกับทางคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานว่า จะสามารถลดรายวิชาสามัญจาก 8 กลุ่มสาระเหลือ 5 กลุ่มสาระได้หรือไม่ ซึ่งทางคุณหญิงกษมาก็ได้ให้ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาหารือและหาทางแก้ไขในเร็วๆ นี้
หน้า 31 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdNVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNd053PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
"สบปราบ"เร่งสร้างทำนบกั้นน้ำวังสู้ภัยแล้ง ชี้กว่า 2 พันครัวเรือนใน 27 หมู่บ้านเจอแล้งจัดแน่
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
"สบปราบ"เร่งสร้างทำนบกั้นน้ำวังสู้ภัยแล้ง ชี้กว่า 2 พันครัวเรือนใน 27 หมู่บ้านเจอแล้งจัดแน่
ลำปาง - นายศรีโรจน์ นิมมานพัชรินทร์ นอภ.สบปราบ เปิดเผยถึงการสร้างทำนบกั้นแม่น้ำวังว่า เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างฤดูหนาวและฤดูร้อน ทำให้เกิดความแห้งแล้งขึ้น ในปี"52 ปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ จึงพิจารณาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ลำน้ำวัง โดยการสร้างทำนบชั่วคราวกั้นลำน้ำวังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งจุด จากเดิมที่มีทำนบแล้ว 5 จุด และเพิ่มอีก 1 จุดที่บริเวณใต้บ้านวังยาว เขตอบต.แม่กั๊วะ โดยทำนบเก่าที่ทำไว้แล้วและยังมีสภาพใช้ได้ดี เพียงแต่เสียหายไปบางส่วนก็มีการซ่อมแซมให้มีสภาพแข็งแรงดียิ่งขึ้น ชาวบ้านหมู่บ้านวังยาว หมู่ที่ 8 และบ้านอ้อ หมู่ที่ 2 ที่อยู่บริเวณใกล้ลำน้ำวัง เริ่มมีการสร้างทำนบใหม่และซ่อมแซมทำนบชั่วคราวขึ้น สำหรับกระสอบบรรจุทรายที่ใช้ในการสร้างทำนบทั้ง 2 จุด ประมาณ 18,000 กระสอบ รวมขอเก่าทั้งหมด 6 จุดจะต้องใช้กระสอบราว 40,000 กระสอบ
นายปิลันธน์ รัตนวราภรณ์ ส.จ.เขตอ.สบปราบ เปิดเผยว่า ร่วมมือกับนายอำเภอเท่าที่สามารถช่วยได้ ยอมรับว่าอากาศเพิ่งจะหมดหนาว แต่ทางอำเภอก็มีการเตรียมการเอาไว้หากภาวะแล้งมาถึงเร็ว ในขณะที่อบจ.ยังไม่ได้เข้าสภาเรื่องการจัดงบแก้ปัญหาภัยแล้งเอาไว้ คาดว่าปีนี้ภาวะแล้งน่าจะหนักหนาเพราะมีการประกาศภัยแล้งตั้งแต่ช่วงฤดูฝนมาแล้ว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ภัยแล้งมีแนวโน้มรุนแรงสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านมาก ตนคิดว่าทาง อบจ.คงเสนอเรื่องเข้าสภาเพื่อพิจารณางบฉุกเฉิน เพื่อนำมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนแน่นอน
ทั้งนี้ พื้นที่ อ.สบปราบ มีหมู่บ้านทั้งหมด 46 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 8,000 ครัวเรือน เมื่อช่วงต้นเดือนม.ค.ผ่านมา ผู้นำท้องถิ่นในแต่ละหมู่บ้านรายงานเข้ามายังอำเภอ โดยสรุปว่า หมู่บ้าน 27 หมู่บ้าน มีประชากรจำนวน 2,000 ครัวเรือน เริ่มได้รับความเดือดร้อนจากภาวะความแห้งแล้ง นายอำเภอจึงมีการพิจารณา เพื่อหาทางช่วยเหลือปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าโดยการให้ชาวบ้านช่วยกันสร้างและแก้ไข ซ่อมแซม ทำนบกั้นลำน้ำวังดังกล่าว
หน้า 28 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
"สบปราบ"เร่งสร้างทำนบกั้นน้ำวังสู้ภัยแล้ง ชี้กว่า 2 พันครัวเรือนใน 27 หมู่บ้านเจอแล้งจัดแน่
ลำปาง - นายศรีโรจน์ นิมมานพัชรินทร์ นอภ.สบปราบ เปิดเผยถึงการสร้างทำนบกั้นแม่น้ำวังว่า เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างฤดูหนาวและฤดูร้อน ทำให้เกิดความแห้งแล้งขึ้น ในปี"52 ปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ จึงพิจารณาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ลำน้ำวัง โดยการสร้างทำนบชั่วคราวกั้นลำน้ำวังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งจุด จากเดิมที่มีทำนบแล้ว 5 จุด และเพิ่มอีก 1 จุดที่บริเวณใต้บ้านวังยาว เขตอบต.แม่กั๊วะ โดยทำนบเก่าที่ทำไว้แล้วและยังมีสภาพใช้ได้ดี เพียงแต่เสียหายไปบางส่วนก็มีการซ่อมแซมให้มีสภาพแข็งแรงดียิ่งขึ้น ชาวบ้านหมู่บ้านวังยาว หมู่ที่ 8 และบ้านอ้อ หมู่ที่ 2 ที่อยู่บริเวณใกล้ลำน้ำวัง เริ่มมีการสร้างทำนบใหม่และซ่อมแซมทำนบชั่วคราวขึ้น สำหรับกระสอบบรรจุทรายที่ใช้ในการสร้างทำนบทั้ง 2 จุด ประมาณ 18,000 กระสอบ รวมขอเก่าทั้งหมด 6 จุดจะต้องใช้กระสอบราว 40,000 กระสอบ
นายปิลันธน์ รัตนวราภรณ์ ส.จ.เขตอ.สบปราบ เปิดเผยว่า ร่วมมือกับนายอำเภอเท่าที่สามารถช่วยได้ ยอมรับว่าอากาศเพิ่งจะหมดหนาว แต่ทางอำเภอก็มีการเตรียมการเอาไว้หากภาวะแล้งมาถึงเร็ว ในขณะที่อบจ.ยังไม่ได้เข้าสภาเรื่องการจัดงบแก้ปัญหาภัยแล้งเอาไว้ คาดว่าปีนี้ภาวะแล้งน่าจะหนักหนาเพราะมีการประกาศภัยแล้งตั้งแต่ช่วงฤดูฝนมาแล้ว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ภัยแล้งมีแนวโน้มรุนแรงสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านมาก ตนคิดว่าทาง อบจ.คงเสนอเรื่องเข้าสภาเพื่อพิจารณางบฉุกเฉิน เพื่อนำมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนแน่นอน
ทั้งนี้ พื้นที่ อ.สบปราบ มีหมู่บ้านทั้งหมด 46 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 8,000 ครัวเรือน เมื่อช่วงต้นเดือนม.ค.ผ่านมา ผู้นำท้องถิ่นในแต่ละหมู่บ้านรายงานเข้ามายังอำเภอ โดยสรุปว่า หมู่บ้าน 27 หมู่บ้าน มีประชากรจำนวน 2,000 ครัวเรือน เริ่มได้รับความเดือดร้อนจากภาวะความแห้งแล้ง นายอำเภอจึงมีการพิจารณา เพื่อหาทางช่วยเหลือปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าโดยการให้ชาวบ้านช่วยกันสร้างและแก้ไข ซ่อมแซม ทำนบกั้นลำน้ำวังดังกล่าว
หน้า 28 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNVEUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
ตั้งศูนย์เฉพาะกิจรับภัยแล้งปี"52
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
ตั้งศูนย์เฉพาะกิจรับภัยแล้งปี"52
เลย - นายมานิตย์ มกรพงศ์ ผวจ.เลย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมในการรับภัยแล้งของจังหวัดเลยว่า การเตรียมการป้องกันภัยแล้งแบ่งเป็นสองประเด็น เรื่องการกักเก็บน้ำสั่งการไปแล้วทุกอำเภอ ตามลำห้วยสายรองในพื้นที่จำเป็นที่จะต้องทำฝายแม้ว ก็จะยึดรูปแบบจากห้วยคล่องไคร้ โดยให้นายอำเภอเป็นเจ้าภาพทุกอำเภอ ให้ทางท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. ทำโดยใช้งบไม่มาก ใช้วัสดุตามธรรมชาติ ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน แต่มีความคงทนมากกว่า 1 ปี ที่ผ่านมาเราใช้ฝายกระสอบทรายเพียงปีเดียวก็พังแล้วและทำให้ลำน้ำตื้นเขินด้วย ในปีนี้จึงเปลี่ยนนโยบายหมดแล้ว ไม่อนุญาตให้ใช้กระสอบทราย จะใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ที่แม่น้ำเลย
นายมานิตย์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือเรื่องของไฟป่า เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ปีที่แล้วต้องยอมรับว่า โชคดีและธรรมชาติช่วย เราสามารถดูแลปัญหาเรื่องไฟป่าลดลงได้ถึง 70% จากเดิมเคยเกิดไฟป่า 4-5 พันไร่ แต่ปีที่แล้วเราเกิดเพียง 2 พันไร่เศษ ลดลงไปมาก เนื่องจากเรามีการเตรียมการไว้ดี ในปีนี้ไม่ประมาท เราจะมีการซ้อมแผนแบบเข้ม สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดก็เป็นพี่น้องประชาชน เราจะต้องมีการอบรมขยายผลมากขึ้น ไฟป่าส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากพนักงานที่เป็นเจ้าหน้าที่ของแขวงการทางที่ถางหญ้าริมทางแล้วเผา มีการกำชับอย่างชัดเจนว่า ถ้าเผาหญ้าข้างทางจะลงโทษทางวินัยสูงสุด ส่วนประชาชนก็จะประชาสมพันธ์ให้มากขึ้น พวกชังข้าว ชังข้าวโพดอย่าเผา ให้ไถกลบ
หน้า 28 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNakUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
ตั้งศูนย์เฉพาะกิจรับภัยแล้งปี"52
เลย - นายมานิตย์ มกรพงศ์ ผวจ.เลย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมในการรับภัยแล้งของจังหวัดเลยว่า การเตรียมการป้องกันภัยแล้งแบ่งเป็นสองประเด็น เรื่องการกักเก็บน้ำสั่งการไปแล้วทุกอำเภอ ตามลำห้วยสายรองในพื้นที่จำเป็นที่จะต้องทำฝายแม้ว ก็จะยึดรูปแบบจากห้วยคล่องไคร้ โดยให้นายอำเภอเป็นเจ้าภาพทุกอำเภอ ให้ทางท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. ทำโดยใช้งบไม่มาก ใช้วัสดุตามธรรมชาติ ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน แต่มีความคงทนมากกว่า 1 ปี ที่ผ่านมาเราใช้ฝายกระสอบทรายเพียงปีเดียวก็พังแล้วและทำให้ลำน้ำตื้นเขินด้วย ในปีนี้จึงเปลี่ยนนโยบายหมดแล้ว ไม่อนุญาตให้ใช้กระสอบทราย จะใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ที่แม่น้ำเลย
นายมานิตย์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือเรื่องของไฟป่า เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ปีที่แล้วต้องยอมรับว่า โชคดีและธรรมชาติช่วย เราสามารถดูแลปัญหาเรื่องไฟป่าลดลงได้ถึง 70% จากเดิมเคยเกิดไฟป่า 4-5 พันไร่ แต่ปีที่แล้วเราเกิดเพียง 2 พันไร่เศษ ลดลงไปมาก เนื่องจากเรามีการเตรียมการไว้ดี ในปีนี้ไม่ประมาท เราจะมีการซ้อมแผนแบบเข้ม สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดก็เป็นพี่น้องประชาชน เราจะต้องมีการอบรมขยายผลมากขึ้น ไฟป่าส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากพนักงานที่เป็นเจ้าหน้าที่ของแขวงการทางที่ถางหญ้าริมทางแล้วเผา มีการกำชับอย่างชัดเจนว่า ถ้าเผาหญ้าข้างทางจะลงโทษทางวินัยสูงสุด ส่วนประชาชนก็จะประชาสมพันธ์ให้มากขึ้น พวกชังข้าว ชังข้าวโพดอย่าเผา ให้ไถกลบ
หน้า 28 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNakUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
จัดปอยส่างลอง-สานประเพณีไทยใหญ่
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6653 ข่าวสดรายวัน
จัดปอยส่างลอง-สานประเพณีไทยใหญ่
แม่ฮ่องสอน - นายสุเทพ นุชทรวง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ประเพณีปอยส่างลองจัดเป็นรูปแบบและเอกลักษณ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากประชากรกว่าร้อย 80 เป็นชาวไตใหญ่ เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ร่วมกับคณะศรัทธาวัดจองคำ พระอารามหลวงและชุมชนหนองจองคำ จะร่วมกันจัดงานประเพณีปอยส่างลอง หรืองานบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ประจำปี 2552 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-3 เม.ย. ณ วัดจองคำพระอารามหลวงและวัดจองกลาง ต.จองคำ อ.เมือง โดยกำหนดรับสมัครผู้มีความประสงค์จะบวชถึงวันที่ 15 มี.ค. จากนั้นวันที่ 31 มี.ค. วันรับส่างลอง วันที่ 1 เม.ย. วันข่ามแขก วันที่ 2 เม.ย. วันแห่โคหลู่หรือวันแห่เครื่องไทยทานหรือวันฮ้องขวัญนาค และวันที่ 3 เม.ย. วันข่ามส่างหรือวันหลู่ หรือวันบรรพชาสามเณร
ผู้ที่ประสงค์เข้าบวชตามประเพณีดังกล่าว สมัครที่วัดจองคำพระอารามหลวง โดยผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวจะต้องรับการฝึกปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดคือ ต้องผ่านการฝึกภาคปฏิบัติขั้นเตรียมตัวก่อนบวช เป็นเวลา 10 วัน ผู้ที่จะบวชจะต้องได้เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน อย่างน้อย 15 วัน ก่อนลาสิกขาจากสมณเพศหรือสามเณรภาคฤดูร้อน ประชาชน สอบถามรายละเอียดที่ วัดจองคำพระอารามหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 0-5361-1237 ทุกวัน
หน้า 28 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNekUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
จัดปอยส่างลอง-สานประเพณีไทยใหญ่
แม่ฮ่องสอน - นายสุเทพ นุชทรวง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ประเพณีปอยส่างลองจัดเป็นรูปแบบและเอกลักษณ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากประชากรกว่าร้อย 80 เป็นชาวไตใหญ่ เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ร่วมกับคณะศรัทธาวัดจองคำ พระอารามหลวงและชุมชนหนองจองคำ จะร่วมกันจัดงานประเพณีปอยส่างลอง หรืองานบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ประจำปี 2552 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-3 เม.ย. ณ วัดจองคำพระอารามหลวงและวัดจองกลาง ต.จองคำ อ.เมือง โดยกำหนดรับสมัครผู้มีความประสงค์จะบวชถึงวันที่ 15 มี.ค. จากนั้นวันที่ 31 มี.ค. วันรับส่างลอง วันที่ 1 เม.ย. วันข่ามแขก วันที่ 2 เม.ย. วันแห่โคหลู่หรือวันแห่เครื่องไทยทานหรือวันฮ้องขวัญนาค และวันที่ 3 เม.ย. วันข่ามส่างหรือวันหลู่ หรือวันบรรพชาสามเณร
ผู้ที่ประสงค์เข้าบวชตามประเพณีดังกล่าว สมัครที่วัดจองคำพระอารามหลวง โดยผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวจะต้องรับการฝึกปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดคือ ต้องผ่านการฝึกภาคปฏิบัติขั้นเตรียมตัวก่อนบวช เป็นเวลา 10 วัน ผู้ที่จะบวชจะต้องได้เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน อย่างน้อย 15 วัน ก่อนลาสิกขาจากสมณเพศหรือสามเณรภาคฤดูร้อน ประชาชน สอบถามรายละเอียดที่ วัดจองคำพระอารามหลวง หมายเลขโทรศัพท์ 0-5361-1237 ทุกวัน
หน้า 28 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd2NtOHdNekUxTURJMU1nPT0=§ionid=TURNeE13PT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4TlE9PQ==
100 ปี ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เรื่องเล่าที่มีมากกว่าความเก่า
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11299 มติชนรายวัน
100 ปี ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เรื่องเล่าที่มีมากกว่าความเก่า
ชุติมา นุ่นมัน-เรื่อง สุรินทร์ มุขศรี-ภาพ
ตึกที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรอาศัยเมื่อตอนเป็นเจ้าเมืองพระตะบอง ปัจจุบันรัฐบาลกัมพูชาดูแลอยู่ที่เมืองพระตะบอง เทียบกับตึกหลังที่มาปลูกใหม่ อายุ 100 ปี
บ่ายแก่ๆ เมื่อราวร้อยกว่าปีก่อน เรือกระแชงลำใหญ่ ที่แล่นเรื่อยๆ อยู่ในแม่น้ำปราจีนบุรี เขตพื้นที่ ต.ท่างาม ถูกชายร่างใหญ่หนวดเฟิ้ม ท่าทางทรงอำนาจ ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ สั่งให้คนบังคับเรือหยุด เพราะพึงใจในความงามของผืนดินที่อยู่เบื้องหน้านักหนา
ลุงผวน หรือชูชาติ รสเกษร คนงานของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ในวัย 56 ปีวันนี้ รำลึกความหลังให้ฟังว่า นายช้อย รสเกษร ซึ่งมีศักดิ์ เป็นปู่ของแก เป็นหนึ่งของคนงานที่อยู่ในเรือกระแชงลำนั้น เรือที่แล่นออกสำรวจหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างตึกที่ประทับให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนชายร่างใหญ่ท่าทางทรงอำนาจคนนั้นก็คือ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เจ้าของความคิดและผู้สร้างตึกหลังนั้นนั่นเอง
ในยุคแห่งการล่าอาณานิคม เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ประเทศไทยจำต้องเอา จ.พระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ ไปแลกกับพื้นที่ จ.ตราด ที่ประเทศฝรั่งเศสยึดไป กลับคืนมา เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นเจ้าเมืองปกครองพระตะบองในยามนั้นจำต้องย้ายออกจากบ้านเกิดเมืองนอน เดินทางเข้าสู่พระนคร เพราะพระตะบองไม่ใช่ดินแดนของประเทศไทยอีกต่อไป
แม้จะถูกทามทาบจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้อยู่ปกครองเมืองต่อไปพร้อมเสนอค่าตอบแทนมหาศาล แต่ด้วยความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง ไม่ยอมเป็นข้าฯแผ่นดินไหนนอกจากแผ่นดินไทย เจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็หาได้ยอมรับคำชักชวนนั้นไม่
ออกจากพระตะบอง คณะของท่านเจ้าพระยาฯมาตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี หลังจากนั้นไม่นานพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยม แต่ตอนนั้นบริเวณดังกล่าวยังไม่มีพระตำหนักหรือที่ประทับ ทหารและข้าราชบริพารจึงต้องสร้างเพิงพักให้พระองค์ประทับชั่วคราว เห็นความตรากตรำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะประทับอยู่เพิง เจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงตั้งใจว่าจะสร้างพระตำหนักให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับเมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่อีกในครั้งต่อไป
ห้องโถงภายในที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์
หลังจากนั้นไม่นาน มีการเกณฑ์ผู้คนและสัตว์เลี้ยงมาช่วยกันปรับพื้นที่ ช้างนับร้อยเชือกถูกใช้ต่างรถบดเหยียบย่ำ ย้ำดินให้แข็งและแน่น จากนั้นก็เอาท่อนซุงวางเป็นฐานตัวตึก ถมด้วยดินแล้วระดมสรรพกำลังช้างทั้งหมดมาเหยียบอีกหลายรอบ ตึกหลังใหญ่ใกล้น้ำท่าจีน ซึ่งสร้างตามแบบศิลปะบาโร้คของตะวันตก ในเวลานั้นแม้ไม่มีเสาเข็มมั่นคงเหมือนตึกยุคปัจจุบันแต่ถือว่ามีฐานรากมั่นคงแข็งแรง ยากที่ใครจะโค่น
ปู่ช้อยเล่าให้ลุงผวนฟังว่า รูปทรงของตัวตึกที่เมืองปราจีนบุรีกับที่พระตะบองไม่ต่างกันเลย เป็นเพราะท่านเจ้าพระยาฯต้องการรำลึกถึงบ้านเกิดตัวเองนั่นเอง
ตึกสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี 2452 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี 2453 แต่พระองค์ไม่เคยเสด็จฯมาประทับที่ตึกหลังนี้เลย แม้กระทั่งตัวท่านเจ้าพระยาฯก็ไม่เคยอยู่ในตึกหลังนี้เหมือนกันเพราะตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสร้างให้เจ้านายประทับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีเจ้านายหลายพระองค์ในสมัยต่อมาเสด็จประทับที่ตึกหลังนี้ทุกครั้งเมื่อเสด็จฯมายังมณฑลปราจีนบุรี และหลังจากท่านเจ้าพระยาฯถึงแก่อสัญกรรม ตึกหลังนี้ก็ตกเป็นของตระกูลอภัยวงศ์ และต่อมา ตัวตึกและที่ดินถูกยกให้มณฑลทหารบกที่ 2 จ.ปราจีนบุรี เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลตั้งแต่นั้นมา
ชูชาติ รอเกษร, ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร
"ปู่ของผมเป็นคนรับใช้ที่ติดตามท่านเจ้าพระยาฯมาตั้งแต่ท่านอยู่ที่พระตะบอง เมื่อท่านเจ้าพระยาฯตัดสินใจเดินทางจากพระตะบองมาที่นี่ปู่ก็ตามมาด้วย" ลุงผวนบอกเสียงแผ่วสายตามองไปยังกรอบรูปชายชรา ที่วางอยู่ข้างๆ ตัว
แกบอกว่า เป็นหลานที่สนิทกับปู่มาก ปู่จะชอบเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับท่านเจ้าพระยาฯให้ฟังตลอด นอกจากเป็นคนจิตใจดีแล้ว ยังเป็นคนมีวิชาอาคมเก่งกล้าหาตัวจับยาก สามารถเสกหุ่นฟางให้กลายเป็นทหาร และเสกใบมะขามให้กลายเป็นผึ้งได้ด้วย
ลุงผวนบอกว่า มีวิชาหนึ่งที่แกภาคภูมิใจนักหนาว่าแกได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านเจ้าพระยาฯด้วย นั่นคือ วิชาสมุนไพร เพราะท่านเจ้าพระยาฯถ่ายทอดวิชาสมุนไพรให้ปู่ช้อย แล้วปู่ช้อยก็มาถ่ายทอดให้แกอีกต่อหนึ่ง ทุกวันนี้ลูกหลานในบ้าน หรือคนใกล้ชิดเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ประเภทท้องอืด ปวดท้อง เจ็บคอ ท้องเสีย เป็นหวัด ลุงผวนสามารถหาสมุนไพรใกล้ตัวมาปัดเป่าบรรเทา หรือทำให้หายขาดได้เสมอ และสิ่งที่ทำให้แกดีใจและมีความสุขมากๆ คือ โรงพยาบาลนี้เป็นผู้นำในการใช้พืชสมุนไพร เป็นอีกทางเลือกในการรักษาโรค
ชีวิตของลุงผัน วนเวียนไม่เคยห่างจากตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรตั้งแต่เล็กจนเป็นหนุ่ม จนแก่
"วันนี้ ตึกนี้อายุครบ 100 ปีแล้ว มันผ่านไปเร็วมาก เพราะรู้สึกเหมือนว่าปู่เพิ่งเล่าเรื่องการสร้างตึกให้ฟังเมื่อเร็วๆ นี้เอง ทั้งๆ ที่ความจริงปู่ก็ตายไปนานแล้ว" ลุงผวนบอก
ปีนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจะจัดงานครบรอบ 100 ปี ตึกที่เจ้าพระยาฯสร้างขึ้น ตัวตึกเปลี่ยนสถานจากที่รองรับคนไข้ เป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย เพื่อให้เป็นที่ศึกษา ค้นคว้า รวมทั้งอนุรักษ์ตำรายาไทย การแพทย์ไทย และการแพทย์พื้นบ้าน
แม้ที่ผ่านมาสมุนไพรไทยจะถูกกระทบกระทั่งจากสถานการณ์ต่างๆ มาโดยตลอด ล่าสุดกรมวิชาการเกษตรถึงขั้นประกาศให้พืชสมุนไพร 13 ชนิด ที่คนไทยใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเป็นยาปราบหรือป้องกันแมลงและศัตรูพืช เป็นวัตถุอันตราย ยิ่งเพิ่มความคับขันให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก แต่ก็ยังนับว่าแพทย์แผนไทยที่ใช้สมุนไพรรักษาโรคได้รับการยอมรับในสังคมอย่างมากแล้วเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา
ลมร้อนพัดมาระลอกแรก ไอแดดนอกตัวตึกทำหน้าที่อย่างแข็งขันจนหลายคนที่ผ่านไปมาหน้าเหยเก แต่มีผู้คนไม่น้อยที่เข้ามาอาศัยหลบไอร้อนอยู่ใต้ร่มเงาของตึกสูงสีเหลืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ในโรงพยาบาลตึกนั้น
หายร้อนแล้ว คนเหล่านั้นก็เดินจากไปอย่างสดชื่น
ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม และหัวหน้าโครงการพิพิธภัณฑ์การแพทย์ไทยอภัยภูเบศร
"มากกว่าความเก่าแก่ของตัวตึก ที่ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ต้องการจะสื่อให้สังคมรับรู้สำหรับการจัดงาน 100 ปี คือ ความรักชาติที่เป็นรูปธรรมของท่านเจ้าพระยาฯ คือไม่ยอมเป็นข้าใครนอกเหนือจากแผ่นดินไทย แม้จะถูกเสนอผลประโยชน์อย่างมหาศาลให้ และถึงวันนี้ วิชาสมุนไพร ความรู้ที่ท่านเจ้าพระยาฯเชี่ยวชาญ และพยายามบอกเล่า ถ่ายทอดสู่ผู้ใกล้ชิด ก็คือตัวแทนความเป็นไทที่สำคัญอีกประการ เพราะสมุนไพรคือความเป็นไทด้านยา เราสามารถพึ่งตัวเองด้านยาได้ หากมีการส่งเสริม ศึกษาอย่างจริงจัง เราก็จะเป็นไทด้านยาอย่างแท้จริง"
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way01150252§ionid=0137&day=2009-02-15
100 ปี ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เรื่องเล่าที่มีมากกว่าความเก่า
ชุติมา นุ่นมัน-เรื่อง สุรินทร์ มุขศรี-ภาพ
ตึกที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรอาศัยเมื่อตอนเป็นเจ้าเมืองพระตะบอง ปัจจุบันรัฐบาลกัมพูชาดูแลอยู่ที่เมืองพระตะบอง เทียบกับตึกหลังที่มาปลูกใหม่ อายุ 100 ปี
บ่ายแก่ๆ เมื่อราวร้อยกว่าปีก่อน เรือกระแชงลำใหญ่ ที่แล่นเรื่อยๆ อยู่ในแม่น้ำปราจีนบุรี เขตพื้นที่ ต.ท่างาม ถูกชายร่างใหญ่หนวดเฟิ้ม ท่าทางทรงอำนาจ ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ สั่งให้คนบังคับเรือหยุด เพราะพึงใจในความงามของผืนดินที่อยู่เบื้องหน้านักหนา
ลุงผวน หรือชูชาติ รสเกษร คนงานของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ในวัย 56 ปีวันนี้ รำลึกความหลังให้ฟังว่า นายช้อย รสเกษร ซึ่งมีศักดิ์ เป็นปู่ของแก เป็นหนึ่งของคนงานที่อยู่ในเรือกระแชงลำนั้น เรือที่แล่นออกสำรวจหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างตึกที่ประทับให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนชายร่างใหญ่ท่าทางทรงอำนาจคนนั้นก็คือ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เจ้าของความคิดและผู้สร้างตึกหลังนั้นนั่นเอง
ในยุคแห่งการล่าอาณานิคม เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ประเทศไทยจำต้องเอา จ.พระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ ไปแลกกับพื้นที่ จ.ตราด ที่ประเทศฝรั่งเศสยึดไป กลับคืนมา เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นเจ้าเมืองปกครองพระตะบองในยามนั้นจำต้องย้ายออกจากบ้านเกิดเมืองนอน เดินทางเข้าสู่พระนคร เพราะพระตะบองไม่ใช่ดินแดนของประเทศไทยอีกต่อไป
แม้จะถูกทามทาบจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้อยู่ปกครองเมืองต่อไปพร้อมเสนอค่าตอบแทนมหาศาล แต่ด้วยความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง ไม่ยอมเป็นข้าฯแผ่นดินไหนนอกจากแผ่นดินไทย เจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็หาได้ยอมรับคำชักชวนนั้นไม่
ออกจากพระตะบอง คณะของท่านเจ้าพระยาฯมาตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี หลังจากนั้นไม่นานพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยม แต่ตอนนั้นบริเวณดังกล่าวยังไม่มีพระตำหนักหรือที่ประทับ ทหารและข้าราชบริพารจึงต้องสร้างเพิงพักให้พระองค์ประทับชั่วคราว เห็นความตรากตรำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะประทับอยู่เพิง เจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงตั้งใจว่าจะสร้างพระตำหนักให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับเมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่อีกในครั้งต่อไป
ห้องโถงภายในที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์
หลังจากนั้นไม่นาน มีการเกณฑ์ผู้คนและสัตว์เลี้ยงมาช่วยกันปรับพื้นที่ ช้างนับร้อยเชือกถูกใช้ต่างรถบดเหยียบย่ำ ย้ำดินให้แข็งและแน่น จากนั้นก็เอาท่อนซุงวางเป็นฐานตัวตึก ถมด้วยดินแล้วระดมสรรพกำลังช้างทั้งหมดมาเหยียบอีกหลายรอบ ตึกหลังใหญ่ใกล้น้ำท่าจีน ซึ่งสร้างตามแบบศิลปะบาโร้คของตะวันตก ในเวลานั้นแม้ไม่มีเสาเข็มมั่นคงเหมือนตึกยุคปัจจุบันแต่ถือว่ามีฐานรากมั่นคงแข็งแรง ยากที่ใครจะโค่น
ปู่ช้อยเล่าให้ลุงผวนฟังว่า รูปทรงของตัวตึกที่เมืองปราจีนบุรีกับที่พระตะบองไม่ต่างกันเลย เป็นเพราะท่านเจ้าพระยาฯต้องการรำลึกถึงบ้านเกิดตัวเองนั่นเอง
ตึกสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี 2452 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี 2453 แต่พระองค์ไม่เคยเสด็จฯมาประทับที่ตึกหลังนี้เลย แม้กระทั่งตัวท่านเจ้าพระยาฯก็ไม่เคยอยู่ในตึกหลังนี้เหมือนกันเพราะตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสร้างให้เจ้านายประทับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีเจ้านายหลายพระองค์ในสมัยต่อมาเสด็จประทับที่ตึกหลังนี้ทุกครั้งเมื่อเสด็จฯมายังมณฑลปราจีนบุรี และหลังจากท่านเจ้าพระยาฯถึงแก่อสัญกรรม ตึกหลังนี้ก็ตกเป็นของตระกูลอภัยวงศ์ และต่อมา ตัวตึกและที่ดินถูกยกให้มณฑลทหารบกที่ 2 จ.ปราจีนบุรี เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลตั้งแต่นั้นมา
ชูชาติ รอเกษร, ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร
"ปู่ของผมเป็นคนรับใช้ที่ติดตามท่านเจ้าพระยาฯมาตั้งแต่ท่านอยู่ที่พระตะบอง เมื่อท่านเจ้าพระยาฯตัดสินใจเดินทางจากพระตะบองมาที่นี่ปู่ก็ตามมาด้วย" ลุงผวนบอกเสียงแผ่วสายตามองไปยังกรอบรูปชายชรา ที่วางอยู่ข้างๆ ตัว
แกบอกว่า เป็นหลานที่สนิทกับปู่มาก ปู่จะชอบเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับท่านเจ้าพระยาฯให้ฟังตลอด นอกจากเป็นคนจิตใจดีแล้ว ยังเป็นคนมีวิชาอาคมเก่งกล้าหาตัวจับยาก สามารถเสกหุ่นฟางให้กลายเป็นทหาร และเสกใบมะขามให้กลายเป็นผึ้งได้ด้วย
ลุงผวนบอกว่า มีวิชาหนึ่งที่แกภาคภูมิใจนักหนาว่าแกได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านเจ้าพระยาฯด้วย นั่นคือ วิชาสมุนไพร เพราะท่านเจ้าพระยาฯถ่ายทอดวิชาสมุนไพรให้ปู่ช้อย แล้วปู่ช้อยก็มาถ่ายทอดให้แกอีกต่อหนึ่ง ทุกวันนี้ลูกหลานในบ้าน หรือคนใกล้ชิดเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ประเภทท้องอืด ปวดท้อง เจ็บคอ ท้องเสีย เป็นหวัด ลุงผวนสามารถหาสมุนไพรใกล้ตัวมาปัดเป่าบรรเทา หรือทำให้หายขาดได้เสมอ และสิ่งที่ทำให้แกดีใจและมีความสุขมากๆ คือ โรงพยาบาลนี้เป็นผู้นำในการใช้พืชสมุนไพร เป็นอีกทางเลือกในการรักษาโรค
ชีวิตของลุงผัน วนเวียนไม่เคยห่างจากตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรตั้งแต่เล็กจนเป็นหนุ่ม จนแก่
"วันนี้ ตึกนี้อายุครบ 100 ปีแล้ว มันผ่านไปเร็วมาก เพราะรู้สึกเหมือนว่าปู่เพิ่งเล่าเรื่องการสร้างตึกให้ฟังเมื่อเร็วๆ นี้เอง ทั้งๆ ที่ความจริงปู่ก็ตายไปนานแล้ว" ลุงผวนบอก
ปีนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจะจัดงานครบรอบ 100 ปี ตึกที่เจ้าพระยาฯสร้างขึ้น ตัวตึกเปลี่ยนสถานจากที่รองรับคนไข้ เป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย เพื่อให้เป็นที่ศึกษา ค้นคว้า รวมทั้งอนุรักษ์ตำรายาไทย การแพทย์ไทย และการแพทย์พื้นบ้าน
แม้ที่ผ่านมาสมุนไพรไทยจะถูกกระทบกระทั่งจากสถานการณ์ต่างๆ มาโดยตลอด ล่าสุดกรมวิชาการเกษตรถึงขั้นประกาศให้พืชสมุนไพร 13 ชนิด ที่คนไทยใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเป็นยาปราบหรือป้องกันแมลงและศัตรูพืช เป็นวัตถุอันตราย ยิ่งเพิ่มความคับขันให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก แต่ก็ยังนับว่าแพทย์แผนไทยที่ใช้สมุนไพรรักษาโรคได้รับการยอมรับในสังคมอย่างมากแล้วเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา
ลมร้อนพัดมาระลอกแรก ไอแดดนอกตัวตึกทำหน้าที่อย่างแข็งขันจนหลายคนที่ผ่านไปมาหน้าเหยเก แต่มีผู้คนไม่น้อยที่เข้ามาอาศัยหลบไอร้อนอยู่ใต้ร่มเงาของตึกสูงสีเหลืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ในโรงพยาบาลตึกนั้น
หายร้อนแล้ว คนเหล่านั้นก็เดินจากไปอย่างสดชื่น
ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม และหัวหน้าโครงการพิพิธภัณฑ์การแพทย์ไทยอภัยภูเบศร
"มากกว่าความเก่าแก่ของตัวตึก ที่ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ต้องการจะสื่อให้สังคมรับรู้สำหรับการจัดงาน 100 ปี คือ ความรักชาติที่เป็นรูปธรรมของท่านเจ้าพระยาฯ คือไม่ยอมเป็นข้าใครนอกเหนือจากแผ่นดินไทย แม้จะถูกเสนอผลประโยชน์อย่างมหาศาลให้ และถึงวันนี้ วิชาสมุนไพร ความรู้ที่ท่านเจ้าพระยาฯเชี่ยวชาญ และพยายามบอกเล่า ถ่ายทอดสู่ผู้ใกล้ชิด ก็คือตัวแทนความเป็นไทที่สำคัญอีกประการ เพราะสมุนไพรคือความเป็นไทด้านยา เราสามารถพึ่งตัวเองด้านยาได้ หากมีการส่งเสริม ศึกษาอย่างจริงจัง เราก็จะเป็นไทด้านยาอย่างแท้จริง"
หน้า 8 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way01150252§ionid=0137&day=2009-02-15
เรื่องของก๊อก...ที่ไม่กิ๊กก๊อก โดย loves_homes@yahoo.co.th
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11299 มติชนรายวัน
เรื่องของก๊อก...ที่ไม่กิ๊กก๊อก
คอลัมน์ ครบเครื่อง เรื่องรักษ์บ้าน
โดย ช่างอ้วน โดย loves_homes@yahoo.co.th
คุณธนสาส์น (ประจวบฯ) บอกว่า วันก่อนไปเดินเลือกซื้อก๊อกน้ำที่...(ขอไม่ระบุ) เพื่อจะนำมาให้ช่างติดตั้งภายในบ้าน มีแบบให้เลือกเยอะไปหมด เลยเลือกไม่ถูก แถมพนักงานก็พูดโน้มน้าวจนงงไปหมด จึงอยากสอบถามว่าก๊อกน้ำมีกี่ประเภทและควรเลือกแบบไหนดี?
ตอบคุณธนสาส์น พูดถึงก๊อกน้ำนับวันจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งชิ้นสำคัญของบ้านไปแล้ว ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์และราคาที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักแสน นอกจากนี้ ก๊อกน้ำของแต่ละห้อง แต่ละจุด ก็ไม่เหมือนกัน
ก๊อกน้ำเป็นอุปกรณ์ที่ทุกบ้านต้องมี ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ในการใช้สอยแตกต่างกันไป โดยทั่วไปจะมีการแบ่งประเภทของก๊อก ตามการใช้สอยไว้ 6 ประเภท คือ
1.ก๊อกเดี่ยว ใช้ทั่วไป เช่น รดน้ำต้นไม้, ล้างรถ
2.ก๊อกสำหรับอ่างล้างหน้า มี 3 ชนิด คือ ก๊อกเดี่ยว, ก๊อกผสมรูเดี่ยว และก๊อกผสมเซ็นเตอร์
3.ก๊อกซิงค์ เป็นก๊อกสำหรับอ่างล้างจานในครัว หรือตามเคาน์เตอร์บาร์ มีให้เลือกแบบน้ำเย็นอย่างเดียวและแบบที่ใช้ทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น
4.ก๊อกอาบน้ำและก๊อกน้ำที่ใช้กับอ่างอาบน้ำ ประกอบด้วย ฝักบัว, วาล์วเปิด-ปิด
5.ก๊อกน้ำชำระ
6.ฟลัชวาล์ว เป็นก๊อกน้ำที่ใช้ประกอบกับโถส้วมและโถปัสสาวะ เป็นก๊อกที่ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ เมื่อเปิดน้ำโดยการเปิดฟลัช น้ำจะหยุดไหลเองโดยอัตโนมัติ
ส่วนเรื่องคุณสมบัติของก๊อกน้ำที่ดีและมีคุณภาพนั้น ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
- ทำจากทองเหลือง ทนทานต่อการกัดกร่อนได้ดี
- ผิวเคลือบโครเมียม มีลักษณะเป็นมันวาว ทนต่อสารเคมีและรอยขีดข่วนได้ดี
- ซิลยางและแหวนยางในตัวก๊อก จะต้องมีคุณภาพสูง ทนต่อการใช้งาน ไม่รั่วซึมง่าย
- หัวก๊อกของฝักบัว จะต้องหมุนได้รอบตัว เพื่อไม่ให้สายยางของฝักบัวบิดงอ
- มีระบบเปิด-ปิดเพียงรอบเดียว เพื่อการประหยัดน้ำในตัว
จากข้อมูลข้างต้น ถ้าจะเลือกก๊อกน้ำสำหรับติดตั้งกับอ่างอาบน้ำหรืออ่างล้างหน้าหรืออ่างล้างจาน ขอแนะนำให้เลือกใช้ก๊อกประเภทที่มีวาล์วภายในเป็นเซรามิค เพราะสามารถใช้งานได้ยาวนาน และที่สำคัญสามารถเปิดและปิดน้ำได้สนิทด้วย
ถ้ามีงบประมาณมากและต้องการใช้ก๊อกน้ำทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น ควรเลือกก๊อกน้ำเซรามิควาล์วแบบเดี่ยวผสม ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของน้ำตามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและไม่เปลืองน้ำครับ
หน้า 18http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01rea01150252§ionid=0135&day=2009-02-15
เรื่องของก๊อก...ที่ไม่กิ๊กก๊อก
คอลัมน์ ครบเครื่อง เรื่องรักษ์บ้าน
โดย ช่างอ้วน โดย loves_homes@yahoo.co.th
คุณธนสาส์น (ประจวบฯ) บอกว่า วันก่อนไปเดินเลือกซื้อก๊อกน้ำที่...(ขอไม่ระบุ) เพื่อจะนำมาให้ช่างติดตั้งภายในบ้าน มีแบบให้เลือกเยอะไปหมด เลยเลือกไม่ถูก แถมพนักงานก็พูดโน้มน้าวจนงงไปหมด จึงอยากสอบถามว่าก๊อกน้ำมีกี่ประเภทและควรเลือกแบบไหนดี?
ตอบคุณธนสาส์น พูดถึงก๊อกน้ำนับวันจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งชิ้นสำคัญของบ้านไปแล้ว ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์และราคาที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักแสน นอกจากนี้ ก๊อกน้ำของแต่ละห้อง แต่ละจุด ก็ไม่เหมือนกัน
ก๊อกน้ำเป็นอุปกรณ์ที่ทุกบ้านต้องมี ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ในการใช้สอยแตกต่างกันไป โดยทั่วไปจะมีการแบ่งประเภทของก๊อก ตามการใช้สอยไว้ 6 ประเภท คือ
1.ก๊อกเดี่ยว ใช้ทั่วไป เช่น รดน้ำต้นไม้, ล้างรถ
2.ก๊อกสำหรับอ่างล้างหน้า มี 3 ชนิด คือ ก๊อกเดี่ยว, ก๊อกผสมรูเดี่ยว และก๊อกผสมเซ็นเตอร์
3.ก๊อกซิงค์ เป็นก๊อกสำหรับอ่างล้างจานในครัว หรือตามเคาน์เตอร์บาร์ มีให้เลือกแบบน้ำเย็นอย่างเดียวและแบบที่ใช้ทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น
4.ก๊อกอาบน้ำและก๊อกน้ำที่ใช้กับอ่างอาบน้ำ ประกอบด้วย ฝักบัว, วาล์วเปิด-ปิด
5.ก๊อกน้ำชำระ
6.ฟลัชวาล์ว เป็นก๊อกน้ำที่ใช้ประกอบกับโถส้วมและโถปัสสาวะ เป็นก๊อกที่ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ เมื่อเปิดน้ำโดยการเปิดฟลัช น้ำจะหยุดไหลเองโดยอัตโนมัติ
ส่วนเรื่องคุณสมบัติของก๊อกน้ำที่ดีและมีคุณภาพนั้น ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
- ทำจากทองเหลือง ทนทานต่อการกัดกร่อนได้ดี
- ผิวเคลือบโครเมียม มีลักษณะเป็นมันวาว ทนต่อสารเคมีและรอยขีดข่วนได้ดี
- ซิลยางและแหวนยางในตัวก๊อก จะต้องมีคุณภาพสูง ทนต่อการใช้งาน ไม่รั่วซึมง่าย
- หัวก๊อกของฝักบัว จะต้องหมุนได้รอบตัว เพื่อไม่ให้สายยางของฝักบัวบิดงอ
- มีระบบเปิด-ปิดเพียงรอบเดียว เพื่อการประหยัดน้ำในตัว
จากข้อมูลข้างต้น ถ้าจะเลือกก๊อกน้ำสำหรับติดตั้งกับอ่างอาบน้ำหรืออ่างล้างหน้าหรืออ่างล้างจาน ขอแนะนำให้เลือกใช้ก๊อกประเภทที่มีวาล์วภายในเป็นเซรามิค เพราะสามารถใช้งานได้ยาวนาน และที่สำคัญสามารถเปิดและปิดน้ำได้สนิทด้วย
ถ้ามีงบประมาณมากและต้องการใช้ก๊อกน้ำทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น ควรเลือกก๊อกน้ำเซรามิควาล์วแบบเดี่ยวผสม ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของน้ำตามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและไม่เปลืองน้ำครับ
หน้า 18http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01rea01150252§ionid=0135&day=2009-02-15
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)