วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

100 ปี ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เรื่องเล่าที่มีมากกว่าความเก่า

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11299 มติชนรายวัน


100 ปี ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เรื่องเล่าที่มีมากกว่าความเก่า

ชุติมา นุ่นมัน-เรื่อง สุรินทร์ มุขศรี-ภาพ




ตึกที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรอาศัยเมื่อตอนเป็นเจ้าเมืองพระตะบอง ปัจจุบันรัฐบาลกัมพูชาดูแลอยู่ที่เมืองพระตะบอง เทียบกับตึกหลังที่มาปลูกใหม่ อายุ 100 ปี


บ่ายแก่ๆ เมื่อราวร้อยกว่าปีก่อน เรือกระแชงลำใหญ่ ที่แล่นเรื่อยๆ อยู่ในแม่น้ำปราจีนบุรี เขตพื้นที่ ต.ท่างาม ถูกชายร่างใหญ่หนวดเฟิ้ม ท่าทางทรงอำนาจ ผู้ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ สั่งให้คนบังคับเรือหยุด เพราะพึงใจในความงามของผืนดินที่อยู่เบื้องหน้านักหนา

ลุงผวน หรือชูชาติ รสเกษร คนงานของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ในวัย 56 ปีวันนี้ รำลึกความหลังให้ฟังว่า นายช้อย รสเกษร ซึ่งมีศักดิ์ เป็นปู่ของแก เป็นหนึ่งของคนงานที่อยู่ในเรือกระแชงลำนั้น เรือที่แล่นออกสำรวจหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างตึกที่ประทับให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนชายร่างใหญ่ท่าทางทรงอำนาจคนนั้นก็คือ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เจ้าของความคิดและผู้สร้างตึกหลังนั้นนั่นเอง

ในยุคแห่งการล่าอาณานิคม เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ประเทศไทยจำต้องเอา จ.พระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ ไปแลกกับพื้นที่ จ.ตราด ที่ประเทศฝรั่งเศสยึดไป กลับคืนมา เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นเจ้าเมืองปกครองพระตะบองในยามนั้นจำต้องย้ายออกจากบ้านเกิดเมืองนอน เดินทางเข้าสู่พระนคร เพราะพระตะบองไม่ใช่ดินแดนของประเทศไทยอีกต่อไป

แม้จะถูกทามทาบจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้อยู่ปกครองเมืองต่อไปพร้อมเสนอค่าตอบแทนมหาศาล แต่ด้วยความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง ไม่ยอมเป็นข้าฯแผ่นดินไหนนอกจากแผ่นดินไทย เจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็หาได้ยอมรับคำชักชวนนั้นไม่

ออกจากพระตะบอง คณะของท่านเจ้าพระยาฯมาตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี หลังจากนั้นไม่นานพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยม แต่ตอนนั้นบริเวณดังกล่าวยังไม่มีพระตำหนักหรือที่ประทับ ทหารและข้าราชบริพารจึงต้องสร้างเพิงพักให้พระองค์ประทับชั่วคราว เห็นความตรากตรำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะประทับอยู่เพิง เจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงตั้งใจว่าจะสร้างพระตำหนักให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับเมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่อีกในครั้งต่อไป
ห้องโถงภายในที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์




หลังจากนั้นไม่นาน มีการเกณฑ์ผู้คนและสัตว์เลี้ยงมาช่วยกันปรับพื้นที่ ช้างนับร้อยเชือกถูกใช้ต่างรถบดเหยียบย่ำ ย้ำดินให้แข็งและแน่น จากนั้นก็เอาท่อนซุงวางเป็นฐานตัวตึก ถมด้วยดินแล้วระดมสรรพกำลังช้างทั้งหมดมาเหยียบอีกหลายรอบ ตึกหลังใหญ่ใกล้น้ำท่าจีน ซึ่งสร้างตามแบบศิลปะบาโร้คของตะวันตก ในเวลานั้นแม้ไม่มีเสาเข็มมั่นคงเหมือนตึกยุคปัจจุบันแต่ถือว่ามีฐานรากมั่นคงแข็งแรง ยากที่ใครจะโค่น

ปู่ช้อยเล่าให้ลุงผวนฟังว่า รูปทรงของตัวตึกที่เมืองปราจีนบุรีกับที่พระตะบองไม่ต่างกันเลย เป็นเพราะท่านเจ้าพระยาฯต้องการรำลึกถึงบ้านเกิดตัวเองนั่นเอง

ตึกสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี 2452 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี 2453 แต่พระองค์ไม่เคยเสด็จฯมาประทับที่ตึกหลังนี้เลย แม้กระทั่งตัวท่านเจ้าพระยาฯก็ไม่เคยอยู่ในตึกหลังนี้เหมือนกันเพราะตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสร้างให้เจ้านายประทับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีเจ้านายหลายพระองค์ในสมัยต่อมาเสด็จประทับที่ตึกหลังนี้ทุกครั้งเมื่อเสด็จฯมายังมณฑลปราจีนบุรี และหลังจากท่านเจ้าพระยาฯถึงแก่อสัญกรรม ตึกหลังนี้ก็ตกเป็นของตระกูลอภัยวงศ์ และต่อมา ตัวตึกและที่ดินถูกยกให้มณฑลทหารบกที่ 2 จ.ปราจีนบุรี เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลตั้งแต่นั้นมา
ชูชาติ รอเกษร, ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร




"ปู่ของผมเป็นคนรับใช้ที่ติดตามท่านเจ้าพระยาฯมาตั้งแต่ท่านอยู่ที่พระตะบอง เมื่อท่านเจ้าพระยาฯตัดสินใจเดินทางจากพระตะบองมาที่นี่ปู่ก็ตามมาด้วย" ลุงผวนบอกเสียงแผ่วสายตามองไปยังกรอบรูปชายชรา ที่วางอยู่ข้างๆ ตัว

แกบอกว่า เป็นหลานที่สนิทกับปู่มาก ปู่จะชอบเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับท่านเจ้าพระยาฯให้ฟังตลอด นอกจากเป็นคนจิตใจดีแล้ว ยังเป็นคนมีวิชาอาคมเก่งกล้าหาตัวจับยาก สามารถเสกหุ่นฟางให้กลายเป็นทหาร และเสกใบมะขามให้กลายเป็นผึ้งได้ด้วย

ลุงผวนบอกว่า มีวิชาหนึ่งที่แกภาคภูมิใจนักหนาว่าแกได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านเจ้าพระยาฯด้วย นั่นคือ วิชาสมุนไพร เพราะท่านเจ้าพระยาฯถ่ายทอดวิชาสมุนไพรให้ปู่ช้อย แล้วปู่ช้อยก็มาถ่ายทอดให้แกอีกต่อหนึ่ง ทุกวันนี้ลูกหลานในบ้าน หรือคนใกล้ชิดเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ประเภทท้องอืด ปวดท้อง เจ็บคอ ท้องเสีย เป็นหวัด ลุงผวนสามารถหาสมุนไพรใกล้ตัวมาปัดเป่าบรรเทา หรือทำให้หายขาดได้เสมอ และสิ่งที่ทำให้แกดีใจและมีความสุขมากๆ คือ โรงพยาบาลนี้เป็นผู้นำในการใช้พืชสมุนไพร เป็นอีกทางเลือกในการรักษาโรค

ชีวิตของลุงผัน วนเวียนไม่เคยห่างจากตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรตั้งแต่เล็กจนเป็นหนุ่ม จนแก่

"วันนี้ ตึกนี้อายุครบ 100 ปีแล้ว มันผ่านไปเร็วมาก เพราะรู้สึกเหมือนว่าปู่เพิ่งเล่าเรื่องการสร้างตึกให้ฟังเมื่อเร็วๆ นี้เอง ทั้งๆ ที่ความจริงปู่ก็ตายไปนานแล้ว" ลุงผวนบอก

ปีนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจะจัดงานครบรอบ 100 ปี ตึกที่เจ้าพระยาฯสร้างขึ้น ตัวตึกเปลี่ยนสถานจากที่รองรับคนไข้ เป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทย เพื่อให้เป็นที่ศึกษา ค้นคว้า รวมทั้งอนุรักษ์ตำรายาไทย การแพทย์ไทย และการแพทย์พื้นบ้าน

แม้ที่ผ่านมาสมุนไพรไทยจะถูกกระทบกระทั่งจากสถานการณ์ต่างๆ มาโดยตลอด ล่าสุดกรมวิชาการเกษตรถึงขั้นประกาศให้พืชสมุนไพร 13 ชนิด ที่คนไทยใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเป็นยาปราบหรือป้องกันแมลงและศัตรูพืช เป็นวัตถุอันตราย ยิ่งเพิ่มความคับขันให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก แต่ก็ยังนับว่าแพทย์แผนไทยที่ใช้สมุนไพรรักษาโรคได้รับการยอมรับในสังคมอย่างมากแล้วเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา

ลมร้อนพัดมาระลอกแรก ไอแดดนอกตัวตึกทำหน้าที่อย่างแข็งขันจนหลายคนที่ผ่านไปมาหน้าเหยเก แต่มีผู้คนไม่น้อยที่เข้ามาอาศัยหลบไอร้อนอยู่ใต้ร่มเงาของตึกสูงสีเหลืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ในโรงพยาบาลตึกนั้น

หายร้อนแล้ว คนเหล่านั้นก็เดินจากไปอย่างสดชื่น



ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม และหัวหน้าโครงการพิพิธภัณฑ์การแพทย์ไทยอภัยภูเบศร

"มากกว่าความเก่าแก่ของตัวตึก ที่ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ต้องการจะสื่อให้สังคมรับรู้สำหรับการจัดงาน 100 ปี คือ ความรักชาติที่เป็นรูปธรรมของท่านเจ้าพระยาฯ คือไม่ยอมเป็นข้าใครนอกเหนือจากแผ่นดินไทย แม้จะถูกเสนอผลประโยชน์อย่างมหาศาลให้ และถึงวันนี้ วิชาสมุนไพร ความรู้ที่ท่านเจ้าพระยาฯเชี่ยวชาญ และพยายามบอกเล่า ถ่ายทอดสู่ผู้ใกล้ชิด ก็คือตัวแทนความเป็นไทที่สำคัญอีกประการ เพราะสมุนไพรคือความเป็นไทด้านยา เราสามารถพึ่งตัวเองด้านยาได้ หากมีการส่งเสริม ศึกษาอย่างจริงจัง เราก็จะเป็นไทด้านยาอย่างแท้จริง"

หน้า 8 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way01150252§ionid=0137&day=2009-02-15

เรื่องของก๊อก...ที่ไม่กิ๊กก๊อก โดย loves_homes@yahoo.co.th

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11299 มติชนรายวัน


เรื่องของก๊อก...ที่ไม่กิ๊กก๊อก

คอลัมน์ ครบเครื่อง เรื่องรักษ์บ้าน

โดย ช่างอ้วน โดย loves_homes@yahoo.co.th



คุณธนสาส์น (ประจวบฯ) บอกว่า วันก่อนไปเดินเลือกซื้อก๊อกน้ำที่...(ขอไม่ระบุ) เพื่อจะนำมาให้ช่างติดตั้งภายในบ้าน มีแบบให้เลือกเยอะไปหมด เลยเลือกไม่ถูก แถมพนักงานก็พูดโน้มน้าวจนงงไปหมด จึงอยากสอบถามว่าก๊อกน้ำมีกี่ประเภทและควรเลือกแบบไหนดี?

ตอบคุณธนสาส์น พูดถึงก๊อกน้ำนับวันจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งชิ้นสำคัญของบ้านไปแล้ว ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์และราคาที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักแสน นอกจากนี้ ก๊อกน้ำของแต่ละห้อง แต่ละจุด ก็ไม่เหมือนกัน

ก๊อกน้ำเป็นอุปกรณ์ที่ทุกบ้านต้องมี ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ในการใช้สอยแตกต่างกันไป โดยทั่วไปจะมีการแบ่งประเภทของก๊อก ตามการใช้สอยไว้ 6 ประเภท คือ

1.ก๊อกเดี่ยว ใช้ทั่วไป เช่น รดน้ำต้นไม้, ล้างรถ

2.ก๊อกสำหรับอ่างล้างหน้า มี 3 ชนิด คือ ก๊อกเดี่ยว, ก๊อกผสมรูเดี่ยว และก๊อกผสมเซ็นเตอร์

3.ก๊อกซิงค์ เป็นก๊อกสำหรับอ่างล้างจานในครัว หรือตามเคาน์เตอร์บาร์ มีให้เลือกแบบน้ำเย็นอย่างเดียวและแบบที่ใช้ทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น

4.ก๊อกอาบน้ำและก๊อกน้ำที่ใช้กับอ่างอาบน้ำ ประกอบด้วย ฝักบัว, วาล์วเปิด-ปิด

5.ก๊อกน้ำชำระ

6.ฟลัชวาล์ว เป็นก๊อกน้ำที่ใช้ประกอบกับโถส้วมและโถปัสสาวะ เป็นก๊อกที่ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ เมื่อเปิดน้ำโดยการเปิดฟลัช น้ำจะหยุดไหลเองโดยอัตโนมัติ

ส่วนเรื่องคุณสมบัติของก๊อกน้ำที่ดีและมีคุณภาพนั้น ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้

- ทำจากทองเหลือง ทนทานต่อการกัดกร่อนได้ดี

- ผิวเคลือบโครเมียม มีลักษณะเป็นมันวาว ทนต่อสารเคมีและรอยขีดข่วนได้ดี

- ซิลยางและแหวนยางในตัวก๊อก จะต้องมีคุณภาพสูง ทนต่อการใช้งาน ไม่รั่วซึมง่าย

- หัวก๊อกของฝักบัว จะต้องหมุนได้รอบตัว เพื่อไม่ให้สายยางของฝักบัวบิดงอ

- มีระบบเปิด-ปิดเพียงรอบเดียว เพื่อการประหยัดน้ำในตัว

จากข้อมูลข้างต้น ถ้าจะเลือกก๊อกน้ำสำหรับติดตั้งกับอ่างอาบน้ำหรืออ่างล้างหน้าหรืออ่างล้างจาน ขอแนะนำให้เลือกใช้ก๊อกประเภทที่มีวาล์วภายในเป็นเซรามิค เพราะสามารถใช้งานได้ยาวนาน และที่สำคัญสามารถเปิดและปิดน้ำได้สนิทด้วย

ถ้ามีงบประมาณมากและต้องการใช้ก๊อกน้ำทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น ควรเลือกก๊อกน้ำเซรามิควาล์วแบบเดี่ยวผสม ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของน้ำตามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและไม่เปลืองน้ำครับ

หน้า 18http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01rea01150252§ionid=0135&day=2009-02-15

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2551

หมีแพนด้า

ขอคัดสำเนารายการจากฐานข้อมูล ทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนทำอย่างไร

ขอคัดสำเนารายการจากฐานข้อมูล ทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนทำอย่างไร

คอลัมน มุมบริการ



หลาย คนมีข้อสงสัยว่าหากประสงค์จะขอตรวจสอบข้อมูลรายการบุคคลในฐานข้อมูล ของกรมการปกครอง ซึ่งเป็นข้อมูลทางทะเบียนราษฎร และข้อมูลรายการบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการติดตามตัวบุคคลเพื่อนำตัวมาดำเนินคดี หรือกรณีที่ติดตามหาบุคคลซึ่งเป็นญาติพี่น้อง เนื่องจากไม่สามารถติดต่อหาตัวโดยทางอื่นๆ ได้ จะสามารถทำได้หรือไม่ และหากทำได้จะต้องดำเนินการอย่างไร?

ข้อมูลทางทะเบียนราษฎรถือเป็น ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้การคุ้มครองไว้ การที่จะเปิดเผยข้อมูลต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบในเรื่อง นั้นๆ กำหนดไว้ หากเจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลโดยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ แล้วเจ้าหน้าที่ก็อาจถูกฟ้องร้องจากเจ้าของข้อมูล ซึ่งเป็นความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายได้

ข้อมูลที่มีความสำคัญและ มีผู้ขอตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ขอตรวจและคัดสำเนารายการบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่น สามารถกระทำได้ในหลักเกณฑ์ ดังนี้

1.ผู้ที่ยื่นคำร้องขอตรวจหรือคัด สำเนารายการบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่น จะต้องเป็นผู้ที่มีประโยชน์ได้เสียกับบุคคลผู้เป็นเจ้าของรายการตามบัตรหมาย เลขที่ขอตรวจหรือคัดสำเนาโดยตรงเท่านั้น สำหรับกรณีขอตรวจหรือคัดสำเนารายการบัตรของตนเอง แต่ไม่สะดวกที่จะมาดำเนินการเองก็สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมาดำเนินการแทน ได้

2.การขอตรวจหรือคัดสำเนารายการบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับคดีความ หากบุคคลผู้เป็นเจ้าของรายการตามบัตรหมายเลขที่ขอตรวจหรือคัดสำเนานั้นเป็น บุคคลอื่น ผู้ยื่นคำร้องต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีความมาแสดง เช่น สำเนาคำฟ้อง สำเนาหมาย สำเนาตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เป็นต้น หากไม่มีเอกสารดังกล่าวพนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะทำการสอบสวนและบันทึกถ้อยคำ ของผู้ยื่นคำร้องให้ปรากฏชัดถึงการเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และการขอตรวจหรือคัดสำเนารายการบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลอื่นนั้น จะนำไปใช้เพื่อประโยชน์แก่รูปคดีอย่างไร และหากผู้ยื่นคำร้องให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ก็จะมีความผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานได้

กรณีที่ทนาย ความยื่นคำร้องขอคัดสำเนารายการบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ ลูกความของตน โดยอ้างว่าเจ้าของรายการบัตรที่ขอคัดสำเนานั้นเป็นคู่กรณีซึ่งกำลังรวบรวม หลักฐานก่อนยื่นฟ้องคดีโดยมีเพียงหลักฐานใบแต่งทนายความ บัตรประจำตัวผู้แต่งทนายความ และบัตรประจำตัวทนายความ เพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอจะพิจารณาความเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพราะทนายความผู้ยื่นคำร้องมีฐานะเป็นเพียงตัวแทนของผู้แต่งทนายความเท่า นั้น

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ ทุกแห่งทั่วประเทศ

หน้า 22 From: http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01edu20251051§ionid=0107&day=2008-10-25

'สานเสวนา' เพื่อหาทาง ออกจากวิกฤติประเทศวันนี้

กาแฟดำ
25 ตุลาคม พ.ศ. 2551 05:00:00
'สานเสวนา' เพื่อหาทาง ออกจากวิกฤติประเทศวันนี้
ใครเสนอทางออกเพื่อผ่าทางตันของประเทศวันนี้ด้วยวิธีการสันติ ย่อมต้องถือว่าเป็น "ทางเลือก" เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดในสังคมไทยที่ยิ่งนานวันดูเหมือนจะยิ่งสร้างความน่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การประชุมใหญ่ของ "เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม" วันพรุ่งนี้ ต้องถือว่าเป็นความพยายามที่น่าชื่นชมของผู้คนหลายฝ่ายที่ต้องการจะหาทางออกจากวิกฤติสังคมวันนี้อย่างเป็นรูปธรรม
เป้าหมายก็คือ การรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงแสวงสันติด้วยการ "สานเสวนา" และลงนามในปฏิญญาร่วม
เขาเชิญชวนองค์กรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน หรือ ภาคประชาสังคม ให้มาร่วมกันป้องกันไม่ให้ประเทศชาติของเราจมดิ่งลงไปสู่ก้นเหวแห่งความหายนะ เพราะท่าทีของการเผชิญหน้าของฝ่ายต่างๆ ที่ประกาศจะห้ำหั่นให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องจนมุมจนถึงที่สุด
เขาย้ำว่าการรณรงค์ครั้งนี้จะ "ไม่ประณามใคร, ไม่กล่าวหาใคร"
ผู้จัดงานบอกว่าเขาจะมี "ทีมประสานงาน" กับทุกฝ่ายที่อยู่ในภาวะของการเผชิญหน้ากันขณะนี้ นั่นคือ ทีมประสานงานกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ทีมประสานงานกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และทีมประสานงานกับรัฐบาลเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน
พูดจาประสาชาวบ้านก็คือว่า ผู้คนในบ้านเมืองที่เป็น "พลังเงียบ" มาช้านานท่ามกลางความขัดแย้งที่บานปลายกลายเป็นความรุนแรงนั้น ประกาศว่าจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ต้องออกมาแสดงจุดยืนให้ทุกฝ่ายที่อยู่ในภาวะขัดแย้งนี้ให้เห็นว่า พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะนำพาประเทศให้เข้าสู่กลียุค เพียงเพราะพวกเขาต้องการจะเอาชนะคะคานกับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่สนใจว่าพวกเขาได้ลากถูบ้านเมืองให้ตกลงไปในหลุมดำแห่งมิคสัญญี
เพราะบ้านเมืองเป็นของพวกเราทุกคน, มิใช่เฉพาะของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างที่พวกเขาอาจจะหลงเข้าใจผิดมาตลอด
ผมดีใจที่เห็นองค์กรสื่อทั้งหมดได้เข้าร่วมในการรณรงค์ครั้งนี้ เพื่อแสดงจุดยืนว่า คนทำหน้าที่สื่อสารมวลชนนั้นไม่ได้ต้องการ "ยั่วยุ" หรือ "ส่งเสริมความรุนแรง" หรือ "ขายข่าว" อย่างที่คนบางกลุ่มวิพากษ์และกล่าวหา
สื่อย่อมต้องสำนึกในบทบาทหน้าที่ของตนในยามสังคมแตกกระสานซ่านเซ็นและทุกฝ่ายในความขัดแย้งนั้น ต้องการจะดึงสื่อเข้ามาเป็นพวก, หรือไม่ก็ "กดดัน" หรือ "ใช้" สื่อให้สะท้อนแต่เพียงแนวทางของตนเอง
แน่นอนว่าในภาวะที่ข่าวความขัดแย้งขยับตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง, การรายงานข่าวโดยเฉพาะสื่อทีวีอาจจะถูกมองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าโอนเอียงไปอีกฝ่ายหนึ่ง, แต่สื่อมืออาชีพที่รับผิดชอบต่อสาธารณชนนั้นย่อมจะสำนึกว่าสาธารณชนคาดหวังในการทำงานอย่างตรงไปตรงมา และหลีกเลี่ยงการเสนอข่าวที่ยั่วยุหรือนำร่องไปทางใดทางหนึ่ง
สาระแห่งข่าวสารที่สื่อในยามบ้านเมืองไม่ปกติเช่นนี้คือ ความพยายามที่จะร่วมกันหาทางออกด้วยวิธีการสันติ, ยึดหลักอหิงสา, เคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความเห็นที่แตกต่าง
คำว่า "สานเสวนา" ให้ความหมายในทางบวกที่น่าสนใจยิ่ง ผมเข้าใจว่ามาจากคำว่า "dialogue" ของฝรั่งที่หมายถึงการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ทุกฝ่ายพร้อมที่จะฟังความเห็นที่แตกต่างของกันและกัน
ต่างจากคำว่า "debate" ซึ่งตีความได้ว่าเป็นการ "โต้วาที" อันหมายถึงการจะต้องมีฝ่ายชนะหรือฝ่ายแพ้...หรือการใช้วาทะและเหตุผลแห่งตนเพื่อน้าวโน้มให้คนฟัง, คนอ่านและคนดูโอนเอียงมาหาตน
ในภาวะบ้านเมืองปกติและอารมณ์ของผู้คนพร้อมจะใช้วิจารณญาณอย่างรอบด้านนั้น, debate กับ dialogue อาจจะไปพร้อมกันได้เพราะคนฟังอาจสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือข้อมูล, อะไรคือความเห็น และอะไรคือการวิเคราะห์
แต่ในสภาพการเผชิญหน้า ที่ "ไม่มีใครฟังใคร" เช่นที่เห็นอยู่ทุกวันนี้, การใช้ dialogue เพื่อ "สาน" ความเข้าใจระหว่างคนที่ยืนอยู่คนละข้างโดยมีคนกลางที่พร้อมจะ "ประสาน" กับทุกฝ่ายและฟังความเห็นรอบด้าน, จึงน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า
ใครสนใจไปร่วม "สานเสวนา" ครั้งสำคัญนี้ได้พรุ่งนี้เริ่มเวลาบ่ายโมงตรงถึงห้าโมงครึ่ง ที่หอประชุมใหญ่กรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม 6
ทำใจให้โปร่ง เปิดสมองให้กว้าง และแทนที่จะถามว่า "ใครจะชนะใครจะแพ้" ควรจะตั้งคำถามใหม่ว่า
"บ้านเมืองจะรอดจากวิกฤติแห่งการเผชิญหน้าครั้งนี้ โดยไม่ให้เสียเลือดเนื้อมากกว่านี้ไปได้อย่างไร?"
(เข้ามาร่วมเกาะติดสถานการณ์และความเห็นหลากหลายได้ที่ www.suthichaiyoon.com ตลอด 24 ชั่วโมง)
From: http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/25/news_306216.php

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2551