แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โดย : ประชาไท วันที่ : 15/4/2551 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โดย : ประชาไท วันที่ : 15/4/2551 แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551
ตม.+สื่อ เล่นงานแรงงานข้ามชาติ 151 คน ขณะเล่นน้ำสงกรานต์
ตม.+สื่อ เล่นงานแรงงานข้ามชาติ 151 คน ขณะเล่นน้ำสงกรานต์
เว็บไซต์ผู้จัดการ รายงานข่าวเรื่อง “รวบต่างด้าวเล่นสงกรานต์อนาจารได้กว่า 100 ราย” โดยมีเนื้อหาข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.สมุทรปราการ ควบคุมตัวแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาและพม่า 151 คนขณะออกมาเล่นน้ำสงกรานต์
โดยเมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 14 เม.ย. พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล สว. ด่าน ตม. สมุทรปราการ ร.ต.อ.สุบรรณ กุดพันธ์ รอง สว. ด่าน ตม. สมุทรปราการ นำกำลังเข้าจับกุมคนที่ออกมาเล่นน้ำสงกรานต์ ที่บริเวณถนนท้ายบ้าน ต.ปากน้ำ อ.เมือง และ ถนนสุขสวัสดิ์ อ.พระสมุทรเจดีย์ โดยจับกุมทั้งหมดจำนวน 151 คน เป็นชาวกัมพูชา 35 คน ชาวพม่า 116 คน เนื้อข่าวระบุว่า ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนที่จะทำการผลักดันกลับสู่ประเทศบ้านเกิด
โดยพ.ต.ท.ศุภฤกษ์ ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. จ.สมุทรปราการ ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในย่านถนนท้ายบ้าน และถนนสุขสวัสดิ์ ว่ามีแรงงานจำนวนมากออกมาเล่นน้ำสงกรานต์แบบไม่สุภาพและมีการลวนลามหญิง ชอบก่อเหตุทะเลาะวิวาทอยู่เป็นประจำ ในปีนี้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสมุทรปราการจึงนำกำลังออกตรวจพื้นที่ที่ได้รับการร้องเรียนที่กำลังมีการสาดน้ำเล่นสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน โดยสุ่มตรวจพบแรงงานที่หลบหนีเข้ามาโดยไม่ได้รับ อนุญาตจำนวนมาก และสามารถจับกุมได้กว่า 100 คน ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาและทำการผลักดันคืนสู่ประเทศบ้านเกิดต่อไป
ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวยังถูกนำเสนอในรายการข่าววันใหม่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ด้วยประเด็นเดียวกัน คือ มีแรงงาน ‘ต่างด้าว’ ที่เป็นแรงงาน ‘เถื่อน’ ออกมาเล่นน้ำสงกรานต์ในลักษณะเสียหาย คือ มีการทำ ‘อนาจาร’ และ ‘ก่อการวิวาท’
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาจะพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการบุกจับแรงงานในโอกาสเทศกาลต่างๆ เช่น งานบุญ งานปีใหม่ และมักพบเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏผ่านทางสื่อมวลชนด้วยเช่นกัน โดยมีโต๊ะข่าวอาชญากรรมเป็นผู้รายงาน ดังเช่นกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นกับข่าว “รวบต่างด้าวเล่นสงกรานต์อนาจารได้กว่า 100 ราย” ของเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รายงาน :จับแรงงานข้ามชาติจังหวะทำบุญออกพรรษา เอ็นจีโอหวั่นสังคมวิกฤติหากเห็นบุญเป็นปัญหาความมั่นคง , ประชาไท 10 ต.ค. 49
ชาวไทใหญ่เชียงใหม่หวั่นถูกตำรวจจับกุมไม่กล้าร่วมงานปีใหม่, ประชาไท 21 พ.ย. 49
“รวบต่างด้าวเล่นสงกรานต์อนาจารได้กว่า 100 ราย” , ผู้จัดการออนไลน์ 14 เม.ย. 51
โดย : ประชาไท วันที่ : 15/4/2551
บทความ : ตั้ง “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” เปิดพื้นที่ความคิดให้ประชาชน
บทความ : ตั้ง “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” เปิดพื้นที่ความคิดให้ประชาชน
พุดตานป่า
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยกองส่งเสริมระงับข้อพิพาท เริ่มดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการจัดการความขัดแย้งของชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน” ร่วมกับศูนย์อาชญาวิทยา มธ.
นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า คนในชุมชนเป็นผู้รู้เรื่องของชุมชน ถ้าประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด “โครงการนี้ถือเป็นพัฒนาการของการทำงานในชุมชนมาตามลำดับ ตอนนี้กรมทำงานย่างเข้าปีที่ 6 เริ่มแรกมีการศึกษาว่าการจะทำงานร่วมกับชุมชนให้ได้ประโยชน์ ควรเป็นอย่างไร ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า เราควรมีเครือข่าย ซึ่งเรียกว่า ‘เครือข่ายคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ’ และให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” นางสุวณา กล่าวเพิ่มเติม
แต่เนื่องจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ เป็นหน่วยงานเล็ก การทำงานจึงต้องค่อยๆ คืบไปทีละก้าว โดยเริ่มต้นจากการตั้ง ‘ศูนย์ยุติธรรมชุมชน’ ในพื้นที่นำร่องทั่วประเทศ 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ขอนแก่น สกลนคร สุรินทร์ ลพบุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งบทบาทการจัดการความขัดแย้งอยู่ที่ชุมชนเอง ส่วนกรมคุ้มครองสิทธิฯ เข้าไปเป็นเพียงผู้หนุนเสริมเรื่องเครื่องมือ คำปรึกษาและทุนในการดำเนินงาน
สิ่งที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ ให้ความสำคัญ จึงอยู่ที่ความสามารถในการจัดการความขัดแย้ง โดยให้ประชาชนรู้เรื่องกฎหมาย สิทธิ และเสรีภาพ ให้เกิดความรู้ในเรื่องความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ และมีการผลักดันให้เกิดกระบวนการยุติธรรมทางเลือก หรือ ‘กระบวนการยุติธรรมชุมชน’
ที่ผ่านมา กระบวนการยุติธรรมแบบเดิมหรือที่เรียกว่า ‘ยุติธรรมกระแสหลัก’ นั้น เป็นการทำงานตามแนวนโยบายที่ปล่อยให้ทุกอย่างผ่านขั้นตอนของระบบ แต่เมื่อคำนวณต้นทุนของความสูญเสียแล้วพบว่ามีมาก โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีในศาล
คดีลด คดีไม่รกศาล ผู้ต้องหาลด กรมคุมประพฤติไม่ต้องเข้ามาดูแลคดีมาก จึงเป็นสิ่งที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ คาดหวัง...
ทั้งนี้ การจัดการความขัดแย้งอยู่ในประเด็นปัญหาด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตโดยรวม แบ่งเป็นด้านต่างๆ คือ กลุ่มที่ดินทำกินและทรัพยากรธรรมชาติ, กลุ่มที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม, กลุ่มการประกอบอาชีพ เกษตรกรรมและหัตถกรรม, กลุ่มแรงงานและสวัสดิการสังคม, กลุ่มหนี้สินภาคประชาชน, กลุ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ภายหลังจากการเกิดเครือข่ายชุมชนนำร่องด้านการระงับข้อพิพาทแล้ว ชุมชนสามารถจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีได้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้
ความเป็นอยู่ของแต่ละชุมชนมีมิติการจัดการไม่เท่ากันเพราะพื้นฐานคนในชุมชนไม่เหมือนกัน ฉะนั้นการจัดการจึงต้องเข้าใจความละเอียดอ่อนในส่วนนี้ด้วย ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิฯ ถือว่าเป็นมิติของความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่จะต้องเข้าไปเรียนรู้
นางสุวณา ให้ความเห็นว่า “สามจังหวัดภาคใต้เราทำงานประสบความสำเร็จมาแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่า บางครั้งเป้าหมายของรัฐกับชุมชนก็ไม่ตรงกัน จึงต้องมีการแลกเปลี่ยนร่วมกัน คือทำอะไรก็ตามชุมชนเองก็ต้องยอมรับได้ด้วย”
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การสร้างเครือข่าย การจัดการให้เกิดวิทยากรเครือข่ายในชุมชนจึงเกิดประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ ออกจากพื้นที่ไปทำงานอื่นๆ คนในชุมชนก็จะต้องเป็นผู้รับหน้าที่ในการรักษาความเข้มแข็งของชุมชนต่อไป ศักยภาพการดูแลชุมชนด้วยชุมชนเองเป็นหลักก็ยกระดับขึ้น...
เช่นเดียวกับจังหวัดตรัง ที่มีคุณลักษณะพิเศษของการรวมกลุ่มจากเวทีภาคประชาชนเป็นทุนเดิม การตั้ง “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” จึงก้าวคืบก้าวศอก ปีนี้คาดว่าจะตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชน หรือศูนย์จัดการความขัดแย้งได้ 13 พื้นที่ทั่วจังหวัด มากกว่าพื้นที่อื่นซึ่งมีเพียงหนึ่งแห่ง นับเป็นความเข้มแข็งที่มีรูปธรรมเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
การทำงานของกรมคุ้มครองสิทธิฯ ในจังหวัดตรัง ผ่านศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดตรัง (สกว.ตรัง) เป็นหลัก แล้วประสานงานเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่ กรมคุมประพฤติ งานบังคับคดี สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก สถานีตำรวจภูธรในท้องที่ เรือนจำจังหวัด ซึ่งความร่วมมืออย่างรอบด้านเป็นปัจจัยที่ทำให้คนในชุมชนมั่นใจและเกิดการยอมรับขึ้นตามลำดับ
ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมในจังหวัดตรังมีอาสาสมัครจำนวน 214 คน ซึ่งมีความเข้าใจในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและยอมความในระดับท้องถิ่นได้
ไม่เพียงแต่ประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ การตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนอย่างพร้อมเพรียงในจังหวัดตรัง กำลังจะเป็นรูปธรรมอีกระดับในแง่ของการเป็นแหล่งเรียนรู้ของภาคใต้ ล่าสุด คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ลงพื้นที่เพื่อศึกษาชุมชนโดยหวังว่าให้เกิดความร่วมมือด้านการบริการเรื่องกฎหมายกับชุมชน และนักศึกษาเองก็จะสามารถพบกรณีตัวอย่างได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
อ.มงคล มาลยารม รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ กล่าวว่า “การมีกิจกรรมเสริมหลักสูตร และนำองค์ความรู้ที่เรียนมาใช้ในชุมชนได้จริง ถือเป็นตัวชี้วัดคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งการตั้งศูนย์ยุติธรรมขึ้นเป็นภารกิจที่เป็นหลักในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน”
การร่วมแรงร่วมใจครั้งนี้จึงไม่ได้ส่งผลเพียงวงแคบๆ ในชุมชนเล็กๆ เท่านั้น หากแต่แนวคิดในการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้าไปเป็นผู้กำหนดทิศทางการดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง เป็นการสร้างพลังให้ชุมชนมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมว่ามีอยู่จริง
นอกเหนือจากการจัดการความขัดแย้งแล้ว กระบวนการยุติธรรมทางเลือกจึงเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ คือ ป้องกันปัญหาล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดการละเมิดสิทธิ และให้ความรู้ในเรื่องสิทธิอย่างเท่าเทียมไม่แบ่งชั้น
หลายครั้งที่ต่างฝ่ายต่างก็โทษสิ่งรอบข้างว่าเป็นตัวปัญหา แต่การแก้ปัญหาความขัดแย้งในครั้งนี้คงเป็นแนวทางให้รัฐและประชาชนอยู่ร่วมกันเป็นคู่ขนาน แบบที่ไม่มีพระเอกและตัวรอง เพราะต่างก็มีเป้าหมายที่จะไปถึงเหมือนกัน
สำคัญแต่ระหว่างทางคงต้องจับมือกันเป็นระยะ เพื่อไม่ให้เส้นทางความเข้มแข็งขาดตอน
โดย : ประชาไท วันที่ : 15/4/2551
บทความ : ‘เบี้ยยังชีพ’ ที่ทั่วถึงและเพียงพอ เรื่องที่ไม่ได้ยิน แม้ในวันผู้สูงอายุ
บทความ : ‘เบี้ยยังชีพ’ ที่ทั่วถึงและเพียงพอ เรื่องที่ไม่ได้ยิน แม้ในวันผู้สูงอายุ
หมายเหตุชื่อบทความเดิม : ‘เบี้ยยังชีพ’ ที่ทั่วถึงและเพียงพอ ‘ความกตัญญู’ ที่รัฐไทยควรมอบให้ผู้สูงอายุ
มุกดา ตฤณชาติ
วันผู้สูงอายุแห่งชาติ 13 เมษายน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์การบริหารส่วนตำบลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทบทุกแห่ง คงจัดงานเพื่อแสดงความเคารพ ความกตัญญูต่อผู้สูงอายุ ...ตามประเพณีที่ดีงามของไทย...??? )
กิจกรรมหลักๆ ประกอบด้วยกล่าวรำลึกถึงคุณงามความดีของผู้สูงอายุที่ได้มีส่วนในการสร้างสถาบันครอบครัว พัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติมาจนถึงวันนี้ การรดน้ำให้ผู้สูงอายุและขอพรจากท่าน มีการละเล่น การประกวด และตบท้ายด้วยการมอบของขวัญแด่ผู้สูงอายุซึ่งก็หนีไม่พ้น ผ้าขนหนู ยา มาม่า ปลากระป๋อง หรือของใช้เล็กๆ น้อยๆ และเป็นช่องทางในการทุจริตงบประมาณที่จะลงสู่ผู้สูงอายุ
คุณยายท่านหนึ่งซึ่งเข้าร่วมงานวันผู้สูงอายุมาทุกปีที่ทาง อบต.จัด ได้บอกกับผู้เขียน ถึงสิ่งที่ได้รับเป็นของขวัญ และสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการว่า
“ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ผู้สูงอายุได้เบี้ยยังชีพกันทุกคน ทุกวันนี้ได้เพียงบางคนเท่านั้น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ และปีที่แล้วก็ไม่ได้ แล้วเบี้ยยังชีพที่ได้รับเดือนละ 300 บาท ก็ไม่พอใช้หรอก แค่ค่ากับข้าวไปวัดทุกวันก็ไม่พอแล้ว ยายอาศัยเก็บขวด เศษกระดาษ เศษพลาสติกขายให้รถที่มารับซื้อ ตอนที่ ส.ส.มาหาเสียง เขาบอกว่ารัฐบาลมีงบจะให้เบี้ยยังชีพเดือนละ 2,000 บาท แต่พอได้เป็นเขาก็เงียบหายไป ถ้าได้เดือนละ 2,000 จริงก็คงจะพอใช้”
ผู้เขียนพบว่า เสียงสะท้อนจากผู้สูงอายุเพียงคนเดียวนี้ กลับสอดคล้องอย่างยิ่งกับข้อมูลจากรายงานการศึกษาโครงสร้างและขยายโอกาสการเข้าถึงหลักประกันทางสังคมขั้นพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ (2549) ซึ่งพบว่า ผู้สูงอายุต้องการได้รับการเกื้อหนุน โดยแบ่งตามฐานะของผู้สูงอายุ
ทั้งผู้สูงอายุที่มีฐานะดี หรือพอมีกิน และ มีฐานะยากจน ต่างก็ต้องการได้รับการเกื้อหนุนทางการเงินมากที่สุด (64.4 % และ 66.7%) [1]
งบประมาณที่ใช้ในการจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป และมีรายได้ต่ำกว่าปีละ 10,000 บาท ในอัตราเดือนละ 500 บาท/คนนั้น เป็นงบประมาณจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดสรรผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แสดงจำนวนผู้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปี 2550 ประมาณ 1.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 25.05 จากจำนวนผู้สูงอายุทั้งประเทศ 7 ล้านคน [2]
จะเห็นว่ามีเพียง 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุเท่านั้นที่ได้รับเบี้ยยังชีพ อีก 3 ใน 4 เป็นผู้ที่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาท/ปีเช่นนั้นหรือ คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะในระดับท้องถิ่น งบประมาณจากกระทรวงจัดสรรให้ผู้สูงอายุได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น อบต.ต้องจัดสรรงบประมาณของตนเองเพื่อจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ โดยร่างเป็นข้อบัญญัติงบประมาณประจำปี ซึ่งอาจจ่ายได้ไม่เท่าอัตราของกระทรวงฯ และส่วนใหญ่แล้วก็ยังไม่สามารถกระจายได้อย่างทั่วถึง และหมายความว่า ถ้าข้อบัญญัติงบประมาณของ อบต.ไม่ผ่านการพิจารณาจากอำเภอ ความซวยก็จะตกอยู่ที่ผู้สูงอายุที่จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพในปีนั้น ดังที่ได้เกิดขึ้นแล้วกับ อบต.แห่งหนึ่งในจังหวัดมุกดาหาร
ถ้าหากพิจารณาดูแนวนโยบายของภาครัฐที่มีต่อสวัสดิการผู้สูงอายุในฐานะบุคคลที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคม เรามีพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ที่ประกาศใช้ในปี 2546 ซึ่งสาระสำคัญน่าจะอยู่ที่มาตรา 11 ผู้สูงอายุ (หมายถึงผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป) มีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่างๆ และในมาตราดังกล่าวยังกล่าวถึงการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม [3]
คำว่า ‘เป็นธรรม’ หากตีความว่าเท่าเทียมกันทุกคน หรือตีความว่าเพียงพอแก่การยังชีพ การดำเนินงานของภาครัฐที่ผ่านมาก็อาจประเมินได้ว่า ยังไม่บรรลุถึงเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้
สังคมอาจยอมรับได้เพราะพระราชบัญญัติเพิ่งประกาศใช้ได้เพียง 5 ปี การเตรียมการด้านงบประมาณ และการบริหารจัดการอาจยังไม่พร้อม แต่ถ้าหากไปดูวิสัยทัศน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ปรากฏคือ... “ที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติยังไม่สรุปเรื่องการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตีกลับให้ไปศึกษาและทบทวนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใหม่ เผยมีการเสนอแนวทาง”ระบบบำนาญแห่งชาติ” ให้เก็บเงินคนในวัยทำงานเดือนละ 200-300 บาทเป็นเงินออมไปเรื่อยๆ แล้วจ่ายให้ภายหลังเมื่ออายุ 60 ปีหรือเกษียณ” [4]
และบทความเรื่อง “เพียง 500 บาทต่อเดือน ทำไมเบี้ยยังชีพคนชรา ถึงสำคัญนัก?” โดย ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ผอ.กลุ่มงานดุลยภาพการเงิน การออม และการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในมติชนรายวัน ก็ฉายให้เห็นจุดยืนและวิธีคิดของรัฐไทยในระบบทุนนิยมได้อย่างชัดเจน “...สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือความคุ้มค่าของทรัพยากรสาธารณะ โดยหากนำเงินก้อนนี้ ไปใช้ด้านอื่นจะเกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจ และสังคมมากกว่าหรือไม่? เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ต้นทุน และผลประโยชน์ของเบี้ยยังชีพ ซึ่งคิดว่ายังไม่มีใครเคยวิเคราะห์ประเด็นนี้ ด้านของต้นทุนค่อนข้างชัดเจนว่าปีปีหนึ่ง ต้องใช้งบประมาณ หนึ่งหมื่นล้านบาท แต่การวัดผลประโยชน์จะยุ่งยากมากกว่ามาก เพราะมีตัวแปรเชิงคุณภาพจำนวนไม่น้อย ที่ต้องประมาณค่าออกมา เช่น ทำให้ผู้ชรามีสุขภาพแข็งแรงขึ้น อาจสามารถทำงานมีรายได้ได้ด้วย เป็นต้น...ดังนั้น คงต้องศึกษา Cost Benefit ของโครงการนี้อย่างจริงจัง ด้านต้นทุนคงรู้แน่ชัดว่าปีหนึ่งหมดไปหมื่นกว่าล้าน แต่ประโยชน์ที่ได้รับ ทั้งในมิติด้านเศรษฐศาสตร์ และทางสังคมได้เท่าที่คาดไว้หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่เครื่องมือให้นักการเมือง และเครือข่ายหัวคะแนน ใช้ประโยชน์เพื่อหาเสียงโดยใช้เงินภาษีอากรของประชาชน” [5]
นั่นคือ แทนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหาแนวทางในระดับนโยบายให้การจัดสรรเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุเป็นไปอย่างทั่วถึงและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอยู่ ตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้ว ซึ่งแม้แต่ ดร.วโรทัย ก็ยังกล่าวถึงการประชุมร่วมระหว่าง UNESCAP, องค์กรแรงงานโลก (ILO) และ Help Age International (หน่วยงาน NGO ที่ติดตามเรื่องการสนับสนุนผู้สูงอายุ) ว่า “ทุกประเทศที่เข้าร่วมมีความเห็นตรงกันว่า เบี้ยยังชีพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีพของคนแก่ ...” [6]
การณ์กลับเป็นว่า รัฐหาทางหลีกเลี่ยงการแบกรับภาระอันนี้ ด้วยการตั้งคำถามกับสังคมถึงความคุ้มค่าคุ้มทุนในการจัดสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุในลักษณะของเบี้ยยังชีพ รวมทั้งการเสนอ ‘ระบบบำนาญแห่งชาติ’ ซึ่งเป็นระบบการออมเพื่อการชราภาพที่อยู่บนพื้นฐานการช่วยตนเองของประชากรวัยแรงงานเสียก่อน เพื่อลดภาระแก่รัฐและสังคม ทั้งหมดนี้สะท้อนทัศนะและจุดยืนของชนชั้นนำและนายทุนที่ล้าหลัง
หากคิดอย่างเป็นธรรม ผู้สูงอายุก็คือคนที่เคยอยู่ในวัยแรงงาน และปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติในบทบาทต่างๆ กัน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ช่างตัดผม ครู หรือข้าราชการ การคิดถึงความคุ้มทุนเมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยที่ไม่อาจใช้แรงงานได้อย่างเต็มที่ หรือการต้อนพวกเขาเข้าสู่ ‘ระบบบำนาญแห่งชาติ’ โดยที่รัฐปฏิเสธที่จะรับผิดชอบหรือขอแสดงความรับผิดชอบต่อพวกเขาให้น้อยที่สุดนั้น เป็นธรรมแก่ผู้สูงอายุแล้วหรือไม่
แล้วในสังคมไทยที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างสูงดำรงอยู่อย่างเป็นที่ประจักษ์ชัด คนชั้นล่างจำนวนมากมายมีรายได้ที่ไม่เพียงต่อการยังชีพของตนเองและครอบครัว คนจำนวนมากมายที่เป็นหนี้กองทุนหมู่บ้าน หรือ ธกส. หรือแหล่งอื่นๆ แล้วต้องหมุนหนี้โดยการกู้จากนายทุนนอกระบบมาใช้หนี้ เพื่อที่จะได้กู้ต่อ แล้วนำเงินที่กู้ใหม่ไปคืนนายทุนนอกระบบ เช่นนี้แล้ว รัฐยังหวังว่าพวกเขาจะนำเงินที่ไหนมาออมเพื่อการชราภาพทุกเดือน
รัฐยังคิดที่จะให้ผู้ที่มีรายได้น้อยไม่คุ้มหยาดเหงื่อแรงงาน ต้องเก็บออมทีละน้อยๆ และเข้าสู่วัยผู้สูงอายุด้วยเงินออมก้อนน้อยๆ ของตนเอง โดยไม่คิดที่จะเฉลี่ยทรัพยากรจากกลุ่มคนที่มั่งคั่งกว่าไปสู่กลุ่มคนที่ด้อยโอกาสกว่าเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันเลยหรือ
ทางออกต่อประเด็นปัญหานี้เห็นได้ชัดอยู่แล้ว คือการจัดสรรเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุทุกคน โดยไม่ต้องพิจารณาหรือพิสูจน์ว่ายากจน และให้เพียงพอแก่การยังชีพ โดยการใช้มาตรการต่างๆ เช่น การจัดเก็บภาษีที่จะสามารถเฉลี่ยทรัพยากรมาจากคนรวย และการหักเงินสมทบตามสัดส่วนของรายได้ เป็นต้น มาเป็นงบประมาณที่ใช้ในการจัดสรร ทั้งนี้อยู่ที่คนในสังคมจะเลือกจุดยืนเช่นนี้ไหม และจะออกแรงผลักต่อรัฐอย่างไร
การรำลึกถึงพระคุณของผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมดังเช่นผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังให้เป็นคุณธรรมในสังคม แต่การแสดงออกตามประเพณีในโอกาสหรือวาระหนึ่งๆ เท่านั้น โดยไม่ได้เกิดการตอบแทนอันสมควรแก่คุณประโยชน์ อาจจะเป็นการสูญเปล่าเกินไป การคิดถึงการตอบแทนผู้สูงอายุที่ไม่ใช่ในฐานะปัจเจกบุคคลโดยการช่วยกันผลักดันระบบสวัสดิการในลักษณะของเบี้ยยังชีพอย่างทั่วถึงน่าจะได้ประโยชน์และตรงกับความต้องการของผู้รับมากกว่า
อ้างอิง
[1]รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2549 หน้า 115
[2] “เพียง 500 บาทต่อเดือน ทำไมเบี้ยยังชีพคนชรา ถึงสำคัญนัก?” โดย ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล
[3]พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546
[4] MCOT.NET
[5],[6] “เพียง 500 บาทต่อเดือน ทำไมเบี้ยยังชีพคนชรา ถึงสำคัญนัก?” โดย ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล
โดย : ประชาไท วันที่ : 15/4/2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)