วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

โหมโรงวันแรงงาน: จดหมายจากกรรมกร

โหมโรงวันแรงงาน: จดหมายจากกรรมกร 
 
 

บุญยืน สุขใหม่

 

ในนามของผู้ใช้แรงงาน พี่น้องกรรมกรทั้งหลาย เส้นทางการต่อสู้ของเพื่อนผู้ใช้แรงงานที่ผ่านมา รวมถึงการรวมตัวลุกขึ้นรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานของพี่น้องคนงาน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของประวัติศาสตร์ของขบวนการแรงงานและระบอบประชาธิปไตย การรวมตัวต่อรองกับนายจ้างและรัฐบาล ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้แก้ปัญหาของผู้ใช้แรงงาน เป็นการเมืองภาคประชาชนอีกรูปแบบหนึ่งของผู้ใช้แรงงาน เพื่อทวงถามสิทธิ์ รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีเอากลับคืนมาจากรัฐและนายทุนเป็นการแบ่งปันกันอย่างเหมาะสมในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

 

ชนชั้นกรรมกร ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบหรือแรงงานนอกระบบ ลูกจ้างภาครัฐหรือลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่แรงงานข้ามชาติ จะต้องรวมกันต่อสู้เพื่อปกป้องและทวงสิทธิ ได้ทำให้ผู้คนในสังคมเริ่มตระหนักว่า ทุกคนจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน และอย่างมีศักดิ์ศรี

 

การต่อสู้ของขบวนการแรงงานที่ผ่านมาได้ทำให้เราเห็นว่า การแก้ปัญหาของแรงงานในระบบการจ้างเหมาค่าแรงนั้น เป็นสิ่งเดียวกันกับการยกเลิกสัญญาทาส เป็นการสร้างและจรรโลงประชาธิปไตยจากฐานรากและส่งเริมความเข้มแข็งให้ขบวนการแรงงาน เพราะความทุกข์ยากของคนงาน ล้วนเกิดจากการขาดอำนาจในการต่อรอง ที่จะเผชิญหน้ากับการถูกขูดรีด แย่งชิงและทำลายโอกาส สิ่งที่เคยเป็นรากฐาน รากเหง้า ปากท้อง ลำแข้ง และศักดิ์ศรีของเราทั้งสิ้น การลุกขึ้นมาต่อสู้ของคนงานในหลายพื้นที่ เป็นขบวนการแรงงานที่ทำให้ผู้ใช้แรงงานและประชาชนทั่วไปได้ตระหนักและเห็นว่า สังคมจะต้องให้ความสนใจในปัญหาของผู้ใช้แรงงาน มีการออกกฎหมายที่เท่าเทียม เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นแรงงานจากส่วนไหนของสังคม

 

กรณีของคุณคณาพันธ์ ปานตระกูล เป็นตัวอย่างหนึ่งของการกดขี่และขูดรีดเพื่อแสวงหาซึ่งกำไรสูงสุดของลัทธิทุนนิยม นั่นคือจุดมุ่งหมายของทุน มันเป็นการสร้างความหายนะให้กับมวลหมู่กรรมกรทั้งผอง เจตนารมณ์ของคุณคณาพันธ์ ปานตระกูล อันเป็นเจตนาเดียวกันกับพี่น้องกรรมกรทั้งหลาย ก็คือ "การยกเลิกการจ้างงานในระบบเหมาค่าแรง" เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้กับผู้ใช้แรงงาน และฟื้นคืนความสุขของกรรมกรทุกหมู่เหล่าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และความใฝ่ฝันของ คุณคณาพันธ์ ปานตระกูล จึงเป็นเนื้อเดียวกับเจตนารมณ์ของกรรมกรทั่วไป และสามัญชนธรรมดาๆ ซึ่งได้ร่วมต่อสู้กับพี่น้องกรรมกรทั้งหลาย จนกระทั่งจากไป ดังนั้นพวกเราในฐานะที่เป็นผู้ถูกกระทำจะต้องประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า จะสืบสานอุดมคติของคุณคณาพันธ์ ปานตระกูล ตลอดไป จนกว่าชนชั้นผู้ใช้แรงงานจะได้รับการเหลียวแลและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

การต่อสู้ของขบวนการแรงงานและของขบวนการภาคประชาชน คนที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคงอย่างยายไฮ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของสังคมเท่านั้นที่สังคมรับรู้ และทำให้ยายไฮ ได้รับความสนใจเพราะว่ายายไฮเป็นผู้ชนะ แต่ถ้ายายไฮแพ้จะมีใครพูดถึงและให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญหรือเปล่า เมื่อมีการต่อสู้ในความเป็นจริงมันมีแค่สองทางเท่านั้นเป็นทางออก คือ แพ้กับชนะ มีคนดีมากมายที่ต้องล้มหายตายจากไปเพราะการต่อสู้แต่มีจำนวนน้อยคนนักที่สังคมจะให้การเชิดชูยกย่องขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพราะบทเรียนจากประวัติศาสตร์ไทย คนที่ดี มีชื่อเสียง ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น จิตร ภูมิศักดิ์ ,นายผีอัสนี  พลจันทร์ ,นายเตียง ศิริขันต์ หรือครูครอง จันดาวงษ์ เขาเหล่านี้ล้วนต้องพลีชีพเพื่ออุดมการณ์และรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ถูกต้องแต่สิ่งที่ผู้มีอำนาจในมือมอบให้กับเขามันคือ "ความตาย" หลังจากคนเหล่านี้ตายไปแล้วเป็นทศวรรษจึงมายกย่องเชิดชูกันแล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไร เพราะกระดูกคนตายมันพูดไม่ได้

 

วันนี้ แรงงานวัยหนุ่มสาวต้องมุ่งหน้ามาหางานทำในเมืองที่ที่มีเขตอุตสาหกรรม แออัดไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาจากชนบท แต่ขณะเดียวกันชนชั้นนายทุนหรือคนมีเงินกลับไปหาซื้อที่ในชนบท ชาวไร่ชาวนาจำนวนไม่น้อยต้องยอมขายไร่ ขายนาที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษให้กับนายทุนเนื่องจากไม่มีปัญญาจะประกอบอาชีพทางการเกษตรอีกต่อไปได้เนื่องจากปัญหาต้นทุนในการทำการเกษตรนั้นสูงมาก ถึงจะทำไปก็มีแต่จะขาดทุน เพราะกลไกการตลาดนั้นกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มได้ยึดไว้หมดแล้ว ในอนาคตอีกไม่ไกลนัก น่าเชื่อว่าเกษตรกรรายย่อยจะหมดไปจากประเทศไทย ที่ดินและทรัพยากรที่เหลืออยู่จะถูกจัดสรรโดยกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม เมื่อวันนั้นเดินทางมาถึงกลไกต่างๆ ภายในประเทศจะถูกกำหนดโดยชนชั้นนายทุน คนไทยจะกลายเป็นเพียงแค่แรงงานราคาถูก รอรับส่วนแบ่งหรือเศษเงินจากผลกำไรนิดหน่อยที่นายทุนจะหยิบยื่นให้......ฟังแล้วเป็นเหมือนนิยายน้ำเน่า แต่คิดว่าไม่นานเกินรอ ถ้าเราไม่รีบแก้ไขปัญหามันจะเกิดขึ้นแน่......แล้วใครล่ะ จะเป็นคนช่วยปลดแอกและพันธนาการอันหนักหน่วงนี้ให้เราได้ ยังมีชนชั้นกรรมกรเช่นเราอีกจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนและรอการช่วยเหลือจากเราอยู่ วันนี้เราต้องประกาศเป็นขบถกับชนชั้นผู้ขูดรีดให้เขารู้ว่า "เราจะไม่ยอมจำนน" เราทุกคนในฐานะที่เป็นผู้ใช้แรงงานไม่ว่าจะอยู่ในส่วนในของโรงงานต่างก็ได้ชื่อว่าเป็นกรรมกรไม่แตกต่างกัน ต้องลุกออกมาปกป้องและทวงสิทธิของคนงานที่พึงมีพึงได้ เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์อย่างสมเหตุสมผล

 

ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ นายทุนทั้งหลายต่างก็แอบอ้างและฉกฉวยโอกาสในการลดต้นทุน โดยการปรับลดสวัสดิการ และเลิกจ้างลูกจ้างเป็นจำนวนมากโดยไม่คำนึงว่าเขาเหล่านั้นจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง มีสถานประกอบการหลายแห่งได้ฉกฉวยโอกาสในครั้งนี้ในการล้มล้างสหภาพแรงงานโดยการเลิกจ้างแกนนำสหภาพแรงงาน และมีหลายสถานประกอบการเลือกที่จะเลิกจ้างลูกจ้างประจำที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานแต่ขณะเดียวกันก็มีการจ้างงานในระบบเหมาค่าแรงเพิ่มขึ้นโดยอ้างเพื่อต้องการลดต้นทุน ทำให้อำนาจในการต่อรองของสหภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด ที่ผ่านมาสหภาพแรงงานมักเป็นผู้ร้ายในสายตาของประชาชนทั่วไป เพราะข่าวสารของสหภาพแรงงานมักจะถูกเผยแพร่เฉพาะเมื่อมีการนัดหยุดงานหรือปัญหาพิพาทแรงงานเกิดขึ้น เหตุการณ์ปิดถนนและเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำผิดกฎหมายจะถูกเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะชนอย่างรวดเร็ว ทั้งที่โดยแท้จริงแล้วไม่มีใครต้องการให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันภาพการเพิกเฉยในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ควรปฏิบัติกลับไม่ดำเนินใดๆ ภาพการละเมิดสิทธิแรงงานโดยนายจ้าง การเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิดเป็นจำนวนมากกลับไม่ได้รับการกล่าวถึง หรือถ้ามีการกล่าวถึงก็บอกว่าเป็นเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ จึงมีคำถามเกิดขึ้นกับคนงานเป็นจำนวนมากว่า "ตลอดระยะเวลาร่วมสิบกว่าปีที่ผ่านมาหลายบริษัทมีผลประกอบการมีกำไรมาโดยตลอดเงินเหล่านั้นถูกนำไปไว้ไหนหมด" เมื่อประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจกลับผลักให้เป็นภาระของลูกจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว มันยุติธรรมแล้วหรือสำหรับลูกจ้างผู้ถูกกระทำ ????




http://www.prachatai.com/05web/th/home/16683

โดย : ประชาไท   วันที่ : 30/4/2552


Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

โหมโรงวันแรงงาน: นักวิชาการแรงงานชี้วันแรงงานกลายเป็นวันพิธีกรรม

โหมโรงวันแรงงาน: นักวิชาการแรงงานชี้วันแรงงานกลายเป็นวันพิธีกรรม 
    

สัมภาษณ์ บัณฑิต ธนชัยเศรษฐวุฒิ นักวิชาการแรงงาน มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน
สัมภาษณ์โดย
 ยอด ตุลารักษ์

30 เม.ย. 52 - บัณฑิต ธนชัยเศรษฐวุฒิ นักวิชาการแรงงาน มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน ได้ให้ทัศนะกับประชาไทในเรื่องของการจัดงานวันแรงงานที่จะถึงนี้ รวมถึงวิเคราะห์ข้อเสนอ และสถานการณ์ของแรงงานในปัจจุบัน..

 

บัณฑิต ธนชัยเศรษฐวุฒิ
นักวิชาการแรงงาน มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน

ถาม : คุณคิดอย่างไรกับการจัดงานวันกรรมกรสากลในประเทศไทย

ตอบ : หลายปีที่ผ่านมา เท่าที่สังเกตดู หลังปี 2520 วันเมย์เดย์ในระยะหลังๆ มันกลายเป็นงานพิธีกรรมประจำปี แต่ไม่อยากใช้คำว่าวันเช็งเม้ง เพราะเช็งเม้งเราจำเป็นต้องไปเคารพสุสานบรรพบุรุษ อันนี้เป็นเหตุจำเป็นไม่ว่าเราอยากไปหรือไม่อยากไป แต่วันเมย์เดย์ ระยะหลัง ความเข้าใจหรือสำนึกต่อวันนี้คล้ายว่าเป็นวันหยุดงานประจำปี พิธีกรรมประจำปีของผู้นำองค์กรแรงงานบางส่วนที่จำเป็นต้องจัด บางส่วนก็จัดเพราะมีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลอย่างน้อยตั้งแต่ 2540 เป็นต้นมา กระทรวงแรงงานก็จัดงบประมาณไว้ราว 1.6 ล้านบาท และบางปีก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งการจัดระยะหลังเมื่อมันกลายเป็นพิธีกรรมประจำปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลายองค์กรจัดงานเพื่อให้คนไม่ลืมวันนี้ แต่ว่าคุณค่าความสำคัญของวันนี้ ทั้งในทางประวัติศาสตร์และเชื่อมโยงถึงปัจจุบันที่จะทำอะไรต่อไป เรียกว่าเกือบไม่มีการพูดถึง และพิธีกรรมประจำปีอันหนึ่งคือ การจัดทำข้อเรียกร้อง หรือข้อเสนอที่จะยื่นต่อรัฐบาล โดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะตอบสนองในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เรียกร้องไป ซึ่งหลายเรื่องก็เรียกร้องกันซ้ำซากต่อเนื่องมากหลายปี

ถาม : เช่นอะไร

ตอบ : เช่น ที่จะให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 หรือเรื่องที่จะให้รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งสถาบันความปลอดภัยอาชีวะอนามัยและสภาพแวดล้อมในทำงานของขบวนการแรงงาน หรือ ให้เสนอกฎหมายแรงงานฉบับขบวนการแรงงาน หรือให้ยกเลิกระบบจ้างเหมา ซึ่งมันเป็นไปได้ยาก เพราะมันเป็นรูปแบบวิธีการจ้างของฝ่ายทุน สิ่งที่กระทรวงแรงงานตอบสนองได้คือการออกกฎหมายใหม่ในการคุ้มครองลูกจ้างในระบบจ้างเหมาให้มีสิทธิ สวัสดิการต่างๆ เทียบเท่ากับลูกจ้างที่นายจ้างว่าจ้างโดยตรง แต่ว่าจะให้ยกเลิกระบบจ้างเหมาแต่มันเป็นเรื่องยากในความเป็นไปได้ในระบบปัจจุบันที่ต้องการลดต้นทุนและเอาเปรียบลูกจ้าง

ถาม : คุณมองว่าข้อเสนอบางข้อเป็นไม่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติหรือ

ตอบ : อาจไม่ใช่เรื่อง practical หรือไม่ แต่พอพูดว่ามันเป็นประเพณีเราก็ไปเคารพสักการะ หรือจัดพิธีกรรมเสร็จก็จบ เมื่อมีนายกฯ มารับข้อเรียกร้องหรือส่งข้อเรียกร้องไปถึงนายกฯ ก็ว่าไป หรือเมื่อมีการออกแถลงการณ์ว่า วันแรงงานต้องการทำอะไร เพื่ออะไร ก็จบ เหมือนขาดยุทธศาสตร์หรือกลไกในการเกาะติดเพื่อให้ข้อเรียกร้องนั้นประสบความสำเร็จ บางปีก็เสนอข้อเรียกร้องกันหลากหลายมาก หรือมากเกินไปโดยที่ไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ หรือศักยภาพที่จะผลักดันให้มันบรรลุผล คนจำนวนมากที่ออกมา ส่วนหนึ่งก็ระดมจากฐานเฉพาะหน้า ซึ่งประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องจำนวนคนเข้าร่วมอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเข้าร่วมอย่างเข้าใจ หรือมีจิตสำนึกทางชนชั้น ถ้าเป็นก่อนปี 2520 ในบางปียังมีฝ่ายแรงงานที่ชูคำขวัญว่า ชนชั้นกรรมกรจงรวมกันเข้า ทำนองนี้ ระยะหลังการพูดที่เกี่ยวข้องกับจิตสำนึกทางชนชั้น หรือการรวมตัวเพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้านั้นไม่ค่อยมีการพูดถึง อาจมีบางฝ่ายพูดถึงบ้างแต่ก็แผ่วเบา มันหลายปีมาแล้วมีขบวนการแรงงานที่เคลื่อนไหววันแรงงานอยู่ อย่างน้อย 2 ขบวน ขบวนหนึ่งก็เป็นของกลุ่มสภาองค์กรลูกจ้างต่างๆ ซึ่งเวลาจัดประชุมเตรียมงาน ก็ใช้ห้องประชุมของกระทรวงแรงงาน และมีคณะกรรมการมาจากศูนย์อำนวยความสะดวกในการประชุม ใกล้ๆ วันแรงงานก็แบ่งสรรงบประมาณที่แต่ละสภาแรงงานจะเอาไปใช้กัน ซึ่งมีข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องความไม่โปร่งใสมาโดยตลอดในเรื่องการใช้เงิน และดูเหมือนกระทรวงแรงงานก็รอมชอมมาตลอด ไม่ได้จัดการให้เด็ดขาด ชัดเจน ส่วนอีกขบวนหนึ่ง อาจเรียกว่า ขบวนกระแสทวนก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ระยะหลังนำโดยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กลุ่มนี้อาจชูคำขวัญที่ก้าวหน้า เช่น ต่อต้านระบบทุนนิยมครอบโลก ซึ่งก็เป็นคำขวัญที่ก้าวหน้าในเชิงตัวหนังสือ แต่ไม่แน่ใจว่าเอาเข้าจริงแรงงานในปีกที่เป็นการเคลื่อนไหวกระแสทวนจะเข้าใจกันจริงจังแค่ไหน อาจมีผู้นำในส่วนย่อยๆ บางคนที่จริงจังอยู่บ้าง

หลายปีที่ทั้งกระแสทวน กระแสหลักที่รับทุนมา ก็มีข้อเรียกร้องที่เหมือนกัน เช่น ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ผมถามง่ายๆ ว่า ตราบใดคุณต้องใช้ชีวิตอยู่ในระบบทุนนิยมแบบนี้ มันจะยกเลิกนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยสิ้นเชิงได้หรือไม่ คือ ดูเหมือนข้อเรียกร้องหลายข้อก็เสนอกันซ้ำซากอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ถูกตั้งคำถามหรือถูกตรวจสอบทบทวนอย่างจริงจังว่า ข้อเสนอนั้นมันเป็นไปได้หรือไม่ ผมไม่อยากใช้คำว่า บางทีฟังแล้วมันเว่อร์ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจหลายแห่งก็ยังคืบหน้าต่อไปในรูปแบบต่างๆ เพียงแต่หลายคนจะคิดหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้บอกว่าเสนอไม่ได้ แต่ข้อเสนอที่เสนอกันบ่อยๆ จำเป็นต้องทบทวน หรือเสนอให้เป็นรูปธรรมชัดขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่กว้างๆ ลอยๆ ง่ายๆ ไปเรื่อยๆ  ต้องทบทวน ต้องวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้

ถาม : ในวันเมย์เดย์ ฯ ถือว่าเป็นโอกาสของแรงงานในการผลักดันข้อเรียกร้องหรือไม่

ตอบ : ถ้าในทางกฎหมาย ในแง่รัฐบาลยอมรับว่าวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันเดียวที่นายจ้างควรต้องหยุดงานให้ลูกจ้าง อันนี้โอเค สำเร็จมาหลายปีแล้ว ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ แต่ก็ยังไม่ใช่วันกรรมกรสากลในความหมายทั่วไป เป็นวันแรงงานเฉยๆ คือ กำเนิดของวันที่ 1พฤษภาคม เขาจะเรียกว่า Labor Day หรือ international labor day แต่ของรัฐบาลไทย เนื่องจากสมัยก่อนมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์ สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ กับ อุดมการณ์เสรีนิยม ทั้งๆ ที่วันแรงงานโดยประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้เกิดโดยประเทศสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์หรอก การต่อสู้ก็อยู่แถวระบบอเมริกา ที่ต่อสู้ให้เกิดการทำงานในระบบ 3 "8" คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง นอนพักผ่อน 8 ชั่วโมง และมีการศึกษา สันทนาการอีก 8 ชั่วโมง เพราะในยุคเริ่มต้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมีการกดขี่ขูดรีดอย่างหนักหน่วงโดยระบบทุน จึงเกิดการต่อสู้เรียกร้องให้มีการกำหนดชั่วโมงการทำงานที่มันเป็นธรรม สอดคล้องกับวิถีชีวิต และเกี่ยวกับเรื่องค่าตอบแทนที่เป็นธรรมต่างๆ ตามมาด้วย

ในประเทศไทย พูดให้ชัดคือ การจะมีสองขบวนการที่จัดงานทุกปีต่อเนื่องกันมา ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่สังคมหรือสาธารณชนมองเห็นถึงความแตกแยก แบ่งฝ่าย ทำนองนี้ แต่ผมมองว่า บางครั้งการแบ่งฝ่ายแบบนี้อาจเป็นเรื่องปกติและจำเป็นก็ได้ถ้ามีแนวทางที่มันแตกต่างกัน โดย spirit ของวันแรงงาน มันก็ควรจะจัดงานที่พึ่งตนเอง ยืนบนหน้าแข้งของฝ่ายแรงงานเองในการจัดงาน ไม่ควรไปขอเงิน หมายถึงว่า ไม่ควรจัดงานเพราะมีงบประมาณจากรัฐบาลสนับสนุน แรงงานควรระดมทุนหรือมีฐานของทุนในการลุกยืนขึ้นมาจัดงานด้วยตัวเอง แล้วการจัดงานก็ควรมีด้านที่ต่อสู้มากกว่านี้ มีขบวนการที่ทำอะไรมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่วันแรงงานก็สมานฉันท์กันได้เพื่อใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ หรือมีองค์กรระหว่างประเทศบางแห่งสนับสนุนอยู่ ควรรวมพลังแรงงานกันตลอดปี เพียงแต่วันแรงงานถือเป็นวันที่มีนัยยะสำคัญในการทบทวนข้อเรียกร้องที่เรียกร้องต่อรัฐบาลตลอดปีที่ผ่านมาว่าจะคืบหน้า เดินหน้าต่อไปอย่างมีคุณค่าได้ยังไง

ถาม : งบประมาณนั้นสิ้นเปลืองไปโดยใช่เหตุหรือไม่

ตอบ : มีแนวคิดอยู่ 2-3 แนวคิด คือ การพึ่งเงินรัฐบาลไม่ได้เป็นสิ่งเสียหาย เพราะเงินรัฐบาลก็มาจากภาษีอากรของแรงงานเอง แต่ประเด็นสำคัญคือต้องใช้เงินอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเท่าที่จำเป็นจริง แต่ระยะหลังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ โดยอ้างเหตุผลต่างๆ หรือในบางปี รัฐบาลก็สนับสนุนเสียเอง บางแนวคิดก็มองว่า วันแรงงานเป็นวันของผู้ใช้แรงงาน ผู้ใช้แรงงานควรเป็นประธานจัดงาน ไม่ควรเชิญนายกฯ มาเปิดงาน นายกฯ จะมาก็ได้ แต่มารับข้อเรียกร้อง ไม่ใช่เป็นประธานเปิดงาน

ถาม : รัฐบาลในปัจจุบันจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องแรงงานได้หรือไม่ และขบวนการ แรงงานคาดหวังแค่ไหน อย่างไร

ตอบ : เวลาพูดถึงปัญหาแรงงานมีหลายประเด็น หลายระดับ ปัญหาแรงงานในสังคมไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการโลกาภิวัตน์ หรือระบบทุนนิยมโลกด้วย ยกตัวอย่างเรื่องการจ้างเหมา ก็ไม่ใช่อยู่ดีๆ นายทุนอยากจ้างเหมาระยะสั้นขึ้นมา มันเป็นกระบวนการ เป็นยุทธศาสตร์ของกลุ่มทุนด้วย เกิดขึ้นในหลายประเทศและเรียนรู้สืบเนื่องกันมา และการแก้ปัญหาหลายอย่าง ก็ไม่สามารถมุ่งแก้เฉพาะนโยบายหรือกฎหมายภายในประเทศเท่านั้น อาจต้องคิดถึงความเชื่อมโยงของการต่อสู้ ต่อรองขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง การย้ายฐานการผลิต เมื่อประเทศเราค่าแรงเริ่มสูงขึ้น เป็นเรื่องปกติที่กลุ่มทุนข้ามชาติจะย้ายไปลงทุนในประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่าไทย หรือเอาเปรียบได้มากกว่าไทย ถามว่าการจะสู้ระบบแบบนี้ได้ มีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับกระบวนการแรงงานระหว่างประเทศที่จะมีการย้ายฐานการผลิตมาไทย หรือย้ายไปสู่ประเทศนั้น ที่จะสร้างข้อขัดขวางหรือมาตรฐานอะไรบางอย่างที่ไม่ให้กลุ่มทุนพวกนี้ย้ายฐานการผลิตกันได้ง่ายๆ เราคงไม่สามารถห้ามการย้ายโดยสิ้นเชิง แต่ทำให้การย้ายไปคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตแรงงานให้หนักยิ่งขึ้น

ถาม : ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำกระทบกระเทือนแรงงานมาก รัฐบาลควรเข้ามาแก้ปัญหาอย่างไร

ตอบ : คราวนี้จะแก้ปัญหายากขึ้น คล้ายกับว่าโจทย์ของปัญหามันไม่ได้เกิดจากตัวเราโดยตรง เกิดจากนอกประเทศ แต่ด้วยความเชื่อมโยงของการค้า การลงทุน การเงินระหว่างประเทศ ทำให้ปัญหาเหล่านี้รุนแรง ขยายไปรวดเร็ว ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันหรือนโยบายภายในประเทศ

ถาม : คุณเห็นว่านโยบายรัฐบาลใดที่ช่วยเหลือแรงงานบ้าง

ตอบ : จะว่าไม่มีการช่วยก็ไม่ได้ แต่การช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แบบตั้งรับ ไม่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือยุทธศาสตร์ระยะยาว เช่น การให้เงิน 2,000 บาทกับลูกจ้างเอกชนและบุคลากรภาครัฐมันก็อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยมาก และชัดเจนว่า เป็นการกระตุ้นอำนาจซื้อเฉพาะหน้า ซึ่งก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ เพราะจริงๆ ภาวะเศรษฐกิจจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยสังคมการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย แล้วคนจำนวนมาก ถ้าเขามีรายได้มากยิ่งขึ้นก็น่าจะเก็บออมมากขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดจากภาวะไม่แน่นอนที่มีอยู่ พูดให้ชัดก็คือ การจะขยายฐานอำนาจซื้อก็ต้องทำให้เขามีรายได้ที่มั่นคงต่อเนื่อง ไม่ใช่เอาเงินไปแจก ถ้ามีงานทำที่มั่นคง หรือมีสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมต่อเนื่อง เขาก็จะมีอำนาจซื้อในตัวของมันเอง พูดง่ายๆ คือ ค่าจ้างขั้นต่ำไม่ควรถูกกดให้ต่ำ โดยอิงกับภาวะเศรษฐกิจเท่านั้น ถ้ารัฐบาลคำนึงยุทธศาสตร์การเพิ่มกำลังซื้อระยะยาว แต่นโยบายที่ออกมาเป็นการช่วยบางกลุ่ม และชัดเจนว่า กลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์คือสินค้าอุปโภค บริโภค ที่ลดแลกแจกแถมให้คนใช้ 2,000 บาทให้มากขึ้นและเร็วขึ้น

ถาม : ถ้ามีคนตกงานจำนวนมากขึ้น จะมีการชุมนุมมากขึ้นไหม

ตอบ : รัฐบาลบอกว่าตัวเลขคนตกงานน้อยลงเมื่อไม่กี่วันนี้ ซึ่งมันน่าคิดว่า ตัวเลขที่ตกงานน้อยลงนี้มีความหมายว่าอย่างไร คนอาจจะไปทำงานเป็นแรงงานนอกระบบมากยิ่งขึ้นก็ได้ หรือทำงานจ้างชั่วคราวมากขึ้น เพราะการมีงานที่มีคุณค่าควรเป็นการทำงานเต็มเวลา หรือการทำงานที่มีความมั่นคงต่อเนื่อง หรือมีโอกาสพัฒนาฝีมือ ทักษะที่จะพึ่งตัวเองได้ในระยะยาว แต่ถ้ามองเชิงโครงสร้างของการผลิตประเทศไทย มันพึ่งพิงกับการส่งออกมากเกินไป และพึ่งฐานทรัพยากรภายในหรือความรู้ทักษะของแรงงานภายในยังมีน้อยเกินไป นี่เป็นปัญหาระยะยาว สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดแต่เกิดมาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 กลายเป็น informal sector ก็ขยายตัวและกระจายตัวมากยิ่งขึ้นในหลายภาคเศรษฐกิจ ไม่ว่า ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ หรือภาคการค้า กลายเป็นแหล่งแรงงานราคาถูกกลุ่มใหญ่ที่รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจสมัยใหม่

ถาม : ในแง่ของสภาพแรงงาน วิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้คนงานถูกเลิกจ้างไปมาก แนวโน้มในอนาคตสหภาพแรงงานจะน้อยลงหรือหมดไปหรือไม่

ตอบ : วิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ นายจ้างจำนวนมากก็ฉวยโอกาสได้มากขึ้นในการอ้างถึงเศรษฐกิจ โดยที่บางทีก็ไม่เป็นความจริง หรือเป็นความจริงและอาจใช้อุบายหลายอย่างที่ทำให้เกินจริงแล้วเลิกจ้างคนงาน หรือลดสวัสดิการกับแรงงาน และการลดรายได้หรือสวัสดิการก็ไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาคกัน พวกฐานเงินเดือนสูงควรลดก่อน แต่บางโรงงานลดเงินผู้บริหารน้อย แต่ไปลดพนักงานทั่วไปมากกว่า เป็นการกำหนดโดยฝ่ายทุนฝ่ายเดียวและไม่ยอมรับการต่อรองของสภาพ จนกลายเป็นชนวนความขัดแย้งบานปลายเกินความจำเป็น

ถาม : ในวันแรงงานสากลได้เห็นข้อเสนอเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจของฝ่ายแรงงานบ้างหรือไม่

ตอบ : ก็เห็นบางข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เป็นข้อเสนอที่เคยยื่นกับรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ให้ตรวจสอบสถานประกอบการในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ ซึ่งมีการเลิกจ้างแรงงานนั้นเป็นเช่นไรบ้าง และเสนอให้ตั้งกองทุนช่วยเหลือ เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้แก่คนงานที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้ค่าชดเชย

ถาม : เห็นด้วยไหมกับการเข้าไปตรวจสอบสถานประกอบการว่ามีภาวะกำไรขาดทุนอย่างไร ก่อนการปลดพนักงงาน

ตอบ : เห็นด้วยถ้าเป็นไปได้ แต่ความเป็นจริงนายจ้างจำนวนมากเขาคงไม่บอก ยกเว้นจะมีสัญญาณบางอย่างที่ฝ่ายแรงงานและรัฐรู้แล้ววิ่งเข้าไปป้องกันแก้ไข เช่น สัญญาณของการลดรายได้ ลดสวัสดิการบางอย่าง ลดเวลาทำงาน สัญญาณพวกนี้เตือนว่าอาจนำไปสู่การเลิกจ้าง

ถาม : ในฐานะเป็นที่ปรึกษาสหพันธ์ยานยนต์ ได้ข่าวการชุมนุมประท้วงกันเยอะไหม ถ้าการชุมนุมประท้วงเพิ่มมากขึ้นจะกลายเป็นปัญหาการเมืองไหม

ตอบ : มีเป็นระยะ แต่บางกรณีแกนนำไม่ใช่แกนนำของสหพันธ์แต่เป็นแกนนำของสหภาพในบางพื้นที่ โดยการชุมนุมประท้วงก็เป็นปัญหาการเมืองอยู่แล้วไม่มากก็น้อย แต่ถ้าดูข้อมูลจริงของการประท้วงจำนวนมากไม่ใช่เรื่องการเลิกจ้างหรือวิกฤตเศรษฐกิจโดยตรง แต่เป็นการอ้างหรือฉวยโอกาสลดค่าแรง สวัสดิการบางอย่างที่ไม่เป็นธรรม หรือการไม่จ่ายโบนัส

ถาม : หลายฝ่ายพูดว่าอยากให้การเมืองนิ่ง ไม่อยากให้มีการชุมนุม โดยจะมีการออก พ.ร.บ.ควบคุมการชุมนุม ความคิดและกฎหมายเหล่านี้จะไปปิดประตูการต่อสู้ของคนงานหรือไม่

ตอบ: ประตูทางสู้ของคนงานโดยทั่วไปก็คือการนัดหยุดงาน การชุมนุมประท้วง ให้ประเด็นปรากฏต่อสาธารณะ เรียกว่าการเมืองบนท้องถนน การพยายามออกกฎหมายเพื่อควบคุมการชุมนุม สาเหตุหนึ่งมาจากความขัดแย้งทางการเมืองด้วย ไม่ใช่เรื่องแรงงานโดยตรง แต่อาจส่งผลกระทบถึงกัน แต่เรายังไม่เห็นรายละเอียดเนื้อหาของกฎหมาย แต่พอรู้หลักการว่าพยายามให้มีมาตรฐานของการชุมนุมประท้วงที่เป็นไปตามหลักสากล ไม่ใช่ชุมนุมไม่มีวันหยุด หรือที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่ไปยึดสนามบิน ทำเนียบฯ ต้องมีการกำหนดวันเวลาแน่นอนของการชุมนุม การยื่นข้อเรียกร้องที่ชัดเจนล่วงหน้าหรือในระหว่างการชุมนุม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อำนวยความสะดวกหรือตอบสนอง ถ้าเป็นหลักการทำนองนี้ผมไม่ขัดข้อง เพราะเป็นสิ่งที่ฝ่ายแรงงานก็ทำกันมาพอสมควร แต่ที่ต้องเป็นการเมืองบนท้องถนน หรือถึงขั้นปิดถนนบางสายในบางช่วง ส่วนหนึ่งเพราะความคุกรุ่นจากการไม่ตอบสนองเลยของฝ่ายทุน รวมถึงการไม่สามารถคลี่คลายปัญหาอย่างทันการของเจ้าหน้าที่รัฐ มีแต่จะใช้วิธีประนีประนอมเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ

ถาม : การเมืองเหลือง-แดง ซึมอยู่ในขบวนการแรงงานด้วยหรือไม่

ตอบ: มันก็มีอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นกระแสหลักที่ครอบงำความเคลื่อนไหวทั้งหมด อย่างน้อยมันยังมีความคิดถ่วงดุลภายในขบวนการแรงงานกันอยู่บ้าง ยกตัวอย่าง คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย บางประเด็นก็ไม่เอาด้วยกับสีเหลือง เช่น ที่ไปเชียร์ทหารให้มาโค่นล้มระบอบทักษิณ อันนี้เขาไม่เอาแน่นอน หรือนายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง อันนี้เขาก็ไม่เอา

 

 




http://www.prachatai.com/05web/th/home/16674
 

โดย : ประชาไท   วันที่ : 30/4/2552
   

Insert movie times and more without leaving Hotmail®. See how.

โหมโรงวันแรงงาน: สำรวจขบวน และข้อเรียกร้องวันแรงงาน

โหมโรงวันแรงงาน: สำรวจขบวน และข้อเรียกร้องวันแรงงาน 
 

30 เม.ย. 52 - เช่นเดียวกับทุกปีที่ในวันแรงงานจะมีการจัดงานแยกขบวนกัน ปีนี้ที่ท้องสนามหลวงนำโดยสภาลูกจ้างฯ ไฮท์ไลท์เด็ดอยู่ที่ไข่พะโล้ 10,000 ฟอง ด้านสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย คณะกรรมการแรงงานขนส่งระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย และสหพันธ์ปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย นำขบวนไปยื่นข้อเรียกร้องที่สภา

ส่วนแรงงานกู้ชาติ ประกอบไปด้วย สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบสภาแรงงานแห่งชาติ สมัชชากรรมกรแห่งชาติ สถาบันวิชาการกรรมกรไทย ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ คณะธรรมยาตรากอบกู้ผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา เชิญชวนผู้ใช้แรงงานที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเสวนาที่โรงแรมโรงแรมรัตนโกสินทร์

 

กิจกรรมวันแรงงาน และข้อเรียกร้องจากองค์กรต่างๆ

 

สมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานประชุมคณะกรรมการการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งปีนี้จะจัดงานในวันที่ 1 พฤษภาคม มีนายชินโชติ แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย เป็นประธานการจัดงาน และกระทรวงแรงงานได้สนับสนุนงบประมาณจัดงานที่ท้องสนามหลวง จำนวน 1.6 ล้านบาท  แต่ผู้จัดงานได้ขอเพิ่มอีก 1.7 ล้านบาท ซึ่งยัง อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล

 

นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมกันต้มไข่ และปอกเปลือกไข่จำนวน 10,000 ฟอง เพื่อนำไปทำไข่พะโล้ 3 เทวดา เลี้ยงผู้ใช้แรงงานในวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 วันแรงงานแห่งชาติ ที่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยนางอัมพร กล่าวว่า ในวันนี้เป็นการให้เจ้าหน้าในกระทรวงแรงงาน ทั้ง 5 หน่วย ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม ได้มีส่วนร่วมในการทำไข่พะโล้ 3 เทวดา ให้ผู้ใช้แรงงานได้รับประทาน

 

นอกจากนี้การปอกไข่ดังกล่าว ยังจะเป็นการสร้างความสามัคคีให้กับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงแรงงาน มีการทำกิจกรรมร่วมกันอีกด้วย อย่างไรก็ตามกิจกรรมในวันแรงงานแห่งชาติ ที่กระทรวงแรงงานได้จัดขึ้นในทุกปี เพื่อได้ให้ผู้ใช้แรงงานได้มีโอกาสหยุดพัก และมาร่วมกิจกรรมกับเพื่อนผู้ใช้แรงงานด้วยกัน อีกทั้งผู้ใช้แรงงานที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ด้านแรงงาน ก็สามารถมาขอคำปรึกษาได้ภายในงาน โดยงานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 07.00–17.00 น

 

 

 

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย คณะกรรมการแรงงานขนส่งระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย และสหพันธ์ปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย จำนวนนับหมื่นคนจะไปรวมตัวกันที่หน้ารัฐสภาในเวลา 09.00 น. ก่อนเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้องปัญหาแรงงานต่อรัฐบาล

โดยมีข้อเรียกร้องด้วยกัน 7 ข้อ คือ

 

1. การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนงาน คือ ให้กระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสถานประกอบการณ์ที่มีปัญหา และตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือจ่ายค่าชดเชยแก่คนงานที่ไม่ได้รับค่าชดเชย

 

 

2.ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฉบับเดียว (ฉบับของบวนการแรงงาน)

 

3.ให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ. สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับบูรณาการร่วมของผู้ใช้แรงงาน)

 

4.รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

 

5.รัฐต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98

 

6.ประกันสังคมต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารสำนักงานประกันสังคม มีความโปร่งใสมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และขยายการคุ้มครองไปสู่แรงงานนอกระบบ

 

7.ให้รัฐบาลตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่สมาชิก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของแต่ละกองทุน

 

 

 

 

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ
สภาแรงงานแห่งชาติ สมัชชากรรมกรแห่งชาติ
สถาบันวิชาการกรรมกรไทย ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
คณะธรรมยาตรากอบกู้ผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา

 

เรื่อง "ขอเชิญร่วมการประชุมสัมมานาเนื่องในวันกรรมกรสากลและวันแรงงานแห่งชาติ"

 

ด้วยวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองชัยชนะของภารกิจสร้างประชาธิปไตยของขบวนการกรรมกรและได้รับการยกย่องให้เป็น "วันกรรมกรสากล" หรือ "วันเมย์เดย์" (Mayday) และรัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น "วันแรงงานแห่งชาติ" สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ ร่วมกับ สภาแรงงานแห่งชาติ สมัชชากรรมกรแห่งชาติ สถาบันวิชาการกรรมกรไทย คณะธรรมยาตรากอบกู้ผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา พร้อมด้วยองค์การพันธมิตรสหธรรมิก จึงได้จัดการประชุมาสัมมนาเรื่อง "ชัยชนะของขบวนการกรรมกรสากล สู่ ภารกิจในระยะเปลี่ยนผ่านของขบวนการกรรมกรไทย : ยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ สร้างการปกครองเฉพาะกาล รัฐสภาของปวงชน และรัฐบาลแห่งชาติ ยุติปัญหาความขัดแย้ง ด้วยการสามัคคีสร้างประชาธิปไตยโดยสันติวิธี" ในวันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน สนามหลวง กรุงเทพฯ (บันทึกเทปรายการโทรทัศน์ "ร้อยยุทธศาสตร์ล้านยุทธวีธี-สู่...ชัยชนะ" ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมสุวรรณภูมิ และ สถานีวิทยุ FM 92.25 MHz)

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอเรียนเชิญ พี่น้องกรรมกรผู้ใช้แรงงาน ประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย รักความสงบ สันติอหิงสา จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าร่วมการประชุมสัมมนาโดยพร้อมเพียงกัน

 

ประกาศมา ณ วันที่ 24 เมษายน 2552

 

(นายสรกฤต  พลเคน)

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ
ประธานสภาแรงงานแห่งชาติ

(นายสมาน  ศรีงาม)
เลขาธิการทั่วไปขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
ประธานคณะธรรมยาตรากอบกู้แผ่นดินไทยกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา

 

 

 

 

 



http://www.prachatai.com/05web/th/home/16673

โดย : ประชาไท   วันที่ : 30/4/2552


Insert movie times and more without leaving Hotmail®. See how.

โหมโรงวันแรงงาน: ย้อนรอยบทบาทของนักศึกษาในการผลักดันกฎหมายประกันสังคม

โหมโรงวันแรงงาน: ย้อนรอยบทบาทของนักศึกษาในการผลักดันกฎหมายประกันสังคม 

วรดุลย์ ตุลารักษ์

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

จากหนังสือ เส้นทางสู้ สู่ประกันสังคม (2551)

 

เมื่อพูดถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการบังคับใช้กฎหมายประกันสังคม คนจำนวนมากมักเข้าใจว่าเป็นรัฐบาลและระบบราชการที่ริเริ่มผลักดันมาตรการสวัสดิการสังคมเรื่องนี้ คนจำนวนน้อยลงไปอาจรู้ว่ากฎหมายประกันสังคมมาจากการผลักดันขององค์กรพัฒนาเอกชนและผู้ใช้แรงงาน แต่คงมีคนไม่มากนักที่ตระหนักว่านิสิตนักศึกษาเป็นพลังฝ่ายที่สำคัญต่อการได้มาซึ่งกฎหมายฉบับนี้ด้วย

 

ในส่วนของการศึกษาและประเมินการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในการผลักดันกฎหมายประกันสังคมนั้น งานศึกษานี้รวมศูนย์ความสนใจอยู่ที่คำถามพื้นฐานสามข้อ คำถามแรกเป็นคำถามระดับข้อเท็จจริงว่านักศึกษามีส่วนร่วมผลักดันกฎหมายประกันสังคมอย่างไร คำถามที่สองเป็นคำถามเชิงอธิบายว่าทำไมนักศึกษาจึงมีบทบาทแบบนั้นในเวลานั้น ส่วนคำถามข้อที่สามเป็นคำถามเชิงประเมินผลว่าบทบาทของนักศึกษาส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวประกันสังคมอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าคำถามทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันกฎหมายประกันสังคม พ.ศ.2533 แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือการเป็นบทสมทบหน้ากระดาษที่หายไปจากการศึกษาประวัติศาสตร์และความเคลื่อนไหวทางความคิดของนักศึกษาและปัญญาชนสมัยใหม่ของไทย

 

โครงเรื่องของการอธิบายขบวนการนักศึกษา

 

เท่าที่ผ่านมานั้น การศึกษาประวัติศาสตร์ความเคลื่อนไหวของนักศึกษาไทยอยู่ภายใต้กรอบคำอธิบายสามแบบ

 

คำอธิบายแบบแรก พิจารณานักศึกษาในฐานะ พลังบริสุทธิ์ ที่เป็นเอกเทศจากกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและฝักฝ่ายทางการเมือง คำอธิบายแบบนี้แพร่หลายกว้างขวางและปรากฏในงานเขียนแนวประชานิยมทั้งในรูปสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อดิจิตอลโดยทั่วไป โดยที่แม้กระทั่งนักรัฐศาสตร์คนสำคัญบางรายก็อธิบายพลังนักศึกษาสมัย 14 ตุลา ด้วยความคิดแบบนี้[1] แนวคิดแบบนี้เชื่อว่านักศึกษาเป็นกลุ่มพลังทางการเมืองที่สำคัญโดยตัวเอง ส่วนสังคมก็ยอมรับพลังนักศึกษาเพราะถือว่านักศึกษามีอุดมคติและเป็นพลังของศีลธรรม

 

คำอธิบายแบบที่สอง ไม่ได้ถือว่านักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ แต่พิจารณานักศึกษาในฐานะ ปัญญาชน ที่มีบุคลิกลักษณะ รากฐานความเป็นมา และรสนิยมการใช้ชีวิต เฉกเช่นเดียวกับปัญญาชนเสรีนิยมและผู้นำความคิดในสังคมกลุ่มอื่น นักศึกษาสำคัญเพราะนักศึกษาเป็นผู้นำความคิด ความเคลื่อนไหวของนักศึกษาจึงหมายถึงความเคลื่อนไหวเชิงความคิดที่นักศึกษาเผยแพร่สู่คนส่วนอื่นในสังคม นักกิจกรรมนักศึกษาคือนักกิจกรรมที่มีศักยภาพเป็นนักคิดหรือผู้นำความคิด ส่วนกิจกรรมนักศึกษาที่สำคัญหมายถึงกิจกรรมงานเขียน การเสวนา การพิมพ์หนังสือ ฯลฯ ที่กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ๆ

 

คำอธิบายแนวนี้มีปริมาณน้อยกว่าคำอธิบายแรก แต่ก็มีร่องรอยปรากฏในงานเขียนว่าด้วยขบวนการนักศึกษาชิ้นสำคัญที่เขียนขึ้นในทศวรรษ 2530 รวมทั้งงานศึกษาปัญญาชนไทยหลังจากนั้น [2]

 

คำอธิบายแนวที่สาม มีส่วนคล้ายกับคำอธิบายแบบที่สอง แต่ขณะที่คำอธิบายแบบที่สองให้น้ำหนักกับบทบาทของนักศึกษาในกิจกรรมเคลื่อนไหวทางความคิดลักษณะต่างๆ ราวกับว่าการเผยแพร่ความคิดเห็นของนักศึกษาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง คำอธิบายแบบที่สามกลับเห็นว่าความเคลื่อนไหวทางความคิดสำคัญก็ต่อเมื่อความคิดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม แนวคำอธิบายนี้พิจารณานักศึกษาในฐานะจักรกลทางชนชั้น กล่าวอีกนัยคือเป็นงานศึกษาที่เริ่มต้นด้วยฐานคิดว่านักศึกษามีสถานะชนชั้นไหนกันแน่ ระหว่างปัญญาชนนายทุนน้อย ปัญญาชนของชนชั้นกรรมาชีพ หรือปัญญาชนของชนชั้นศักดินา

 

คำอธิบายนี้ปรากฏในงานเขียนของนักกิจกรรมและปัญญาชนฝ่ายซ้ายกลุ่มที่เผยแพร่ความคิดเห็นผ่านจุลสารใต้ดินของนิสิตนักศึกษาและนิตยสารกลุ่มที่ได้แรงเหวี่ยงทางความคิดจากการต่อสู้ทางการเมืองเนื่องจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 [3]

 

กล่าวอย่างย่นย่อแล้ว คำอธิบายทั้งสามแบบล้วนมีสมมติฐานที่บกพร่องจนนำไปสู่นัยยะทางการเมืองและจินตภาพเรื่องขบวนการนักศึกษาที่อันตราย

 

คำอธิบายแบบแรกวางอยู่บนสมมติฐานว่าการเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมของคนในชาติโดยไม่มีการแบ่งแยกฝักฝ่าย จึงมีความเป็นไปได้ที่ในสังคมจะปรากฏคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่เหนืออคติทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งหมด การเมืองคือการต่อสู้เพื่อให้ฝ่ายที่ถือว่าเป็น "พลังบริสุทธิ์" มีบทบาทและอำนาจนำเหนือฝ่ายอื่นๆ คำอธิบายแบบนี้ฉายภาพของนักศึกษาในฐานะขบวนการทางการเมืองว่าไม่แตกต่างจากกิจกรรมขุดท่อหรืองานค่ายอาสาพัฒนาชนบท

 

คำอธิบายแบบที่สองเชื่อว่าการเมืองและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นผลของการต่อสู้ทางความคิด การทำความเข้าใจการต่อสู้ของนักศึกษาจึงต้องเน้นไปที่การศึกษาบทบาทของ ผู้นำนักศึกษา ในฐานะ ผู้นำความคิด คำอธิบายนี้มีปัญหาเพราะไม่ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นปัญญาชนกับการเป็นสมาชิกสถาบันการศึกษา หรือกล่าวอีกนัยคือคำอธิบายนี้มองไม่เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาเป็นกลไกสำหรับการครอบงำทางอุดมการณ์ จึงเข้าใจต่อไปว่าความเป็นผู้นำความคิดของนักศึกษาเท่ากับความเป็นปัญญาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างปราศจากเงื่อนไข ทั้งที่ความเคลื่อนไหวของนักศึกษานั้นอาจเกิดขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือจรรโลงสถาบันอำนาจนิยมและอุดมการณ์จารีตนิยมบางอย่างก็ได้

 

ส่วนคำอธิบายที่สามให้ความสำคัญกับตัวแปรทางชนชั้นราวกับนักศึกษามีฐานะทางชนชั้นเป็นเอกภาพจนความเคลื่อนไหวของนักศึกษามีลักษณะทางชนชั้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่จำนวนมากของการต่อสู้ด้านนโยบายสาธารณะหรือความเคลื่อนไหวในระนาบเศรษฐกิจ/วัฒนธรรมของนักศึกษานั้น ปราศจากลักษณะชนชั้นที่ประจักษ์แจ้ง ตัวอย่างเช่นการคัดค้านสิทธิบัตรยา การต่อต้านโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน การขึ้นราคารถเมล์ หรือการแปรรูปสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นของเอกชน

 

ในระดับภาพรวมแล้ว แนวคำอธิบายความเคลื่อนไหวของฝ่ายนักศึกษาทั้งสามแบบมีจุดร่วมกันในแง่ที่คิดถึงนักศึกษาในฐานะกลุ่มการเมืองซึ่งมีความต่อเนื่อง มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีองค์กรกลางสำหรับเชื่อมโยงนักศึกษาทุกฝ่ายให้เป็นเอกภาพ รวมทั้งมีการวางแผนยุทธศาสตร์และกำหนดจังหวะก้าวเอาไว้ล่วงหน้า หรือพูดอีกอย่างคือคิดถึงความเคลื่อนไหวของนักศึกษาในฐานะขบวนการรวมหมู่ที่มีจิตสำนึกรวมหมู่บางลักษณะกำกับสมาชิกของขบวนการไว้ตลอดเวลา

 

ต้นทศวรรษ 2540 ได้ปรากฏความพยายามอธิบายการต่อสู้ทางการเมืองของนักศึกษาบนฐานคิดที่ออกไปจากกรอบคิดเรื่อง ขบวนการ ลักษณะที่กล่าวไปแล้ว[4] คำอธิบายนี้พิจารณานักศึกษาในฐานะปัจเจกบุคคลมากกว่าสมาชิกของขบวนการรวมหมู่ จึงให้ความสำคัญอย่างสูงต่อความเป็นปัจเจกภาพของนักศึกษาในฐานะปัญญาชนและนักปฏิบัติการทางสังคมเพื่อสร้างความเคลื่อนไหวทางความคิดและวัฒนธรรมเชิงตั้งคำถามต่อระบบคุณค่าที่มีฐานะครอบงำในระนาบต่างๆ เช่น การเมือง วัฒนธรรม ค่านิยม

 

คำอธิบายแนวนี้คล้ายกับคำอธิบายแนวที่สองที่คิดถึงนักศึกษาในฐานะผู้นำความคิด แต่ก็มีข้อแตกต่างสำคัญในแง่ที่ให้น้ำหนักต่อความเป็นผู้นำความคิดสำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคม นัยทางการเมืองของคำอธิบายนี้คือการชี้ชวนให้คิดถึงความเคลื่อนไหวของนักศึกษาในลักษณะที่ไม่ได้เป็นขบวนการทางการเมืองขนาดใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องคิดถึง "ขบวนการ" ในความหมายที่มีมวลชนสมาชิกและเครือข่ายทางการเมืองสนับสนุนกว้างขวางเยี่ยงในอดีต ทำให้การศึกษากิจกรรมนักศึกษาไม่ได้มีประเด็นใจกลางอยู่ที่การแสวงหาผู้นำความคิดของยุคสมัย หรือการพิจารณาผู้นำนักศึกษาที่เข้มแข็งจนสามารถยึดกุมการนำในองค์การนักศึกษา สภานักศึกษา หรือสหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีกต่อไป แต่คือการคิดถึงกิจกรรมนักศึกษาในฐานะการสร้างพื้นที่เพื่อพัฒนาบุคคลที่มีความสามารถจะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมในระยะยาว

 

กล่าวในแง่ประวัติศาสตร์ความคิดแล้ว ทัศนคติต่อความเคลื่อนไหวของนักศึกษาลักษณะนี้เป็นผลผลิตที่แยกไม่ออกจากความเปลี่ยนแปลงสามมิติในสังคมไทยช่วงหลังทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา

 

ความเปลี่ยนแปลงมิติแรก คือความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ปัญหาหลักของการเมืองไทยในทศวรรษ 2530 ไม่ใช่ปัญหาว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างเผด็จการทหารกับประชาธิปไตย ที่เคยเป็นโจทก์หลักของการเมืองไทยมาราวสามทศวรรษ เพราะปี 2531 คือปีที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกหลังการสังหารหมู่ประชาชน-นักศึกษา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา รวมทั้งห้ามไม่ให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองในเวลาเดียวกัน

 

ในแง่สัมพันธภาพทางอำนาจนั้น ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงให้กองทัพสูญเสียอำนาจการเมืองโดยเปรียบเทียบกับในอดีตที่กองทัพสามารถควบคุมการเมืองโดยตรงในรูปของการส่งผู้นำทหารเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การมีรัฐธรรมนูญที่วุฒิสภาทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งโดยผู้มีอิทธิพลฝ่ายทหาร การอนุญาตให้ข้าราชการระดับสูงเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ รวมทั้งการระบุให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา

 

ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้ ขบวนการต่อต้านเผชิญปัญหาใหญ่ว่าอะไรคือยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้สภาวะวิสัยของการเมืองแบบรัฐสภาที่ไม่มีเผด็จการทหารให้ต่อสู้อีกต่อไป

 

ความเปลี่ยนแปลงมิติที่สอง คือความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมความคิด ในทศวรรษ 2530 โครงสร้างของอุดมการณ์ในสังคมไทยไม่ได้ขึ้นต่อการช่วงชิงอำนาจนำระหว่างอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม-สังคมนิยม ที่เคยครอบงำสังคมไทยมาตั้งแต่หลัง 6 ตุลาคม 2519 หรืออาจกระทั่งย้อนไปได้ไกลถึงสมัยกึ่งพุทธกาล เพราะทศวรรษ 2530 คือทศวรรษที่อุดมการณ์สังคมนิยมแทบไม่เหลือร่องรอยในทางวัฒนธรรมความคิดให้เห็นต่อไป ไม่ต้องพูดถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมิน การล่มสลายของสหภาพโซเวียต การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน ฯลฯ ที่ทำให้สังคมนิยมห่างไกลจากความเป็นระบอบการเมืองที่เป็นจริงยิ่งขึ้นไปอีก

 

ในทศวรรษ 2530 อุดมการณ์ทางการเมืองแบบหลักๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยคืออุดมการณ์อนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม สองอุดมการณ์นี้ไม่ขัดแย้งกันถึงขั้นแตกหักอย่างที่เกิดในสังคมอื่น แต่ผสมผสานกันได้ เกิดเป็นส่วนผสมทางอุดมการณ์ที่แปลกประหลาดเพราะมีลัทธิชาตินิยมเป็นตัวกลาง

 

สังคมภายใต้สัมพันธภาพทางอุดมการณ์แบบนี้เป็นสังคมเปิดที่ยอมรับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองกลุ่มต่างๆ แต่มีเงื่อนไขว่าการรวมกลุ่มนั้นต้องไม่แตะต้องสถาบันหลักหรือท้าทายอุดมการณ์ที่ครอบงำสังคม การรวมกลุ่มเรียกร้องผลประโยชน์ทางวัตถุกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ ตราบใดที่การเรียกร้องนั้นจำกัดแต่ในระนาบเศรษฐกิจ แต่ปราศจากมิติการเมือง

 

ความเปลี่ยนแปลงมิติที่สาม คือความเปลี่ยนแปลงในแง่ปัญหาเศรษฐกิจสังคมว่าด้วยการพัฒนาสู่ความเป็นสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ในช่วงก่อนทศวรรษ 2530 ทุนนิยมไทยเผชิญปัญหาใหญ่สุดจากสภาวะความด้อยพัฒนาที่มาควบคู่กับการปราศจากเสถียรภาพเชิงระบบ ผลที่ตามมาคือการขยายตัวของปัญหาสังคมนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายประชากรจากชนบทสู่เมือง การเติบโตของสลัมและคนจนเมือง การล่มสลายของภาคชนบท ขณะที่ในทศวรรษ 2530 ทุนนิยมอุตสาหกรรมไทยได้เติบโตถึงจุดที่มีเสถียรภาพพอสมควร ทำให้ปัญหาหลักของสังคมไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทเป็นสังคมสมัยใหม่อีกต่อไป แต่คือปัญหาใหม่ๆ ที่ปรากฏขึ้นพร้อมกับยุทธศาสตร์การสะสมทุนเพื่อไปสู่ความเป็นสังคมอุตสาหกรรมและบริการ

 

กล่าวให้เป็นรูปธรรมแล้ว ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยยุคทศวรรษ 2530 คือปัญหาการขูดรีดแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม การขยายตัวของการลงทุนไปสู่ชนบท การสูญเสียที่ดินของชาวนาชาวไร่รายย่อย การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติโดยทุนอุตสาหกรรมและทุนบริการ ความเสื่อมสลายของชุมชน หรือโดยภาพรวมแล้วก็คือการก้าวขึ้นมามีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองในระดับท้องถิ่นโดยตรงของทุนและอำนาจท้องถิ่นกลุ่มต่างๆ โดยตรง [5]

 

การบรรจบกันของความเปลี่ยนแปลงทั้งสามมิติเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของการต่อสู้ทางการเมืองในสังคมไทยช่วงทศวรรษ 2530 ไปสู่ทิศทางที่หันหลังให้กับการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการสร้างขบวนการที่ใหญ่โตมีเอกภาพ การเมืองในยุคหลังทศวรรษ 2530 ไม่ใช่การเมืองเรื่องอุดมการณ์ ขณะที่การเคลื่อนไหวการเมืองยุคหลังทศวรรษ 2530 ไม่ใช่เรื่องของการเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยหรืออยู่ภายใต้เผด็จการทหารอย่างในอดีต การต่อสู้ทางสังคมในช่วงหลังทศวรรษ 2530 ไม่ใช่การสู้ระหว่างประชาชาติกับรัฐ หรือชาวนากับชนชั้นศักดินาเจ้าที่ดิน แต่คือการต่อสู้ของประชาชนแต่ละกลุ่มแต่ละเหล่าที่เกิดขึ้นในสมรภูมิย่อยๆ ซึ่งมีนายทุนอุตสาหกรรมหรือกลุ่มทุนท้องถิ่นเป็นศัตรู

 

ผลที่ความเปลี่ยนแปลงนี้มีต่อความเคลื่อนไหวของนักศึกษาคือการทำให้สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เริ่มสูญเสียสถานภาพความเป็นศูนย์กลางของนิสิตนักศึกษาฝ่ายซึ่งใฝ่ใจเปลี่ยนแปลงสังคม

 

ถ้าถือว่าปรากฏการณ์สำคัญของกิจกรรมนักศึกษาในทศวรรษ 2520 คือการรวมกลุ่มของนักศึกษาหลายสถาบันเป็นสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปรากฏการณ์สำคัญในทศวรรษ 2530 ก็คือการขยายตัวของกลุ่มนักกิจกรรมที่เป็นอิสระจากองค์กรนี้ ตัวอย่างเช่นนักศึกษาจากภูมิภาคจำนวนหนึ่งเคลื่อนไหวจัดตั้งสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภายใต้การนำของนักศึกษาภูมิภาคโดยตรง ดังมีสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคใต้และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสานเป็นตัวอย่าง, นักศึกษาจากส่วนกลางสนใจประเด็นการเมืองน้อยลง แต่หันไปเคลื่อนไหวประเด็นสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรกับคณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม 16 สถาบัน (คอทส.) มากขึ้น, นักกิจกรรมจากธรรมศาสตร์และมหิดลผลิตจุลสาร Militant เพื่อตั้งคำถามและเสนอแนวทางกิจกรรมที่ออกไปจากกรอบคิดเรื่องการยึดครององค์กรนักศึกษาเวลานั้น [6], นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดตั้งกลุ่มสวัสดิภาพแรงงาน [7], นักศึกษาธรรมศาสตร์ตั้งกลุ่มอิสรชน, พรรคธรรมาธิปไตย, พรรคเสรีธรรม ฯลฯ

 

กล่าวในระดับภาพรวมแล้ว ทศวรรษ 2530 คือทศวรรษแห่งการปรากฏการรวมกลุ่มของนักกิจกรรมนักศึกษาในส่วนกลางและภูมิภาคซึ่งเป็นเอกเทศจากองค์กรนักศึกษารูปแบบที่สืบทอดมาจากอดีต รวมทั้งการเกิดนักกิจกรรมอิสระที่ไม่ได้สังกัดองค์กรนักศึกษา แต่ให้ความสนใจกิจกรรมทางปัญญา มุ่งทำงานกับคนงานในเขตย่านอุตสาหกรรมต่างๆ หรือชาวนาชาวไร่รายย่อยในบางพื้นที่ซึ่งเกิดการแย่งชิงทรัพยากรโดยตรง

 

ในแง่นี้แล้ว ทศวรรษ 2530 เป็นจุดเริ่มต้นของความล่มสลายของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ ทำให้คณะทำงานของสหพันธ์ฯ โดยทั่วไปไม่เคยมีจำนวนเกินสิบคน, นักศึกษาภูมิภาคและนักศึกษามหาวิทยาลัยเปิดมีสถานภาพเป็นไม้ประดับของสหพันธ์ฯ ในสถานการณ์ปกติ, ตัวสหพันธ์ฯ ไม่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับองค์กรนักศึกษาหรือกลุ่มกิจกรรมระดับมหาวิทยาลัย, การเลือกตั้งเลขาธิการเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อรับรองบุคคลที่ได้มีการสรรหาและตกลงเป็นการภายในไว้ก่อนแล้ว ส่วนเลขาธิการบางคนเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่เก่าแก่จนไม่มีนักศึกษาคนไหนรู้จัก บางคนพ้นสภาพนักศึกษาไปแล้ว แต่อาศัยสถานะบัณฑิตศึกษาเป็นเลขาธิการ สนนท.

 

ในความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ คำถามที่สำคัญที่เกิดขึ้นในหมู่นักกิจกรรมยุคทศวรรษ 2530-2540 ไม่ใช่คำถามว่านักศึกษาควรไปทางไหน ไม่ใช่คำถามว่ายังมีขบวนการนักศึกษาอยู่หรือไม่ แต่คือคำถามว่าควรมีขบวนการนักศึกษาต่อไปอีกหรือ?

 

นักศึกษากับการผลักดันกฎหมายประกันสังคม

 

ในทศวรรษ 2530 พลังฝ่ายนักศึกษาที่มีบทบาทผลักดันกฎหมายประกันสังคมคือนักศึกษาส่วนที่ทำงานร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) นักศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์นี้เพราะการบรรจบกันของเหตุปัจจัยสองข้อ

 

ข้อแรกคือความสนใจปัญหาแรงงานในกลุ่มนักกิจกรรมจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยในอดีต

 

ข้อสองคือการผลักดันของนักศึกษาสังกัดกลุ่มอิสระต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับผู้ใช้แรงงานในเวลานั้น

 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ เป็นองค์กรของนักศึกษาจากหลายสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2527 และเริ่มร่วมมือกับผู้ใช้แรงงานในการเคลื่อนไหวประเด็นปัญหาต่างๆ ในปี 2529-2531 บนฐานความคิด 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความคิดว่าผู้ใช้แรงงานสำคัญต่อการสร้างประชาธิปไตยรัฐสภาขึ้นแทนที่ระบอบการเมืองแบบเผด็จการครึ่งใบที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในขณะนั้น เรื่องที่สองคือความเชื่อว่าผู้ใช้แรงงานเป็นพลังหลักในการเปลี่ยนแปลงสังคม และเรื่องที่สามคือแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม

 

อิทธิพลของความคิดทั้งสามข้อส่งผลให้สหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ เคลื่อนไหวกับผู้ใช้แรงงานในรูปการรณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมกับคนงานมาเป็นระยะ เช่น จัดเวทีร่วมกับกรรมกรอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ กลุ่มย่านรังสิต กลุ่มสลัมคลองเตย โดยสร้างแนวร่วมกับผู้นำคนงาน ผู้นำชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น ทวีป กาญจนวงศ์, เอกชัย เอกหาญกมล, แกนนำสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และประทีป อึ้งทรงธรรม [8] นอกจากนั้น อภิชาติ ขำเดช เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ พ.ศ.2530 ยังร่วมประท้วงกับคนงานศรีเก้าการทอและสามัคคีการทอ [9] ส่วนสหพันธ์ฯ ก็มีบทบาทหนุนช่วยการนัดหยุดงานของคนงานบริษัทจีเอส สตีล พ.ศ.2531 โดยนายบัณฑิต อินสุรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานจีเอส สตีล และนายประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ เลขาธิการ สนนท. ได้ร่วมกันเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันสิทธิของคนงานที่จะชุมนุมหน้ากระทรวงมหาดไทย

 

สมยศ พฤกษาเกษมสุข บันทึกสภาพการมีส่วนร่วมของนักศึกษาต่อการนัดหยุดงานของคนงานกรณีจีเอส สตีล เอาไว้ว่า "นิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบัน ได้มาให้กำลังใจถึง 300 คน คนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้จุดประกายไฟแห่งการต่อสู้ขึ้นอีก พวกเขามาที่นี่เพื่อเรียนรู้ถึงความเป็นจริงในสังคมไทย" [10] ขณะที่นภาพร อติวานิชยพงศ์ ประเมินการมีส่วนร่วมของนักศึกษาว่า

 

"ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวนี้ได้รับความหนุนช่วยจากฝ่ายนักศึกษาอย่างมาก ทั้งในส่วนที่นักศึกษาได้ร่วมชุมนุมประท้วงร่วมกับฝ่ายคนงาน และนายอภิชาติ ขำเดช เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้ร่วมโกนหัวประท้วง...การเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับคนงานเป็นผลดีต่อองค์กรนักศึกษาเอง โดยทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้และสัมผัสปัญหาของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคม และจากประสบการณ์ที่เป็นจริง เป็นการยกระดับความคิดและจิตสำนึกของนักศึกษาในการร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม" [11]

 

ข้อที่ควรพิจารณาก็คือแนวการมีส่วนร่วมของสหพันธ์นิสิตนักศึกษากับผู้ใช้แรงงานในยุคต้นอยู่ในทิศทางที่ฝ่ายนักศึกษาเข้าไปสนับสนุนการนัดหยุดงานของคนงานเป็นกรณี แนวทางนี้มีข้อดีตรงที่ทำให้นิสิตนักศึกษาระดับปัจเจกเข้าใจความไม่เป็นธรรมในสังคมผ่านการเรียนรู้ความทุกข์ยากของผู้ใช้แรงงานตามโรงงานโดยตรง ส่วนฝ่ายคนงานผู้นัดหยุดงานก็ได้กำลังใจและความสนับสนุนทางการเมืองจากนักศึกษาไปด้วย

 

กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว การมีส่วนร่วมแนวทางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำประสบการณ์นี้ไปยกระดับจิตสำนึกของฝ่ายนักศึกษาที่เป็นสมาชิกของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ ในระยะยาว จึงไม่มีความจำเป็นที่นักศึกษาต้องสนใจปัญหาแรงงานอย่างต่อเนื่อง ปัญหาแรงงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาความอยุติธรรมในสังคมที่มีมากมายเหลือคณานับ จะสนใจประเด็นไหนก็ขึ้นอยู่กับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ แต่ละยุคสมัย เห็นว่าปัญหาไหนเป็นเรื่องสำคัญ

 

การมีส่วนร่วมผลักดันกฎหมายประกันสังคม พ.ศ.2533 แสดงให้เห็นแนวทางการมีส่วนร่วมกับผู้ใช้แรงงานที่แตกต่างไป เพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนความร่วมมือระดับ "ขบวนการ" ระหว่างนักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อแปรสภาพหลักความยุติธรรมทางสังคมให้เป็นกฎหมายและกลไกทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมสำหรับการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขร่วมกันของคนทุกฝ่าย เป้าหมายของความเคลื่อนไหวนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การหนุนช่วยคนงานเพื่อยกระดับจิตสำนึกของฝ่ายนักศึกษา แต่คือการสร้างนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานและคนส่วนใหญ่ในสังคมโดยตรง

 

ไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่านิสิตนักศึกษามีส่วนร่วมในการผลักดันกฎหมายประกันสังคมนั้นตั้งแต่สมัยไหน งานเขียนของนิคม จันทรวิทุร พ.ศ.2530 ระบุว่าเท่าที่ผ่านมานั้น "การประกันสังคมยังขาดแนวร่วมหรือกลุ่มสนับสนุนที่เพียงพอ" [12] ขณะที่แม้จดหมายข่าวสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2531 จะรายงานความพยายามของฝ่ายแรงงานในการจัดตั้งคณะกรรมการผลักดันกฎหมายประกันสังคม 38 คน ซึ่งมีผู้แทนนิสิตนักศึกษาเป็นหนึ่งในนั้น ร่วมกับสมาพันธ์แรงงาน สหพันธ์แรงงานต่างๆ ยุวชนพรรคการเมือง มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน [13] แต่ก็ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าองค์กรนักศึกษาหรือนิสิตนักศึกษารายใดตอบสนองความต้องการของฝ่ายแรงงานโดยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการนี้

 

เท่าที่มีเอกสารปรากฏ นิสิตนักศึกษาและองค์กรนักศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันกฎหมายประกันสังคมฉบับนี้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในช่วงกลาง พ.ศ.2533 เมื่อกลุ่มสหภาพแรงงานจากย่านอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ พระประแดง สมุทรปราการ, กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์, สหพันธ์แรงงานโลหะแห่งประเทศไทย, สหพันธ์แรงงานธนาคารและการเงินแห่งประเทศไทย, สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และเครื่องหนังแห่งประเทศไทย, สมาพันธ์คนงานในกิจการอาหาร เครื่องดื่ม โรงแรม และกิจการที่คล้ายคลึง, มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และกลุ่มเพื่อนหญิง (สถานะมูลนิธิเพื่อนหญิงขณะนั้น) ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการผลักดันกฎหมายประกันสังคมอีกชุดขึ้นมานั่นเอง

 

จะเด็จ เชาวน์วิไล หัวหน้าฝ่ายแรงงานหญิงของมูลนิธิเพื่อนหญิง หนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นสมาชิกของคณะกรรมการผลักดันกฎหมายประกันสังคม พ.ศ.2533 ระบุว่ามีกลุ่มนักศึกษาที่ร่วมเคลื่อนไหวกฎหมายประกันสังคม 2 กลุ่ม

 

กลุ่มแรกคือกลุ่มสวัสดิภาพแรงงาน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง สมาชิกกลุ่มประกอบด้วย นันทโชติ ชัยรัตน์, บัณฑิต แป้นวิเศษ, สิทธิศักดิ์ วิริยะหิรัญไพบูลย์ และไพศาล ภิรมณ์สุด [14]

 

กลุ่มที่สองคือกลุ่มคบไฟ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกกลุ่มประกอบด้วย วรดุลย์ ตุลารักษ์, พฤกษ์ เถาถวิล, อิสระ ชูศรี และศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

 

ในความเห็นของจะเด็จ นักศึกษาสองกลุ่มนี้มีจุดร่วมกันในแง่สนใจการต่อสู้เรื่องสิทธิแรงงานและการนัดหยุดงานของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมมาก่อนแล้ว ในรูปของการร่วมประชุมกับคนงาน นำนักศึกษามาให้กำลังใจผู้ชุมนุมประท้วง หรือช่วยเหลือองค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นที่ปรึกษาคนงานด้วยการเขียนแถลงการณ์ นำการปราศรัย ฯลฯ [15] ดังกรณีการนัดหยุดงานของคนงานโรงงานศรีเก้าการทอ การถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมของคนงานโรงงานจีเอส สตีล หรือการประท้วงของคนงานโรงงานตราอูฐ การร่วมเคลื่อนไหวกับคนงานทั่วไปในกรณีการคัดค้านการจ้างงานระยะสั้น การออกหนังสือใต้ดินในวันกรรมกรสากล หรือแม้กระทั่งการจัดงานวันกรรมกรสากลในมหาวิทยาลัย

 

 

 

ทำไมกลุ่มนักศึกษาอิสระจึงเป็นศูนย์กลางของนักศึกษาที่มีบทบาทเคลื่อนไหวร่วมกับคนงานในการผลักดันกฎหมายประกันสังคม?

 

เราอาจไขปริศนานี้ง่ายขึ้นเมื่อระลึกว่าร่องรอยของความสนใจที่นักศึกษามีต่อผู้ใช้แรงงานนั้นไม่ใช่ปรากฏการณ์ทั่วไป แต่เป็นปรากฏการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นในเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์บางอย่าง โดยเฉพาะในประวัติศาสตร์ระยะใกล้แล้ว ความตื่นตัวที่นักศึกษามีต่อปัญหาแรงงานปรากฏให้เห็นชัดเจนในช่วง 14 ตุลาคม 2516-6 ตุลาคม 2519 และหลังจากนั้นไม่นานนัก ความตื่นตัวจึงเป็นผลของความเคลื่อนไหวทางความคิดในยุคสมัยที่ปัญญาชนยังคงได้อิทธิพลจากแนวคิดเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นและขบวนการปฏิวัติสังคม[16] ผลทางกลับกันก็คือเมื่อลัทธิสังคมนิยมและความเชื่อเรื่องการปฏิวัติกลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ พลังฝ่ายนิสิตนักศึกษาก็ไม่มีแรงผลักดันทางอุดมการณ์ให้สนใจเคลื่อนไหวร่วมกับผู้ใช้แรงงานอีกต่อไป

 

ถ้ายอมรับว่าปัจจัยทางอุดมการณ์ส่งผลให้นักศึกษาในฐานะ "ขบวนการ" ไม่อยู่ในวิสัยจะเคลื่อนไหวกับผู้ใช้แรงงานในระยะยาว ก็เท่ากับว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนงานกับนักศึกษาเป็นความสัมพันธ์พิเศษที่เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายในสถานการณ์ปกติแต่อย่างใด

 

โดยเงื่อนไขทั้งหมดที่กล่าวมา บทบาทของนักศึกษากลุ่มอิสระที่สนใจปัญหาคนงานจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ ในฐานะ ตัวเชื่อม ซึ่งทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่นักศึกษาส่วนอื่นจะร่วมเคลื่อนไหวกับผู้ใช้แรงงาน กล่าวในอีกแง่หนึ่งคือกลุ่มนักศึกษาอิสระเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้นักศึกษาส่วนอื่นร่วมผลักดันกฎหมายประกันสังคมผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ รวมทั้งเป็นผู้กระทำการรณรงค์เคลื่อนไหวในระดับปฏิบัติการ เช่น การออกแถลงการณ์ การอดอาหารประท้วง การปราศรัยย่อยตามชุมชน หรือการตั้งคำถามทางการเมืองจากประเด็นนี้กับรัฐบาล

 

กล่าวให้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นไป การมีส่วนร่วมของนิสิตนักศึกษาในการผลักดันกฎหมายประกันสังคมจึงมีความหมายสองมิติ

 

มิติแรก คือการมีส่วนร่วมของนิสิตนักศึกษาจากกลุ่มอิสระที่สนใจปัญหาผู้ใช้แรงงานเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะนักศึกษาจากกลุ่มคบไฟ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักศึกษากลุ่มสวัสดิภาพแรงงาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ทำงานร่วมกับคณะกรรมการผลักดันกฎหมายประกันสังคมและกลุ่มสหภาพแรงงานตามย่านอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งกลุ่มรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กลุ่มสหพันธ์แรงงาน และกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน

 

มิติที่สอง คือการมีส่วนร่วมของนิสิตนักศึกษาในนามสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) นักศึกษากลุ่มนี้เริ่มมีส่วนร่วมผลักดันกฎหมายประกันสังคมเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา หากวุฒิสภากลับปฏิเสธที่จะลงมติรับร่างกฎหมายฉบับนี้ หรือพูดอีกอย่างคือมีส่วนร่วมเมื่อการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งกฎหมายนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมา

 

พูดให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นแล้ว นิสิตนักศึกษากลุ่มอิสระเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเคลื่อนไหวกับผู้ใช้แรงงานในกรณีนี้ ถึงขั้นที่หากไม่มีนักศึกษากลุ่มแรก ก็ไม่มีช่องทางให้สหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ ร่วมเคลื่อนไหวกับฝ่ายผู้ใช้แรงงาน นั่นหมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับคนงานในการผลักดันกฎหมายประกันสังคมมีพื้นฐานมาจากความเข้าใจการเมืองและสังคมของนักศึกษากลุ่มอิสระในระดับปัจเจก การผลักดันกฎหมายจึงมีความมุ่งหมายเพื่อผลักดันนโยบายบางอย่างล้วนๆ ไม่ใช่เคลื่อนไหวเพื่อสร้างเครือข่ายทางการเมืองหรือวางรากฐานให้ขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมในระยะยาว

 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาในฐานะกลุ่มรณรงค์ทางการเมือง

 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ เริ่มเข้ามามีส่วนผลักดันกฎหมายประกันสังคมในวันที่ 20 มิถุนายน 2533 โดยร่วมกับคณะกรรมการผลักดันกฎหมายประกันสังคม ซึ่งมีนายบุญขำ ศรีกร่างทอง เป็นผู้แทน ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ขอให้รัฐบาลไปเจรจาผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากขณะนั้นที่ประชุมกรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาได้แก้ไขร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงแต่ที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติก็จะมีสภาพเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้สมบูรณ์

 

จังหวะการเคลื่อนไหวขั้นตอนนี้ทำให้นักศึกษาร่วมเคลื่อนไหวเฉพาะในรูปของการยื่นหนังสือและยื่นจดหมายกับฝ่ายคณะกรรมการผลักดันกฎหมายประกันสังคมของคนงาน นักศึกษาไม่ใช่ตัวแปรที่สำคัญต่อการเรียกร้องกฎหมายนี้โดยรวม

 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ มีบทบาทชัดเจนเมื่อวุฒิสภาพิจารณาร่างกฎหมายนี้ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2533 แต่ที่ประชุมกลับมีมติ ด้วยคะแนน 105 ต่อ 56 เสียง ไม่เห็นชอบกับร่างฉบับที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่เกิดขึ้นตามมติของวุฒิสภาวันที่ 18 พฤษภาคม

 

การคว่ำกฎหมายนี้เป็นปัญหาการเมืองด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรก คือการคว่ำกฎหมายแสดงให้เห็นว่าวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งไม่สนใจปัญหาของผู้ใช้แรงงาน ทั้งที่กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่มีความพยายามผลักดันมากว่า 36 ปีแล้ว ข้อสอง คือสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ลงมติไม่เห็นชอบกฎหมายนั้นล้วนเป็นสมาชิกวุฒิสภาฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายผู้แทนกองทัพ และฝ่ายพลเรือนที่แต่งตั้งโดยอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ดังมีนายโอสถ โกศิน นายสานนท์ สายสว่าง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ พล.อ.วิชิต บุณยะวัฒน์ เป็นตัวอย่าง

 

พูดให้รวบรัดที่สุด การคว่ำกฎหมายจึงเป็นสัญลักษณ์ว่าพลังฝ่ายอำมาตยาธิปไตยได้ใช้การคว่ำกฎหมายนี้เป็นเครื่องมือในการต่อต้านรัฐบาล [17]

 

ทันทีที่วุฒิสภามีมติคว่ำกฎหมายนี้ นางสาวเสาวนีย์ จิตต์รื่น เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ พร้อมกับนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นางสาวปราณี ศรีกำเนิด และนางสาวศิริกุล ลือกิตติไกล ได้นำหรีดดำมีข้อความว่า "แด่วุฒิฯ สายจิ๋ว และสายอำนาจเก่า ที่เห็นกฎหมายประกันสังคมเป็นแค่เกมต่อรองอำนาจ" ไปมอบให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน นายกรัฐมนตรีที่บ้านพักซอยราชครู พร้อมกับออกแถลงการณ์ให้ยุบวุฒิสภา พร้อมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีวุฒิสภาชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งโดยด่วน [18]

 

ในวันที่ 8 กรกฎาคม ตัวแทนนักศึกษาได้กล่าวปราศรัยพร้อมกับแจกใบปลิวบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีใจความเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกัน "ขจัดเหลือบประชาธิปไตยและขจัดช่องทางรัฐประหารที่ใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ" เพื่อให้ "เป็นครั้งสุดท้ายที่กลุ่มพลังนอกระบบจะสามารถใช้เวทีวุฒิสภาสร้างรอยแปดเปื้อนให้กับระบอบประชาธิปไตยของประชาชน" [19] โดยได้ขยายความต่อไปว่าพลังนอกระบบหมายถึงคนสามกลุ่ม คือกลุ่มนายทหาร จปร.1 และรุ่นอื่นๆ กลุ่ม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และวุฒิสมาชิกสายนายโอสถ โกศิน และนายสานนท์ สายสว่าง [20]

 

การคว่ำกฎหมายฉบับนี้เป็นชนวนของความขัดแย้งทางการเมืองที่ไปไกลถึงขั้นทำให้เกิดกระแสข่าวว่า พล.อ.ชาติชาย จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี [21] สภาพการเมืองเต็มไปด้วยการแบ่งฝักฝ่ายระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายกองทัพที่คว่ำกฎหมายฉบับนี้ด้วยเหตุผลต่างๆ ถึงขั้นที่มีการใช้สื่อของกองทัพเป็นกระบอกเสียงในการโจมตีกฎหมายฉบับนี้โดยตรง ดังปรากฏว่า พล.อ.วิชิต บุณยะวัฒน์ วุฒิสมาชิกสายทหารอ้างว่ากฎหมายประกันสังคมนั้น "เมื่อออกไปแล้ว ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง" [22]

 

รายการสยามมานุสติวันที่ 11 กรกฎาคม มีการกระจายเสียงในรายการผ่านเครือข่ายสถานีวิทยุของกองทัพโดยมีเนื้อหาปกป้องวุฒิสมาชิกกลุ่มที่ลงมติไม่รับรองกฎหมายประกันสังคม ความว่า

 

"วุฒิสมาชิกทำหน้าที่เป็นมโนธรรม คอยช่วยท้วงติงดุลยพินิจของสภาผู้แทนราษฎร ...ถ้ากฎหมายประกันสังคมมีข้อบกพร่องหรือผิดพลาด ก็ไม่ยอมปล่อยปละละเลยออกไป ต้องการความมั่นใจว่ากฎหมายจะเป็นประโยชน์แก่คนยากจนหรือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง"

 

น่าสนใจว่าการคว่ำกฎหมายและข้อโจมตีของฝ่ายกองทัพถูกตอบโต้โดยฝ่ายรัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแทบทั้งหมด ตัวอย่างเช่น นายสุวิทย์ ยอดมณี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในเวลานั้นเปิดเผยว่า "นายกรัฐมนตรีเสียใจที่ร่าง พ.ร.บ.ไม่ผ่านวุฒิสภา" [23] ส่วนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ พรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็นคล้ายคลึงกันว่าทุกฝ่ายร่วมผลักดันกฎหมายฉบับนี้มากว่า 36 ปี แม้จะมีข้อบกพร่องบ้าง ก็ควรออกมา [24]

 

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางนี้ทำให้การผลักดันกฎหมายประกันสังคมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับเครือข่ายอำนาจกองทัพโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

ในแง่นี้แล้ว ความเคลื่อนไหวของฝ่ายสหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ จึงสำคัญ เพราะเป็นการตอกย้ำให้คนในสังคมเห็นภาพพลังการเมืองฝ่ายต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังการคว่ำกฎหมายฉบับนี้ได้อย่างดี

 

ความไม่พอใจที่คนหลายฝ่ายมีต่อการคว่ำกฎหมายส่งผลให้รัฐบาลตอบโต้กองทัพด้วยการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 11 กรกฎาคม 2533 ตามช่องทางที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 ระบุว่าร่างกฎหมายที่ถูกปฏิเสธโดยวุฒิสภานั้นสามารถมีสภาพบังคับใช้ได้ หากได้การรับรองจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่มีอยู่ในเวลานั้น นั่นก็คือได้คะแนนเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ต่ำกว่า 179 คน จากสมาชิกทั้งหมด 351 คน

 

วันที่ 11 กรกฎาคม ที่บริเวณท้องสนามหลวง ขณะที่ผู้ใช้แรงงานจากย่านอุตสาหกรรมต่างๆ จัดการชุมนุมเพื่อผลักดันกฎหมายประกันสังคมร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีมติเห็นชอบพระราชบัญญัติประกันสังคมด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ การชุมนุมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างคนหลายฝ่ายจึงปิดฉากไปในที่สุด เหลือไว้แต่กฎหมายซึ่งเป็นรากฐานของการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานและคนส่วนใหญ่ในสังคมมาจนปัจจุบัน

 

โดยภาพรวมแล้ว สหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ มีส่วนผลักดันกฎหมายประกันสังคมอย่างเต็มที่ในสถานการณ์ที่กฎหมายประกันสังคมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาล-สภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายกองทัพ-วุฒิสภา ความสำคัญของนักศึกษาอยู่ที่การเป็นพลังหลักแทบจะเป็นพลังเดียวในการชี้ให้สาธารณะเห็นความเป็นการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการล้มกฎหมายฉบับนี้ แนวทางการเคลื่อนไหวนี้จำเป็นในสถานการณ์ซึ่งปราศจากพลังฝ่ายที่สามารถยกระดับการต่อสู้เพื่อผลักดันกฎหมายประกันสังคมให้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยในระดับมหภาค หรือพูดอีกอย่างคือนักศึกษาสำคัญเพราะทำให้การเรียกร้องกฎหมายประกันสังคมเป็นเรื่องเดียวกันกับการต่อต้านอำนาจทหารและอิทธิพลของระบอบอำมาตยาธิปไตย

 

ในแง่นี้แล้ว การมีส่วนร่วมของนักศึกษาในการผลักดันกฎหมายประกันสังคมจึงเป็นส่วนหนึ่งของ "วาระทางการเมือง" ที่สำคัญของฝ่ายนักศึกษาในขณะนั้น นั่นก็คือการต่อต้านอำนาจนอกระบบของกองทัพและข้าราชการประจำ รวมทั้งการขยายอำนาจประชาธิปไตยของพรรคการเมืองและสภาผู้แทนราษฎร

 

ควรสังเกตด้วยว่าการมีส่วนร่วมของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ ในการผลักดันกฎหมายประกันสังคม ดำเนินไปโดยนักศึกษาจำนวนไม่มากนัก กล่าวคือนอกเหนือจากนักศึกษาจากกลุ่มอิสระต่างๆ ที่สนใจปัญหาผู้ใช้แรงงานเป็นทุนเดิมแล้ว ก็ถือได้ว่ามีนักศึกษาร่วมเคลื่อนไหวผลักดันกฎหมายนี้เพียงหยิบมือเดียว

 

ปัจจัยด้านจำนวนทำให้การมีส่วนร่วมของนักศึกษาไม่มีนัยต่อการชุมนุมประท้วงและชัยชนะในการเคลื่อนไหวของผู้ใช้แรงงานต่อไป นั่นหมายความว่าจำนวนนักศึกษาที่ร่วมเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป เพราะบทบาทของนักศึกษาได้กลายเป็นเรื่องของการใช้นักศึกษาจำนวนน้อยไปรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อสร้าง "ความเข้าใจสาธารณะ" เพื่ออาศัยความเข้าใจนั้นเป็นพลังในการผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ในบั้นปลาย

 

ข้อดีของการมีส่วนร่วมผลักดันกฎหมายประกันสังคม พ.ศ.2533 คือการรื้อฟื้นความร่วมมือระหว่างคนงานกับนักศึกษา กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเคลื่อนไหวประกันสังคมเป็นจุดเริ่มต้นของความไว้เนื้อเชื่อใจระดับ "ขบวนการ" ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันกฎหมายนี้ทั้งหมด สายสัมพันธ์นี้เป็นรากฐานของความสมานฉันท์ของนักศึกษาและผู้ใช้แรงงานในการรณรงค์ปัญหาแรงงานและการต่อสู้ทางการเมืองหลังจากนั้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวคัดค้านการแยกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจออกจากกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ รวมทั้งการคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับที่เกิดจากการรัฐประหารโดย รสช. พ.ศ.2534 ถึงแม้ทั้งหมดนี้จะเป็นปรากฏการณ์ที่ดำรงอยู่ชั่วครู่

 

กล่าวได้ว่าบทบาทของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ ต่อการผลักดันกฎหมายประกันสังคมเป็นสัญลักษณ์สำคัญของแนวทางการใช้คนจำนวนน้อยไปรณรงค์และทำงานผ่านสื่อมวลชนเพื่อชี้นำประเด็นสาธารณะ "ขบวนการนักศึกษา" ในทศวรรษ 2530 ไม่ใช่ขบวนการมวลชน และไม่ใช่แม้กระทั่งกลุ่มกดดันที่มีนิสิตนักศึกษาเป็นสมาชิกที่แน่นอนจำนวนหนึ่ง จึงไม่มีหลักประกันว่ากิจกรรมนักศึกษาแนวทางนี้มีศักยภาพสร้างจิตสำนึกด้านกว้างของนักศึกษา ไม่มีหลักประกันว่ากิจกรรมนักศึกษาสามารถสร้างผู้นำความคิดแห่งยุคสมัย รวมทั้งไม่มีหลักประกันว่าจะสร้างนักปฏิบัติการที่มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงสังคม

 

ธรรมชาติของกิจกรรมประเภทนี้รวมศูนย์ที่การสร้างผู้แทนนักศึกษาที่มีความชำนาญในการแถลงข่าว ยื่นจดหมาย จัดกิจกรรมภาพเป็นข่าว แล้วอาศัยกลไกสื่อสารมวลชนไปผลักดันประเด็นสาธารณะบางอย่าง "ผู้นำนักศึกษา" รุ่นทศวรรษ 2530-2540 จึงไม่มีลักษณะผู้นำความคิดหรือนักปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม แต่มีจุดแข็งในด้านการเป็นนักรณรงค์การเมือง

 

สรุป

การมีส่วนร่วมของนักศึกษาในการผลักดันกฎหมายประกันสังคมเกิดขึ้นโดยเงื่อนไขสองข้อ เงื่อนไขประการแรกคือการดำรงอยู่ของกลุ่มนักศึกษาอิสระที่สนใจปัญหาผู้ใช้แรงงานเป็นเวลานาน เงื่อนไขประการที่สองคือการดำรงอยู่ของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ในฐานะองค์กรต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของฝ่ายนักศึกษา นักศึกษากลุ่มแรกสำคัญในฐานะตัวเชื่อมให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ใช้แรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน และนักศึกษาทั่วไป ขณะที่นักศึกษากลุ่มหลังสำคัญในแง่ทำให้การผลักดันกฎหมายประกันสังคมเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยรัฐสภาในเวลานั้น

 

การต่อสู้อย่างอิสระและไม่ท้อถอยของผู้ใช้แรงงานเป็นเหตุผลสำคัญในการได้มาซึ่งกฎหมายประกันสังคม แต่การสนับสนุนจากกลุ่มพลังอื่นก็มีความสำคัญไม่น้อย ในกรณีกฎหมายประกันสังคมนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนงาน องค์กรพัฒนาเอกชน และนิสิตนักศึกษา เป็นแรงผลักดันอีกข้อที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องโดยตรงต่อกระบวนการผลักดันกฎหมายฉบับนี้

 

พลังนักศึกษานั้นอ่อนแอด้านการจัดตั้งจนปราศจากพลังทางจำนวน จึงไม่มีทางเป็นแรงสนับสนุนขั้นชี้ขาดให้คนงานได้ในการต่อสู้ในโรงงานหรือการชุมนุมบนท้องถนน ความสำคัญของนักศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวในกรณีต่างๆ แต่นักศึกษาสำคัญเพราะนักศึกษาเป็นพลังกลุ่มหนึ่งที่มีศักยภาพจะยกระดับข้อเรียกร้องของคนงานให้เป็นส่วนหนึ่งของญัตติสาธารณะ หรือพูดอีกอย่างคือสำคัญเพราะนักศึกษาสามารถทำให้ประเด็นคนงานไม่ได้จำกัดแต่ในโรงงาน แต่เป็นประเด็นทางการเมืองของสังคม

 

ในแง่ยุทธศาสตร์แล้ว บทเรียนจากการผลักดันกฎหมายประกันสังคมแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างคนงานกับคนกลุ่มอื่นในสังคมเป็นเรื่องใหญ่ เพราะกลไกแบบนี้ทำหน้าที่สร้างความรู้สึกร่วมแก่คนในสังคมว่าการต่อสู้ของคนงานคือการต่อสู้เพื่อคนในสังคมทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีการสร้างเครือข่ายหรือกลไกเพื่อให้เกิดความร่วมมือลักษณะนี้ แต่ความร่วมมือนี้ต้องดำเนินไปในทิศทางที่มีวาระหรือความต้องการของคนงานเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ให้พลังกลุ่มอื่นครอบงำคนงาน แล้วอาศัยพลังคนงานไปเป็นแค่มวลชนสนับสนุนการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายตนเอง

 

ปัญหาข้อเดียวของยุทธศาสตร์นี้คือไม่มีใครให้หลักประกันได้ว่านิสิตนักศึกษาจะสนใจปัญหาผู้ใช้แรงงานอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเมื่อคำนึงถึงปัจจัยทางชนชั้น ก็จะยิ่งเห็นว่าแทบเป็นเรื่องเหลวไหลที่จะคาดหวังให้ปัญญาชนเหลียวมองคนในสังกัดวรรณะที่เป็นอื่นด้วยสายตาแบบนี้ หนทางเดียวที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้จึงขึ้นอยู่กับฝ่ายคนงานเองที่จะรักษาขบวนการแรงงานให้อยู่ในสถานภาพที่พลังฝ่ายอื่นจะยอมรับได้มากที่สุด นั่นก็คือการธำรงสถานภาพของขบวนการแรงงานในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนของคนทั้งหมดในสังคม

 

 

 

 

เชิงอรรถ

 

[1] เสน่ห์ จามริก, "การเมืองไทยกับการปฏิวัติเดือนตุลาคม" ใน ปัญหาและอนาคตของเมืองไทย (กรุงเทพ : สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2519)

[2] ชินทัศน์, "วิญญาณที่ขาดหาย ทัศนะด้านเดียวเกี่ยวกับปัญญาชนไทยผู้คิดว่าตัวเองกำลังแสวงหา" ใน บัณฑิตย์ ธรรมตรีรัตน์ (บรรณาธิการ) คลื่นแห่งทศวรรษ : รวมทัศนะ ความคำนึง และจินตนาการของนักวิชาการ นักการเมืองและนักเขียนร่วมสมัย (กรุงเทพ : โรงพิมพ์เอดิสันเพรส, 2526), 195-208 ; เกษียร เตชะพีระ, "เส้นทางความคิดของขบวนการนักศึกษาไทยในรอบทศวรรษ 14 ตุลาฯ : การปฏิวัติกระบวนทัศน์ 2 ครั้ง", วารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง 3 (มกราคม-มีนาคม 2527) , 41-55 ; ประจักษ์ ก้องกีรติ , และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลา (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548)

[3] หมายถึงนิตยสารปริทัศน์สารและปาจารยสารยุคที่มีสมชาย สุวรรณศรี เป็นบรรณาธิการ

[4] ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์. "คิดนอกกรอบ : วิวาทะว่าด้วยบทบาทของขบวนการนักศึกษาไทย," ประชาภิวัตน์ :บทเรียน 25 ปี 14 ตุลา (กรุงเทพ : โครงการวิถีทรรศน์, 2541) ; นพพล อาชามาส, 15 ปี พฤษภา : สนนท.และขบวนนักศึกษา (ถ้ามี) หากเราจะยังแสวงหากันต่อไป? จาก http://www.prachatai.com/05web/th/home/8141

[5] จดหมายข่าวสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับสู่ทศวรรษใหม่แห่งการเติบโตของภูมิภาคในประเทศไทย 11 : 2-3 (พฤศจิกายน 2531- เมษายน 2532)

[6] สัมภาษณ์ พฤกษ์ เถาถวิล, 16 เมษายน 2551

[7] บารมี ชัยรัตน์ , "หยุดเพลงรัก พักเพลงรบ จบเพลงยุทธ" : "ปุ๋ย" ในความทรงจำของพี่ชาย

จาก http://www.prachatai.com/05web/th/home/12192

[8] สัมภาษณ์ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี รองเลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2529, 10 เมษายน 2551

[9] สัมภาษณ์ อภิชาติ ขำเดช เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2530, 15 เมษายน 2551

[10] สมยศ พฤกษาเกษมสุข, "บันทึกความปวดร้าวของประวัติศาสตร์คนงานไทย : บทอวสาน," แรงงานปริทัศน์

[11] นภาพร อติวานิชยพงศ์, "สรุปบทเรียนการต่อสู้คนงานสามัคคีศรีเก้าการทอ," แรงงานปริทัศน์ 1, กันยายน 2530, หน้า 17 .

[12] นิคม จันทรวิทุร, กฎหมายประกันสังคม ฉบับประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์หอรัตนชัยการพิมพ์, 2533

[13] "กรรมกรเร่งรัฐฯ จัดประกันสังคม," จดหมายข่าวสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย,

 กุมภาพันธ์ 2531, หน้า 2.

[14] สัมภาษณ์ บัณฑิต แป้นวิเศษ, 3 เมษายน 2551

[15] จะเด็จ เชาวน์วิไล , "บทความรำลึกถึงปุ๋ย นันทโชติ ชัยรัตน์," จาก http://www.prachatai.com/05web/th/home/12103

[16] สัมภาษณ์ จรัล ดิษฐาอภิชัย และเทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ, มีนาคม 2551

[17] สมหมาย ปาริจฉัตต์, "โฉมใหม่วุฒิสมาชิก ให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเถอะน่า" มติชน 8 กรกฎาคม 2533 พูดถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "การประลองกำลังรัฐบาลของวุฒิสมาชิกบางสาย ที่ยังขุ่นข้องหมองใจแทนนายที่บาดเจ็บทางการเมืองไปเมื่อเร็วๆ นี้" นายในที่นี้หมายถึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เพิ่งลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก่อนนั้นไม่นาน

[18]  แนวหน้า, 7 กรกฎาคม 2533

[19] สยามรัฐ, 9 กรกฎาคม 2533

[20] ไทยรัฐ, 9 กรกฎาคม 2533

[21] มติชน, 8 กรกฎาคม 2533

[22] มติชน, 9 กรกฎาคม 2533

[23]  มติชน, 8 กรกฎาคม 2533

[24]  มติชน, 9 กรกฎาคม 2533




http://www.prachatai.com/05web/th/home/16672

โดย : ประชาไท   วันที่ : 30/4/2552


Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.