วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551

เครือข่ายทิเบตเสรีนัดรวมตัว19 เม.ย. หน้ายูเอ็น




เครือข่ายทิเบตเสรีนัดรวมตัว19 เม.ย. หน้ายูเอ็น







เครือข่ายทิเบตเสรี ร่วมกับศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (ศยป) คณะกรรมการประสานงานองค์การพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) คณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย กลุ่มสังคมวิจารณ์ จุฬาฯ กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มจัดตั้งชมรมนักสิทธิมนุษยชนรุ่นใหม่แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตรียมร่วมเรียกร้องความจริงใจจากรัฐบาลจีน เพื่อการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนประเด็นต่างๆ ในพิธีวิ่งคบเพลิงโอลิมปิค 19 เม.ย. ตั้งแต่ 15.00 น. ณ อาคารสหประชาชาติ (UN) กรุงเทพมหานคร

จากที่วานนี้ (17 เม.ย.) เครือข่ายทิเบตเสรีนัดประชุมกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน เกี่ยวกับการวางแผนการประทวงวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกจีนที่จะวิ่งผ่านประเทศไทยในวันที่ 19 เม.ย.นี้ วงประชุมที่สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน ( สนค.) เริ่มตั้งแต่งเวลา 19.00 จนถึงเวลา 22.00 น.โดยไม่เปิดให้มีนักข่าวรอสังเกตการณ์อยู่ด้านนอก

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ผู้ประสานงานเครือข่ายทิเบตเสรี เผยว่าไฮไลต์ของการร่วมกันประท้วงการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกที่จะผ่านกรุงเทพฯ ในวันที่ 19 เม.ย.นี้ ผู้ร่วมชุมนุมอย่างน้อย 100 คน จะมีการแขวนป้ายรายชื่อชาวทิเบตที่ถูกทางการจีนจับกุมและใช้กำลังปราบปรามด้วยความรุนแรง ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุม และจะให้ผู้ชุมนุม 1 คน แขวนป้ายชื่อชาวทิเบต 1 ชื่อ เพื่อแสดงถึงการเป็นตัวแทนของชาวทิเบตที่ถูกกระทำความรุนแรงเหล่านั้น

ทั้งนี้เครือข่ายทิเบตเสรีได้ข้อมูลจากธรรมศาลา อันเป็นที่ลี้ภัยขององค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบตและจากชาวทิเบตจำนวนมากว่า มีผู้ถูกคุมขังจากเหตุการณ์ดังกล่าว 2,300 คน โดยล่าสุดทางเครือข่ายทิเบตเสรีได้รายชื่อมาแล้ว 324 คน



อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ต่างความคิดว่า โอลิมปิก คือกีฬาแห่งสันติภาพของมนุษยชาติ แต่จีนเป็นประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นการกดขี่ชนชั้นแรงงาน การปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน การใช้ความรุนแรงปราบปรามฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ไปจนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทิเบต และการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการในประเทศซูดาน ดังนั้นจึงอยากรวมพลังนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกันเรียกร้องความจริงใจจากรัฐบาลจีน เพื่อการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนประเด็นต่างๆ ในพิธีวิ่งคบเพลิงโอลิมปิก2008 และพัฒนาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ รวมทั้งยุติการสนับสนุนประเทศที่มีรัฐบาลเป็นเผด็จการหลังจากนี้



ด้านนายจารุวัตน์ เกยูรวรรณ์ ผู้เข้าร่วมประชุมจากโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ต้องยอมรับความจริงที่ว่าการชุมนุมไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงภายในประเทศอื่นๆ ได้ เว้นแต่ประชาชนในประเทศนั้นๆ จะลุกขึ้นมาเอง หรืออาจใช้กำลังทหารอย่างเช่นในกรณีของอีรัก แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง



การชุมนุมในวันที่ 19 เม.ย.นี้ อย่างน้อยน่าจะให้ผลใน 2 เรื่อง คือ 1.ทำให้คนทิเบตที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชน ไม่รู้สึกถูกโดดเดียว ถือเป็นการให้กำลังใจ และเป็นการช่วยเผยแพร่ข้อมูลเพื่อโน้มน้าวให้คนจีนบางส่วนที่ไม่พอใจการกระทำของรัฐบาลจีน รวมทั้งที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงของความรุนแรงที่เกิดขึ้นให้เข้าใจและออกมาร่วมผลัดดันเสรีภาพในทิเบต หรือร่วมคัดค้านการกดขี่อันไม่ชอบธรรมของรัฐบาลจีนได้ในระยะยาวต่อไปได้



2.สำหรับสังคมไทยจะเป็นการสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน เพื่อให้คนไทยได้คิด ถกเถียง เปิดพื้นที่ในประเด็นสิทธิมนุษยชนกันเพิ่มมากขึ้น และหากไม่สามารถพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนในไทยได้ก็ต้องถือว่ามาตรฐานสิทธิมนุษยชนของไทยนั้นต่ำมาก



“การที่องค์กรนักเคลื่อนไหว และคนไทย ออกมาสนับสนุนเรื่องสิทธิเสรีภาพของประเทศอื่นๆ ได้ ก็จะนำไปสู้การเคลื่อนไหวในประเทศของเราเองในอนาคตด้วย” นายจารุวัตน์กล่าว









--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท วันที่ : 18/4/2551

http://www.leeladin.com/product.html

“ลีลาดิน”... ศิลปะในสวนสวย โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 เมษายน 2551 10:43 น.

“ลีลาดิน”... ศิลปะในสวนสวย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 เมษายน 2551 10:43 น.


เสน่ห์อย่างหนึ่งของการจัดสวนในยุคนี้คือ กระถางต้นไม้ ที่มีความสำคัญมากกว่าการเป็นภาชนะเพื่อใช้ปลูกต้นไม้เท่านั้น เพราะกระถางกลายมาเป็นงานศิลปะที่จะช่วยแต่งแต้มความงดงาม เพิ่มอารมณ์ให้กับมุมสวนสวยให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

เวลาจะหาซื้อกระถางสักใบ เราคงเดินไปเลือกซื้อได้ตามร้านขายต้นไม้ทั่วไป เลือกหยิบใบที่ถูกใจหรือเหมาะสมกับการใช้งานก็พอแล้ว แต่ตอนนี้มีกระถางที่มีชื่อให้เรียกขานกันแล้ว

“ลีลาดิน” (LEELA DIN) เป็นยี่ห้อของกระถางรายใหม่ของคนไทยที่เพิ่งจะเปิดตัว หลังจากที่เน้นทำส่งออกไปย่านเอเชียและยุโรปมาหลายปีแล้ว รูปแบบของกระถางสามารถรังสรรค์งานศิลปะอันอ่อนช้อยให้ภายในสวนดูดีขึ้นมา

ความงดงามของลีลาดินมาจากฝีมือของช่างปั้นที่ถ่ายทอดอารมณ์และประสบการณ์ผ่าน 2 มือที่เชี่ยวชาญ จากก้อนดินธรรมดาสู่งานศิลปะที่มีพื้นผิวไม่เรียบเลื่อนแต่กลับกลมกลืนกับธรรมชาติ

งานกระถางทุกชิ้นของลีลาดินปั้นด้วยมือโดยไม่ใช้แม่พิมพ์ แต่กระถางทุกใบก็มีขนาดใกล้เคียงกันมากที่สุด รูปทรงหลากหลายแล้วแต่จินตนาการของช่างปั้นจะพาไป มีให้เลือกตั้งแต่ใบเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่สุดคือ 2 ฟุต นอกจากนี้ ยังรับทำรูปทรงพิเศษสำหรับคนรักสวนที่ต้องการสร้างคอลเลกชันส่วนตัวไม่ซ้ำแบบใครอีกด้วย

ลวดลายที่ปรากฏบนกระถางเป็นงานศิลปะหนึ่งเดียวในโลก ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ เพราะทุกชิ้นเกิดจากการนำเศษวัสดุธรรมชาติที่เหลือใช้ประกอบกับภูมิปัญญาไทย จะได้เป็นสีสันตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งสีเคมี

เศษดิน ทรายสีขาวเหล่านี้ เมื่อนำมาเคลือบบนพื้นผิวของกระถางก่อนที่จะนำไปเผาด้วยอุณหภูมิสูงถึง 1,200 องศาเซลเซียส (เท่ากับการเผาเซรามิก) จะทำให้เนื้อกระถางแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน เศษดินและทรายที่เคลือบนั้น จะถูกหลอมละลายให้กลายเป็นสีเขียว เทา หรือน้ำตาล ออกมาเป็นลวดลายแปลกตา ทั้งภาพภูเขา ต้นไม้ แม่น้ำ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว

สนนราคาของกระถางลีลาดินเริ่มตั้งแต่ 300 บาทไปจนถึงเรือนพันบาท ใครสนใจอยากจะไปเลือกซื้อหา ไปได้ที่งาน BIG&BIH ในวันที่ 17 – 22 เมษายนนี้ ที่บูท Z64 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี หรือ WWW.LEELADIN.COM




































































“ลีลาดิน”... ศิลปะในสวนสวย
คำอ้อนวอนสุดขอบฟ้า ผ่านหนังสั้น หาดทราย สายลม...และฝนริน
แป้งร่ำ น้ำอบไทย-ชุดผ้าไหว้ ในวันสงกรานต์
ฮวงจุ้ยห้องนอน เพื่อการนอนหลับฝันดี
เจาะชีวิต คนปั้นครุฑ







5 อันดับข่าวยอดนิยมของหมวด


25 ปี Four Seasons Hotels บริการเหนือกาลเวลา
อยู่กับยาย ... มาตั้งแต่เล็ก
“ลีลาดิน”... ศิลปะในสวนสวย
"รศ.ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข" รวมก๊วนเพื่อนซี้ไปชาร์จแบตที่เทือกเขาแอลป์
"ดอกลำดวน 5 แผ่นดิน" ม.จ.อรอำไพ (โกมารกุล ณ นคร)เกษมสันต์































































หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการรายสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | ธุรกิจ | หุ้น | SMEs | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Metro Life | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Public Law | Mars Magazine | Dajiahao | ThaidayEvent | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | โฆษณาบนเว็บ

All site contents copyright ©1999-2008 Thaiday Dot Com Co., Ltd.

ตะลึงชาวเว็บแห่โพสต์เรื่องกามวิปริต — อาจารย์มหิดลเผยนักท่องเน็ตแห่โพสต์-อ่านเรื่องลามกวิปริต พบเว็บเดียวมีกว่า 2 แสนเรื่อง

ตะลึงชาวเว็บแห่โพสต์เรื่องกามวิปริต

โพสต์ทูเดย์ — อาจารย์มหิดลเผยนักท่องเน็ตแห่โพสต์-อ่านเรื่องลามกวิปริต พบเว็บเดียวมีกว่า 2 แสนเรื่อง

นายอิทธิพล ปรีติประสงค์ อาจารย์สถาบันแห่งชาติเพื่อ การพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการจัดเวทีประเมินสถานการณ์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในสังคมไทย พบว่าเว็บไซต์เผยแพร่เรื่องลามกและเขียนบรรยายการมีเพศสัมพันธ์เป็นอีกเว็บหนึ่งที่ได้รับความนิยมเข้าไปชมจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ต


ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเว็บไซต์เผยแพร่และเปิดให้มีการเข้ามาโพสต์เรื่องลามกแห่งหนึ่ง พบว่า มีการแบ่งกลุ่มเรื่องลามกตามเพศสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ ซึ่งบางกลุ่มเป็นเรื่องวิปริตที่สังคมไม่ให้การ ยอมรับ เช่น เซ็กซ์กับสัตว์ เซ็กซ์แบบข่มขืน เซ็กซ์กับครอบครัวเดียวกัน เซ็กซ์แบบทาส โดยพบว่าในเว็บดังกล่าวมีเรื่องลามกมากกว่า 2 แสนเรื่อง


นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการอ่านเรื่องต้องสมัครสมาชิกในอัตราตั้งแต่ 375-1,395 บาท เพื่อแลกสิทธิเข้าชมตั้งแต่ 1-6 เดือน รวมทั้งยังเปิดให้ซื้อสิทธิเข้าอ่านเรื่องผ่านการ ส่งเอสเอ็มเอสในอัตราเรื่องละ 50 บาท รวมทั้งโฆษณาเชิญชวนให้ ผู้เข้าชมเขียนเล่าเรื่องเพศสัมพันธ์ของตัวเอง เพื่อแลกกับสิทธิสมาชิกเป็นเวลา 1 เดือน


ด้าน ผศ.อรรยา สิงห์สงบ คณบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า เว็บไซต์ที่เผย แพร่เรื่องเล่าลามก น่าจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นการเผยแพร่เรื่องลามกอนาจารบน อินเทอร์เน็ตที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย


ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันการพัฒนาของเทคโนโลยีได้ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนบทบาทมาเป็น ผู้สร้างเนื้อหาเผยแพร่มากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีเว็บบล็อก ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างพื้นที่ส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต ขณะที่จากสถิติพบว่าเด็กอายุ 6-14 ปี ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุด


ผศ.อรรยา กล่าวว่า ขณะนี้การควบคุมเนื้อหาและพฤติกรรม ไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ตมักใช้วิธีการปิดกั้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการ แก้ปัญหาปลายเหตุ ขณะที่การปลูกฝังจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตยังมีน้อย ทำให้การแก้ไขปัญหาสื่อ ที่ไม่ปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตยัง เป็นไปได้ยาก


นายเอกพล สามัตถิยดีกุล เลขาธิการสมาคมการค้านักธุรกิจ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย กล่าวว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ต้องร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบแก้ไขปัญหาสื่อไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ต โดย ไอซีทีต้องดูแลระบบให้ปิดกั้นสื่อ ไม่เหมาะสมและค้นหาตัวผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ วธ.ต้องปลูกฝังจริยธรรมการใช้อินเทอร์เน็ตให้กับประชาชน

อัยการกับผลประโยชน์ทับซ้อน

บทความวันนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงตรงไปที่สำนักงานอัยการสูงสุดหรืออัยการสูงสุด หรือพนักงานอัยการท่านหนึ่งท่านใดโดยเฉพาะ แต่หมายจะกล่าวในภาพรวมเพื่อพิทักษ์รักษาความอิสระ ความเป็นกลาง ความน่าเชื่อถือศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันอัยการที่บรรพชนของอัยการได้สั่งสมมาเป็นเวลานับศตวรรษแล้ว

ที่ต้องกล่าวเรื่องนี้ก็เพราะคนจำนวนหนึ่งมองว่าภาพลักษณ์ของอัยการในวันนี้เสื่อมทรุดเน่าเฟะจนกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนอย่างรุนแรงว่าจะเป็นหลักของกระบวนการยุติธรรมได้แค่ไหนเพียงใด

อย่าได้คิดอย่าได้เข้าใจว่าไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ และควรจะได้ตระหนักว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับอัยการในขณะนี้อยู่ในสายตาจับจ้องของประชาชนอย่างใกล้ชิด ด้วยความหวาดหวั่น ด้วยความวิตก ด้วยความกลัว ด้วยความสิ้นหวัง และบ้างก็ด้วยความหวังว่าจะฟื้นคืนดีได้อีกครั้งหนึ่ง

ด้วยหวังว่าพนักงานอัยการทั่วประเทศจะได้พร้อมเพรียงน้ำใจกันลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง กับความเสื่อมเสียเน่าเฟะที่กำลังกัดกร่อนสถาบันอัยการอย่างร้ายกาจอยู่ในขณะนี้ แล้วกอบกู้ฟื้นฟูสถาบันนี้ให้เป็นหลักชัยแห่งกระบวนการยุติธรรมสืบไปอีกครั้งหนึ่ง

ก่อนอื่นก็ต้องเตือนใจกันว่าบทบาทของอัยการนั้นคือทนายความแผ่นดิน ไม่ใช่ทนายโจรหรือที่ปรึกษาโจร โดยเฉพาะโจรปล้นชาติปล้นประชาชน

เพราะมุ่งธำรงบทบาทที่ว่านี้บรรพชนของอัยการจึงต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้สถาบันอัยการปลอดจากการครอบงำของฝ่ายการเมือง ทำให้สถาบันอัยการสามารถตั้งตนอยู่ในความเป็นอิสระ มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่นของคนทั้งหลาย

และทำให้กระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองมีความถูกต้องสมบูรณ์ ทำให้ขื่อแปของบ้านเมืองมีความมั่นคงแข็งแรง

แล้วต้องท้วงไว้ด้วยว่ามีภาษิตกฎหมายอยู่บทหนึ่งว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรม ดังนั้นการประพฤติอธรรมหรือในทางที่ไม่ยุติธรรม นอกจากการไม่รักษาขื่อแปบ้านเมือง ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสัตย์สุจริต หรือรับสินบาทคาดสินบนแล้ว ยังรวมไปถึงการทำให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นอัยการล่าช้า ไม่ทันการ และเกิดความเสียหายขึ้นด้วย

ภาพลักษณ์ที่แท้จริงของอัยการโดยรวมในขณะนี้เป็นอย่างไรกันเล่า? ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเพราะกลัวว่าจะถูกกล่าวหาฟ้องร้อง ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น มีวิธีที่จะกล่าวถึงได้และต้องเชื่อมั่นด้วยว่าพนักงานอัยการส่วนใหญ่เกือบทั้งประเทศนั้นเป็นผู้มีน้ำใจเป็นธรรม

เป็นผู้ที่ต้องการพิทักษ์รักษาและฟื้นฟูเกียรติภูมิของสถาบันอัยการให้เป็นหลักชัยแห่งกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับบรรพชนเหมือนกัน

ภาพลักษณ์ของอัยการโดยรวมในวันนี้แสดงออกในรูปแบบสำคัญ 4 รูปแบบคือ

รูปแบบที่หนึ่ง เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่ฝ่ายรัฐบาลเอื้อให้ แต่เป็นการเอื้อเฉพาะบุคคล และเป็นผลประโยชน์เฉพาะบุคคลบางตำแหน่งเท่านั้น เช่น การได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือในองค์กรของรัฐ หรือในคณะกรรมการบางคณะ ซึ่งมีผลประโยชน์ตอบแทนและบางทีก็อาจมีผลประโยชน์นอกรูปแบบแฝงฝังอยู่ด้วย

ดังเช่นการที่อัยการสูงสุดซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายอัยการได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในการท่าอากาศยาน และในที่สุดก็ถูกกล่าวหาและถูกสอบสวนโดย คตส. ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์

หรือการที่อัยการสูงสุดได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลให้เป็นกรรมการในบริษัทการบินไทยซึ่งมีผลประโยชน์เฉพาะตัวเป็นจำนวนมาก

ประโยชน์ลักษณะนี้ย่อมทับซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของสถาบันอัยการ ที่จะต้องมีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลาง ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

เพราะเมื่อเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เช่นนี้แล้วก็ย่อมเสี่ยงผิดเสี่ยงถูกได้ และย่อมเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ ตลอดจนเครือข่ายของสถาบันอัยการโดยไม่ต้องสงสัย

วันนี้จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องหรือไม่กับผลประโยชน์ทับซ้อนดังกล่าว ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการทั้งประเทศที่จะต้องดูแลตรวจสอบกันเองอย่างเข้มข้น

รูปแบบที่สอง ปรากฏการณ์ความขัดแย้งระหว่าง คตส. กับอัยการ ที่คดีแล้วคดีเล่าซึ่ง คตส. ลงมติส่งฟ้อง แต่อัยการเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอบ้าง ต้องสอบสวนเพิ่มเติมบ้าง

เป็นเหตุให้ยื้อกันไปยื้อกันมา ซึ่งเสียเวลาและเกิดความเสียหายขึ้น จนแล้วจนรอดในที่สุดอัยการก็ไม่ฟ้องคดี และทำให้ คตส. ต้องเป็นผู้ฟ้องคดีเอง

มิหนำซ้ำ ยังมีคนมาออกความเห็นให้อัยการเป็นทนายความแก้ต่างให้กับพวกจำเลยซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่เสียอีก ซึ่งแม้ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาลึกของผู้เสนอดังกล่าวนี้ แต่โดยผลก็เห็นแล้วว่าเป็นข้อเสนอที่จะทำให้อัยการเปลี่ยนสภาพจากทนายแผ่นดินเป็นทนายโจร

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเพียงเรื่องเดียวคดีเดียวก็สงสัยหรือกังขาได้โดยยาก แต่หากเกิดขึ้นหลายคดีต่อเนื่องกัน อัยการก็จะหลีกไม่พ้นจากความกังขาและสงสัยดังที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

มิหนำซ้ำ กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งเคยสั่งฟ้องคดีแล้วมาค้างคาอยู่ที่อัยการ และต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนผู้มีอำนาจในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็มีการสั่งคดีให้สอบสวนเพิ่มเติม จนเกิดความสงสัยกันว่าการสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวจะทำให้คดีพลิกกลับได้

ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับอัยการอีก

ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือการที่จู่ๆ กกต. ท่านหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่ากรณีคดีของ กกต. ที่จะส่งฟ้องพรรคการเมืองต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าอัยการไม่ฟ้อง กกต. ก็จะต้องฟ้องเอง

พนักงานอัยการที่มีน้ำใจเป็นธรรมและห่วงใยสถาบันอัยการทั่วประเทศจะรู้สึก และเข้าใจความรู้สึกของประชาชนต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร นี่คือภาระหน้าที่ของพนักงานอัยการทั้งประเทศที่ต้องหาทางแก้ไขแล้ว

รูปแบบที่สาม กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า ซึ่งได้กล่าวมาแต่ต้นแล้วว่าทางกฎหมายถือว่าเป็นความไม่ยุติธรรมนั้นได้เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดกันแน่

คดีจำนวนมากที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาสั่งหรือการสอบสวนเพิ่มเติม โดยที่ไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนว่าจะสิ้นสุดยุติเมื่อใดนั้น ผลที่แท้ก็คือคนผิดยังลอยนวล

ในขณะที่พยานและผู้สุจริตทั้งหลายถูกข่มขู่คุกคามข่มเหงรังแกและถูกล่าดุจดั่งเนื้อที่ถูกหมาป่าไล่ล่าฉะนั้น และในที่สุดก็ย่อมส่งผลให้คดีพลิกผันได้ไม่ใช่หรือ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดเหล่านี้ใครจะต้องรับผิดชอบหากไม่ใช่อัยการ จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ดูดายและเพิกเฉยไม่ได้

จะเป็นคดีอะไรบ้างที่ยังคาราคาซังและอยู่ในสภาพที่ว่านี้ อัยการย่อมรู้ดี ประชาชนก็จับตามองกันอยู่

รูปแบบที่สี่ การตั้งตนหรือแสดงภาพลักษณ์เป็นฝักฝ่ายของผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย แต่กลับปรากฏรูปโฉมให้เห็นเด่นชัดขึ้นทุกวันในปัจจุบันนี้

อันเดิมทีนั้นอัยการเป็นหน่วยงานระดับกรมอยู่ในกระทรวงมหาดไทย แต่บรรพชนของอัยการตระหนักดีว่าการเป็นหน่วยงานระดับกรมอยู่ภายใต้นักการเมืองอย่างนี้ยากที่จะดำรงความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และพิทักษ์รักษาความยุติธรรมเอาไว้ได้

ดังนั้นบรรพชนอัยการคนแล้วคนเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า จึงดิ้นรนต่อสู้จนเป็นผลให้มีการแยกกรมอัยการออกมาจากกระทรวงมหาดไทย และพัฒนามาโดยลำดับ จนมาเป็นสำนักงานอัยการสูงสุดดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

จึงย่อมเป็นที่หวังและตั้งความปรารถนาร่วมกันของผู้คนทั้งที่เป็นอัยการก็ดี ทั้งที่เป็นภาคประชาชนก็ดี ว่าเมื่อบัดนี้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นอิสระและปลอดจากการครอบงำจากนักการเมืองแล้ว ย่อมเป็นสถาบันความยุติธรรมที่ประชาชนหวังพึ่งพาอาศัยได้เป็นแน่แท้

แต่ความหวังของประชาชนและอัยการด้วยกันเองจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าหากกระบวนการหรือผลประโยชน์ทับซ้อนยังเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในระดับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุด

ไม่มีวันที่เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของผู้ที่หรือสถาบันที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้จะได้รับการเคารพนับถือเหมือนกับผู้ที่หรือสถาบันที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

สถาบันศาล ป.ป.ช. ไม่สามารถไปดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจหรือรับผลประโยชน์อย่างอื่นได้ แล้วทำไมเมื่อสถาบันอัยการต้องการมีศักดิ์และศรีในระดับเดียวกันจึงไม่ประพฤติปฏิบัติในบรรทัดฐานเดียวกัน?

กลับไปข้องแวะและรับเอาซึ่งผลประโยชน์ ซึ่งก็เป็นแค่ผลประโยชน์เฉพาะคนเฉพาะตำแหน่ง แต่กลับแผ่เครือข่ายครอบงำไปถึงระดับล่าง จนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์ดังที่เห็นๆ กันอยู่

ดังนั้นลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อนจึงไม่เพียงแต่เป็นอันตรายเฉพาะตน ของบุคคลที่อาจต้องเสี่ยงผิดเสี่ยงถูกและเสี่ยงต่อการตกเป็นจำเลยในคดีความต่างๆ เท่านั้น

หากยังเป็นอันตรายต่อสถาบันอัยการและต่อพนักงานอัยการทั่วทั้งประเทศอย่างรุนแรงด้วย
เพราะในปัญหาภาพลักษณ์และความศรัทธาเชื่อถือนั้นย่อมกระทบในเชิงสถาบัน
เพราะปัญหาความเป็นอิสระที่แท้จริงหรือแอบแฝงผลประโยชน์ย่อมกระทบในเชิงสถาบัน
และผลจากการปฏิบัติที่เป็นจริงก็เห็นกันชัดๆ ขึ้นทุกวันแล้วว่ากระทบในเชิงสถาบัน

ที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการทั้งประเทศที่ต้องเร่งกอบกู้ฟื้นฟูศักดิ์ศรีและภาพลักษณ์ของสถาบันอัยการ อย่าให้ถูกตำหนิติเตียนหรือถูกเพ่งเล็งหรือติฉินนินทาว่าไม่ใช่ทนายความแผ่นดินเป็นอันขาด

เพราะถ้าเมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกดังกล่าวนี้กินใจลึก ฝังซึ้งตรึงใจประชาชนแล้ว ย่อมยากที่จะแก้ไขให้คืนดีได้ อัยการในรุ่นปัจจุบันและอนาคตก็จะมีตราบาปติดตัวโดยไม่เป็นธรรมกับท่านเหล่านั้น

เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลจากคนที่มีตำแหน่งสูงที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเลย แต่กลับต้องแบกของเน่าของเสียเทินไว้บนหัวตลอดกาล

จึงถึงเวลาที่ต้องช่วยกันกอบกู้ฟื้นฟูสถาบันอัยการให้ดำรงคงความเป็นอิสระ เป็นกลาง เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่จะเป็นหลักชัยสำคัญของกระบวนการยุติธรรมของประเทศแล้ว.

เครือข่ายทิเบตเสรีพร้อมชุมนุมประท้วงจีนระหว่างการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกในประเทศไทยวันที่ 19 เม.ย.นี้

จำนวนคนอ่านล่าสุด 571 คน วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6350 ข่าวสดรายวัน


ฮึ่มประท้วงแน่ วิ่งไฟโอลิมปิก

เครือทิเบตในไทย ตร.ขู่จับ-ถอนวีซ่า



เครือข่ายทิเบตเสรีพร้อมชุมนุมประท้วงจีนระหว่างการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกในประเทศไทยวันที่ 19 เม.ย.นี้ เผยไฮไลต์จะแขวนป้ายรายชื่อชาวทิเบตที่ถูกทางการจีนจับกุมในช่วงเหตุการณ์สลายม็อบ ได้รายชื่อมาแล้ว 324 คน โดยแต่ละคนจะแขวนป้าย 1 รายชื่อ ด้านตำรวจสั่งบช.น.-สันติบาล-จราจรดูแลเข้มตลอดเส้นทาง ขู่จับกุมดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดถ้าหากขัดขวางขบวนวิ่งคบเพลิง ถ้าหากเป็นชาวต่างชาติก็เพิกถอนวีซ่า

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ผู้ประสานงานเครือข่ายทิเบตเสรี กล่าวว่า เครือข่ายทิเบตเสรี ร่วมกับโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย กลุ่มสังคมวิจารณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน กลุ่มศึกษาสังคมประชาธิป ไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตยจะร่วมกันประท้วงการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกที่จะผ่านกรุงเทพฯ ในวันที่ 19 เม.ย. นี้และจะประท้วงวันที่ 19 เม.ย. ในช่วงบ่าย

สำหรับจุดสนใจหรือไฮไลต์ในประท้วงครั้งนี้ นายปกป้องเปิดเผยว่าจะแขวนป้ายประท้วงโดยให้ผู้ชุมนุมแขวนป้ายชื่อของชาวทิเบตที่ถูกคุมขังจากการที่รัฐบาลจีนใช้กำลังสลายประท้วงในทิเบต ซึ่งเครือข่ายทิเบตเสรีได้ข้อมูลจากธรรมศาลา อันเป็นที่ลี้ภัยขององค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบตและชาวทิเบตอีกจำนวนมากว่า มีผู้ถูกคุมขังจากเหตุการณ์ดังกล่าว 2,300 คน ซึ่งทางเครือข่ายทิเบตเสรีได้รายชื่อมาแล้ว 324 คน และจะให้ผู้ชุมนุมแต่ละคนแขวนป้ายชื่อชาวทิเบต 1 คน เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมประท้วงเป็นตัวแทนของชาวทิเบต คาดว่าจะมีผู้มาชุมนุมอย่างน้อย 100 คน ส่วนหนึ่งเป็นนิสิตและนักศึกษาจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์

วันเดียวกัน พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผช.ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกในประเทศไทย วันที่ 19 เม.ย.ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ รรท.ผบ.ตร. มอบหมายให้บช.น.เป็นหน่วยงานหลักในการจัดกำลังดูแลให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และให้บช.ก.จัดกำลังตำรวจคอมมานโดเข้ามาเสริมการปฏิบัติประจำการ ณ ที่ตั้งพร้อมกำลังสนับสนุนสามารถเข้าระงับที่เกิดเหตุได้ทันที สำหรับการสืบสวนหาข่าวความเคลื่อนไหวต่างๆ นั้น พล.ต.อ.พัชรวาท สั่งการให้บช.ส. ประสานการข่าวกับสถานทูตจีนในการสืบสวนถึงกลุ่มบุคคลที่อาจจะขัดขวางก่อความไม่สงบระหว่างการวิ่งคบเพลิง หากพบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นก็จะจับกุมดำเนินคดีทันที หากเป็นชาวต่างชาติจะเพิกถอนสิทธิในการอยู่ประเทศไทย และหากเป็นชาวต่างชาติที่มีสัญชาติไทยก็จะถูกเพิกถอนสัญชาติไทยด้วยเช่นกัน

พล.ต.ท.วัชรพล กล่าวต่อว่า ได้กำชับให้ทุกหน่วยตรึงกำลังทุกจุดอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง เริ่มตั้งแต่วงเวียนโอเดียน เยาวราช เวลา 15.00 น. มุ่งหน้าสนามหลวงเข้าถนนราชดำเนินตลอดเส้นทาง เข้าสู่ถนนศรีอยุธยารอบพระราชวังสวนจิตรลดา กลับเข้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า ระยะทางประมาณ 11 ก.ม. คาดว่าจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง โดยตลอดเส้นทาง จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรและตำรวจสืบสวนทั้งในและนอกเครื่องแบบดูแลอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น เพราะเป็นกิจกรรมระดับโลกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติดังกล่าว

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ บช.น. พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการอำนวยความสะดวกการจราจรในการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกว่าในวันที่ 18 เม.ย. เวลา 10.00 น. ที่ ห้องประชุม บก.02 ตนได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบจราจร ในส่วนของ บก.จร. และสน.ท้องที่ต่างๆ ที่มีการวิ่งผ่านของคบเพลิง ประกอบด้วย สน.พลับพลาไชย พระราชวัง นางเลิ้ง ดุสิต พญาไท เพื่อวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายจราจรให้พร้อมดูแลทุกจุดอย่างทั่วถึง โดยใช้กำลังเฉพาะตำรวจจราจรทั้งหมดรวม 300 นาย ดูแลอำนวยความสะดวกจราจรตลอดเส้นทาง 11 ก.ม. ตั้งแต่แยกโอเดียน จนถึงลานพระราชวังดุสิต

รองผบช.น.กล่าวต่อว่า ในวันดังกล่าวขอแนะนำประชาชนที่จะสัญจรผ่านถนนต่างๆ ตลอดเส้นทางวิ่งหลีกเลี่ยงใช้เส้นทางอื่นแทน จะใช้เวลาประมาณ 2 ช.ม.เศษๆ เริ่ม 15.00 น. ไม่เกิน 19.00 น. ก็จะวิ่งมาถึงจุดพิธีที่ลานพระรูป โดยจะปิดการจราจรเป็นช่วงๆ เมื่อคบเพลิงวิ่งผ่านก็จะเปิดรถเดินต่อ ช่วงหนึ่งๆ ที่ปิดก็ไม่เกิน 20 นาที ส่วนถนนราชดำเนิน จะเปิดรถวิ่งสวนทางฝั่งตรงข้ามด้วย ไม่น่าจะเกิดปัญหา

วันเดียวกัน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ พร้อมด้วย นายอนันต์ ศิริภัสราภรณ์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร รวมทั้งผู้แทนจากผู้สนับสนุนต่าง ๆ และนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกของไทย ได้ร่วมแถลงข่าวการจัดวิ่งไฟคบเพลิงโอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่ห้องประชุมศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ

ภายหลังการแถลงข่าว พล.อ.ยุทธศักดิ์ ระบุว่า เรื่องการประท้วงเพื่อแบ่งแยกทิเบตให้เป็นอิสระจากจีนทีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุโรปนั้น ทางเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ล่าสุดทางตำรวจสันติบาลแจ้งข้อมูลเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นจีโอเข้ามาว่ากลุ่มดังกล่าวจัดทำเสื้อเหลืองสกรีนข้อความ"ฟรีทิเบต"ไว้ ถ้าประท้วงอย่างสงบคงไม่มีปัญหา

ขณะที่ สมรักษ์ คำสิงห์ นักชกเหรียญทองโอลิมปิกที่ซิดนีย์ 2000 ซึ่งจะวิ่งเป็นไม้ที่ 37 บริเวณบริษัทเทเวศ ประกันภัย กล่าวว่า ตนไม่อยากให้ใครก็ตามเอาเรื่องของโอลิมปิกเกมส์มาเป็นข้อต่อรองทางการเมืองและเอาปัญหาในบ้านของเขามาทำให้โอลิมปิกเกมส์วุ่นวาย ตนไม่ได้กังวลกับการประท้วงเลยและหากใครมาป่วนในจุดที่ตนรับผิดชอบ คงได้เห็นดีกัน

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีเครือข่ายทิเบตเสรีจะจัดการประท้วงการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกในวันที่ 19 เม.ย.นี้ว่าไทยอยากจะเห็นการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกในไทยประสบความสำเร็จ ความสำเร็จของจีนจะเป็นความสำเร็จของชาวเอเชียด้วย คณะวิ่งคบเพลิงจากจีน 140 คนจะมากระทรวงการต่างประเทศ โดยกระทรวงจะเลี้ยงอาหารกลางวันในวันที่ 18 เม.ย. ส่วนเรื่องการจลาจลในทิเบต ไทยถือว่าเป็นเรื่องภายในของจีนที่จีนจะจัดการแก้ไขให้เรียบร้อยและย้ำว่าไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียว ตามมติของสหประชาชาติอย่างเข้มงวด "ขอวิงวอนอย่าให้มีการประท้วง แต่ก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะดำเนินการประท้วงได้ แต่จะไม่ยอมให้วิ่งแล้วเอาเครื่องดับเพลิงไปฉีดให้ไฟดับ หรือไปขัดขวางการวิ่งคบเพลิงอย่างเด็ดขาด ประเทศไทยจะต้องมีศักยภาพในการดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการวิ่งคบเพลิง"และว่า ตนให้ความมั่นใจกับ รมว.ต่างประเทศจีนและรองประธานาธิบดีจีนว่าไทยจะดูแลการวิ่งคบเพลิงอย่างดีที่สุดในระหว่างการเยือนจีนในวันที่ 14-15 เม.ย. ที่ผ่านมา

วันเดียวกัน ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เส้นทางวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกก่อนมาถึงไทย ทางการอินเดียระดมกำลังตำรวจกว่า 16,000 นาย ในการคุ้มกันขบวนวิ่งคบเพลิงครั้งนี้ อย่างเข้มงวด เพราะอินเดียเป็นประเทศที่มีชุมชนชาวทิเบตอาศัยอยู่กว่า 1 แสนราย รวมถึงองค์ทะไล ลามะ ผู้นำพลัดถิ่นของทิเบต ทำให้มีการประท้วงในหลายเมืองในอินเดีย โดยที่นครมุมไบ เมืองเศรษฐกิจ ตำรวจจับกุมชาวทิเบตอย่างน้อย 46 ราย ขณะที่ผู้ชุมนุมกลุ่มนี้พยายามจะบุกเข้าไปในสถานกงสุลจีน

ที่กรุงปักกิ่ง นายเจียง หยู โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เปิดแถลงข่าวเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของประเทศต่างๆ เข้าใจถึงกฎระเบียบการคุ้มกันขบวนคบเพลิงโอลิมปิก เพราะต้องเผชิญกับกลุ่มที่พยายามขัดขวาง การทำหน้าที่คุ้มกันของประเทศต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วโลก

ด้าน เฉินหลง หรือ แจ๊กกี้ ชาน ซูเปอร์สตาร์ฮ่องกง ที่อยู่ระหว่างโปรโมตหนังใหม่ที่กรุงปักกิ่ง กล่าวถึงการประท้วงขัดขวางเส้นทางวิ่งคบเพลิงโอลิมปิก ว่า ผู้ที่ก่อการประท้วงไม่ได้มีเหตุผลอะไร แค่อยากจะออกทีวี เพราะรู้ว่าถ้าขัดขวางได้จะได้ออกทีวีไปทั่วโลก สำหรับตน เห็นว่า ไม่ควรเอาเรื่องการเมืองเข้ามาปนเปกับโอลิมปิก และถ้าเจอเหตุ การณ์ขัดขวางอยู่ตรงหน้า จะใช้ท่ากังฟูสั่งสอน

หน้า 1

ถอดรหัสคำพิพากษาศาลฎีกาคดีค่าเงินบาท ย้อนรอยวิกฤต 40 เปิดขบวนการปล้นชาติ ตอนที่ 2 : เปิดบัญชี “ชินวัตร” ก่อนลอยค่าเงิน

ถอดรหัสคำพิพากษาศาลฎีกาคดีค่าเงินบาท ย้อนรอยวิกฤต 40 เปิดขบวนการปล้นชาติ ตอนที่ 2 : เปิดบัญชี “ชินวัตร” ก่อนลอยค่าเงิน

โดย ผู้จัดการรายวัน 18 เมษายน 2551 07:49 น.



ข่าวเชิงวิเคราะห์ โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์


เปิดหลักฐานการเตรียมตัวล่วงหน้าของบริษัทในเครือของครอบครัวชินวัตร พบบัญชีวันปิดงบครึ่งปีก่อนลอยค่าเงินบาท 2 วัน มีสัญญาคุ้มครองความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 2 เท่าตัว ตามด้วยภรรยานักธุรกิจสื่อสารถอนเงินบาทขนไปแลกสิงค์โปร์ให้กลับมาโจมตีค่าเงินบาทตามสัญญา SWAP อีกหลายระลอก

[อ่าน ถอดรหัสคำพิพากษาศาลฎีกาคดีค่าเงินบาท ย้อนรอยวิกฤต 40 เปิดขบวนการปล้นชาติ - ตอนที่ 1 : เวลา 4 ทุ่ม กับคืนที่ทักษิณรู้ข่าวลดค่าเงินบาท]

หลังจากการลอยค่าเงินบาทในปี พ.ศ. 2540 ประชาชนชาวไทยจำนวนมากต้องตกระกำลำบาก ตกงาน ล้มละลาย ล่มจม ทรัพย์สินถูกยึด เจ้าหนี้ที่เคยขอร้องให้ลูกหนี้ก็หันมาอาฆาตลูกหนี้เยี่ยงศัตรู ลามไปจนถึงการฆ่าตัวตายจากปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กิจการสุจริตจำนวนมากที่สร้างมาหลายทศวรรษต้องประสบปัญหาการขาดทุนจนถึงขั้นล่มสลายเพราะไม่สามารถจะรู้ล่วงหน้าถึงการลอยค่าเงินบาทก่อนได้ และไม่สามารถจะทราบล่วงหน้าในการปิดสถาบันการเงินจำนวนมากๆ ได้ ในขณะมีคนบางกลุ่มได้อาศัยการล่วงรู้ข้อมูลลับทางราชการแสวงหาผลกำไรอย่างมหาศาลร่ำรวยบนความเดือดร้อนและคราบน้ำตาของประชาชน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทยเป็นล้นพ้น ที่ทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสแสดงความห่วงใยกับวิกฤตการณ์ปี 2540 เกี่ยวกับนักเก็งกำไรค่าเงินบาทกับระบบค่าเงินบาทเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2541 และวันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม 2542

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยกับระบบการลอยค่าการเงินที่ไร้เสถียรภาพในยุคนั้นว่าคนส่วนใหญ่ล่มจม แต่พวก “หัวใส” ซื้อตุนเงินเหรียญสหรัฐ เพราะทราบว่าจะลอยค่าเงิน ดังปรากฏความตอนหนึ่งในกระแสพระราชดำรัสอย่างชัดเจนในครั้งนั้นว่า :

“เขาพูดกันว่า คนที่เป็นนักธุรกิจส่งนอก บอกว่าเดี๋ยวนี้เงินบาทแข็งเกินไป แต่ก่อนนี้เงินบาทลอยไป ไม่ต้องมีเครื่องบิน ไม่ต้องมีบอลลูนหรอก มันลอยขึ้นไป พวกที่หัวใสในทางเก็งราคา ก็เก็งราคาดอลลาร์ ไปซื้อดอลลาร์ เพราะทราบว่าจะลอย ก็ซื้อดอลลาร์มากมายทีเดียว เมื่อลอยก็ขายได้กำไร ถ้าซื้อล้านบาทก็ได้กำไรกลับคืนมาสองล้านบาทภายในไม่กี่เดือน

ถ้าเงินขึ้นลง บางคนที่ไม่เก่งนักซื้อวัตถุดิบมาในราคาแพง แล้วขายสินค้าของเขาในราคาถูก คนเหล่านั้นก็ล่มจม ส่วนใหญ่ นักธุรกิจธรรมดาๆ ก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะขึ้น เมื่อไหร่จะลง ก็เลยผิดจังหวะ เขาก็ล่มจม ในวงการธุรกิจจึงบอกว่าล่มจม ส่วนผู้ที่เรียกว่าฉลาดหรือหัวใสเก็งราคา คือรู้ว่าเงินมีขึ้นมีลง ก็เล็งเอาตอนที่เหมาะสม ซื้อวัตถุดิบมาในราคาถูก และขายสินค้าในราคาแพง อย่างนี้ควบคุมไม่ได้ ก็ทำให้พวกนี้สบาย”


วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยในปีนั้นทรงพระราชทานคำแปลภาษาอังกฤษจากคำว่า Insider ว่าเป็น “พวกรู้ไส้” ที่ร่ำรวยด้วยการล่วงรู้ข้อมูลและทำกำไรจากค่าเงินบาทภายในไมกี่วัน แต่ทำให้เศรษฐกิจของชาติพัง ดังปรากฎความตอนหนึ่งในกระแสพระราชดำรัสครั้งนั้นว่า :

“พูดมาก่อนนี้แล้ว พูดมาก่อนที่ผู้ที่เป็นตัวละครในการถกเถียงกัน ได้มาอยู่ในตำแหน่งนั้น พูดมานานแล้ว แต่ว่าถ้าเงิน 20 บาท 25 บาทมั่งต่อดอลลาร์ 50 บาทมั่งต่อดอลลาร์ คนที่ ขอใช้คำว่าหัวใส เขารู้ ไปซื้อดอลลาร์ในราคา 25 บาท ไม่กี่วันดอลลาร์ขึ้นเป็น 50 บาท เขาขาย 50 บาทได้กำไร 2 เท่า อย่างนั้นเราเห็นว่าคนได้กำไรเราก็ยินดีด้วย ยินดีด้วยกับเขา ว่าคนไหนรวยก็ดี แต่ที่ไม่ยินดี เพราะว่าคนไหนที่ได้กำไรโดยมีเทคนิคสูงในการแลกเปลี่ยน หรือมีความรู้ รู้ไส้ ฝรั่งเขาเรียกว่าอินไซเดอร์ ถ้าคนไหนรู้ไส้ของเศรษฐกิจชั้นสูงๆอย่างนี้ รวย แต่ว่าคนนั้นรวย ก็อย่างที่ว่า เรายินดีด้วยกับเขา ถ้าเขารวยแล้วใจบุญ แต่ว่าอย่างนี้เศรษฐกิจพัง พังเพราะอย่างนี้ จะไม่พูดว่าอันนี้เป็นทุจริต แต่ว่าได้พูดไปแล้ว”


จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 5730/2550 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2550 ที่ยกฟ้องคดีความที่นายโภคิน พลกุล ในฐานะอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นโจทก์ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้อภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 เรื่องการลดค่าเงินบาท โดยนายสุเทพตั้งข้อสงสัยว่านายโภคินได้นำมติจากที่ประชุมลับเรื่องการลดค่าเงินบาท ไปบอก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ประโยชน์ ย่อมแสดงให้เห็นว่าศาลฎีกาได้พิพากษาการอภิปรายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณในครั้งนั้นมีมูลเพียงพอที่จะตั้งข้อสงสัยเช่นนั้นได้

คำถามที่หลายคนสงสัยในเวลานี้ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับรู้เรื่องของค่าเงินบาทได้อย่างไร, รู้ตั้งแต่เมื่อไร และนายโภคิน พลกุล เป็นสาเหตุแต่เพียงผู้เดียวตามทีนายสุเทพได้เคยตั้งข้อสงสัย ใช่หรือไม่?

ตามคำพิพากษาศาลฎีการะบุความตอนหนึ่งว่า : พันตำรวจโททักษิณซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการค้ารายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างผู้ประกอบธุรกิจการค้าใหญ่รายอื่นที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต่างประสบความเสียหายอย่างรุนแรง ย่อมเป็นมูลเหตุเพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ 1 (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตั้งข้อสงสัยโจทก์ได้

จากการตรวจสอบได้ปรากฏว่า มีคำสัมภาษณ์ของนายนิวัฒน์ บุญทรง ประธานกรรมการสายธุรกิจ มีเดีย บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ในหนังสือผู้จัดการรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 7-13 กรกฎาคม 2540 ระบุให้ความเห็นต่อกรณีการลดค่าเงินบาทความตอนหนึ่งว่า :

“ส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยกับนโยบายครั้งนี้ เพราะจะทำให้เงินบาทมีคาตามความเป็นจริงมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เงินจากต่างประเทศก็จะไหลเข้าประเทศไทยมากขึ้น เห็นได้ชัดจากตลาดหลักทรัพย์ที่ดัชนีพุ่งสูงขึ้นมาก

เห็นด้วยกับการลดค่าเงินบาท เพราะยิ่งช้ายิ่งแย่ ผมคิดว่านักธุรกิจไทยส่วนใหญ่คงเห็นด้วยกับนโยบายนี้ ส่วนผลกระทบกับกลุ่มชินวัตรนั้นมีบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะชินวัตรติดตามสถานการณ์เงินบาทอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเงินกู้ไหนสามารถชำระได้ ก็รีบชำระหรือไม่ก็ทำประกันความเสี่ยงกับสถาบันการเงิน”

และเมื่อตรวจสอบกับงบการเงินของบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันปิดงบครึ่งปีก่อนลอยค่าเงินบาทเพียงแค่ 2 วัน พบข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ประการแรก บริษัทฯ และบริษัทย่อยได้ทำสัญญาซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าและแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย จำนวน 16 ฉบับ เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยจากการชำระเงินกู้ และดอกเบี้ยภายใต้สัญญาเงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนเงิน 264,831,200 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในมูลค่าที่สัญญาไว้เป็นจำนวนเงินรวม 6,775,025,447 บาท ในขณะไตรมาสแรกของปี 2540 ก็ไม่พบหมายเหตุประกอบงบการเงินในลักษณะเดียวกัน

ประการที่สอง บริษัทฯ และบริษัทย่อยได้ทำสัญญาซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจำนวน 6 ฉบับ เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน จากการชำระเงินกู้ภายใต้สัญญาเงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศจำนวน 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในมูลค่าที่สัญญาไว้ ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 15 สิงหาคม 2540 เป็นจำนวนเงินอีก 1,592.96 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาสแรกของปีเดียวกันก็ไม่พบหมายเหตุประกอบงบการเงินในลักษณะดังกล่าว

ประการที่สาม บริษัทฯ และบริษัทย่อยพบว่า มีสินค้าคงเหลือจาก 869,541,000 บาท จากไตรมาสแรกของปี 2540 เพิ่มขึ้นกลายมาเป็น 2,196,940,000 บาท มากกว่าไตรมาสแรกถึง 2.52 เท่าตัว และมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 2.14 เท่า

การแสวงหาผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในช่วงเวลานั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบหากมีความเชื่อหรือรู้ข้อมูลว่าจะต้องลดค่าเงินบาท เช่น การซื้อเงินตราต่างประเทศกักตุนเอาไว้ล่วงหน้า, การทำสัญญา SWAP กับธนาคารแห่งประเทศไทย, การกักตุนสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ, การชำระหนี้ต่างประเทศก่อนกำหนด, การกู้เงินบาทจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไปแลกเงินตราต่างประเทศ, การทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงเงินกู้ต่างประเทศ, การที่ต่างชาติซื้อหุ้นด้วยมาร์จิ้นเทขายหุ้นเพื่อนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการรู้ข้อมูลภายใน การเก็งกำไรค่าเงินบาท และการโจมตีค่าเงินบาท

ซึ่งการแสวงหาผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยเงินตรานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการแสดงงบการเงินของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงยังสามารถทำกันในนามส่วนบุคคลซึ่งไม่สามารถที่จะไปตรวจสอบได้ง่ายนัก โดยเฉพาะการโอนเงินหรือการขนเงินเพื่อแลกเปลี่ยนเงินตราใต้ดินที่เรียกกันว่า “โพยก๊วน”

แต่เนื่องจากในเวลานั้น ฐานะของทุนสำรองระหว่งประเทศ และภาระผูกพันของการทำ SWAP ของแบงก์ชาติ ถือเป็นความลับที่สุด ที่คนไทยทั่วไปไม่มีทางที่จะเข้าถึงข้อมูลได้จึงทำให้การเก็งกำไรทำได้ยาก เช่นเดียวกับยุคในปัจจุบัที่หลายคนเชื่อว่าเงินหยวนของจีนจะแข็งค่าขึ้นในวันหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าจะแข็งค่าอีกเท่าใดและเมื่อใด เช่นเดียวกันกับเงินเหรียญสหรัฐที่หลายคนเชื่อว่าจะอ่อนค่าลงไป แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะอ่อนค่าที่สุดเมื่อใด

ถึงแม้ว่าจากการประเมินฐานะทางเศรษฐกิจก็น่าเชื่อได้ว่า ค่าเงินบาทควรจะอ่อนค่าลงในวันใดวันหนึ่ง แต่การเก็งกำไรจะทำได้ยากขึ้นไปอีกในปี 2540 เมื่อแบงก์ชาติใช้ทุกวิถีทางในการปกป้องค่าเงิน ทั้งการทำ SWAP มาเพื่อเพิ่มทุนสำรองในการต่อสู้กับการโจมตีค่าเงิน จนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้พ่ายแพ้ขาดทุนจากการโจมตีค่าเงินบาทไปถึง 2 ระลอก การที่นักธุรกิจจะรู้ล่วงหน้าว่าค่าเงินบาทจะต้องลดค่าเงินลงในวันใดยิ่งทำได้ยากมากขึ้นเป็นหลายเท่าทวีคูณ เพราะไม่รู้หน้าตักที่แท้จริงของแบงก์ชาติว่าเหลืออยู่อีกเท่าใด

โดยเฉพาะมาตรการ “หักดิบ” ที่แบงก์ชาติได้ออกมาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 เพื่อแยกตลาดเงินบาทในประเทศและนอกประเทศออกจากกัน และห้ามนำเงินบาทออกนอกประเทศโดยเด็ดขาด เพื่อทำให้นักเก็งกำไรต่างชาติที่เป็นคู่สัญญา SWAP ไม่สามารถหาเงินบาทมาคืนแบงก์ชาติตามสัญญาได้ เป็นการสร้างอำนาจต่อรองในยามที่แบงก์ชาติมีทุนสำรองร่อยหรอจนจะไม่สามารถหาเงินเหรียญสหรัฐมาคืนตามสัญญา SWAP ให้สามารถเจรจาผ่อนปรนกับคู่สัญญา SWAP ได้

ดังนั้น ช่วงสุดท้ายของสงครามการปกป้องค่าเงินและการโจมตีค่าเงินก่อนที่จะพ่ายแพ้ จึงน่าจะเกิดขึ้นด้วยการผสมโรงของคนไทยด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนเงินสดที่เป็นเงินบาทไปแลกกับเงินดอลลาร์ที่ชายแดนไทย เพื่อให้นักเก็งกำไรต่างชาตินำเงินบาทไปคืนแบงก์ชาติของไทยตามสัญญา SWAP ได้สำเร็จ

การเก็งกำไรในช่วงเวลานั้นจึงเกิดขึ้นจากคน 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือกลุ่มที่เก็งกำไรจากการตั้งใจร่วมมือกับต่างชาติเพื่อโจมตีถล่มค่าเงินบาท และกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่เก็งกำไรจากการรู้ไส้ค่าเงินบาท

สำหรับกลุ่มที่เก็งกำไรจากการตั้งใจร่วมมือกับต่างชาติเพื่อโจมตีถล่มค่าเงินบาทนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นก่อนปลายเดือนมิถุนายน 2540 ได้ปรากฏคำสัมภาษณ์ของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีพีไอ จำกัด (มหาชน) ที่เคยเปิดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2548 ว่า

“ในปี 2540 นายจอร์จ โซรอส ได้วางแผนโจมตีค่าเงินบาทของไทย โดยนายจอร์จ โซรอส ได้ติดต่อผ่านบริษัทไฟแนนซ์ขนาดใหญ่ เช่น บริษัท โกลด์แมน แซค บริษัท จีอี แคปปิตอล บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ ให้ร่วมกันซื้อขายเงินบาทและดอลลาร์ โดยบริษัทเหล่านี้ได้มาเชิญชวนนายประชัยและนักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศรวมทั้งกลุ่มบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ 2 คน ให้เข้าร่วมกันซื้อ-ขายเงินบาทและดอลลาร์ด้วย

โดยนายจอร์จ โซรอส ต้องการส่วนต่างจากการซื้อขายเงินบาทและดอลลาร์ จำนวน 3 บาท สำหรับนายประชัยกลับคิดว่าการดำเนินการไม่คุ้มกับการทำลายประเทศ ดังนั้นจึงได้ปฏิเสธไม่ร่วมมือด้วย แต่สำหรับกลุ่มบริษัทธุรกิจสื่อสาร 2 คนนั้น ก็ได้ตกลงร่วมทำการซื้อ-ขายเงินบาทและดอลลาร์กับกลุ่มนายจอร์จ โซรอสตั้งแต่ต้นปี 2540 และภรรยาของนักธุรกิจสื่อสารผู้นี้ได้นำเงินบาทซึ่งเป็นเงินสดออกไปประเทศสิงค์โปร์เพื่อไปขายให้ต่างชาติ ให้ต่างชาติมีเงินบาทมาทำการซื้อ-ขายดอลลาร์และโจมตีค่าเงินบาทต่อไป....”

แต่สำหรับ “คนรู้ไส้” ที่ล่วงรู้แนวโน้มการลดค่าเงินบาท ถ้ามีการล่วงรู้ข้อมูลลับทางราชการแล้ว ก็สามารถแบ่งออกเป็นความชัดเจนได้หลายระดับ

ระดับแรก คือการประชุมร่วมกันของผู้บริหารแบงก์ชาติ เมื่อ วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2540 ถือได้ว่ามีความเชื่อมั่นว่าจะต้องมีการลอยค่าเงินบาทอยู่ในระดับหนึ่ง

ระดับที่สอง คือการประชุมร่วมกันของผู้บริหารแบงก์ชาติ กับนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยที่นายทนง พิทยะ ให้เปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 ถือว่ามีความชัดเจนมากขึ้นค่อนข้างแน่นอน

ระดับที่สาม คือการประชุมของผู้ว่าการและรองผู้ว่าการแบงก์ชาติ ร่วมประชุมร่วมกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายโภคิน พลกุล ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 เห็นว่าต้องลอยค่าเงินแน่นอน ถือว่ามีความชัดเจนที่สุด

เพราะเหตุนี้ อัตราในการไหลเงินออกจึงเป็นอัตราเร่งเพิ่มขึ้นทุกวันแบบก้าวกระโดดหลังวันที่ 24 มิถุนายน 2540 โดยมีเงินไหลออกสุทธิเกือบ 5 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์สุดท้ายก่อนลอยค่าเงินบาท และแบงก์ชาติมีการทำสัญญา SWAP กับเอกชนในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ถึง 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในวันเดียวเท่านั้น

ถ้าหากมีการรั่วไหลของข้อมูลไม่ว่าในวันใดระหว่างวันที่ 21 – 30 มิถุนายน 2540 ก็สามารถที่จะทำประโยชน์ที่มีความชัดเจนมากขึ้นทุกวันตามระดับของข้อมูลในแต่ละวันเวลา ซึ่งเรื่องนี้แบงก์ชาติควรจะต้องเปิดเผยข้อมูลให้ปรากฏต่อสาธารณชน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มักจะมีอุปนิสัยที่จะตอบแทนหรือสมนาคุณให้กับคนที่ทุ่มเทหรือทำประโยชน์ให้กับตัวเอง นายโภคิน พลกุล, นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์, นายทนง พิทยะ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่างก็ได้มีตำแหน่งในทางการเมืองและตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลทักษิณอย่างต่อเนื่อง สังคมย่อมเกิดความสงสัยในความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อนลอยค่าเงินบาทครั้งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงได้

อย่างน้อยประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเจ็บปวดจากวิกฤตการณ์ ปี 2540 ก็คงอยากให้คนที่คิดไม่ดีต่อบ้านเมือง ได้ชดใช้ผลแห่งกรรมที่ทำเอาไว้กับประชาชน

อ่านเรื่องเกี่ยวเนื่อง
-ถอดรหัสคำพิพากษาศาลฎีกาคดีค่าเงินบาท ย้อนรอยวิกฤต 40 เปิดขบวนการปล้นชาติ - ตอนที่ 1 : เวลา 4 ทุ่ม กับคืนที่ทักษิณรู้ข่าวลดค่าเงินบาท
-เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาคดีลดค่าเงินบาท(ฉบับเต็ม) ไขความลับดำมืด “ทักษิณ” อินไซด์ข้อมูล สะสมทุนตั้งพรรคกินเมือง??