วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รายงานเสวนา: ความคืบหน้าในการรับรองสัตยาบัน ILO 87 และ 98 มุมมองจากนายจ้าง แรงงาน และรัฐ

รายงานเสวนา: ความคืบหน้าในการรับรองสัตยาบัน ILO 87 และ 98 มุมมองจากนายจ้าง แรงงาน และรัฐ 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 52 ที่ผ่านมา ที่กระทรวงแรงงาน ได้จัดเสวนาว่าด้วยความคืบหน้าในการรับรองสัตยาบันขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 โดยมีตัวแทนจากกระทรวงแรงงาน สภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การลูกจ้างฯ และ ผอ.สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เข้าร่วมงาน

Tim De Meyer ILO Senior Specialist on International Labour Standards กล่าวว่าทาง ILO มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้เป็นสมาชิกขององค์การ และปีนี้ก็ครบรอบ 90 ปี ซึ่งมีน้อยประเทศที่ได้เป็นสมาชิกในรุ่นแรกของ ILO โดยหน้าที่หลักของ ILO จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนให้ข้อแนะนำกับประเทศที่เป็นสมาชิก ซึ่ง ILO ก็ได้เห็นความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกต่างๆ

ทั้งนี้ประเทศไทยเอง ก็เป็นประเทศหนึ่งที่ ILO มีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาและแนะนำทั้งองค์กรนายจ้างและลูกจ้าง และกระทรวงแรงงาน แต่ทั้งนี้ ILO ก็ไม่สามารถตัดสินใจหรือกำหนดให้ประเทศนั้นๆ ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับใดๆ ได้ การเลือกรับหรือไม่รับ เป็นข้อคิดเห็นของประเทศสมาชิกเอง โดยรัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจะต้องเป็นผู้นำหลักที่จะช่วยตัดสินใจร่วมกับองค์กรต่างๆ ที่อยู่ในประเทศ ซึ่งทาง ILO ก็อยากจะเห็นแรงงานได้ทำงานที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรีในการทำงาน และต้องการเห็นความสมดุลของผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการณ์ ให้ความยุติธรรมต่อกัน

 

อนุสัญญาฉบับที่ 87

ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน

ที่ประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งจัดให้มีการประชุมกันขึ้น ณ กรุงซานฟานซิสโก โดยคณะประศาสน์การของสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ เป็นการประชุมสมัยที่ 31 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.1948 ที่ประชุมได้ตกลงกันที่จะรับข้อเสนอในรูปของอนุสัญญา ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ซึ่งบรรจุในวาระที่ 7 ของระเบียบวาระการประชุม ที่ประชุมได้พิจารณาถึงอารัมภบทในธรรมนูญขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่กล่าวถึง "การยอมรับในหลักการของเสรีภาพในการสมาคม" ให้นำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุง สภาพทางด้านแรงงานและในการเสริมสร้างสันติภาพ ที่ประชุมได้พิจารณาถึงประกาศฟิลาเดลเฟีย ซึ่งได้ยืนยันถึง "เสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการสมาคม เป็นสิ่งจำเป็นต่อความก้าวหน้าอันยั่งยืน" ที่ประชุมพิจารณาว่าการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศสมัยที่ 30 นี้ ได้มีมติเอกฉันท์รับหลักการซึ่งควรจะเป็นการวางพื้นฐาน สำหรับข้อบังคับระหว่างประเทศได้พิจารณาเห็นว่า การประชุมใหญ่ของสหประชาชาติในคราวประชุมสมัยที่ 2 ได้ให้ความเห็นชอบกับหลักการเหล่านี้ และได้ร้องขอต่อองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ให้พยายามทุกวิถีทางในการกำหนดอนุสัญญาระหว่างประเทศขึ้น ได้มีมติเห็นชอบกับอนุสัญญาดังต่อไปนี้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ.1948 ซึ่งอาจจะเรียกว่า อนุสัญญาว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน ค.ศ.1948

ทั้งนี้ใจความสำคัญของอนุสัญญานี้คือมีสาระสำคัญ 3 ประการที่เมื่อให้สัตยาบันแล้วจะทำให้กระบวนการสหภาพแรงงานเติบโตอย่างมาก คือ 1. คนงานและนายจ้างสามารถใช้สิทธิในการรวมตัวได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากรัฐ 2. เจ้าหน้าที่รัฐต้องละเว้นการแทรกแซงใดๆ ที่จะจำกัดสิทธิในการดำเนินกิจกรรมขององค์กรของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง 3. องค์กร (สหภาพ) มีเสรีภาพในการเข้าร่วมองค์
กรใดๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเสรี

 

อนุสัญญาฉบับที่ 98

ว่าด้วยการนำเอาสิทธิในการรวมตัวเป็นองค์กรและสิทธิในการเจรจาต่อรองไปปฏิบัติ

ที่ประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้ทำการประชุมที่เจนีวา โดยคณะประศาสน์การของสำนักงานแรงงานระหว่างชาติ ซึ่งนับเป็นการประชุมครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2496

ที่ประชุมได้ตัดสินใจยอมรับข้อเสนอ ที่เกี่ยวกับการนำเอาหลักการของสิทธิในการรวมตัวขององค์กรและสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมไปปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในข้อที่ 4 ของระเบียบวาระการประชุม และที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่าข้อเสนอนี้ควรที่จะออกมาในรูปของอนุสัญญาระหว่างประเทศ อนุสัญญาฉบับนี้จึงได้รับการยอมรับในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2492 ซึ่งอนุสัญญาฉบับนี้ถือว่าเป็นอนุสัญญาเกี่ยวกับสิทธิในการรวมตัวเป็นองค์กร และสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม พ.ศ. 2492

ทั้งนี้ใจความสำคัญของอนุสัญญานี้คือ 1. คุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำใดๆ อันเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยสาเหตุที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน 2. องค์กรลูกจ้างและนายจ้างต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอจากการแทรกแซงระหว่างกัน ทั้งในการก่อตั้ง, การปฏิบัติ, การบริหาร และการมุ่งสนับสนุนการก่อตั้งองค์กรของคนงานให้อยู่ภายใต้การควบคุมของนายจ้าง  3.ส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากกลไกการเจรจาโดยสมัครใจทั้งนายจ้างหรือองค์กรนายจ้างกับองค์กรคนงาน

  อ่านรายละเอียดของอนุสัญญาทั้งสองฉบับ

 

สิริวัน ร่มฉัตรทอง เลขาธิการสภาองค์กรนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่าถ้าพูดถึงอนุสัญญาหลักของ ILO ที่ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันนั้นก็เหลืออยู่ 3 ฉบับ คือ อนุสัญญาที่ 111 อนุสัญญาที่ 87 และอนุสัญญาที่ 98 โดยในทางปฏิบัติ เท่าที่เห็นนั้นเสรีภาพในการสมาคมเราก็มีล้นเหลือ ไม่เช่นนั้นเราก็คงไม่มีองค์กรนายจ้างและองค์กรลูกจ้างหลายองค์กร ซึ่งในทางปฏิบัติเราเป็นอยู่แล้ว ส่วนในเสรีภาพในการเจรจาต่อรองนั้นเราก็มี

ทั้งนี้สิริวันกล่าวว่าตนไม่อาจจะพูดแทนสภาองค์กรนายจ้างได้ทั้งหมด แต่ถ้าถามความพร้อมในการลงนามในอนุสัญญา3 อนุสัญญาหลัก ทางสภาองค์กรนายจ้างเองก็มีความพร้อม ถ้าทางรัฐบาลไม่ขัดข้อง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำอะไร เหรียญก็มีสองด้านเสมอ ด้านบวกก็คือได้ผลประโยชน์ในเรื่องการค้าแน่นอน เพราะหลายๆ ประเทศอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ก็ให้สัตยาบันไปแล้วและก็ได้รับผลประโยชน์ด้านการค้า แต่ขณะเดียวกันต้องฝากให้รัฐบาล ฝั่งองค์การลูกจ้าง และตัวลูกจ้าง ให้รู้ถึงสิทธิในการดำเนินกิจกรรมสหภาพแรงงาน

"ดิฉันเชื่อมั่นว่าระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ตราบใดที่มีการจับเข่าคุยกันเข้าใจกัน เสริมสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี เราจะไม่มีปัญหาเรื่องอนุสัญญา ทั้งนี้รัฐบาลควรมีนโยบายในการส่งเสริมด้านแรงงานสัมพันธ์อย่างเด่นชัด ทั้งองค์การนายจ้างและลูกจ้างต้องรู้หน้าที่และสิทธิของตัวเอง" สิริวันกล่าว

เสน่ห์ หงส์ทอง ผู้ประสานงานภายในประเทศ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย ถามว่าในเรื่องของอนุสัญญาว่าด้วยการเกณฑ์แรงงานบังคับ ฉบับที่ 29 นั้น ที่เกี่ยวกับปัญหาแรงงานข้ามชาติ หรือการรับแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในเมืองไทย ตอนนี้ในช่วงวิกฤตนั้น มีผลกระทบอย่างไรบ้าง?

สิริวัน กล่าวว่า แรงงานเหล่านี้หากอยู่ในระบบก็จะได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็คือมีการลักลอบเข้ามา ซึ่งเมื่อไม่ได้อยู่ในระบบก็ไม่สามารถโทษภาครัฐได้ กลไกการตรวจสอบไม่สามารถทำได้ ก็คงต้องหวังให้ภาคปะชาสังคมช่วยกันดูแล แต่ในกฎหมายถึงแม้ว่าพวกเขาจะเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายพวกเขาก็ต้องมีสิทธิได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ในระบบการค้าเสรีโลกาภิวัตน์นั้นหากมีการเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติในประเทศนั้นๆ ก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ในการปฏิบัติต่อแรงงานในประเทศทั้งหมด ซึ่งเป็นผลเสียโดยรวมต่อการค้า

ชาลี ลอยสูง เลขาธิการสหพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าอนุสัญญา ILO หลัก 3 ฉบับ คือ อนุสัญญาที่ 111 อนุสัญญาที่ 87 และอนุสัญญาที่ 98  ที่ประเทศไทยยังไม่มีการประกาศรับรอง ในส่วนขององค์กรลูกจ้างก็มีการผลักดัน เคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐบาลรับรองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าที่ประชุม ILO ทุกปีเราก็ได้เรียกร้องตลอดเวลา ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าในทางปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้แล้ว แต่ในทางสากลก็จะไม่มีการรับรู้ว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง รวมถึงไม่มีการสอดคล้องกันในทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ 2518 ก็ยังมีการแบ่งแยกในการประกาศใช้กฎหมายกันอยู่ เช่น กฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ 2518 ก็ใช้ในส่วนของลูกจ้างเอกชนเท่านั้น แยกแรงงานภาครัฐวิสาหกิจออกไป ซึ่งเป็นการกีดกันไม่ให้สามารถเข้าไปรวมกลุ่มกันได้ ซึ่งเป็นส่วนที่เห็นได้เด่นชัด

ทั้งนี้ชาลีกล่าวว่าหากรัฐบาลมีความจริงใจจริงๆ ซึ่งเราก็มีรัฐธรรมนูญรองรับอยู่แล้ว ทำไมเราถึงไม่รับรองสัตยาบันของอนุสัญญา ILO ฉบับ 87 และ 98 นี้เสีย ส่วนในเรื่องปัญหาและอุปสรรคที่บอกว่าต้องศึกษาให้ดี และวางกรอบการปฏิบัติเพื่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งก็สามารถทำได้

"แต่วันนี้ผมว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลมากกว่า ที่ไม่อยากไปประกาศรับรอง อนุสัญญา ILO ฉบับ 87 และ 98 หรือแม้กระทั่งฉบับที่ 111 ซึ่งหลายประเทศเป็นสมาชิก ILO ช้ากว่าเราด้วยซ้ำไป แต่ก็ยังมีการรับรองไปแล้ว เขาได้ในเรื่องหลักสากลไปแล้ว และได้รับการยอมรับในเรื่องการค้าขาย" ชาลีกล่าว

สมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความสำคัญของประเทศไทยกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) นั้น ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้ร่วมก่อตั้งองค์กรแห่งนี้ สำหรับปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน นั้นต้องเข้ามาสนับสนุนทั้งองค์กรนายจ้างและองค์กรลูกจ้าง โดยการที่จะให้สัตยาบันต่างๆ กับองค์การแรงงานระหว่างประเทศนั้น กระทรวงแรงงานจะต้องเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้เชื่อมประสานให้เกิดประโยชน์ในส่วนนี้ ซึ่งจะต้องดำเนินการในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือกลั่นกรองการบังคับใช้กฎหมาย การดำเนินการตามกฎหมายหลักของประเทศโดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ในส่วนของอนุสัญญาต่างๆ ที่ประเทศไทยได้ลงนามไปแล้วนั้น ส่วนใหญ่ทั้งภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง มีความพร้อมต่อการรับผิดชอบต่อการนำเอาอนุสัญญานั้นๆ กับลูกจ้าง นายจ้าง และประเทศสมาชิกอื่นๆ แต่ในส่วนของบางอนุสัญญาที่ประเทศไทยยังไม่ได้ให้การรับรองนั้น อย่างเช่นอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 นี้ ที่พูดถึงเสรีภาพในการสมาคม เจรจาและต่อรอง เมื่อถามว่าประเทศไทยมีความคืบหน้าอย่างไร จากข้อมูลที่ได้มีการศึกษานายสมชายกล่าวว่าไม่ใช่รัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจะปฏิเสธในส่วนนี้ ถ้าเราดูจริงๆ จะพบว่าในรัฐธรรมนูญได้ให้เสรีภาพในส่วนของประชาชนซึ่งไม่จำกัดเฉพาะผู้ใช้แรงงานและนายจ้างเท่านั้น แต่ยังพูดถึงเสรีภาพของประชาชนไทยที่สามารถตั้งกลุ่ม สมาคม หรือสหภาพต่างๆ ได้

เมื่อกฎหมายหลักอย่างกฎหมายรัฐธรรมนูญให้สิทธิตรงนี้ หน่วยงานรับผิดชอบต่างๆ ก็ปฏิบัติไปตามกระบวนการของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งบางทีก็ไปด้วยดีหรือบกพร่องบ้าง แต่ทั้งนี้กระทรวงแรงงานก็ผลักดันในส่วนนี้อยู่ ในส่วนที่เป็นกฎหมายนิตินัยก็มีการพยายามส่งเสริมให้ลูกจ้างหรือนายจ้างรวมกันเป็นองค์กร เป็นกลุ่ม เป็นสหภาพ เพราะสิ่งใดก็ตามหากมีการรวมตัวเป็นกลุ่มแล้วก็จะเกิดพลังของความคิด มีความสามัคคี และเป็นพลังที่ค่อนข้างมีความสำคัญ

"การที่ประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO 87 และ 98 นี้ ก็ไม่ใช่ว่าละเลย หรือไม่ดำเนินการใดๆ แต่ยังคงดำเนินการศึกษาและสร้างความพร้อมของเราอยู่"

ทั้งนี้สมชายกล่าวต่อไปว่ากระทรวงแรงงานมีความพร้อมที่จะรับรองสัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 นี้ หากเครือข่ายที่เกี่ยวข้องมีความพร้อม แต่ทั้งนี้กระทรวงแรงงานมีความกังวลใจว่าอะไรก็ตามหากเราไม่มีความพร้อมจริงๆ แล้วเราเร่งรัดการดำเนินการ กระทรวงแรงงานกังวลใจต่อผลเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพราะอย่าลืมว่าการให้สัตยาบันต่างๆ ของ ILO ก็เหมือนกับเราได้ประกาศกับประเทศสมาชิก ILO ว่ากระทรวงแรงงานมีความพร้อม ประเทศไทยมีความพร้อม แต่ถ้าเร่งรีบดำเนินการไปแล้ว ถ้าผลที่จะต้องดำเนินการต่อมาโดยการตรวจสอบของ ILO หรือการตรวจสอบจากองค์กรเครือข่ายก็ดี สมชายเชื่อว่าประเทศไทยอาจจะพบกับความเสียหายหากเราไม่มีความพร้อมจริงๆ

"ทั้งนี้องค์กรภาคีต่างๆ จะต้องมีการประชุมหารือ และศึกษา ไปพร้อมกันว่าสิ่งที่เราจะตัดสินใจและมีความพร้อมนั้น จะหาช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างไรที่เราจะดำเนินการ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องบอกว่า ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น ที่กระทรวงแรงงานรั้งรอในการดำเนินการถ้าภาคีเครือข่ายมีความพร้อมที่จะดำเนินการ ประเทศไทยก็พร้อมที่จะให้สัตยาบัน" สมชายกล่าว

เสน่ห์ หงส์ทอง ผู้ประสานงานภายในประเทศ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย ถามว่าในช่วงวิกฤตปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบ ที่มีการเลิกจ้างมากมาย มีการปิดโรงงานอุตสาหกรรมหรือลดชั่วโมงการทำงาน อยากเรียนถามว่าอนุสัญญา ILO ที่มีอยู่สามารถรองรับแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใด?

นายสมชายได้ตอบประเด็นนี้ว่า จากการไปร่วมประชุมผู้ประศาสน์การของ ILO เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จากมติที่ประชุมได้นำเอาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก เอามาถกเถียงกัน สิ่งหนึ่งที่ ILO วิตกกังวลก็คือ ปัญหาคนถูกเลิกจ้างจะเป็นปัญหาที่กระจายไปทั่วโลก เพราะฉะนั้นประเทศต่างๆ ต้องใช้ศักยภาพและความสามารถของประเทศตนแก้ไขตรงจุดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ประชุมกังวลใจก็คือ สิ่งที่เป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจนั้นจะได้รับการปกป้องจากภาครัฐอย่างไร มีการพูดถึงความยุติธรรมทางสังคม พูดถึงความเป็นธรรมที่ลูกจ้างและเครือข่ายต้องได้รับในส่วนนี้ และประเทศต่างๆ ต้องดำรงไว้ซึ่งสัตยาบันที่ได้รับรองไว้ เพราะสิ่งที่สัตยาบันต่างๆ ได้กำหนดไว้เป็นประโยชน์ต่อประเทศในส่วนรวม โดยกระทรวงแรงงานเองก็ต้องประคับประคองผลประโยชน์ร่วมขององค์กรเครือข่ายให้ก้าวพ้นวิกฤต

 

เอกสารเกี่ยวข้อง:
รายละเอียดของอนุสัญญา ILO 87 และ 98

ข่าว รายงาน บทความ ที่เกี่ยวข้อง:
ความสำคัญของอนุสัญญา ILO 87 และ 98: ทำไมขบวนการแรงงานไทย ต้องรณรงค์อย่างแข็งขัน

 



http://www.prachatai.com/05web/th/home/16643

โดย : ประชาไท   วันที่ : 28/4/2552

WSJ: ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ คือปัจจัยเร่งให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกลับมา

WSJ: ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ คือปัจจัยเร่งให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกลับมา 

แปลจาก "Economic Pain Spurs Thai Opposition"

เขียนโดย JAMES HOOKWAY จาก THE WALL STREET JOURNAL, 27 เมษายน 2552  http://online.wsj.com/article/SB124077549003556939.html

 

เชียงใหม่-ในขณะที่วิกฤติการเมืองที่นี่ สงบนิ่งลงไป แต่ภาวะหดตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังเร่งเร้าความไม่พอใจให้แก่ผู้ประท้วงมากยิ่งขึ้น
ในเชียงใหม่เมืองที่เป็นบ้านเกิดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรและเป็นพื้นที่ของฝ่ายสนับสนุนที่เรียกว่าฝ่าย "เสื้อแดง" ซึ่งมีจลาจลในกรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนนี้ เป็นพื้นที่ซึ่งเศรษฐกิจถดถอยปรากฎชัดเจน โดยหอการค้าจังหวัดฯ ระบุว่าประมาณ 35% ของเศรษฐกิจเมืองเชียงใหม่ขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยว และขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ แรงงานข้ามชาติจำนวนมหาศาลผู้ที่ทำงานอย่างหนักหน่วงในโรงงานทีทำการผลิตเพื่อส่งออก ทั้งในเมืองเชียงใหม่และในจังหวัดรอบ ๆ กรุงเทพฯ พวกเขาได้ส่งเงินที่ได้มากลับบ้านเกิดด้วย 
ภายใต้ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกรวมกับความตึงเครียดทางการเมืองของไทยส่งผลให้รายได้ของประเทศไทยทั้งสองส่วนข้างต้นหดหายไป นักธุรกิจท้องถิ่นบางส่วนได้เข้าร่วมกับผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล เพื่อระบายความอึดอัดคับข้องใจออกมา
เล หลวงเจริญ อายุ 44 ปี เขาเคยทำธุรกิจ พวงกุญแจตุ๊กตาไม้ เพื่อขายในร้านรอบนอกเมืองเชียงใหม่ แต่ก็เลิกไปเมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้เริ่มทำธุรกิจนี้เมื่อ 17 ปีก่อนหลังจากที่เขาได้เก็บสะสมเงินที่ได้จากการขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพ แต่ธุรกิจเริ่มหมดสภาพลงตั้งแต่ปีที่แล้ว เนื่องจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลกเสื่อมถอย และต่อมา ผู้ประท้วงเสื้อเหลืองต่อต้านทักษิณได้บุกรุกและยึดครองสนามบินในกรุงเทพ เป็นเวลานับสัปดาห์ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหลายแสนคนต้องติดค้างอยู่ในประเทศ พร้อมกับที่ได้ทำลายชื่อเสียงของประเทศไทยอย่างแสนสาหัสในฐานะที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและน่าไว้วางใจ ในขณะเวลาเดียวกัน ก็บีบให้รัฐบาลผสมที่สนับสนุนทักษิณต้องเป็นอันล้มไป 
ในปัจจุบัน เขามีหนี้สิน 12 ล้านบาท เขาได้ผันตัวเองไปเป็นดีเจและเป็นดาวของสถานีวิทยุฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลในเชียงใหม่ โดยเขาได้พูดเร้าให้ผู้ฟังสนับสนุนการประท้วงต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  
 " รัฐบาลประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะทำให้เกิดภาวะการนำ ซึ่งเราจำเป็นต้องออกไปจากความย่ำแย่ทางเศรษฐกิจนี้" เขากล่าว   
ส่วนนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทย "กลับสู่ภาวะปกติ" หลังจากความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดได้เกิดขึ้นในประเทศไทยในรอบ 16 ปี ผู้ประท้วงจำนวนมากซึ่งต้องการนำทักษิณผู้ที่ถูกโค่นล้มด้วยการรัฐประหาร กลับคืนมา ได้ชิงรถประจำทาง จุดไปเผา และขู่ว่าจะระเบิดที่บรรจุแก๊สเหลว
รัฐบาลยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันศุกร์ แต่ผู้ชุมชุมต่อต้านรัฐบาลก็กลับมาชุมชุมกันอย่างสันติในกรุงเทพในวันเสาร์ โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 5, 000 คนที่ท้องสนามหลวง แกนนำการชุมนุม 3 คนในการชุมนุมครั้งที่แล้วได้รับการประกันตัวหลังจากที่ถูกจับด้วยข้อหาชุมนุมโดยผิดกฎหมายและข้อหาชักชวนให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย แต่ในการชุมนุมเมื่อวันเสาร์ แกนนำทั้ง 3 คนไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม  แกนนำอีกคนหนึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ เขาใช้สิทธิคุ้มครองในฐานะ ส.ส. ส่วนอีกคนหนึ่ง จักรภพ เพ็ญแข เขาได้หนีไปก่อนที่จะถูกจับกุม ในตอนนี้เขากำลังซ่อนตัวอยู่
แกนนำรุ่นใหม่เกิดขึ้น หนึ่งในจำนวนนั้นคือ สมยศ พฤกษาเกษมสุข เขากล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงมีความหวังที่จะนำไปสู่การประท้วงหลาย ๆ แห่งทั่วประเทศ ก่อนที่จะกลับมาชุมนุมในกรุงเทพอีกครั้งในกลางเดือนพฤษภาคมนี้ 
ส่วนนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาเต็มใจที่จะรับฟังข้อเรียกร้องบางประการของผู้ชุมนุม และได้เสนอให้รีบเร่งแก้ไขในรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจทางตุลาการ อันเป็นประเด็นที่ผู้สนับสนุนทักษิณเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในกรณีการยุบพรรคการเมือง และเป็นความเห็นใจที่มีต่อต่ออดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ต้องอยู่นอกประเทศ และในตอนนี้ เขาเดินทางอยู่ในอาฟริกาและในตะวันออกกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผู้ร้ายข้ามแดนรวมทั้งการถูกจับกุมคุมขังในข้อหาคอรัปชั่น
การเร่งกอบกู้กฎระเบียบกลับมาสู่ประเทศที่ประกอบด้วยประชาชน 64 ล้านคนเป็นเรื่องรีบเร่ง แต่ปัญหาส่วนหลักๆ ของเศรษฐกิจยังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดี กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ในปีนี้ ผลผลิตมวลรวมประชาชาติของประเทศอาจจะหดตัวถึง 4.5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องมาจากปัญหาความยุ่งเหยิงทางการเมือง  
ประเทศอื่นๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ดูเหมือนกำลังเผชิญปัญหาคล้ายๆ กัน นาจีบอับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของมาเลเซีย ได้ประกาศทบทวนนโยบายที่ใช้มาหลายทศวรรษ อันเป็นนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่คนเชื้อสายมาเลย์ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น แต่เสี่ยงต่อการต่อต้านจากประชาชนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว
ส่วนประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศหลักของศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสำหรับบริษัทต่างๆ กำลังเผชิญความเสี่ยงอย่างสูง  อาทิ บริษัทโตโยต้า บริษัทฟอร์ดมอเตอร์ทิม คอนดอน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ กลุ่ม ไอเอ็นจี ในสิงคโปร์ กล่าวว่า หากปัญหาการเมืองไทยยังดำเนินอยู่ต่อไป เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น ประเทศไทยอาจสูญเสียการลงทุนจากต่างประเทศไปให้ประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซียและเวียดนาม
 "มีความอันตรายจริง ๆ ที่ชนชั้นกลางในประเทศไทยอาจจะสูญเสียโอกาสไป" นาย คอนดอน กล่าว 
ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังตอกย้ำความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงที่หวังจะเห็นการปกครองประเทศในแบบที่เขาต้องการ
นักกิจกรรมหลายคนในเชียงใหม่ กล่าวว่า พวกเขาอยากเห็นรัฐบาลอภิสิทธิ์นำนโยบายประชานิยมที่ถูกผลักดันโดยทักษิณมาใช้ เพื่อกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ พวกเขายังแสดงความกังวลอีกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่วางแผนกันอยู่ในกรุงเทพจะมาไม่ถึงเชียงใหม่ ถึงแม้ว่านายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีในรัฐบาลได้กล่าวแล้วว่า แผนของรัฐบาลในระยะ 3 ปีด้วยงบประมาณ 44 ล้านเหรียญสหรัฐจะนำมากระตุ้นความต้องการซื้อภายในประเทศ และในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ก็ตาม
ณรงค์ คงประเสริฐ ประธานหอการค้าเชียงใหม่กังวลว่า ไม่ว่านโยบายรัฐบาลเป็นไปในทิศทางใด การท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ยังคงต้องประสบปัญหาความยากลำบากต่อไป  "หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาการแบ่งแยกได้ เราเห็นว่า สิ่งต่างๆ กำลังจะเลวร้ายมากขึ้น" เขา กล่าว 
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คนเสื้อแดงได้รวมตัวกันในเชียงใหม่เพื่อคุ้มกันโรงแรมแกรนด์ วโรรส ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุรักเชียงใหม่ เอฟเอ็ม 92.50 เจ้าหน้าที่สั่งให้ปิดเครื่องส่งสัญญาณของสถานีวิทยุ และรัฐบาลก็ได้ปิดสถานีวิทยุที่ต่อต้านรัฐบาลอีกหลายแห่ง รวมถึงสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่สนับสนุนทักษิณด้วย ตำรวจต้องการนำเจ้าของโรงแรม เพชรวัฒน์ วัฒนพงศ์สิทธิกุล ผู้ดำเนินการรายการของสถานีวิทยุมาสอบสวน แต่ว่าเขากำลังหลบซ่อนตัวอยู่
ณรงค์ ณ. พัทลง คนขับรถลีมูซีน กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืน หากการเปลี่ยนแปลงนั้นนำมาซึ่งเสถียรภาพที่ดีกว่าเดิม "ในตอนนี้ผมมีลูกค้าน้อยมาก ผมรู้สึกว่า ผมต้องออกมาและต้องแสดงจุดยืน" นาย ณรงค์ กล่าว พร้อมด้วยผู้ฟังวิทยุที่รวมตัวกันเพื่อคอยฟังการออกอากาศอยู่ที่นั่น



http://www.prachatai.com/05web/th/home/16659

โดย : ประชาไท   วันที่ : 29/4/2552

เครือข่ายทรัพยากรฯ อีสานค้าน ผู้ประกอบการเกลือสินเธาว์ เป็นกรรมการสิทธิฯ ชี้อดีตคือผู้ก่อผลกระทบเอง

เครือข่ายทรัพยากรฯ อีสานค้าน ผู้ประกอบการเกลือสินเธาว์ เป็นกรรมการสิทธิฯ ชี้อดีตคือผู้ก่อผลกระทบเอง 

27 เม.ย.52  เวลาประมาณ 11.30 น. นางภรภัทร พิมพา ตัวแทนเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน ได้เข้ายื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการสามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรม ทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อคัดค้านและส่งข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ นายปริญญา ศิริสารการ ผู้ประกอบกิจการโรงงานทำเกลือสินเธาว์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ซึ่งคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้พิจารณาเสนอชื่อรับคัดเลือกเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เหตุเพราะเป็นผู้ถูกตรวจสอบการดำเนินกิจการที่ละเมิดสิทธิชุมชนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาแล้ว และพบหลักฐานข้อเท็จจริงว่า ไม่มีระบบป้องกันผลกระทบจากโรงงานเกลือต่อระบบนิเวศน์และพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านรอบๆ

 

คณะทำงานศึกษาปัญหาดินเค็มภาคอีสาน ภายใต้การทำงานของเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน ได้พิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งเจ็ดคนแล้ว มีความเห็นว่าบุคคลทั้งเจ็ดคนดังกล่าว ไม่มีผู้ใดที่มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิทธิที่นอกจากจะกำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแล้ว และยังได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.2540 จนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 รวมทั้งการที่ประชาชนมักถูกละเมิดสิทธิด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่เนืองๆ อีกด้วย

 

คณะทำงานศึกษาฯ ยังตรวจสอบพบอีกว่า นายปริญญา ศิริสารการ เป็นผู้ประกอบกิจการโรงงานทำเกลือสินเธาว์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา  ที่ถูกตรวจสอบการดำเนินกิจการจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว และพบหลักฐานว่า "โรงงานไม่มีการป้องกันมิให้น้ำเกลือไหลไปสู่พื้นที่เกษตรกรรมภายนอกดีพอ และชุมชนตำบลสำโรงยืนยันว่าได้รับผลกระทบจากการประกอบการ ดังนั้นจากเหตุผลที่ใบ อนุญาตหมดอายุลงทั้ง 8 โรงงาน จึงสมควรให้ระงับการประกอบกิจการต้มเกลือไว้ก่อน ......."

 

ดังนั้น ทางเครือข่ายทรัพยากรฯ ภาคอีสาน จึงเสนอให้ข้อมูลเพื่อให้คณะกรรมาธิการสามัญ ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมฯ พร้อมดำเนินการเปิดเผยประวัติของบุคคลทั้ง 7 คน ให้สาธารณชนได้รับรู้ และร่วมตรวจสอบประวัติได้อีกทางหนึ่ง รวมทั้งให้นำข้อมูลการประกอบกิจการที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ นายปริญญา ศิริสารการ เพื่อประกอบการพิจารณาในการให้ความเห็นชอบ เพราะหากมีการให้ความเห็นชอบไปอาจจะมีผลกระทบต่อการดำรงตำแหน่งเพราะเหตุ "มีส่วนได้เสียในกิจการหรือธุรกิจใด ๆ ที่อาจมีผล กระทบโดยตรงหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการส่งเสริมหรือคุ้มครองสิทธิมนุษยชน" ตามมาตรา 11 ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้

 

ทั้งนี้ ทางเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน จะติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเห็นว่าเป็นกรณีปัญหาที่ใหญ่มาก หากผู้ที่กระทำการละเมิดสิทธิมาทำหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบแล้ว ไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ภาคประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมจริงๆ

 


 ไฟล์ประกอบ
 เอกสารคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

http://www.prachatai.com/05web/th/home/16662

โดย : ประชาไท   วันที่ : 30/4/2552

ประมวลคำขวัญวันแรงงาน รายชื่อประธานจัดงาน งบประมาณสนับสนุนจัดงาน 21 ปี (พ.ศ. 2531 – 2551)

 
โหมโรงวันแรงงาน: คำขวัญวันแรงงานและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการจัดงานวันแรงงาน 
"บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ" รวบรวมประมวลคำขวัญวันแรงงาน รายชื่อประธานจัดงาน งบประมาณสนับสนุนจัดงาน 21 ปี (พ..ศ. 2531 – 2551) และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการจัดวันแรงงานในประเทศไทย

บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ
มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน

 

ประมวลคำขวัญวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม รายชื่อประธานจัดงาน

และงบประมาณสนับสนุนจัดงาน 21 ปี (พ.ศ. 2531 – 2551)

 

ปี

คำขวัญวันแรงงานแห่งชาติ

ชื่อประธานคณะกรรมการจัดงาน

ชื่อประธานสภาองค์การลูกจ้าง

งบประมาณ (บาท)

2531

ประชาชนต้องมีประกันสังคม

วัฒนะ เอี่ยมบำรุง

สมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย

450,000

2532

ผู้ใช้แรงงานต้องมีประกันสังคม และการจ้างงานที่เป็นธรรม

ทนง โพธิ์อ่าน

สภาแรงงานแห่งประเทศไทย

500,000

2533

ผู้ใช้แรงงานต้องมีประกันสังคม และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

อนุศักดิ์ บุญยะประณัย

แรงงานเสรีแห่งชาติ

945,000

2534

ผู้ใช้แรงงานต้องมีเสรีภาพ และความเป็นธรรม

บรรจง พรพัฒนานิคม

แรงงานเอกชนแห่งประเทศไทย

500,000

2535

กรรมกรต้องมีเสรีภาพ

สมาน สีทอง

สภาแรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

945,000

2536

กรรมกรจงร่วมกัน สร้างสรรค์ประชาธิปไตย

สุวิทย์ หาทอง

สภาแรงงานแห่งประเทศไทย

945,000

2537

ประเทศจะก้าวหน้า ต้องพัฒนาแรงงาน

พานิชย์ เจริญเผ่า

สมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย

1,315,000

2538

เศรษฐกิจจะก้าวหน้า ต้องพัฒนาความปลอดภัย

อัมพร บรรดาศักดิ์

พัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย

1,600,000

2539

ขจัดความยากจน พัฒนาคนสู่แรงงาน

อนุศักดิ์ บุญยะประนัย

แรงงานเสรีแห่งชาติ

2,393,800

2540

ปฏิรูปการเมือง พัฒนาแรงงาน

สร้างสรรค์ประชาธิปไตย

ชิน ทับพลี

สภาลูกจ้างแห่งชาติ

1,600,000

2541

แรงงานพ้นวิกฤติ หยุดขายรัฐวิสาหกิจ

หยุดเลิกจ้าง

บรรจง พรพัฒนานิคม

แรงงานเอกชนแห่งประเทศไทย

1,600,000

2542

ชาติพ้นวิกฤต หยุดขายรัฐวิสาหกิจ หยุดเลิกจ้าง

พานิชย์ เจริญเผ่า

สมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย

1,600,000

2543

กรรมกรจะมั่นใจ รัฐบาลต้องประกันการว่างงาน

ประเทือง แสงสังข์

สภาแรงงานแห่งประเทศไทย

1,600,000

2544

กรรมกร รวมพลัง สร้างแรงงาน สู่สากล

เสน่ห์ ตันติเสนาะ

เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

1,600,000

2545

กรรมกรต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม

พนัส ไทยล้วน

แรงงานแห่งประเทศไทย

1,600,000

2546

พัฒนาแรงงาน สร้างมาตรฐานสู่สากล

มนัส โกศล

พัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย

1,600,000

2547

ประเทศจะพ้นวิกฤต รัฐต้องพัฒนาชีวิตของแรงงาน

ประเทือง แสงสังข์

สภาแรงงานแห่งประเทศไทย

1,600,000

2548

กรรมกรสร้างเศรษฐกิจ รัฐต้องพัฒนาคุณภาพชีวิต นำผลผลิตสู่สากล

พนัส ไทยล้วน

แรงงานแห่งประเทศไทย

1,600,000

2549

รวมพลังแรงงาน สมานฉันท์ชาวไทย เทิดไท้องค์ราชัน

บรรจง บุญรัตน์

ศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย

3,000,000

2550

80 ปีพรรษาองค์ราชัน

แรงงานสมานฉันท์

สร้างสรรค์เศรษฐกิจ

ชีวิตพอเพียง

มนัส โกศล

พัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย

1,600,000 + งบส่วนกลางสนับสนุนโอกาสครบ 80 พรรษาอีก 1,500,000

2551

แรงงานพัฒนา พาชาติก้าวไกล สู่อนาคตไทย อาลัยสมเด็จพระพี่นางเธอ

อุดมศักดิ์ บุพนิมิต

องค์การแรงงานแห่งประเทศไทย

1,600,000

 ที่มา: รวบรวมโดย มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน

 

ข้อสังเกต คือ (1) วันที่ 1 พฤษภาคม 2489 ถือเป็นปีแรกที่ มีการจัดงานวันกรรมกรสากล หรือวันเมย์เดย์ครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยการนำขององค์การสหอาชีวะกรรมกร ซึ่งชูคำขวัญว่า "กรรมกรทั้งหลายจงสามัคคีกัน"

 

(2) รัฐบาลได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี รับรองให้วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันกรรมกรแห่งชาติ (ไม่ใช่ "วันกรรมกรสากล") เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2499 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวันแรงงานแห่งชาติ จนถึงทุกวันนี้ และกำหนดให้เป็นวันหยุดงานประจำปี เมื่อมีการบังคับใช้พระราช-บัญญัติแรงงาน พ.ศ. 2499 แม้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยคณะรัฐประหารจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อเดือนตุลาคม 2501 และมีกฎหมายแรงงานฉบับใหม่เกิดขึ้นต่อมา ในภายหลังก็ยังกำหนดให้เป็นวันหยุดตามประเพณีประจำปีที่นายจ้างต้องให้ ลูกจ้างหยุดงาน (ยกเว้นส่วนราชการ)

 

(3) ตั้งแต่ ปี 2540 เป็นต้นมา กระทรวงแรงงานจัดสรรงบประมาณประจำปีสนับสนุนกิจกรรมจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ แก่สภาองค์การลูกจ้างต่างๆ ปีละ 1.6 ล้านบาท ทำให้มีงบประมาณจัดงานแน่นอน แต่ก็มีบางปีที่มีการขอเงินสนับสนุนเพิ่มเติมต่อรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือสำนักงานประกันสังคม

 

(4) ตั้งแต่ปี 2531 ถึง 2551 รวมระยะ 21 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานจัดงานมาแล้ว 2 ครั้ง มีจำนวน 6 คน ได้แก่ นายอนุศักดิ์ บุญยะประนัย (ปี 2533 และ 2539) เสียชีวิตเพราะเลือดออกจากทางเดินอาหารมากเนื่องจากโรคแทรกซ้อน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2547, นายบรรจง พรพัฒนานิคม (ปี 2534 และ 2541) นายประเทือง แสงสังข์ (ปี 2543 และ 2547), นายพนัส ไทยล้วน (ปี 2545 และ 2548), นายพานิชย์ เจริญเผ่า (ปี 2537 และ 2542) ปัจจุบันได้ยุติบทบาทในวงการสหภาพแรงงานแล้ว, นายมนัส โกศล (ปี 2546 และ 2550)

 

(5) ประธานจัดงานวันแรงงานแห่งชาติที่รัฐบาลเสนอชื่อและเคยถูกแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิก (ก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540) มีจำนวน 4 คน ได้แก่ นายทนง โพธิ์อ่าน,นายอนุศักดิ์ บุญยะประนัย, นายพานิชย์ เจริญเผ่า และนายพนัส ไทยล้วน (นายมนัส โกศล ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ในยุคเผด็จการ คมช.ปี 2550)

 

(6) นายทนง โพธิ์อ่าน ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย และประธานจัดงานวันแรงงานปี 2532 ได้สูญหายไปตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2534 ภายหลังการยึดอำนาจการปกครองโดยกลุ่มทหารที่เรียกว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เนื่องจาก มีบทบาทสูงเด่นในการต่อต้านอำนาจเผด็จการ รสช.ที่คุกคาม-ทำลายสิทธิเสรีภาพแรงงานหลายเรื่อง เช่น การยุบเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การห้ามพูดประเด็นการเมืองและห้ามจัดงานที่สนามหลวงในวันแรงงาน 1 พฤษภาคม 2534 คัดค้านการเลือกตัวแทนฝ่ายแรงงานโดยรัฐบาล เพื่อไปประชุมประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฯลฯ

 

(7) ปีที่นายกรัฐมนตรี(นรม.) ไม่มาร่วมพิธีกรรมกล่าวเปิดงานในวันแรงงาน 1 พฤษภา และรับข้อเรียกร้องโดยตรงจากคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติได้แก่

 ในปี 2534, 2535 นรม.อานันท์ ปันยารชุน

 ในปี 2542 นรม.ชวน หลีกภัย

 ในปี 2547 และ 2549 นรม.ทักษิณ ชินวัตร

 ในปี 2551 นรม.สมัคร สุนทรเวช

 

(8) ปี 2547 เป็นปีเดียวที่สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย (ประกอบด้วย 4 สภาองค์การลูกจ้าง) ร่วม กับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย จัดงานวันแรงงานร่วมกัน เป็นอีกขบวนหนึ่งแยกออกจากสภาองค์การลูกจ้าง 5 แห่งที่จัดงานที่สนามหลวง รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

 

ปี 2550 เป็นปีแรกที่สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรร่วมจัดวันแรงงานกับสภาองค์การลูกจ้าง 11 แห่ง

 

ปี 2551 เป็นปีแรกที่สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ร่วมเป็นองค์กรจัดงานวันแรงงานกับสภาองค์การลูกจ้างอีก 11 แห่ง (รวมเป็น 12 สภาองค์การลูกจ้าง)

 

(9) มี 2 ปีที่มีผู้นำสหภาพแรงงานจากรัฐวิสาหกิจเป็นประธานจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ คือ ปี 2531 นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง (ประธาน สร.การสื่อสารโทรคมนาคม) ในฐานะประธานสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย ก่อนที่ รสช.จะยุบ สร.รัฐวิสาหกิจตั้งแต่ 19 เม.ย.34 และปี 2543 นายเสน่ห์ ตันติเสนาะ (ประธานสร.การประปานครหลวง) ในฐานะเลขาธิการ สรส.

 

(10) เกือบทุกปี สถานที่จัดงานวันแรงงานแห่งชาติที่มีคณะกรรมการจัดงานมาจากผู้แทนสภาองค์การ ลูกจ้างต่างๆ เป็นแกนนำ จะจัดกิจกรรมเดินขบวนจากบริเวณพระบรมรูปทางม้ารัชกาลที่ 5 ไปที่ท้องสนามหลวง ยกเว้น ปี 2534 รัฐบาลเผด็จการ รสช.ขณะนั้นห้ามเดินขบวนห้ามจัดที่สนามหลวงและให้ไปจัดที่ศูนย์ เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง และปี 2551 จัดที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะรัฐบาลต้องการใช้สนามหลวงเป็นพื้นที่จัดสร้างเมรุมาศสมเด็จพระพี่นาง เธอเจ้าฟ้ากัลยาณีวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

(11) หลายปีที่ผ่านมาตราบถึงปัจจุบัน จะมีการแบ่งแยกจัดกิจกรรมเดินขบวนในวันแรงงานเป็น 2 ขบวนการ บางปีจะมีการเดินขบวนสวนทางกันด้วย กล่าวคือ ขบวนที่นำโดยสภาองค์การลูกจ้างต่างๆ มักจะตั้งต้นขบวนที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้าเพื่อเดินไปที่ท้องสนามหลวง ในขณะที่อีกขบวนหนึ่งที่นำโดยศูนย์ประสานงานกรรมกร หรือคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) มักจะตั้งต้นขบวน ณ บริเวณอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยหรือหน้ารัฐสภา เพื่อเดินไปชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ก่อภาพพจน์ความแตกแยกเป็นประจำทุกปีแก่สาธารณะชนและผู้ใช้แรงงาน



http://www.prachatai.com/05web/th/home/16660

โดย : ประชาไท   วันที่ : 29/4/2552