วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

"สุขา สังฆัสสะ สามัคคี ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ ทำให้เกิดสุข"

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11357 มติชนรายวัน


อย่าลืม...ปลูกจิตสำนึก!


โดย สุชาย จอกแก้ว



ด้วยเหตุแห่งปัญหา และด้วยเหตุแห่งปัจจัยทั้งหลายที่รุมเร้ารัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ยากที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอยู่คนเดียวได้ จำเป็นที่จะต้องอาศัยผู้คน กลุ่มบุคคล องค์กร และหน่วยงานของรัฐทั้งหลาย เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันแก้ปัญหา ดังบาลีว่า "สุขา สังฆัสสะ สามัคคี ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ ทำให้เกิดสุข"

การแก้ปัญหา นอกจากจะต้องระดมคน ระดมความคิดเห็นกันแล้วจำเป็นจะต้องมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ มีหลักการคิด มีวิธีการคิด มีแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดมรรคผลที่ดี ที่ถูกต้อง ที่เหมาะสมต่อไป

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้วางกรอบแนวนโยบายด้านศาสนา สังคม สาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรมไว้อย่างค่อนข้างละเอียด

มีผู้คนถามกันว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ใช้นโยบายด้านสังคม และวัฒนธรรม "ปลูกจิตสำนึก" เพื่อแก้ไขปัญหาชาติ กันหรือยัง

รัฐธรรมนูญมาตรา 80 ระบุว่ารัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านสังคม...(6) "ส่งเสริมและสนับสนุนความรู้รักสามัคคี และการเรียนรู้ปลูกจิตสำนึก และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ ตลอดจนค่านิยมอันดีงามและภูมิปัญญาท้องถิ่น"

เมื่อสังคมแตกแยก จำเป็นที่จะต้อง ปลูกจิตสำนึก ให้ผู้คนรักแผ่นดินเกิด กตัญญูต่อแผ่นดิน กตัญญูต่อชาติ

การปลูกจิตสำนึกมีหลายวิธี ทั้งการพูด การกระทำ และการร่วมใจกัน เพลงปลูกจิตสำนึก ก็มีมากมาย โดยเฉพาะเพลงชาติ สื่อความหมายของความเป็นชาติได้อย่างดี เพลงลูกเสือเนตรนารี หรือเพลงอื่นๆ ที่สื่อความหมายให้ผู้คนรู้สึกรักแผ่นดินก็มีมากมาย

เมื่อร่วมใจกันได้แล้ว ก็ร่วมกระทำร่วมปฏิบัติต่อกัน ร่วมฟื้นฟูแผ่นดินกันใหม่ให้น่าอยู่ ร่วมประสานไมตรีจิตต่อกัน ศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ ก็คือสถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ ก็ยังมีสถาบันปลีกย่อยอีกมากมาย เริ่มตั้งแต่ สถาบันครอบครัว การศึกษา ชุมชน องค์กรท้องถิ่น องค์กรสาธารณกุศลทั้งหลาย เป็นต้น

ถ้าร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ความสามัคคี ก็มิใช่เรื่องยากแต่อย่างใดเลย น่าจะทำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อบรมคนว่างาน นอกจากอบรมหลักวิชาชีพแล้ว ต้องอบรมคุณธรรม จริยธรรม ความรู้รักสามัคคีกันด้วย แจกเงินแล้ว ก็ต้องแจกจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมด้วย ต้องช่วยเหลือกัน

เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองยิ้ม เมืองรักสงบ ทำอย่างไรจะปลูกจิตสำนึกให้กลับมายิ้มต่อกัน และรักที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้

รัฐธรรมนูญมาตรา 87 ยังวางแนวนโยบายให้รัฐต้องดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนอีกมากมาย โดยให้รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนรวมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะ เป็นต้น

ปัญหาของสังคม ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อวิทยุโทรทัศน์มีส่วนขยายความรุนแรงทางการเมือง ข้อเสียของสื่อในทางการเมือง นั่นก็คือ สื่อสามารถระดมความคิดของคนที่เสพติดสื่อให้คล้อยตามได้ ปลุกกระแสความเชื่อความนิยมได้

ดังนั้น เมื่อสื่อมีส่วนขยายความรุนแรงทางการเมือง ก็ต้องแก้ปัญหาให้สื่อช่วยสมานรอยแผลความแตกแยกทางการเมือง โดยการให้สื่อช่วยเป็นกลาง สื่อต้องไม่มีอคติ สื่อต้องรักษาจรรยาบรรณแห่งความเป็นกลาง อันเป็นหัวใจสำคัญของสื่อ

รัฐควรที่จะกำหนดบทบาทให้สื่อควรนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสังคม การเมือง ที่เป็นกลาง หากสื่อใดก้าวล่วงความเป็นกลาง ก็ต้องมีมาตรการควบคุมอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของการเมือง ก็มีผู้คนเขาเสนอความคิดกันมาว่า ถ้าจะให้อีกฝ่ายยอมหย่าศึก ก็จะต้องให้เขามีส่วนได้รับผลประโยชน์ด้วยเช่นกันไม่มากก็น้อย เรื่องทั้งหลายก็อาจจะคลี่คลายลงได้ ถ้าผลประโยชน์ลงตัวซะอย่าง มีหรือที่ศัตรูจะไม่กลับกลายมาเป็นมิตร (เหมือนที่ทำกันมาแล้ว)

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ อยากให้รัฐปลูกจิตสำนึกของคนในสังคมที่แตกแยก ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาปากท้อง มิใช่แก้ไขปัญหาปากท้องทางร่างกายเพียงอย่างเดียวก่อน แล้วจึงค่อยมาแก้ไขปัญหาจิตใจกันในภายหลัง ซึ่งแม้กายจะสบาย แต่จิตใจยังเศร้าหมองอยู่ แล้วชีวิตหรือประเทศชาติจะสงบสุขได้อย่างไร

"จิตฺเต สงฺกิลิฏเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง"

หน้า 7

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act04140452&sectionid=0130&day=2009-04-14

ประวัติศาสตร์อาณาจักรพวน โดยเจ้าคำหลวง หน่อคำ

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11357 มติชนรายวัน


ประวัติศาสตร์อาณาจักรพวน โดยเจ้าคำหลวง หน่อคำ


คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ




ปกหนังสืออาณาจักรพวน โดยเจ้าคำหลวง หน่อคำ พิมพ์ในสหรัฐฯ

พวน เป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาไทย-ลาว เชื่อกันว่ามีหลักแหล่งดั้งเดิมอยู่ทางทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวางในลาว

เมืองพวนอยู่บนที่ราบในหุบเขา มีแม่น้ำไหลคดเคี้ยวไปมาตามหุบเขาเหมือนขดลำไส้ของคน จึงเรียกน้ำพวน บรรดาผู้คนที่อยู่สองฝั่งน้ำพวนเลยได้ชื่อตามลำน้ำว่า คนพวน แต่ภาษาปากว่า ไทยพวน (ไทย แปลว่า ชาว, คน) นับถือแถน (หรือผีฟ้า) บางทีเรียกผีฟ้าพญาแถนก็มี

มีตำนานกำเนิดมนุษย์ในสุวรรณภูมิ บอกว่าเจ้าเจ็ดเจืองเป็นโอรสขุนบรม (ลาวเรียกขุน บู-ฮม) คือต้นตระกูลคนพวน

พ่อผมเป็นคนพวนสืบจากบรรพชนถูกกวาดต้อนเป็นเชลยมาครั้งศึกเจ้าอนุฯ ในรัชกาลที่ 3 แล้วตั้งหลักแหล่งอยู่ทางอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ผมเลยเปิดเว็บไซต์ศรีมโหสถ www.sujitwongthes.com/srimahosot แบ่งปันและเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองมโหสถ อายุเกือบ 2,000 ปีมาแล้ว รวมทั้งเรื่องราวของคนท้องถิ่นที่เป็นคนพวน และประวัติศาสตร์อาณาจักรพวน

"ประวัติศาสตร์อาณาจักรพวน" เป็นหนังสือรวบรวมและเรียบเรียงโดย เจ้าคำหลวง หน่อคำ พิมพ์ด้วยอักษรและภาษาลาว โดยสมาคมลาวพวนในสหรัฐฯ เมื่อ พ.ศ.2549

รูปเล่มขนาด 8 หน้ายกใหญ่พิเศษ (กว้างกว่า A4) กระดาษปอนด์ 80 แกรม หนา 350 หน้า(+) มีรูปประกอบพิมพ์ 4 สี เกือบร้อยรูป ปกกระดาษการ์ดหนา พิมพ์ 4 สี รูปไหหินที่ทุ่งไหหิน ใน สปป.ลาว

มูลนิธิไทยพวน ได้รับหนังสือประวัติศาสตร์อาณาจักรพวนเล่มนี้ เก็บไว้บริการในห้องสมุดของมูลนิธิฯ ที่ตั้งอยู่ในวัดอมรินทราราม ใกล้โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

คุณชาญ ก้อนขาว กับคุณวินัย บุญสร้อย เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯกรุณาให้ยืมหนังสือประวัติศาสตร์อาณาจักรพวนมาศึกษาค้นคว้า

ผมอ่านอักษรและภาษาลาวไม่ได้ จึงขอให้คุณพันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร (ผู้เป็นมหาบัณฑิตทางภาษาโบราณตะวันออก จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ถอดแปลเป็นอักษรไทย โดยให้คงถ้อยคำและใจความของหนังสือลาวไว้มากที่สุด

จากนั้นขอให้อาจารย์สมชาย นิลอาธิ (แห่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) ตรวจทานอีกแรงหนึ่งให้เนื้อความตรงตามหนังสือลาว แต่คนไทยอ่านรู้เรื่องดี

ในการแปลครั้งนี้ ได้รับอนุญาตโดยตรงจากเจ้าคำหลวง หน่อคำ ที่พำนักอยู่สหรัฐฯเรียบร้อยแล้ว

แต่ยังแปลไม่จบเล่ม เพิ่งได้แค่ครึ่งเล่ม ผมทยอยเอาขึ้นเว็บไซต์ครึ่งเล่มแรกก่อน เนื่องในวันเปิดเว็บไซต์ "ศรีมโหสถ" ฉลองสงกรานต์ เพราะเห็นว่าถ้ารอให้แปลหมดทั้งเล่มจะช้าเกินไป และไม่ทันบรรยากาศสงกรานต์

หน้า 21
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra05140452&sectionid=0131&day=2009-04-14

แสง สี เสียง "ดาราศาสตร์ลพบุรี" เปิดตัว "พระที่นั่งเย็น" ฉลอง 35 ปีชมรมอนุรักษ์ฯ

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11357 มติชนรายวัน


แสง สี เสียง "ดาราศาสตร์ลพบุรี" เปิดตัว "พระที่นั่งเย็น" ฉลอง 35 ปีชมรมอนุรักษ์ฯ


โดย โชติชัย ไข่หงษ์




"พระจันทร์ยิ้ม" โลโก้เปิดงาน "ดาราศาสตร์สากล ดาราศาสตร์ลพบุรี 35 ปี ชมรมอนุรักษ์"

"ลพบุรี" หรือ "เมืองละโว้" ในอดีตกาลสมัยอยุธยา มีสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์นั้น นับได้ว่าเจริญรุดหน้าเทียมอารยประเทศเลยทีเดียว

แม้ปัจจุบันลพบุรีมีอายุครบ 1,000 ปีแล้วก็ตาม แต่เมืองละโว้ก็ยังคงความงดงามสมบูรณ์ตามแบบฉบับเมืองเก่าที่มีการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

"วัฒนพงษ์ โพธิ์นิ่มแดง" ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี เล่าถึงเมืองลพบุรีว่า แผ่นดินเมืองลพบุรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนับว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีหลักฐานให้เห็นมากมายในปัจจุบัน

โดยหลังจากที่ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชวังขึ้นที่เมืองลพบุรี เป็นราชธานีแห่งที่ 2 รองจากกรุงศรีอยุธยา

ในแต่ละปีพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับและว่าราชการที่เมืองลพบุรี นานถึงปีละ 8-9 เดือน และพระองค์ก็ยังสวรรคตที่เมืองลพบุรีนี่เอง ซึ่งหลังการสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์ พระเพทราชาได้อพยพไพร่พลกลับไปยังกรุงศรีอยุธยา จึงทำให้แผ่นดินลพบุรีถูกปล่อยทิ้งเป็นเมืองร้างตั้งแต่นั้นมา

จวบจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินลพบุรีเริ่มเป็นที่รู้จักกันอีกครั้ง เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ พร้อมทั้งโปรดให้สร้างพระที่นั่งขึ้นในพระนารายณ์ราชนิเวศน์-พระราชวังเดิมของสมเด็จพระนารายณ์

ต่อมาเมื่อความเจริญหลั่งไหลเข้าสู่เมืองมากขึ้น ทำให้มีประชาชนจากหลายพื้นที่อพยพเข้าไปตั้งรกรากในจังหวัดลพบุรี โดยพื้นที่แรกที่ประชาชนเข้าไปจับจองปลูกที่พักอาศัย ได้แก่ในเขตตำบลท่าหิน ซึ่งเป็นเขตเมืองเก่าและมีโบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง

"การเข้ามาตั้งรกรากของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่คำนึงถึงคุณค่าของโบราณสถาน หรือคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของโบราณวัตถุแต่อย่างใด มีการบุกรุกทำลายโบราณสถานกันอย่างไม่คำนึงถึง ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างมาก ทำให้มีชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อม จังหวัดลพบุรี ขึ้นมาดูแลปัญหาเหล่านี้" ผู้อำนวยการ ททท.ลพบุรีกล่าว

ภูธร ภูมะธน ประธานชมรมอนุรักษ์ฯจ.ลพบุรี และผู้เข้าร่วมงาน



สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในแผ่นดินลพบุรี และหลายคนยังไม่รู้จัก คือ ลพบุรี เป็นศูนย์กลางดาราศาสตร์ของประเทศไทยสมัยอยุธยา

ทั้งนี้ มี หอดูดาว ที่วัดสันเปาโล เป็นหอดูดาวแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งความสำคัญอันนี้เอง ชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อม ลพบุรี ได้จัดงาน "ดาราศาสตร์สากล ดาราศาสตร์ลพบุรี 35 ปีชมรมอนุรักษ์ฯ" ขึ้นเมื่อไม่นาน ภายใน พระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือ พระที่นั่งเย็น ตั้งอยู่ ต.ทะเลชุบศร อ.เมือง จ.ลพบุรี

สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมาแต่ช่วงกลางวัน เริ่มลดอุณหภูมิลงเหลือเพียงสายลมเย็นสบาย ขณะที่สภาพแวดล้อมทั่วไปในบริเวณพระที่นั่งเย็น ถูกจัดแต่งพร้อมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาร่วมงานคืนนี้

พอได้เวลา 18.00 น. "วิชัย ศรีขวัญ" ปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เดินทางเป็นประธานเปิดงาน โดยมีแขกผู้มีเกียรติ อาทิ โชดก วีรธรรม พูลสวัสดิ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีอีกคน, พล.อ.ปมุข อุทัยฉาย อดีต ผบ.นศส., จารุพงศ์ พลเดช ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีคนปัจจุบัน และยังมีหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรภาคประชาชน ผู้บริหารท้องถิ่น จำนวนมากมาร่วมงาน

ก่อนเข้าสู่บรรยากาศย้อนอดีตไปยังสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีกิจกรรมนิทรรศการภาพถ่ายพระที่นั่งเย็นสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากมาจัดแสดงให้ชมกัน ภาพถ่ายบางภาพนำมาจากประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งการแสดงนิทรรศการกล้องดูดาวบนท้องฟ้า การจำหน่ายสินค้าโอท็อปของดีเมืองลพบุรี ที่ขาดไม่ได้ คือ การเสวนาวิชาการประกอบแสง เสียง ซึ่งเป็นการแสดงครั้งแรกของประเทศ มีนักแสดงกิตติมศักดิ์ร่วมแสดงกว่า 100 ชีวิต

วิชัย ศรีขวัญ ประธานเปิดงาน ชมนิทรรศการทางดาราศาสตร์ และส่องกล้องดูดาว

การแสดงชุดพระนารายณ์มหาราช เสด็จฯทรงกล้องทอดพระเนตรจันทรุปราคาเต็มดวง ที่พระที่นั่งเย็น

การแสดงชุดพระรามปูนบำเหน็จหนุมานทหารเอก



รายการเสวนาประกอบแสง สี เสียง เป็นการบอกเล่าให้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของตำบลทะเลชุบศร เริ่มจากเรื่องราวในวรรณคดี หลังพระรามรบชนะทศกัณฐ์แล้ว ได้ปูนบำเหน็จความดีความชอบให้แก่ "หนุมาน" ทหารเอก โดยการแผลงศรและให้หนุมานเหาะตาม หลังลูกศรตกพื้นดินแล้วหนุมานได้จับคันศรพร้อมใช้หางกวาด เพื่อแสดงเป็นอาณาเขตของตนเอง

ระหว่างนั้นได้เกิดไฟลุกไหม้ หนุมานพยายามดับไฟ แต่ดับเท่าไรก็ดับไม่ได้ หนุมานจึงเหาะไปหาพระรามพร้อมแจ้งเรื่องให้ทราบ พระรามจึงแผลงศรมาอีกหนึ่งดอก ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ จึงสามารถดับไฟลงได้

ต่อมาพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ทำให้ดินมีสีขาวโพลน ซึ่งก็คือ "ดินสอพอง" ในปัจจุบัน ส่วนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเรียกขานกันว่า "ตำบลทะเลชุบศร" มาจนปัจจุบัน

จากนั้นเป็นการแสดงถึงประวัติความเป็นมาของเมืองลพบุรี และทะเลชุบศร โดยลพบุรีหรือเมืองละโว้นั้นตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ ก็เป็นเมืองขึ้นของขอม ทุกๆ 3 ปี จะต้องตักน้ำจากทะเลชุบศรซึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ส่งไปเป็นราชบรรณาการแก่พระเจ้าแผ่นดินของขอม

คนเฝ้าดูแลน้ำในทะเลชุบศร ต่อมาได้มีลูกชายหนึ่งคนชื่อนายร่วง ซึ่งมีวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ ได้นำชะลอมมาใส่น้ำและนำไปถวายพระเจ้าแผ่นดินขอม โดยน้ำไม่รั่วออกมาแต่อย่างใด ต่อมาความทราบถึงพระเจ้าแผ่นดินของขอม จึงคิดที่จะฆ่านายร่วง เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นอันตรายในภายภาคหน้า

นายร่วงทราบข่าวจึงหนีไปบวชเป็นพระที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงสุโขทัย และได้ชื่อว่า พระร่วง ต่อมาขอมดำดินไปโผล่ในวัดและพบกับพระร่วงขณะกำลังกวาดลานวัดอยู่ จึงถามพระร่วงว่า รู้จักนายร่วงหรือไม่ พระร่วงบอกว่าให้รออยู่ตรงนั้นก่อน ด้วยวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ขอมจึงกลายร่างเป็นหินทันที

ฉากต่อมาเป็นการแสดงในเรื่องการก่อสร้าง พระที่นั่งเย็น และ การเสด็จเพื่อทอดพระเนตรดูดาวของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร และบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรี

สมเด็จพะนารายณ์มหาราชทรงพระปรีชาสามารถในหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องของดาราศาสตร์ โปรดให้สร้างพระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือพระที่นั่งเย็นขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับพักผ่อน และบางครั้งใช้เป็นสถานที่รับแขกเมือง

พระที่นั่งเย็น มีลักษณะคล้ายเกาะ แต่เดิมในอดีตมีน้ำล้อมรอบ บรรยากาศร่มรื่น เย็นสบาย อยู่ห่างจากพระราชวังนารายณ์ประมาณ 3 กิโลเมตร และเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2228 หรือเมื่อ 324 ปีที่ผ่านมา สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เสด็จฯมาทรงกล้องทอดพระเนตรจันทรุปราคาเต็มดวงร่วมกับคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ที่พระที่นั่งเย็นแห่งนี้

จึงถือได้ว่าพระที่นั่งเย็นมีความสำคัญทางดาราศาสตร์แห่งหนึ่งของประเทศไทย

การเสวนาวิชาการประกอบแสงเสียงครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เพราะสามารถทำให้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของพระที่นั่งเย็น โบราณสถานอันล้ำค่าของเมืองลพบุรี รวมถึงแวดวงดาราศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากผู้บรรยายให้ความรู้ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งในเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติไทย และวงการดาราศาสตร์สากลเป็นอย่างดี

โบราณสถานทั้งสองแห่ง คือ หอดูดาว-วัดสันเปาโล และพระที่นั่งเย็น ในลพบุรี นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่สุดของไทยในอดีตที่ผ่านมาถึงเกือบๆ สี่ร้อยปี

หน้า 20
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra01140452&sectionid=0131&day=2009-04-14

ขอเชิญร่วมงานสัมมนา "Elliott Wave and Fibonacci Trading Strategies " ฟรี !!!


 
 

เรียน   นักลงทุนและผู้สนใจทุกท่าน

 

          บริษัท เน็กซ์วิว (ประเทศไทย) จำกัด มีความยินดีที่จะเรียนเชิญนักลงทุนและผู้สนใจ ร่วมไขปริศนา ความลับ สู่การเป็นนักลงทุนมืออาชีพ โดยการเข้าฟังการบรรยายจากวิทยากรระดับโลก ผู้มากด้วยประสบการณ์ และได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ อาจารย์ ดอน เชลเลนเบริก์ ที่จะมาชี้แนะ แนวทางสู่ความสำเร็จกับการลงทุนในทุกตลาด ในหัวข้อ " Elliott Wave and Fibonacci Trading Strategies"  ซึ่งเนื้อหาหลักสูตร ได้รับการกลั่นกรองจากประสบการณ์จริงตลอด 20 ปี ทำให้สามารถเข้าใจได้โดยง่าย แม้จะยังไม่มีประสบการณ์ในการซื้อ-ขาย มากนัก

                ปัญหาของนักลงทุน คืิอ

                  - ทำไมกลยุทธ์ ที่เคยใช้ได้ผลในบางช่วงเวลา กลับไม่เหมาะกับในอีกช่วงเวลา

  - เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราต้องสูญเสียกำไรที่เคยได้ ไปโดยไม่รู้สาเหตุ

  - ทำไมหลายคนสามารถประสบความสำเร็จด้านการลงทุน  เราจะทำแบบเขาเหล่านั้นได้หรือไม่

พบคำตอบจากวิทยากรผู้มากด้วยประสบการณ์ โดยอาจารย์ ดอน เชลเล็นเบิร์ก ผู้มีชื่อเสียงในฐานะวิทยากรที่ได้รับการเชิญเข้าร่วมประชุมและการสัมมนาระดับนานาชาติจากทวีปอเมริกาเหนือ อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง Master Money Traders ในแคนาดา ที่รวบรวมสมาชิกที่มีประสบการณ์ด้านการซื้อขายในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรามากที่สุด นอกจากนั้น อาจารย์ดอน ยังมีประสบการณ์ในการซื้อขายในตลาดจริงมากกว่า 10,000 ชั่วโมง อาจารย์สามารถนำความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รวบรวมจากประสบการณ์จริง  มาถ่ายทอดให้กับนักลงทุนในทุกระดับ และยังได้รับเชิญจาก สมาคม และชมรมด้านการลงทุนในประเทศต่าง ๆ อาทิ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม จีน ฮ่องกง  และตะวันออกกลาง เป็นต้น    

งานสัมมนาครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ.2552 เวลา 17.00- 20.00 น. ณ มหาวิทยาลัยรังสิต ศูนย์สาธรธานี ตึกสาธรธานี1 ห้อง 701 ชั้นที่ 7

โดยผู้สนใจ สามารถสำรองที่นั่ง  ได้ที่ 02-6273360-2   (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)

          ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   www.thenextview.com/thai 

          จึงเรียนมาเพื่อเรียนเชิญเข้าร่วมสัมมนาดังกล่าวข้างต้น


 
Siriporn  Meteecharoenpong
NextVIEW (Thailand) Ltd.


888/175 Ploenchit Road
Unit 17-175 Mahathun Plaza Building

Lumpini Sub-District, Pathumwan District
Bangkok 10330 Thailand
Tel:
(006) 627 3360 - 2
Fax:
(006) 627 3363
Mobile:
(668) 90727776
Email:
siriporn@nextview.com


This message is intended only for the person or entity to which it is addressed and may contain information that is privileged, confidential or otherwise protected from disclosure. If you are not the intended recipient, you are hereby notified that any dissemination or copying of this communication is strictly prohibited. If you have received this communication in error, please delete the message and its attachments and notify us immediately. Thank you
 



 



Rediscover Hotmail®: Now available on your iPhone or BlackBerry Check it out.

ขอเรียนเชิญเข้าร่วมงาน "Technical Day" ฟรี !!!


 
 

เรื่อง  ขอเรียนเชิญเข้าร่วมงาน "Technical Day"
เรียน  นักลงทุนและผู้สนใจทุกท่าน
        ทางบริษัทเน็กซ์วิว( ประเทศไทย) ใคร่ขอเรียนเชิญนักลงทุนและผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงาน"Technical Day " ซึ่งเป็นงานสัมมนาครบวงจรที่จัดขึ้นโดย NextVIEW Group โดยมีความประสงค์ที่จะให้เป็นงานสัมมนาระดับประเทศในการระดมนักลงทุนและวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้ในเรื่องการเงินและการลงทุนโดยเน้นด้านการวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยทางเทคนิค การจัดงานจะหมุนเวียนไปในหลายหัวข้อตามความสนใจของนักลงทุน โดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดในการให้ความรู้ที่ถูกต้องและสามารถนำไปใช้ได้จริง แก่นักลงทุน และผู้เข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้  สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ 02-6273360-2


 
Siriporn Meteecharoenpong
NextVIEW (Thailand) Ltd.


888/175 Ploenchit Road
Unit 17-175 Mahathun Plaza Building

Lumpini Sub-District, Pathumwan District
Bangkok 10330 Thailand
Tel:
(006) 627 3360 - 2
Fax:
(006) 627 3363
Mobile:
(668) 90727776
Email:
siriporn@nextview.com


This message is intended only for the person or entity to which it is addressed and may contain information that is privileged, confidential or otherwise protected from disclosure. If you are not the intended recipient, you are hereby notified that any dissemination or copying of this communication is strictly prohibited. If you have received this communication in error, please delete the message and its attachments and notify us immediately. Thank you







--
Ms. Siriluck Khunsirimongkol (Kae)
NextVIEW
888/175  Ploenchit Road
Unit 17-175 Mahathun Plaza Building
Lumpini Sub-District, Pathumwan District
Bangkok 10330 Thailand
Tel:      (006) 627 3360 – 2
Fax:     (006) 627 3363
Mobile: (668) 7060 5562
Email:   siriluck@nextview.com
         




--
Ms. Siriluck Khunsirimongkol (Kae)
NextVIEW
888/175  Ploenchit Road
Unit 17-175 Mahathun Plaza Building
Lumpini Sub-District, Pathumwan District
Bangkok 10330 Thailand
Tel:      (006) 627 3360 – 2
Fax:     (006) 627 3363
Mobile: (668) 7060 5562
Email:   siriluck@nextview.com
         



Rediscover Hotmail®: Get e-mail storage that grows with you. Check it out.

Handel’s 250th Anniversary Concert


 




 D & M Music Studio presents
Handel's 250th Anniversary Concert
On Saturday, May 2nd, 2009 commencing
at 8 pm at Thai German Cultural Foundation Auditorium
on South Sathorn Road Soi 1 , 
 
 
 
D & M Music Studio presents a chamber music concert to mark 250th anniversary of George Frideric Handel . The concert will feature Agrita Lakute (Flute) , Yada Lee (Violin) , Joungsook Kim (Soprano) , Mongkol Chayasirisobhon (Baritone), and Hannah Son (Piano collaborator) and young talented vocalists namely: Pornchanok Raksaseri ( Mezzo-soprano) and Sujinna Keunghakij (Soprano ).
 
The programme will include all music by Handel: Sonata Nr.3 g –moll, Sonata Nr.4 a – moll for Flute and Piano, Violin Sonata No.3 in F major, op.1-12 including vocal arias from Samson, Judas Maccabaeus, Berenice, Serse, Alexander Feast, Semele and Rinaldo.etc
 
Tickets are available at 400 and 200 baht for student available to purchase in advance at Robinson Piano at Siam Discovery Center on 5th floor Tel: 02-658-1080-1 or  call  081-682-8000        


 




Quick access to your favorite MSN content and Windows Live with Internet Explorer 8. Download FREE now!

เที่ยวหลากหลายในภาคกลางไปกับ 9 คนดัง



 

เที่ยวหลากหลายในภาคกลางไปกับ 9 คนดัง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 เมษายน 2552 16:39 น.
กรุงเทพฯ เมืองหลวงที่มากไปด้วยสีสันอันหลากหลาย(ภาพ : ททท.)
       9 ดารา ศิลปิน และเซเลบริตี้ เผยประสบการณ์ความประทับใจกับสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมโปรดในภาคกลาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “เที่ยวหลากหลายสไตล์ภาคกลาง” ที่จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
       
       สำหรับโครงการนี้ ททท. จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในภาคกลางและภาคตะวันออกมากขึ้น โดย ททท.ได้เลือกแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจผ่าน 9 คนดัง ที่แต่ละคนต่างก็มีสถานที่ท่องเที่ยวประทับใจในภาคกลางและภาคตะวันออกแตกต่างกันออกไป

เจี๊ยบ-โสภิตนภา
       เริ่มต้นที่คุณแม่คนสวย เจี๊ยบ-โสภิตนภา ชุ่มภาณี ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ เธอโปรดปรานทะเล โดยเฉพาะหัวหิน เพราะมีทะเลสวย บรรยากาศเงียบสงบ ที่สำคัญ คือ อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ใช้เวลาในการเดินทางไม่นาน เหมาะกับการไปพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อเป็นการเติมพลังให้กับตัวเองและครอบครัว

หัวหิน ทะเลในดวงใจของ เจี๊ยบ-โสภิตนภา
       ด้านนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ น็อต-วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์ ผู้ชื่นชอบและประทับใจกับการเดินทางท่องเที่ยวแบบผจญภัยเพราะได้รับทั้งความสนุกและประสบการณ์ที่น่าจดจำ เล่าว่า“ปกติผมเป็นคนลุยๆอยู่แล้ว ในสมัยเรียนก็จะไปทำค่ายอนุรักษ์กับเพื่อนๆในกลุ่มเสมอ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาไปทำกิจกรรมไกลๆเท่าไหร่ เลยเลือกที่จะเที่ยวใกล้ๆ ดีกว่า อย่างล่าสุดผมได้ไปที่นครนายกมา ก็มีสถานที่ให้ทำกิจกรรมได้สนุก ครบทุกรสชาติ ไม่แพ้จังหวัดอื่นที่เคยไปมาเลยครับ”

พัทยา ที่พักผ่อนสุดสัปดาห์ของ อิม-อชิตะ
       พิธีกรสาวอารมณ์ดีอย่าง อิม-อชิตะ ธนาศาสตนันท์ เผยเคล็บลับการผ่อนคลายความเครียดสุดโปรดว่า “อิมชอบไปทะเลมากค่ะ ในวันสุดสัปดาห์ที่อิมไม่ติดงานอะไร อิมก็จะแพ็คกระเป๋าไปทะเลกับเพื่อนๆ อิมว่า การไปทะเลเหมือนกับทิ้งโลกยุ่งๆ ไว้ข้างหลัง แล้วผ่อนคลายได้เต็มที่ อิมทำรายการท่องเที่ยว ได้มีโอกาสไปเที่ยวทั่วประเทศไทย ซึ่งอิมชอบทุกที่เลย แต่ส่วนตัวแล้วอิมไม่ค่อยชอบเดินทางไกลๆ ถ้าอยากไปทะเล ส่วนใหญ่อิมจะเลือกไปพัทยาค่ะ เพราะขับรถไม่นาน เป็นเมืองที่ไม่มีวันหลับใหล ไปพักผ่อนได้ทุกเวลาที่ต้องการเลยค่ะ”

หญิงแม้น - ม.ร.ว. แม้นนฤมาส
       ส่วนหญิงแม้น - ม.ร.ว. แม้นนฤมาส ยุคล เซเลบริตี้รุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ มีความประทับใจเป็นพิเศษกับตลาดน้ำอัมพวาที่ต้องหาโอกาสกลับไปเที่ยวอีกซักครั้ง “เคยไปตลาดน้ำอัมพวากับครอบครัวค่ะ ประทับใจมาก ไม่เคยคิดว่าจะยังมีสถานที่ที่ยังคงรักษาบรรยากาศและวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำได้อย่างสมบูรณ์ ได้สัมผัสกับผู้คนอีกแบบ ที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เลยค่ะ นั่งรถไปไม่นานก็ได้พบกับโลกใหม่อีกแบบนึงค่ะ”

ตลาดน้ำอัมพวา สถานที่โปรดของหญิงแม้น
       ด้านพิธีกรหนุ่มเซอร์จาก Cheeze TV ปาล์ม-ฐิตวินน์ คำเจริญ ที่มีมุมมองในการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร ประทับใจและชื่นชอบการพักผ่อนในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ถ้าคิดที่จะท่องเที่ยว ผมคิดถึงกรุงเทพฯ นี่ล่ะครับ ผมกล้าพูดได้เลยว่า ถ้าถามคนกรุงอย่างเราๆ ถึงสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ คงไม่พ้นวัดพระแก้วหรือสยาม(สแควร์) แต่จริงๆ แล้ว กรุงเทพฯ มีความน่าสนใจมากกว่านั้น ลองเที่ยวในกรุงเทพฯ ดู แล้วจะรู้สึกว่าที่ๆ คุณคุ้นเคยนี่แหล่ะครับ คือ สวรรค์ย่อมๆ ของการท่องเที่ยวที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทุกแบบจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น แหล่งช็อปปิ้ง วัดวาอาราม พิพิธภัณฑ์ หรือสีสันในตอนกลางคืนบนถนนข้าวสาร”

ปราสาทสด๊กก๊กธม จ.สระแก้ว อันเป็นที่ชื่นชอบของโย่ง-อาร์มแชร์
       ขณะที่ โย่ง-อาร์มแชร์ นักร้องมาดเซอร์ขวัญใจสาวๆทั่วประเทศ ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ในการท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกคนหนึ่ง เล่าว่า “ผมชอบท่องเที่ยวแบบลุยๆผจญภัยครับ ที่อยากลองไป คือ สระแก้วครับ ได้ยินมาว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอารยธรรม มีปราสาทโบราณที่สวยงาม อยากหาโอกาสไปดูซักครั้ง เพราะอยู่ไม่ไกลมาก ขับรถไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าได้ไปจะต้องแวะไปตลาดโรงเกลือแน่นอน เพราะได้ยินว่ามีของที่น่าสนใจขายเต็มไปหมด แถมราคาก็ไม่แพงด้วย อยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกภูมิใจกับประเทศไทยของเราว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศ โดยเฉพาะภาคกลางที่เราอาจจะมองข้ามไป จริงๆ แล้ว ภาคกลางมีที่เที่ยวที่หลากหลายครบทุกแบบจริงๆ ครับ”

ก้อย-แซทเทอร์เดย์ เซย์โกะ กับ โย่ง-อาร์มแชร์
       หันมาที่นักร้องสาวอินดี้ หวานใจหนุ่มโย่ง ก้อย-แซทเทอร์เดย์ เซย์โกะ ประทับใจการล่องเรือท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ เป็นพิเศษ “ก้อยเคยมีโอกาสนั่งเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งนึงค่ะ ก้อยพูดได้เลยว่า เป็นการพักผ่อนในกรุงเทพฯที่ประทับใจมากๆ บรรยากาศดีมากค่ะ ก้อยได้มีโอกาสเห็นวิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่งแม่น้ำ เป็นมุมมองที่ไม่สามารถเห็นได้ง่ายๆ ในกรุงเทพฯ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับวิถีชีวิตที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน และก็รู้สึกผ่อนคลายด้วยค่ะ เป็นการท่องเที่ยวธรรมดาๆ ที่ได้แรงบันดาลใจกลับมาเป็นของฝากที่มีค่าจริงๆ ค่ะ”

เกาะกูด ทริปประทับใจของ โทนี่-ธีรชัย
       ส่วนหนุ่มช่างตัดผมที่กำลังมาแรง โทนี่-ธีรชัย วิมลชัยฤกษ์ ทายาท “บานเย็น รากแก่น” ราชินีเพลงหมอลำ ชื่นชอบการท่องเที่ยวทะเลเป็นพิเศษ “ผมชอบทะเลมากครับ ถ้าเลือกไปพักผ่อนก็จะเลือกไปทะเลตลอด มีทริปที่ประทับใจเป็นพิเศษ คือ ทริปเกาะกูด ทะเลสวยมากครับ ชายหาดเงียบสงบ รู้สึกว่าได้ไปพักผ่อนจริงๆ ให้ความรู้สึกเหมือนไปทะเลทางใต้ แต่เดินทางสะดวกกว่าครับ ใกล้กว่า ถ้าไม่ค่อยมีเวลา ผมก็เลือกมาเที่ยวที่เกาะกูดนี่แหละครับ เป็นที่ชาร์จพลังให้ตัวเอง”

3 พี่น้องอารมณ์ดี สินเจริญ บราเธอร์ส
       และปิดท้ายกันที่ด้วยสามพี่น้องอารมณ์ดี สินเจริญ บราเธอร์ส ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศอย่างเต็มที่ กล่าวว่า “เราผูกพันกับอยุธยาเป็นพิเศษ เพราะคุณพ่อเป็นชาวอยุธยา ได้กลับไปเมื่อไหร่ก็รู้สึกว่ามีอะไรให้เที่ยวอยู่เสมอ เมื่อไหร่ที่พวกเราอยากพักผ่อนแต่มีเวลาไม่มาก เราก็จะเลือกจังหวัดที่อยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ที่สามารถขับรถไปได้ ยิ่งจังหวัดในภาคกลางยิ่งสะดวกครับ แค่ได้ขับรถออกนอกเมืองเพื่อไปทานอาหารอร่อยๆ รับอากาศบริสุทธิ์ แค่นี้ก็มีแรงกลับมาทำงานต่อแล้วครับ”
       
       นอกจากนี้ เหล่าดารา ศิลปิน และเซเลบริตี้ ทั้ง 9 ต่างกล่าวในทำนองเดียวกันว่า เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการเดินทางท่องเที่ยวในภาคกลางก็คือ มีแหล่งท่องเที่ยวอันหลากหลาย อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ประหยัด สะดวกในการเดินทาง ซึ่งการท่องเที่ยวในภาคกลางนั้น ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินและน่าประทับใจไม่ต่างไปจากการท่องเที่ยวในภาคอื่นๆเลย

       *****************************************
       
       เที่ยวหลากหลายสไตล์ภาคกลาง
       
       โครงการ “เที่ยวหลากหลายสไตล์ภาคกลาง”เป็นโครงการล่าสุดภายใต้แคมเปญ “เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก”จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
       
       โครงการนี้มุ่งกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังต้องการสร้างภาคกลางและภาคตะวันออกให้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโดดเด่น สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างคุณค่าให้ประชาชนตระหนักถึงประโยชน์ของการท่องเที่ยวในภาคกลางและภาคตะวันออกที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ การเดินทางสะดวก และมีสถานที่ท่องเที่ยวครบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ทะเล ภูเขา น้ำตก วัดวาอาราม ตลาด งานศิลปะ วิถีชีวิตพื้นบ้าน และอีกมากมาย สามารถไปเที่ยวได้บ่อยๆ ในราคาประหยัด
       
       โครงการนี้นอกจากจะช่วยเศรษฐกิจของชาติให้เกิดการกระจายรายได้หมุนเวียนไปยังชุมชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์หลักของแคมเปญ “เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก” แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยโดยการสร้างกระแสให้ภาคกลางและภาคตะวันออกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวภายในประเทศให้มากขึ้น และบ่อยครั้งขึ้น
       
       สำหรับจังหวัดในแถบภาคกลางและภาคตะวันออกมีความโดดเด่นที่แต่ละจังหวัดอยู่ใกล้ๆ กัน ใช้เวลาในการเดินทางไม่มาก และเป็นภาคที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายไว้อย่างครบถ้วน ทั้ง 26 จังหวัดในเขตภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม นครนายก ปราจีนบุรี ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี สมุทรปราการ นนทบุรี สระแก้ว กรุงเทพฯ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
       
       ทั้งนี้ ททท.ได้แบ่งรูปแบบการท่องเที่ยวใน 26 จังหวัด ตามสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่โดดเด่นของแต่ละจังหวัดที่คล้ายคลึงกัน ออกเป็น 9 กลุ่มดังนี้
       
       1. มนต์เสน่ห์ทะเลวัง ประกอบด้วย จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
       2. แดนสวรรค์ตะวันตก ประกอบด้วย จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม
       3. ผจญภัยหัวใจสีเขียว ประกอบด้วย จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ตราด ลพบุรี และสระบุรี
       4. เที่ยวท่องล่องเจ้าพระยา ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี สมุทรปราการ และนนทบุรี
       5. ชายแดนเบื้องบูรพา ประกอบด้วย จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว
       6. กรุงเทพฯสุขหรรษา ประกอบด้วย จังหวัดกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
       7. เที่ยวท่องล่องแม่กลอง ประกอบด้วย จังหวัดสมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
       8. เที่ยวเมืองเก่าเล่าประวัติศาสตร์ ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี และสุพรรณบุรี
       9. สีสันตะวันออก ประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
       
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000041073


Rediscover Hotmail®: Get e-mail storage that grows with you. Check it out.