วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

REMINDER - Give your opinion on the EU and the state of the world in 2025



 

"The EU and the state of the world in 2025"

What is your opinion on the state of the world in 2025 and the policy implications for the EU?

Dear colleague,

 

We kindly remind you that it is still possible to give your opinion on issues shaping the world in 2025 and the policy implications for the EU. The deadline for giving your opinion has been extended until April 21th, 2009.To participate please follow this link: http://forera.jrc.ec.europa.eu/bepa.html.

This project is in line with the European Commission's political agenda for 2009 and complements previous work undertaken by the Directorate Science Economy and Society of DG Research in cooperation with the Bureau of European Policy Advisors of the European Commission. 

 

What is this project about?

A number of issues shaping the future have been identified from forward looking studies in six areas. You are invited to assess these issues according to three criteria: novelty, probability by 2025 and policy relevance at EU-level.

The results of the online assessment will be used to structure an expert workshop aiming at further debating the state of the world in 2025 and identifying policy actions needed at EU level.

 

Why should you participate in this online assessment?

By participating in this online assessment:

·         you can give your opinion on what should be the priorities for EU policy-making for the future.

·         you will be informed of the outcome of this assessment, if you wish so.

·         you might be invited to the expert workshop where the results will be further discussed, if you state this wish in the survey.

For more information on each of the 6 areas of analysis and how to participate please follow this link: http://forera.jrc.ec.europa.eu/bepa.html

 

We look forward to your participation. Please do not hesitate to contact us at jrc-ipts-forera@ec.europa.eu for further information on this project or other foresight activities being carried out at JRC-IPTS.

 

Best regards,

 

 

JRC-IPTS European Foresight Team

 

We apologise if you receive multiple copies of this email. Please inform possibly interested  colleagues about this project.

 

จับกระแสสินค้ารักษ์สิ่งแวดล้อม Reuse Reduce Recycle ...ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจฉลุย


 
วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4096

จับกระแสสินค้ารักษ์สิ่งแวดล้อม Reuse Reduce Recycle ...ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจฉลุย



ผ่านพ้นปีวัวมาได้ 3-4 เดือน หลายๆ ธุรกิจต้องวิ่งด้วยอาการเหนื่อยหอบแฮกๆ เพราะต้องวิ่งวิบากให้ข้ามพ้นวิกฤตเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ไม่ได้เกิดขึ้นจากภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาหลักเกิดจากประเทศผู้ซื้อที่ประสบปัญหากำลังซื้อหดหาย เงินในกระเป๋าอ่อนแรง

แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ประสบกับวิบากกรรมเศรษฐกิจ เพราะยังมีอีกหนึ่งกลุ่ม ที่ได้ผลกระทบเพียงแผ่วๆ นั่นคือธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับกรีนคอนเซ็ปต์ หรือธุรกิจที่อยู่ข่ายช่วยลดโลกร้อน ที่ปัจจุบันแม้ทุกประเทศจะเจอปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ธุรกิจนี้ยังมีเส้นทางเดินที่เติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

ขยะขาดตลาด ใครๆ ก็อยากซื้อ

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ ประธานกรรมการ บริษัท โรงงานคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์ จำกัดกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจ ณ เวลานี้ มีหลายๆ อุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหา แต่สำหรับวงจรธุรกิจรีไรเคิลขยะ กลับดีขึ้น เวลานี้สินค้าจากขยะไม่พอขาย

"ตอนนี้ขยะขาดตลาด เพราะหลายๆ อุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจต่างก็มุ่งในเรื่องการลดต้นทุน ลดการใช้สินแร่มือหนึ่งที่มีราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก เหล็ก ทองแดงต่างหันมาใช้รีไซเคิลกันมากขึ้นเพราะราคาถูกกว่า ทำให้สินแร่รีไซเคิลจากขยะขายดีมาก จนไม่พอขาย จนเวลานี้ราคาสินแร่หลายๆ ตัว อาทิ ทองเหลือง ทองแดง หรือแม้แต่กระดาษ ฯลฯ ที่เคยตกต่ำเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ราคาปรับสูงขึ้น เพราะผู้ผลิตจากทั่วโลก ต่างก็มุ่งในเรื่องลดต้นทุนเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นการปรับตัวตามสภาพกำลังซื้อของผู้บริโภค ยกตัวอย่างผู้บริโภคจากที่เคยซื้อเก้าอี้พลาสติกมือหนึ่งตัวละ 600 บาท ก็หันมาซื้อเก้าอี้ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลที่ราคา 300-400 บาท เป็นต้น



ดร.สมไทยกล่าวอีกว่า ส่วนที่มาของขยะรีไซเคิล ก็ไม่มีปัญหา เพราะปัจจุบันมีคนรวยที่ขายของเก่ามากขึ้น ทำให้ซัพพลายขยะ ไม่มีปัญหา

"วิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้กระทบกลุ่มเจ้าของโรงงานจำนวนมาก ที่เดินหน้าสานต่อธุรกิจของตัวเองไม่ไหว ต้องบอกขายกิจการ ขายโรงงาน ขายเครื่องจักรจำนวนมาก ซึ่งส่วนนี้แหละที่เป็นซัพพลายให้โดยการรับจ้างชำแหละชิ้นส่วนโรงงานเก่า เครื่องจักร ฯลฯ จากนั้นก็นำมาหลอมรวมกลายเป็นวัสดุรีไซเคิล แยกประเภทขายตามที่ตลาดต้องการ" ดร.สมไทยกล่าวและว่าเพราะฉะนั้นแนวโน้มหลังจากนี้สำหรับอุตสาหกรรมรีไซเคิลขยะยังดีต่อเนื่อง

ฐานลูกค้ากระจายอยู่ทั่วโลก

ด้าน น.พ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกแพ็กเกจจิ้ง ตรา "BIO" แพ็กเกจจิ้งที่ผลิตจากชานอ้อยที่ย่อยสลายได้ง่ายสามารถใช้ทดแทนโฟม ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หลายๆ สินค้าเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าส่งออก ต่างได้รับผลกระทบ แต่สำหรับสินค้าของบริษัทนั้นไม่ถึงกับไม่ได้รับผลกระทบเลย แต่เรียกว่า ได้รับผลกระทบบ้างแต่น้อย

สาเหตุน่าจะเป็นเพราะเป็นสินค้าที่อยู่ในเทรนด์สุขภาพและช่วยลดโลกร้อน ที่มีกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายชัดเจน !



"ผู้บริโภคกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ จะคิดก่อนซื้ออยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเขามีการคิดก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ นั่นหมายความว่า ลูกค้ามีข้อมูล มีเหตุและผล และมีกำลังซื้อ เพราะเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไป ว่าสินค้าในกลุ่มกรีน นั้นจะมีราคาที่สูงกว่าสินค้าปกติ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มลูกค้าลักษณะนี้มีกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งอาจจะมีจำนวนไม่มากนักในขณะนี้ แต่มีแน่นอน ซึ่งถ้าเราหาเจอ สินค้าเราก็ขายได้"

น.พ.วีรฉัตรอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า แพ็กเกจจิ้งตรา "BIO" ก็เหมือนกับสินค้าเครื่องสำอาง ที่แม้เศรษฐกิจจะตกต่ำอย่างไร เครื่องสำอางก็ยังขายได้ เพราะผู้หญิงมองเห็นถึงความจำเป็นต้องใช้ แพ็กเกจจิ้งไบโอก็เช่นเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงที่วิธีคิดของลูกค้า ที่มองในเรื่องของคุณประโยชน์ที่ตัวเองและสังคมจะได้รับ กับคุณสมบัติที่ย่อยสลายได้ง่าย ไม่ทำร้ายตัวเอง และดีกับสิ่งแวดล้อม

"ซึ่งตลาดผู้บริโภคกลุ่มนี้ถ้าโฟกัสเป็นรายประเทศอาจจะยังไม่ใหญ่มาก แต่ถ้ารวมทั่วโลกนับว่าใหญ่เพราะมีกระจายอยู่ในทุกประเทศ ซึ่งบางประเทศอย่างอเมริกา อาจจะได้รับผลกระทบ ผมก็ไปหาตลาดใหม่ อย่างตะวันออกกลาง

ซึ่งก็มีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่เช่นกัน ซึ่งวอลุ่มในแต่ละประเทศอาจจะไม่มาก ขอเพียง 500,000-1 ล้านชิ้นในแต่ละประเทศ แต่มีหลายๆ ประเทศ ยอดขายโดยรวมก็ไม่ตกแล้ว" น.พ.วีรฉัตรกล่าวและว่า เราไม่เน้นวอลุ่มที่จะขายเยอะๆ ในประเทศเดียว แต่เราเน้นหลายๆ ประเทศซึ่งแม้วอลุ่มน้อยก็ไม่เป็นไรสามารถอยู่ได้

ฉะนั้นจากสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เราจึงอยู่ได้และเติบโต และการที่ค่าเงินบาทอ่อนก็ยิ่งช่วยได้มากขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่เป็นเรื่องปัญหาการเมืองในประเทศ ที่แตกแยกแบ่งฝ่าย ซึ่งเป็นปัญหาที่เราไม่สามารถจะเข้าไปจัดการได้ แต่ทว่ากระทบมาก เฉพาะอย่างยิ่งกับลูกค้าต่างประเทศที่เขาจะเดินทางมาประเทศไทยก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าปัญหาจะเกิดซ้ำรอย

กรีนคอนเซ็ปต์ยังโตได้

ด้าน วีรนุช ตันชูเกียรติ์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Osisu จำกัด ผู้ผลิตและออกแบบสินค้าเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุรีไซเคิล กล่าวว่า จากการที่สอบถามและติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ พบว่าในภาพรวมได้ รับผลกระทบจริงๆ แต่สำหรับสินค้าของบริษัทกลับได้รับผลกระทบน้อยมาก สาเหตุน่าจะเป็นเพราะว่า เทรนด์ในเรื่องการตระหนักเรื่องลดโลกร้อน ผู้บริโภคยังให้ความสนใจ และยังมีกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่ให้ความสำคัญ และที่สำคัญกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้มีกำลังซื้อ

"ตอนนี้เรายังมีลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ทำให้ยอดขายโดยรวมของบริษัทไม่ตกเช่นบริษัทอื่นๆ และจากการที่สอบถามลูกค้าต่างประเทศก็พบว่า สินค้าในกลุ่มกรีน คอนเซ็ปต์ยังมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างล่าสุด ก็คือลูกค้าที่ฮ่องกง ที่เปิดเป็นช็อปภายใต้คอนเซ็ปต์กรีนโดยเฉพาะ ที่ทำการซัพพลายสินค้ากลุ่มนี้จากทั่วโลก มาขาย ซึ่งนับวันตลาดกลุ่มนี้จะเติบโตขึ้น" วีรนุชกล่าวตอนท้าย


หน้า 40
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02biz01130452&day=2009-04-13&sectionid=0214
 


Rediscover Hotmail®: Now available on your iPhone or BlackBerry Check it out.

คุย 3 ทูต 3 รส เรื่องเศรษฐกิจไทย "อียู-สหรัฐ-ฝรั่งเศส" สานต่อการค้าการลงทุน



 

 
วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4096

คุย 3 ทูต 3 รส เรื่องเศรษฐกิจไทย "อียู-สหรัฐ-ฝรั่งเศส" สานต่อการค้าการลงทุน


ประเทศไทยในสายตามิตรชาวต่างชาติยังเป็นแหล่งปลายทางการท่องเที่ยว แหล่งดึงดูดการลงทุน และเป็นคู่ค้าที่สำคัญของนานาประเทศอยู่หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์รุ่มเร้าทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ อะไรคือสัญญาณและคำเตือนจากมิตรชาวต่างชาติถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการค้า-การลงทุนระหว่างประเทศ

"ประชาชาติธุรกิจ" ได้มีโอกาสสอบถามความเห็นจาก ฯพณฯ เดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรป ประจำประเทศไทย ในช่วงที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งทูตอียูคนใหม่ได้ไม่ถึง 1 เดือน ขณะเดียวกันได้พูดคุยถึงการสนับสนุนการค้า-การลงทุนระหว่างไทยกับประเทศฝรั่งเศส จาก นายปาสกาล ฟูร์ธ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย ซึ่งก็เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่นี้ได้เพียง 3 เดือน

อีกทั้งได้นำบางช่วงบางตอนจากการสนทนากลุ่มระหว่างสื่อมวลชนไทยกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ฯพณฯ อีริค จี. จอห์น ผู้ผ่านการทำงานในประเทศไทยมาได้ปี กว่าๆ และร่วมงานกับนายกรัฐมนตรีไทยมาแล้วถึง 4 ท่าน นับตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลนานนท์ นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อียูสานต่อกรอบความเป็นหุ้นส่วนไทย-อียู

ฯพณฯ เดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรป ประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและด้านต่างๆ ระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรปในเวลานี้ว่า ภารกิจเร่งด่วนสำหรับตน ในฐานะที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งมี 2 เรื่องหลักๆ กล่าวคือ หนึ่ง การสานต่อการเจรจาจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (partnership and cooperation agreement)

เรื่องที่สอง คือการเร่งเจรจาเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มเปิดการเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อียูมาเมื่อ 2 ปีก่อน จนถึงขณะนี้การเจรจายังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ดังนั้นเราจึงต้องหาทางสร้างความคืบหน้าของการเจรจาให้เกิดขึ้น โดยนับจากนี้ต่อไปอียูจะเจรจากับประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความพร้อมก่อน และหลังจากการเจรจาเสร็จสิ้นในแต่ละประเทศแล้ว จึงจะนำเข้าไปร่วมอยู่ในข้อตกลงของการเจรจากรอบใหญ่ ซึ่งก็คือในระดับภูมิภาคกับภูมิภาค

"โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน เราจำเป็นต้องเร่งการเจรจาเพื่อเปิดเสรีทางเศรษฐกิจระหว่างกันเพื่อหาทางรับมือให้ทันท่วงทีกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก" นายลิปแมนกล่าว

เร่งเปิดเสรีเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่าย



เอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทยคนล่าสุดยังได้แสดงตัวเลขการค้าระหว่างอียูและไทยว่า เมื่อปี 2550 สหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไทย โดยไทยส่งออกไปอียู 1.6 หมื่นล้านยูโร ขณะที่อียูส่งออกสินค้ามาไทยเพียง 8 พันล้านยูโร นั่นแสดงว่าไทยได้รับประโยชน์ทางการค้าและได้ดุลการค้ากับอียูมากเกือบเท่าตัว อีกทั้งยังมีพื้นที่อีกมากสำหรับการขยายการค้าร่วมกันระหว่างสองฝ่าย

นอกจากนี้ โครงการสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากร หรือจีเอสพี ซึ่งอียูยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย ในปีที่ผ่านมามีสินค้าส่งออกจากไทยสูงถึง 70% ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

ไม่เพียงแต่การค้าเท่านั้น ในส่วนของภาคบริการ อียูก็มีความต้องการให้ฝ่ายไทยเปิดเสรีเพิ่มขึ้น ซึ่งประโยชน์ที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยจะได้รับจากการเปิดเสรีทางการค้าสินค้าและการค้าบริการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการคมนาคม ขนส่ง หรือการธนาคาร ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งดึงดูดความสนใจจาก นักธุรกิจและนักลงทุนจากอียูมากยิ่งขึ้น

"การเปิดเสรีทางการค้าที่มากขึ้น จะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคชาวไทยและผู้ประกอบการไทยที่จะได้รับซื้อสินค้าในราคาถูกลง เนื่องจากภาษีที่ลดลงจากความตกลงเปิดเสรีระหว่างกัน และจะยิ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น"

ย้ำ FTA หนุนนักลงทุนอียูเชื่อมั่นไทย

การจัดทำความตกลงเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) ระหว่างอียูกับไทยนั้นมีประโยชน์หลายประการที่นักธุรกิจและนักลงทุนอียูจะได้รับ แต่ประเด็นที่เอกอัครราชทูตอียูชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความตกลงเปิดเสรีทางการค้า การลงทุนระหว่างไทยกับอียูที่น่าสนใจ อยู่ที่ความตกลงนี้จะเป็นกรอบการทำงานตามกฎหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเปิดเสรีการลงทุนและการค้าบริการ ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่อียูมีความถนัดและมีความสามารถในการแข่งขัน

"การมีกรอบการทำงานตามกฎหมาย (legal framework) ที่ชัดเจนจะสร้างความมั่นใจว่าข้อตกลงที่ทำกันไว้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะในธุรกิจภาคบริการ จะทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น และเป็นการช่วยยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการในตลาดให้เพิ่มขึ้นด้วย"

หนุนอาเซียนจัดตั้ง custom union

ในฐานะผู้แทนจากสหภาพยุโรป กลุ่มประเทศที่รวมตัวกันทั้งทางเศรษฐกิจ การค้า การเมืองจาก 27 ประเทศในยุโรป และเป็นการรวมกลุ่มทางภูมิภาคที่อาเซียนต้องการใช้เป็นแบบอย่างสร้างประชาคมอาเซียน นายลิปแมนกล่าวถึงบทบาทอาเซียนจากเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 14 ที่ชะอำ-หัวหินที่ผ่านมาว่า การรวมตัวของอาเซียนยังอยู่ในช่วงกึ่งกลาง แต่จากการบังคับใช้กฎบัตรอาเซียน ได้ทำให้เกิดก้าวสำคัญในภูมิภาค

อีกทั้งยังเป็นการบ่งบอกถึงความตั้งใจของผู้นำอาเซียนเพื่อสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งนับเป็นก้าวใหญ่และสำคัญของภูมิภาคนี้ เพื่อร่วมกันสร้างอาเซียนให้เป็น "custom union" ในระดับภูมิภาค เพื่อให้มีฐานภาษีและระบบการจัดเก็บภาษีในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด อีกทั้งจะเป็นการก้าวเดินที่ถูกต้องของภูมิภาคเพื่อปกป้องการกีดกันทางค้าอีกด้วย

สหรัฐเกาะติดตลาดอาเซียน

ความสนใจต่อการรวมตัวกันให้เป็นประชาคมอาเซียนไม่ได้มีจากฟากสหภาพยุโรปเท่านั้น ในฝ่ายสหรัฐอเมริกาเองก็เฝ้าติดตามความคืบหน้า การดำเนินการเพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียน และบทบาทของอาเซียนเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการกระตุ้นการดำเนินกิจการของภาคธุรกิจต่างๆ ด้วย

ฯพณฯ อีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจหลักด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางธุรกิจของนักธุรกิจและนักลงทุนสหรัฐในประเทศไทยที่ตนมีความตั้งใจจะทำให้สำเร็จนั้นคือการติดตามดูความเคลื่อนไหวของการรวมตัวในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนว่าจะดำเนินการไปในทิศทางใด เพื่อให้ข้อมูลกับนักธุรกิจสหรัฐถึงการเปิดตลาดในอาเซียน โดยเฉพาะเรื่องภาษีและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามเร่งดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องการประเมินภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้าจากผู้ผลิตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าของสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทยผ่านกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ต้องร่วมกันแก้ไขข้อติดขัด

คุ้มครอง IP เสริมความสัมพันธ์

เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ยังระบุ ด้วยว่า จากการได้หารือเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับฝ่ายบริหารของไทย ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีคลัง และรัฐมนตรีพาณิชย์ฝ่ายไทย ต่างเห็นร่วมกันว่า การปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามีความสำคัญมากกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

"ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการสร้างความก้าวหน้าด้านนวัตกรรม การให้ความสำคัญกับยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นสิ่งจำเป็นและจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นกับการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น" นายจอห์นกล่าว

ฝรั่งเศสสนใจลงทุนพลังงาน-รถไฟฟ้า-อาหาร

นายปาสกาล ฟูร์ธ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย กล่าวถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปัจจุบันว่า ขณะนี้มีบริษัทฝรั่งเศสที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยมากกว่า 300 แห่ง และประเทศฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าร่วมกับประเทศไทยเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ที่ดำเนินการค้าร่วมกับไทย

"สำหรับธุรกิจฝรั่งเศสสิ่งที่เราสนใจเข้ามาดำเนินกิจการหรือลงทุนในไทย เรื่องหลักคือด้านพลังงาน นอกจากนั้นก็จะมีด้านอุตสาหกรรมอาหาร รถยนต์ และอื่นๆ ซึ่งค่อนข้างมีความหลากหลาย โดยนักลงทุนฝรั่งเศสส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ก็จะคิดถึงการลงทุนระยะยาว"

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีแผนจะดำเนินการลงทุนในระยะยาวที่เป็นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ธุรกิจจากฝรั่งเศสจึงเป็นอีกแห่งที่แสดงความสนใจความเคลื่อนไหวของการดำเนินการโครงการลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้

โดยเฉพาะด้านพลังงานทางเลือกและระบบคมนาคมขนส่งในเมือง ด้านรถไฟฟ้า ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้มีบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องรถไฟฟ้าทั้งระบบเข้ามาจัดสัมมนาในกรุงเทพฯ โดยมีสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดงาน

เดินสายให้ความรู้พลังงานทางเลือก

นอกจากนี้ ในด้านพลังงานทางเลือก เนื่องจากประเทศฝรั่งเศสมีเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศมากถึง 80% มาจากพลังงานนิวเคลียร์

ขณะที่หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลเรื่องพลังงานในประเทศไทยก็มีแผนศึกษาความเป็นไปได้การใช้พลังงานนิวเคลียร์ ในเรื่องนี้ นายปาสกาลได้กล่าวว่า เท่าที่ทราบ ทางรัฐบาลไทยก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้พลังงานนิวเคลียร์อยู่ และน่าจะเริ่มโครงการได้ในปี 2564 ซึ่งถือว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานในการพัฒนาโครงการ

"ในฝรั่งเศสก่อนจะมีการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เราก็ใช้เวลาศึกษา 15-20 ปี กว่าจะนำมาใช้กัน และเราก็มีการควบคุมการใช้ให้มีความปลอดภัย จนทำให้ปัจจุบันไฟฟ้าในฝรั่งเศส 80% ก็มาจากพลังงานนิวเคลียร์ ดังนั้นเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องใช้เวลาและศึกษาอย่างรอบคอบก่อน"

ทั้งนี้ ในวันที่ 24 เม.ย.ที่จะถึงนี้จะมีบริษัทจากฝรั่งเศส 2 แห่ง ได้แก่อัลสตอมและอารีวา ซึ่งเป็นธุรกิจด้านพลังงานทางเลือกและนิวเคลียร์จะเข้าร่วมงานสัมมนาด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา ด้วย

หน้า 2
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02edi01130452&day=2009-04-13&sectionid=0212



Rediscover Hotmail®: Get quick friend updates right in your inbox. Check it out.

ภัยร้ายรายวัน:ระวังฟ้าผ่า



 



 

วันที่ 2 เมษายน 2552 เวลา 00:00 น. | 
 
ภัยร้ายรายวัน:ระวังฟ้าผ่า
ระยะนี้จะเอาแน่เอานอนกับสภาพอากาศคงจะไม่ได้ วันนี้แดดเปรี้ยงร้อนอบอ้าว แต่พรุ่งนี้ฟ้าสลัว เมฆครึ้มหอบฝนห่าใหญ่ กระหน่ำซ้ำด้วยสายฟ้าแลบ และเสียงฟ้าคำรามดังกระหึ่ม
ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางครั้งก็ส่งผลเลวร้าย คร่าชีวิตผู้คน อย่างกรณีฟ้าผ่า คร่าชีวิตหนูน้อยวัย 4 ปี ที่เปิดตู้เย็นดื่มน้ำขณะฝนตก หรือกรณีของ 2 ชาวสวน ที่หนึ่งในนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้งาน ระหว่างนั่งหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็ถูกสายฟ้าฟาดเปรี้ยงตัวไหม้เกรียมดับอนาถ

เมื่อเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าใส่คนบ่อยครั้งขึ้น หลายคนคงนึกสงสัยว่า ฟ้าผ่า เกิดขึ้นได้อย่างไร...
ฟ้าผ่า เกิดจากเมฆฝนฟ้าคะนอง โดยภายในก้อนเมฆและบริเวณพื้นดินจะมีประจุไฟฟ้าที่แตกต่างกัน คือ ประจุบวกและประจุลบ เมื่อประจุต่างขั้ววิ่งเข้าหากัน ก็จะทำให้เกิดฟ้าผ่า
โดยฟ้าผ่าที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เรียกว่า ฟ้าผ่าจากเมฆลงสู่พื้นดิน ในลักษณะประจุลบเคลื่อนที่จากฐานเมฆลงมาที่อากาศเข้าใกล้พื้นดิน และจะเหนี่ยวนำประจุบวกจากวัตถุบนพื้นโลก รวมทั้งจากพื้นดินให้ไหลขึ้นมาตามต้นไม้ หลังคาบ้าน และที่สูง เมื่อประจุต่างขั้วเดินทางมาพบและเคลื่อนที่สวนกัน จึงเกิดกระแสโต้กลับ และเกิดฟ้าผ่า
ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า ตามคำกล่าวของดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ คือ
1.ไฟฟ้าวิ่งเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสกับสิ่งที่ถูกฟ้าผ่า เช่น ฟ้าผ่าลงต้นไม้ขณะที่มนุษย์สัมผัสถูกต้นไม้
2.ไฟฟ้าแลบจากด้านข้าง ในลักษณะที่กระแสไฟฟ้ากระโดดเข้าสู่ตัวคน
3.กระแสไฟฟ้าวิ่งตามพื้น เช่น เมื่อฟ้าผ่าลงต้นไม้ กระแสไฟฟ้ากระจายลงพื้นที่รอบ ๆ โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำเจิ่งนอง

นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้หรือเข้าใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคลื่นไมโครเวฟเป็นส่วนประกอบ อย่าง ตู้เย็น โทรศัพท์มือถือ (คลื่นไมโครเวฟ คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่แล้วในธรรมชาติ โดยดวงอาทิตย์เป็นผู้ส่งออกมา โดยไมโครเวฟมีความถี่ตั้งแต่ 300-3000 MHz มีคุณสมบัติสะท้อนคลื่น ดูดซึมคลื่น และทะลุผ่าน) ระหว่างฝนตก เมื่อเกิดฟ้าผ่าลงหลังคาบ้าน แล้วบ้านหลังดังกล่าวไม่มีสายดิน กระแสไฟฟ้าจึงกระจายตามพื้นบ้านและเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่ยืนอยู่ในที่มีน้ำเจิ่งนอง หรือร่างกายเปียกชื้น (ตรงตามลักษณะของสาเหตุข้อที่ 3)
เพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงถูกฟ้าผ่า ระหว่างฝนตก ไม่ควรใช้โทรศัพท์ หรือเล่นอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์ รวมทั้งควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า และหลบอยู่ในบริเวณที่มิดชิด หลีกเลี่ยงการหลบฝนใต้ต้นไม้ ในตู้โทรศัพท์.

ขอบคุณภาพประกอบจาก the French National Aerospace Research Establishment - onERA

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=71987&NewsType=2&Template=1

Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.

: 'ปฏิทินสงกรานต์' ร้อยเรื่องราวปีใหม่ไทย


 


 
'ปฏิทินสงกรานต์' ร้อยเรื่องราวปีใหม่ไทย
สงกรานต์ เทศกาลที่มีสีสันความหมายถ่ายทอดประเพณีไทยงดงามมีสายน้ำชุ่มฉ่ำชื่นใจเป็นสื่อเชื่อมสานสัมพันธไมตรีแสดงความเคารพ ความกตัญญู ความเอื้ออาทร
 
วันสงกรานต์ ยังเป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่  มีมาแต่ครั้งโบราณ ช่วงเวลานี้นอกจากจะได้เห็นบรรยากาศการเดินทางกลับบ้านของคนไกลครอบครัวคืนถิ่นฐาน เยี่ยมเยือนญาติผู้ใหญ่อยู่พร้อมหน้ากันในบรรยากาศครอบครัวแล้ว ในช่วงเทศกาลสงกรานต์วันขึ้นปีใหม่แบบไทย ๆ ยังเป็นอีกโอกาส  อันดี ใช้ฤกษ์งามยามดีนี้เริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีงาม
 
ย้อนถึงการนับวันขึ้นปีใหม่แบบสากลที่กำหนดวันแรกเริ่มต้นเดือนมกราคมเป็นวันขึ้น ปีใหม่ แต่ในครั้งโบราณนั้นกล่าวกันว่าการนับวันขึ้นปีใหม่ของแต่ละชาติจะกำหนดขึ้นตามแต่ความนิยมและความคิดเห็นของชาตินั้น ๆ โดยที่ไม่ได้เป็นวันเดียวกันเหมือนกับในปัจจุบัน
 
ส่วนการ นับวันขึ้นปีใหม่ของไทย จากหนังสือวันสำคัญฯ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งเคยเผยแพร่ไว้กล่าวถึงวันขึ้นปีใหม่ของไทยโดยที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เริ่มแรกถือ วันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ เหมือนกับหลายชาติที่ถือฤดูเหมันต์หรือฤดูหนาวเป็นการเริ่มต้นปี ทั้งนี้ด้วยเพราะคนสมัยก่อนเห็นว่า ฤดูหนาวเป็นช่วงผ่านพ้นจากฤดูฝนอันมืดครึ้ม สว่างเหมือนเวลาเช้า
 
ส่วนฤดูร้อนเป็นช่วงที่สว่างเหมือนเวลากลางวัน และฤดูฝนเป็นเวลามืดหม่นคล้ายกลาง คืนจึงนับฤดูหนาวซึ่งมักตรงกับเดือนอ้ายซึ่งสว่างเหมือนเวลาเช้าเป็นต้นปีและนับช่วงฤดูร้อนเป็นกลางปี ส่วนฤดูฝนเป็นปลายปีต่อมาได้มีการเปลี่ยน วันขึ้นปีใหม่เป็นวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ราวช่วงสงกรานต์ อันเป็นการเปลี่ยนตามคติพราหมณ์ที่นับวันตามจันทรคติ โดยใช้ปีนักษัตรและการเปลี่ยนจุลศักราชเป็นเกณฑ์ จากนั้นต่อมาในสมัย                     
รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็น วันที่ 1 เมษายน อันเป็นการนับวันทางสุริยคติซึ่งประกาศใช้มานับแต่ปี พ.ศ. 2432 ต่อจากนั้นมาในปี พ.ศ. 2483 รัฐบาลเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ไทยเป็นไปตามแบบสากลนิยมกำหนดคือ วันที่ 1 มกราคม
 
ในวันสงกรานต์ประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมา อย่างที่กล่าวสมัยโบราณถือวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่เป็นการเริ่มต้นปีของไทย การจะได้ล่วงรู้ถึง วัน เดือน ปีขณะที่ปฏิทินมีความหมายความสำคัญและจากที่ปฏิทินมีปรากฏหลากหลายรูปแบบ ปฏิทินสงกรานต์ เป็นปฏิทินอีกรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ถ่ายทอดความเป็นไทยวิถีวัฒนธรรม ประเพณีสงกรานต์งดงาม ยุทธพงษ์ เรืองหิรัญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารออมสินและหนึ่งในผู้ วาดภาพปฏิทินสงกรานต์ธนาคารออมสินซึ่งเผยแพร่สืบรักษาศิลปวัฒนธรรม ประเพณีสงกรานต์มายาวนาน ให้ความรู้ปฏิทินไทย การสร้างสรรค์ปฏิทินสงกรานต์ว่า
 
ปฏิทินหลากหลายรูปแบบที่ปรากฏ การพิมพ์ปฏิทินของไทยจากที่มีหลักฐานกล่าวว่ามีมาแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเรียกว่า ประนินทิน แต่ครั้งนั้นปฏิทินไม่ได้บอก วัน เดือน ปีแต่เป็นปฏิทินที่บอกโมงและทุ่ม วันข้างขึ้น ข้างแรมของแต่ละเดือน
 
ต่อมาภายหลังได้มีปฏิทินที่บอกวัน เดือน ปี ใน หนังสือพิมพ์มิวเซียม ซึ่งผู้  ที่ทำปฏิทินคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม  พระยาเทวะวงศ์วโรปการ โดยพระ องค์ทรงคิดวิธีปฏิทินไทยใช้ตามสุริยคติกาลทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและโปรดให้ใช้เป็นประเพณีของบ้านเมือง นอกจากนี้โปรดให้พิมพ์ปฏิทินแบบใหม่แจก ในวันสงกรานต์ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นของปฏิทินไทย
 
ปฏิทินปีขาล ปี พ.ศ. 2493 เป็นปฏิทินสงกรานต์ของทางธนาคารออมสินที่ค้นพบ ปฏิทินภาพนี้เป็นของสมาคมโหรแห่งประเทศไทยซึ่งมีธนาคารออมสิน สำนักแพทย์โยคีสถานเป็นผู้อุปถัมภ์ ซึ่งจากจุดนี้เป็นแนวคิดให้กับธนาคารได้จัดทำปฏิทินสงกรานต์ขึ้นต่อเนื่องมา   ซึ่งในการจัดทำปฏิทินปีแรกนั้น   น่าจะเป็นปี พ.ศ. 2494 โดยมีอาจารย์ประสงค์ ปัทมานุช ซึ่ง ต่อมาได้รับการประกาศเป็นศิลปินแห่งชาติได้เขียนภาพปฏิทินเรื่อยมาท่านได้เขียนอยู่ยาวนานกว่ายี่สิบปี กระทั่งเกษียณ จากนั้นบุคลากรกลุ่มงานศิลปกรรมธนาคารได้หมุนเวียนกันสร้างสรรค์
 
ในขั้นตอนการจัดทำปฏิทินสงกรานต์นั้นจะเริ่มจากการอ่านคำทำนายของโหรจากสำนักพระราชวัง หรือที่เรียกว่า ประกาศสงกรานต์ เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมาของนางสงกรานต์ จากนั้นศิลปินจะนำเนื้อหามา แปลความหมาย สร้างสรรค์เขียนภาพจิตรกรรมไทยด้วยลายเส้นประณีต
 
“ปฏิทินสงกรานต์จะเขียนตามประกาศสง กรานต์ปีนั้น ๆ จะบอก   ปี อย่างปีขาล ปีฉลู นางสงกรานต์ แต่งกาย อย่างไร ทัดดอกไม้อะไร  มีเอกลักษณ์อย่างไร ทรงพาหนะอะไร อาวุธเป็นอย่างไร ฯลฯ ภาพในปฏิทินสงกรานต์ศิลปินจะเป็นผู้วางตำแหน่งภาพต่าง ๆ ตามจินตนาการ สร้างภาพอยู่ในกรอบลายไทยที่มีความแตกต่างกันในแต่ละปี
 
การเขียนจะเป็นไปตามจินตนาการของช่างเขียน ภาพนางสงกรานต์ พาหนะ อากัปกิริยา ฯลฯ องค์รวมในภาพเป็นไปตามจินตนาการของช่างเขียน ขณะที่การให้สีขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของโทนสีที่ใช้กับภาพซึ่งช่างเขียนจะกำหนดให้มี ความสวยงามตามจินตนาการของศิลปิน ตามสภาพความ เป็นจริง”
 
ส่วนการกำหนดขนาดของตัวอักษรและการให้สีที่ตัวอักษรข้อความต่าง ๆ จะเน้นความชัดเจน และจากการจัดทำต่อเนื่องมาจวบจนปัจจุบันยังคง มุ่งเน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทย เป็นความภูมิใจที่ได้ร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เห็นถึงคุณค่าความสำคัญของประเพณีดีงามของไทย
 
นอกจากวัน เดือน ปีที่ปรากฏในปฏิทินสงกรานต์ ยังบอกถึงวันมงคล วันที่ควรละเว้นทำการมงคล คำพยากรณ์ที่บอก กล่าวถึงนาคให้น้ำบันดาลฝน เกณฑ์ธัญญาหาร ฯลฯ เหล่านี้ ยังมีความหมายถ่ายทอดวิถีชีวิต ภูมิปัญญาไทยเกี่ยวเนื่องผูกพันกับน้ำ การเกษตรกรรม อ.พลา ดิศัย สิทธิธัญกิจ นักวิชาการอิสระให้ความรู้เพิ่มเติมของปฏิทินไทยว่า ปฏิทินที่มีรูปนางสงกรานต์เป็นปฏิทินที่มีความเป็นไทย    มีเอกลักษณ์ที่พร้อมให้ศึกษา   ทั้งวิธีการใช้ มีภาพจิตรกรรม ถ่ายทอดเรื่องราวนางสงกรานต์ บอกข้างขึ้น ข้างแรม ฯลฯ อีกทั้งยังแสดงถึงสภาพสังคม อาชีพเกษตรกรรม การดำเนินชีวิตของคนไทยเป็นภูมิปัญญาไทยทรงคุณค่าที่ไม่ควรละทิ้ง
 
จากปัจจุบันปฏิทินมีพัฒนาการหลากหลายรูปแบบ ปฏิทินสงกรานต์เป็นอีกปฏิทินที่ไม่เพียงมีความหมายเพียงแค่การบอกบันทึกวัน เดือน ปีให้ได้ล่วงรู้..
 
หากแต่ยังคงไว้ด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ถ่ายทอดภูมิปัญญา วิถีวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ของไทยให้ประจักษ์.

พงษ์พรรณ บุญเลิศ

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=196197&NewsType=1&Template=1

'ปฏิทินสงกรานต์' ร้อยเรื่องราวปีใหม่ไทย

 


Rediscover Hotmail®: Get e-mail storage that grows with you. Check it out.

: เย็นทั่วหล้ามหาสงกรา นต์ ไหว้พระขอพร 9 อา รามหลวง



 

เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ ไหว้พระขอพร 9 อารามหลวง [14 เม.ย. 52 - 00:23]

ร้อนนี้พักเรื่องยุ่งๆที่กำลังวุ่นวาย   แล้วหันมาคลายเครียดกับเทศกาลสงกรานต์ที่จัดอย่างครึกครื้นทั่วไทย  ตามสโลแกน  “เย็นทั่วหล้า   มหาสงกรานต์”   เพื่อเติมความสุขและความสนุกสนานให้ชีวิตกันดีกว่า   ใครที่อยู่โยงเฝ้ากรุงเทพฯ   การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย   สำนักงานกรุงเทพมหานครชวนเที่ยวงานมหาสงกรานต์  ไหว้พระขอพร  9  พระอารามหลวง  ระหว่างนี้ถึง  15  เม.ย. ประกอบด้วย  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม,  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร,  วัดบวรนิเวศวิหาร,   วัดสุทัศนเทพวรารามวรมหาวิหาร,   วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร,  วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร,  วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร   และวัดชนะสงครามวรมหาวิหาร   ซึ่งแต่ละวัดได้จัดเตรียมกิจกรรมไว้สำหรับการทำบุญขอพรในเทศกาลสงกรานต์อย่างคึกคัก

 

ในส่วนของวัดชนะสงครามวรมหาวิหาร   หนึ่งในสถานที่จัดงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ นางเยียรยง ไชยรัตน์ ผอ.ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร เผยว่า ได้จัดกิจกรรม “ไหว้พระขอพรตอนกลางคืน” ซึ่งต่างจากวัดอื่นๆ   โดยเปิดให้ประชาชนได้เข้าสักการะขอพรพระถึงเวลา 21.00  น.  ขณะเดียวกันภายในวัดยังได้จัดให้มีลานกิจกรรมสาธิตศิลปหัตถกรรมไทยที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีสงกรานต์  อาทิ  การทำน้ำปรุงแป้งร่ำพวง การประดิษฐ์ดอกไม้แบบไทย การแกะสลักของอ่อน การแทงหยวก  การสานปลาตะเพียนและการกวนกะละแม  นอกจากนี้  ในแต่ละวันยังมีการแสดงดนตรีไทยร่วมสมัยกับนาฏศิลป์ไทยทั้ง   4   ภาค การแสดงศิลปะต่อสู้ป้องกันตัว ฯลฯ ให้ชมกันด้วย ทั้งยังตกแต่งบรรยากาศในงานให้สอดคล้องกับประเพณี อาทิ การก่อเจดีย์ทรายรูปแบบต่างๆ   จำลองชานบ้านเรือนไทยไว้เป็นที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยว จำลองบรรยากาศตลาดโบราณและจำหน่ายอาหารคาวหวานนานาชนิด

 

สำหรับประชาชนที่ไปไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง สามารถขอรับ “พาสปอร์ต ไหว้พระ 9 วัด” ได้ ณ จุดประชาสัมพันธ์ประจำวัดทุกวัด เมื่อประทับตราครบทั้ง 9 วัด ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลพระเลี่ยมทองจาก 9 พระอารามหลวงและรางวัลอื่นๆอีกมากมาย จากการท่อง เที่ยวแห่งประเทศไทย.

 

 

 

http://www.thairath.co.th/news.php?section=society&content=132789


Quick access to your favorite MSN content and Windows Live with Internet Explorer 8. Download FREE now!

Re: สืบสานประเพณีปีใหม่ไทย เล่าขานตำนาน 'นางสงกรานต์'



 สืบสานประเพณีปีใหม่ไทย เล่าขานตำนาน 'นางสงกรานต์'
ประเพณีสงกรานต์ ถือเป็นประเพณีการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่ยึดถือและปฏิบัติกันมาแต่โบราณ เป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่งดงามฝังลึกอยู่ในจิตใจของคนไทยมาช้านานจวบจนปัจจุบัน
 
เทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพันที่มีต่อกันทั้งในครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา ทำให้สมาชิกของครอบครัวมีโอกาสมาอยู่ร่วมกันเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา
 
คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า การผ่านหรือการย้าย โดยการนับระยะเวลาที่เส้นทางของดวงอาทิตย์โคจรผ่านกลุ่มดาวฤกษ์จักราศีทั้ง 12 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มดาวราศีเมษ พฤษภ เมถุน กรกฎ สิงห์ กันย์ ตุลย์ พิจิก ธนู มังกร กุมภ์ และมีน การโคจรผ่านกลุ่มดาวแต่ละกลุ่ม จะใช้ระยะเวลาประมาณ 30 วัน เมื่อดวงอาทิตย์โคจรผ่าน กลุ่มดาวเหล่านี้ครบทั้ง 12 กลุ่มก็จะได้ระยะเวลา 1 ปีพอดี เป็นวิธี  การนับเดือนที่ใช้กันในประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากอินเดีย เช่น ไทย พม่า เขมร ลาว เป็นต้น
 
วันที่ 13 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์หรือวันเริ่มต้นปีใหม่ เพราะจากช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์โคจรผ่านจากราศีมีนเข้าสู่เมษนั้น โลกโคจรเป็นมุมฉากกับดวงอาทิตย์มีกลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันพอดี วันสงกรานต์เป็นวันทำบุญใหญ่ประจำปี มี 3 วันคือ วัน “มหาสงกรานต์” หรือ วันส่งท้ายปีเก่า (วันที่ 13 เมษายน) วันกลางหรือ “วันเนา” (วันที่ 14 เมษายน) วันขึ้นปีใหม่ หรือ “วันเถลิงศก” (วันที่ 15 เมษายน)
 
ประเพณีสงกรานต์ที่สำคัญคือลูกหลานจะนำสิ่งของมาเยี่ยมเยียนและรดน้ำขอพรจากบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย รวมทั้งแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ การสร้างความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ได้แก่ การร่วมกันทำบุญให้ทาน การก่อพระเจดีย์ทรายและเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การเล่นสาดน้ำเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงร่วมกัน นอกจากนี้ยังสร้างความรู้สึกผูกพัน กลมเกลียวต่อบุคคลในสังคมเดียวกันและสร้างความรู้สึกหวงแหนในสาธารณสมบัติของสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยการช่วยกัน ทำความสะอาดบ้านเรือน วัดวาอาราม ตลอดจนอาคารสถานที่ต่าง ๆ ด้วยความสำคัญดังกล่าววันสงกรานต์จึงถือเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” และวันที่ 15 เมษายน ก็ยังเป็น “วันครอบครัว” อีกด้วย
 
กิจกรรมในวันสงกรานต์ คือ การสรงน้ำพระพุทธรูปและพระภิกษุสามเณรโดยใช้น้ำสะอาดหรือน้ำผสมน้ำอบไทย ลอยด้วยดอกไม้สด เช่น ดอกมะลิ ถวายผ้าสบงหรือผ้าไตร การทำบุญตักบาตรตอนเช้า หรือนำอาหารไปเลี้ยงพระที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บุพการีที่ล่วงลับไปแล้ว การเตรียมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มชุดใหม่ที่สะอาดเรียบร้อย เพื่อไหว้บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ หรือผู้มีพระคุณ การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ระหว่างรดน้ำท่านก็จะให้ศีลให้พรแก่ลูกหลาน โดยมักจะมี “ผ้าไหว้” เช่น เสื้อผ้าหรือผ้าขาวม้ามามอบให้ด้วย
 
การทำทานโดยการปล่อยนกปล่อยปลา ฟังเทศน์ ถือศีลปฏิบัติธรรม การก่อพระเจดีย์ทราย โดยขนทรายเข้าวัด แล้วก่อเป็นรูปเจดีย์หรือสัตว์ต่าง ๆ ปักธงหลากสี มีธูปเทียนและดอกไม้เป็นเครื่องบูชาพระเพื่อให้วัดนำทรายไปใช้ในการก่อสร้างและการสาธารณประโยชน์ การเล่นสาดน้ำ โดยใช้น้ำสะอาดและเล่นอย่างสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะ ไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่นและการละเล่นรื่นเริงอื่น ๆ ตามประเพณีของท้องถิ่นนั้น ๆ
 
นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ในวันสงกรานต์ยังมีตำนานเกี่ยวกับนางสงกรานต์ตามที่ปรากฏในศิลาจารึกวัดพระเชตุพน ซึ่งเล่าขานว่า เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุรา นักเลงสุรามีบุตรสองคนมีผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนักเลงสุรานั้นเข้าไปกล่าวหยาบช้าต่อเศรษฐี เศรษฐีจึงถามว่าเหตุใดจึงมาหมิ่นประมาทต่อเราผู้มีสมบัติมาก นักเลงสุราตอบว่า ถึงท่านมีสมบัติก็ไม่มีบุตร ตายแล้วสมบัติก็สูญเปล่า เรามีบุตรเห็นว่าประเสริฐกว่า ท่านเศรษฐีละอายจึงบวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งอธิษฐานถึงสามปีมิได้มีบุตร
 
อยู่มาถึงวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีจึงพาบริวารไปยังต้นไทรอันเป็นที่อยู่แห่งฝูงนกทั้งปวงริมฝั่งน้ำ จึงเอาข้าวสารล้างน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงขึ้นบูชาพระไทร ประโคมพิณพาทย์ตั้งอธิษฐานขอบุตร พระไทร   มีความกรุณาจึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดแล้วจึงให้ชื่อธรรมบาลกุมาร ปลูกสร้างปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ที่ใต้ต้นไทรริมฝั่งน้ำนั้น กุมารเจริญขึ้นก็รู้ภาษานกแล้วเรียนไตรเพทจบ เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ ได้เป็นอาจารย์ บอกมงคลการต่าง ๆ  แก่มนุษย์ทั้งปวง
 
ในขณะนั้นโลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหม องค์กบิลพรหมเดิมว่าเป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อทราบจึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมารสามข้อ สัญญาไว้ว่าถ้าแก้ปัญหาได้จะตัดศีรษะบูชา ถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ปัญหานั้นว่าข้อ 1.เช้าราศีอยู่แห่งใด ข้อ 2.เที่ยงราศีอยู่แห่งใด ข้อ 3.ค่ำราศีอยู่แห่งใด ธรรมบาลกุมารขอผลัดเจ็ดวัน ครั้นล่วงไปได้หกวันธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้ จึงนึกว่าพรุ่งนี้จะขอตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม ไม่ต้องการหนีไปซุกซ่อนยอมตายเสียดีกว่า จึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลสองต้น มีนกอินทรีสองผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น
 
ครั้นเวลาค่ำนางนกอินทรี จึงถามสามีพรุ่งนี้จะได้อาหาร แห่งใด สามีบอกว่าจะได้กินศพธรรมบาลกุมารซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย เพราะทายปัญหาไม่ออก นางนกถามว่าปัญหานั้นคืออะไร สามีจึงบอกปัญหาว่า เช้าราศีอยู่แห่งใด เที่ยงราศีอยู่แห่งใด ค่ำราศีอยู่แห่งใด นางนกถามแล้วจะแก้อย่างไร สามีบอกว่า เช้าราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก เวลาค่ำราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า ธรรมบาลกุมารได้ยินดังนั้นก็กลับไปปราสาท
 
ครั้นรุ่งขึ้นท้าวกบิลพรหมมาถามปัญหา ธรรมบาลกุมารก็แก้ตามที่ได้ยินมา ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกธิดานางฟ้าทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นบาทบริจาริกา (นางบำเรอแทบเท้า) ของพระอินทร์มาพร้อมกันจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา แล้วบอกว่าเราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาร ศีรษะของเราถ้าจะตั้งไว้บนแผ่นดินไฟ ก็จะไหม้ทั่วโลก ถ้าจะทิ้งไว้ในอากาศฝนฟ้าก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง จึงให้นางฟ้าทั้งเจ็ดนั้น เอาพานมารับศีรษะ แล้วตัดศีรษะส่งให้นาง  ทุงษะธิดาองค์โต นางจึงเอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้ แล้วแห่ทำ ประทักษิณ รอบเขาพระสุเมรุ 60 นาทีแล้วก็เชิญประดิษฐานไว้ในมณฑป ถ้ำคันธุลีเขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่าง ๆ พระเวสสุกรรมก็นฤมิตรแล้วด้วยแก้วเจ็ดประการ ชื่อภควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็นำเอาเถาฉมูนาดลงมาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้วแจกกันสังเวยทุก ๆ องค์ ครั้นครบถึงกำหนด 365 วัน โลกสมมุติว่าปีหนึ่งเป็นสงกรานต์ นางฟ้าเจ็ดองค์จึงผลัดเวรกัน แล้วแต่ว่าสงกรานต์ปีนั้นตรงกับวันอะไร ถ้าเป็น วันอาทิตย์คือ นางทุงษะ วันจันทร์คือ นางโคราคะ วันอังคารคือ นางรากษส วันพุธคือนางมณฑา วันพฤหัสฯ คือ นางกิริณี วันศุกร์คือ นางกิมิทา วันเสาร์คือนางมโหทร มาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมออกแห่ประทักษิณ เขาพระสุเมรุทุกปีแล้วกลับไปเทวโลก ดังปรากฏเป็นจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนจนกาลปัจจุบัน
 
เรื่องราวทั้งหมดนี้ คือ ความเป็นมาของวันสงกรานต์ ขนบธรรมเนียมประเพณีอันงดงามของไทยที่ควรสืบสานและอนุรักษ์ฟื้นฟูกิจกรรมอันทรง  คุณค่าไว้ให้ลูกหลานได้ทราบและปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง พร้อมกับความรู้เรื่องกำเนิดนางสงกรานต์ ที่กลายเป็นตำนานเล่าขานมาช้านาน ช่วยให้อนุชนคนรุ่นหลังได้รับทราบและค้นคว้าเรียนรู้สืบไป.
ประกาศสงกรานต์ปีพุทธศักราช 2552
จากคำพยากรณ์โบราณนางสงกรานต์ ปี 2552 ปีนี้สงกรานต์ไทยตรงกับปีฉลู (มนุษย์ผู้ชาย ธาตุดิน) วันที่ 14 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันจันทร์ แรม 4 ค่ำ เดือน 5 เวลา 01 นาฬิกา 13 นาที 14 วินาที (ถ้าดูตามปฏิทินสากล วันที่ 14 เมษายน จะเป็นวันอังคาร แต่ ณ ที่นี้ยังนับเป็นวันจันทร์เพราะยังอยู่ในช่วงตีหนึ่ง หากหลัง 6 โมงเช้าไปแล้ว ทางโหราศาสตร์จึงนับเป็นวันใหม่ คือวันอังคาร) นางสงกรานต์ ทรงนามว่า โคราคะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์หลับเนตรมาเหนือหลังพยัคฆะ (เสือ) เป็นพาหนะ  
 
วันที่ 16 เมษายน เวลา 05 นาฬิกา 06 นาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น 1371 ปีนี้วันเสาร์เป็นธงชัย วันพุธเป็นอธิบดี วันศุกร์เป็นอุบาทว์ วันศุกร์เป็นวันโลกาวินาศ ปีนี้วันจันทร์เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 500 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 50 ห่า ตกในมหาสมุทร 100 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 150 ห่า ตกในเขาจักรวาล 200 ห่า นาคให้น้ำ 2 ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 6 ชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในภูมินา จะได้ผล 9 ส่วน เสีย 1 ส่วน ธัญญาหาร ผลาหารจะอุดมสมบูรณ์ (ธัญญาหาร คือ ข้าวต่าง ๆ / ผลาหาร คือ ผลไม้ต่าง ๆ) เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีอาโป (น้ำ) น้ำมาก

กรวิกา คงเดชศักดา

 

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=196097&NewsType=1&Template=1



Rediscover Hotmail®: Now available on your iPhone or BlackBerry Check it out.