วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

เล่าเรื่อง "เหล้า" น้ำเมาเปลี่ยนนิสัย



 

เล่าเรื่อง "เหล้า" น้ำเมาเปลี่ยนนิสัย
คอเหล้าได้เฮ...สงกรานต์นี้ขายเหล้าได้ตามปกติ...
     
“สุรา” หรือที่เรียกกันติดปากว่า เหล้า นั้น เป็นสิ่งผูกพันกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาเป็นเวลาช้านาน นอกจากข้าวแล้วสุราเป็นหนึ่งในอีกไม่กี่สิ่ง ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาคุ้นเคย เป็นอย่างดี โดยอาจย้อนหลัง  ได้เป็นพัน ๆ ปี กล่าวได้ว่า การผลิตสุราเป็นวิวัฒนาการทาง  ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หลังจากมนุษย์รู้จักข้าวและการทำนาแล้ว ทั้งนี้ ก็เพราะสุราชนิดแรกที่มนุษย์ผลิตนั้นมาจากข้าว เท่าที่ปรากฏหลักฐาน มนุษย์รู้จักเอาข้าวมาหมักทำเบียร์เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 3,500-4,000 ปี ก่อนคริสต์กาล
    
จากการศึกษาเรื่องราวของสุรา พระไพศาล วิสาโล พบว่า ตั้งแต่อดีตมาจนต้นรัตนโกสินทร์นั้นคนไทยไม่ได้ดื่มสุรานัก โดยนักสังเกตการณ์สมัยพระนารายณ์ อาทิ ลาลูแบร์ แชรเวส และสังฆราชแห่งเบริธ กล่าวเหมือนกันว่า น้ำบริสุทธ์เป็นเครื่องดื่มทั่วไปของชาวสยาม เครื่องดื่มที่รองลงมา คือ น้ำชา ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ควรค่าแก่การต้อนรับแขกผู้มาเยี่ยม ธรรมเนียมต้อนรับดังกล่าวยังตกทอดมาถึงรัชกาลที่ 4 และ 5 เป็นอย่างน้อย
    
การที่คนไทยไม่นิยมดื่มสุรากัน สาเหตุประการสำคัญ น่าจะมาจากอิทธิพลทางพุทธศาสนา เนื่องจากพุทธศาสนาถือว่าสุรานั้นเป็นโทษควรงดเว้น และในสมัยสุโขทัย พระเจ้าลิไท ได้กล่าวถึงผลร้ายของผู้บริโภคสุราโดยเฉพาะหลังความตาย  ไว้ใน ไตรภูมิพระร่วง อีกทั้ง คำสอนที่อยู่ในวรรณกรรมท้องถิ่นมากมาย เช่น พระยาคำกอง (สอนไพร่) พญาปู่สอนหลาน การะเกด อันเป็นวรรณกรรมอีสาน และวรรณกรรมภาคใต้ ได้แก่ สุทธิกรรม ซึ่งความเชื่อดังกล่าวมีผลต่อค่านิยมหรือ  มาตรฐานเกี่ยวกับความดี โดยเฉพาะผู้ชายที่ดีนั้น คือคนที่  ถือศีล 5 คติดังกล่าวฝังรากลึก ในสังคมไทยเป็นเวลาหลายศตวรรษ
 
ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้กฎหมายตราสามดวง การบริโภคสุราในชนชั้นเจ้านายและขุนนางในอยุธยาเป็นของห้าม ผู้ที่ละเมิดถือว่า  “ผู้นั้นทุรยศขบถต่อแผ่นดิน” โดย ตุรแปง ผู้เขียนบันทึกชาวฝรั่งเศส ตั้งข้อสังเกตว่า “เจ้าหน้าที่ในพระราชวังเป็นคนเคร่งครัดที่สุด ที่จะไม่ฝ่าฝืน ใครได้กลิ่นหายใจก็รู้ว่าเขาดื่มเหล้า และถ้ามีหลักฐานว่าเขาดื่มเหล้าก็จะถูกพระเจ้าแผ่นดินลงพระอาญาอย่างหนักและลดตำแหน่งเพราะเชื่อได้ว่าคนที่เมาย่อมปล่อยตัวประกอบอาชญากรรมได้ทุกอย่าง”
     
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ตราพระราชกำหนดใหม่ ให้ลงโทษคนที่ดื่มสุราโดยการถอดออกจากราชการให้เป็นไพร่และสักหน้าผาก จากข้อมูลดังกล่าวอธิบายได้ว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ไม่ใช่วัฒน ธรรมของคนไทย อย่างที่ผู้ประกอบการทางธุรกิจแอลกอ ฮอล์ หรือที่ใครหลาย ๆ คนมักชอบกล่าวอ้างในปัจจุบัน
    
เชื่อกันว่า คนไทยเริ่มดื่มเหล้า กันมากขึ้นใน สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีชาวจีนเป็นชาติแรกที่นำสุรากลั่น หรือที่เรียกว่า   “เหล้าโรง” เข้ามายังประเทศไทย โดยโรงสุราจะตั้งอยู่ในชุมชนจีนและมีคนจีนผูกขาดทั้งการกลั่นและการขายเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้สุรากลายเป็นสิ่งที่หาบริโภคได้ทั่วไปสำหรับ คนไทย
 
การผลิตและจำหน่ายสุราเป็นไปอย่างเสรีไม่มีการเก็บอากรสุราจนกระทั่งสมัยพระเจ้าปราสาททอง ครั้นมาในสมัยพระนารายณ์มีการกำหนดพิกัดอากรสุรา ในสมัยอยุธยาเกิดปัญหาการเก็บอากรสุราโดยรัฐไม่ทั่วถึง รายได้เข้าท้องพระคลังมีไม่มากพอ จึงเกิดระบบเจ้าภาษีนายอากร เพื่อให้เอกชนประมูลสิทธิในการผูกขาดการเก็บภาษีอากรเป็นรายปีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งออกตรวจและจับกุมชาวบ้านที่ต้มเหล้าเอง ซึ่งเชื่อว่าระบบดังกล่าวจะช่วยควบคุมการผลิตสุราไม่ให้มากเกินไปจนราคาถูกหาซื้อได้ง่าย ทำให้การต้มสุรา กลั่นซบเซาลง มาเริ่มอีกครั้งสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่มีการสร้างโรงกลั่นบางยี่ขัน
 
เมื่อครั้น รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย การบริโภคสุรามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะชาวจีนที่อพยพมาเมืองไทย เพื่อใช้แรงงาน  ทางเศรษฐกิจ เช่น ปลูกพืชเศรษฐกิจ ต่อเรือ ทำเหมือง ตลอดจนสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ ทำให้เกิดการขยายตัวของการกลั่นสุรา จนกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้ง หาซื้อได้ง่าย วิธีการจำหน่าย  ทำได้โดยใช้เรือไปตามคูคลอง ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงบ้านกลุ่มคนจีนเหล่านี้ ซึ่งการแพร่หลายของวิธีการจำหน่ายนี้ ทำให้คนไทยในท้องถิ่นเข้าถึงและซื้อหาสุราได้ง่าย ไม่ต้องรอให้ข้าวเหลือเพื่อมาทำสุราแช่อีกต่อไป
 
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การบริโภคสุราโดยเฉพาะสุรา  รัฐบาลเพิ่มขึ้นมาก กล่าวได้ว่า   ไม่เคยมียุคใดที่คนไทยบริโภค สุรามากเท่ายุคนี้ สุรากลายเป็นสื่อกลางเข้าสังคม เป็นเครื่องแสดงสถานภาพทางสังคมและฐานะ ความเป็นผู้ใหญ่ รวมถึง ความเท่าเทียมกันของหญิงกับชาย โดยมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในพิธีกรรมหรือในช่วงเทศกาลและโอกาสพิเศษอีกต่อไป แต่สุราถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มในทุกโอกาส แม้แต่ในงานบุญซึ่งไม่เคยมีการดื่มสุรามาก่อนก็ตาม
 
สงกรานต์ ภาคโชคดี  ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวถึงการบริโภคสุราของไทยว่า คนไทยหันมาบริโภคสุรากันอย่างจริง ๆ จัง ๆ หลังจากที่มีการค้าเสรี เกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่เป็นปัจจัย คือ การโฆษณา ซึ่งที่เห็นชัดเจน  คือ เบียร์ คนสมัยก่อนไม่กินเบียร์ แต่พอมีการโฆษณา รวมทั้ง ปัจจัยอื่นร่วมด้วย อย่างราคาที่ถูกลง ทำให้ภายในระยะเวลาประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เบียร์มีการจำหน่ายเพิ่มขึ้นมาถึง 6 เท่า เปลี่ยนให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ดื่มเหล้ามากจนติดอันดับโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เคยบันทึกไว้ว่า ประเทศ ไทยมีการบริโภคสุราติดเป็นอันดับ 5 ของโลกมาแล้ว
 
“แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าเหล้า เป็นที่มาของปัญหาต่าง ๆ ทั้งเรื่องของสุขภาพ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ มากถึง 60 โรค และร้อยละ 80 ของผู้ป่วยโรคเอดส์ในวัดพระบาทน้ำพุมีสาเหตุมาจากการดื่มสุราแล้วมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย รวมทั้งความรุนแรงในครอบครัว อาชญากรรม และอุบัติเหตุ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง
    
ในเมื่อหลีกเลี่ยงเหล้ากับสังคม กับเทศกาลต่าง ๆ ไม่ได้ เมื่อถามถึงความพอดี จะไม่พูดในเชิงรณรงค์เพราะจะเป็นเหตุ เนื่องจากบริษัทสุราก็ใช้วิธีนี้ เช่น ดื่มอย่างรับผิดชอบ ดื่มอย่างมีสติ แต่จะพูดถึง คนที่ดื่มแล้วมีปัญหาน้อย คือ ดื่มต้องที่เป็นผู้ใหญ่แล้วยิ่งอายุเกิน 25 ปีขึ้นไปจะเป็นการดี และเลือกดื่มเฉพาะงานเป็นค่านิยม ที่ฝืน ที่เลี่ยงไม่ได้หรือไม่มีพลังพอที่จะปฏิเสธได้ เรียกว่าเป็นการดื่มโดยมีเหล้าเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการสังสรรค์ของโต๊ะอาหาร ซึ่งบุคคลประเภทนี้จะไม่ทำให้การดื่มเหล้าเป็นปัญหา”
 
สำหรับผู้ที่ดื่มจนเกินพอดี ต้องสร้างความเข้าใจให้กับเขา สร้างค่านิยม ทัศนคติใหม่ให้เกิดขึ้น สิ่งแรกต้องเริ่มจากความรู้  คือ รู้ข้อมูลข่าวสาร รู้โทษภัย และพัฒนามาจน รู้สึก ซึ่งเป็นการ ตระหนัก ว่าเหล้ามีโทษมาก กว่าคุณและทำให้มีโอกาสที่จะทำในสิ่งที่ผิดพลาด เสียอนาคต เสียชีวิตได้ เมื่อมีความรู้ลงลึกลงไปจะรู้ว่า เหล้าทำลายสติ เพราะเพียงแก้วเดียวก็มีโอกาสเสี่ยงแล้ว จากนั้นจะ รู้สำนึก ที่จะเปลี่ยนแปลง ลดลง ซึ่งถ้าใครเลิกได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับตนเองเป็นอันดับแรก ทั้งต่อสุขภาพและสติปัญญา
 
“เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ควรดื่มอยู่ที่บ้าน อย่าไปซื้อเพิ่มเองถ้าจะซื้อดื่มอีกให้คนที่ไม่ได้ดื่มเหล้าขับไปซื้อให้ และควรดื่มในที่ที่ควรจะดื่ม ไม่ควรออกจากที่เดิมเพื่อไปทำอย่างอื่นต่อ สนุกกันที่บ้านตรงนี้ปัญหาจะไม่เกิดขึ้น บางชุมชนแก้ปัญหาโดยเก็บกุญแจรถกลุ่มคนที่ดื่มเหล้าถ้าจะซื้ออีกให้คนที่ไม่ได้ดื่มไปซื้อให้ ก็จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ลง”
 
สงกรานต์ ถือเป็นเทศกาล ที่ดีงาม เป็นวันของครอบครัว ผู้สูงอายุ ถือเป็นวันดี ฉะนั้นไม่เข้ากับสิ่งที่เป็นอบายมุข อย่าง เหล้า มีข้อมูลเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าสร้างปัญหามากมาย มานั่งนับคนตายกันปีละเฉลี่ย 500 คน คือ ตายทุก 20 นาที บาดเจ็บทุก 2 นาที มีคนบาดเจ็บประมาณ 5,000 คน ฉะนั้นถ้าเราสามารถป้องกันได้ ลดการดื่มลง หรือดื่มอย่างมีขอบเขตก็จะช่วยลดปัญหาได้ ทั้งยังทำให้วัฒนธรรมดี ๆ กลับคืนมา ถ้าคนมีสติอยู่ ก็จะทำสิ่งดี ๆ ด้วยเช่นกัน
 
อย่าให้ “เหล้า” ทำให้เรื่อง “เล่า” ในชีวิตคุณต้อง  สั้นลง!!

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=195482&NewsType=1&Template=1จุฑานันทน์ บุญทราหาญ




Quick access to your favorite MSN content and Windows Live with Internet Explorer 8. Download FREE now!

ชีวิต "โอทอง คำอินซู" "ฮุ่งอะลุน แดนวิไล" ซีไรต์ "ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ"



 

ชีวิต "โอทอง คำอินซู" "ฮุ่งอะลุน แดนวิไล" ซีไรต์ "ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ"
“ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ” เป็นชื่อผลงานเขียนเรื่องสั้นที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการอนุรักษ์ปกป้องมรดกทางด้านวัฒนธรรมการแต่งกาย ใช้ภาษาที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา แต่กลับสะท้อนภาพสังคมของประเทศ ณ ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี และส่งผลให้นักเขียนคว้ารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์และยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ “ซีไรต์” ประจำปี 2008 ที่สำคัญคือมิใช่งานเขียนไทย-นักเขียนไทย หากแต่เป็นนักประพันธ์ชาวลาว

“โอทอง คำอินซู” เจ้าของนามปากกา “ฮุ่งอะลุน แดนวิไล”

โอทองเปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการเขียนผลงาน “ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ” ว่า เกิดจากการที่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้นำเอาซิ่นเก่ามาให้ดู แล้วบอกว่าซื้อมาได้ในราคาถูก แต่พอกลับถึงบ้านกลับได้ยินคนแถวบ้าน บอกว่าได้ขายซิ่นไปในราคาแพง คุณภาพของซิ่นก็เหมือน ๆ กัน คนหนึ่งบอกว่าแพง แต่อีกคนหนึ่งกลับบอกว่าถูก

“เลยคิดว่าทั้งสองเรื่องนี้สามารถเกาะเข้าเป็นเรื่องเดียวกันได้ โดยนำเอาซิ่นไหมไปเปรียบเทียบเรื่องราคา กับเรื่องของมูลค่า ศิลปะที่โดดเด่น จึงได้นำมาเขียนเป็นเรื่องที่มีแม่คนหนึ่งขายซิ่นเก่าแลกกับซิ่น โรงงานในราคา 4 พันกีบ เพราะอยากได้ซิ่นใหม่มานุ่ง แต่ในเวลาเดียวกันลูกสาวที่เรียนในเวียงจันทน์ได้ไปเห็นซิ่นไหมเก่าและได้ซื้อมาในราคาที่แพงเพื่อนำไปเป็นของขวัญให้แม่ พอแม่เปิดออกดูถึงได้รู้ว่าเป็นซิ่นเก่าของแม่ที่ขายไปในราคาถูก แต่ลูกกลับไปซื้อมาในราคาแพงกว่าที่ขายไป 3 เท่า เพราะมองเห็นคุณค่าความงามของซิ่น”

กับที่มาที่ไปของชีวิต โอทอง คำอินซู เขาเกิดวันที่ 5 มิ.ย. 2505 ที่บ้านนาคูนน้อย เมืองนาซายทอง นครเวียงจันทน์ จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาภาษาลาวและวรรณคดี จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ด้านชีวิตคู่ แต่งงานกับ ไพวัน บุนทะวง มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อ ด.ญ.พอนพิลุน คำอินซู

เขาเริ่มจับงานเขียนตั้งแต่กำลังเรียนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอุดมอี่ไล่ โดยเริ่มเขียนเรื่องสั้นและบทกวีติดที่ซุ้มข่าวของโรงเรียน จากนั้นก็เริ่มส่งผลงานไปประกวดจนได้รับรางวัล และได้มีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ เข้ามาทาบทาม บอกให้เขียนเรื่องส่งไปให้ดูบ้าง โอทอง คำอินซู จึงได้เริ่มงานเขียน อย่างจริงจัง

ปี 2528 เริ่มเข้าสู่วงการนักเขียนเต็มตัว โดยการเริ่มเขียนเรื่องสั้น “อยากเป็นครู” ส่งเข้าประกวด และชนะเลิศในการประกวดเรื่องสั้นสำหรับเด็ก ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ศึกษาใหม่ กระทรวงศึกษาธิการ

ปัจจุบัน โอทอง คำอินซู ดำรงตำแหน่งหัวหน้าอำนวยการ และบรรณาธิการวารสารวรรณศิลป์ มีผลงานรวมเรื่องสั้น 2 ชุด ได้แก่ ชุด สาวยาสูบ และ “รอยยิ้มที่ไม่มีกลิ่นเหล้า” มีผลงานหนังสือรวมบทกวี 5 ชุด ได้แก่ น้ำใจ, ทุ่งดอกหญ้า, นิทาน คำกลอน, ดาวประดับดิน, คำกลอนสอนใจ และยังมีผลงานหนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็กที่เป็นเรื่องสั้น นิทาน กาพย์กลอน อีกประมาณ 20 เล่ม อาทิ ไก่น้อยตกหลุม, กอไผ่พูดได้, นับนก, ไก่น้อยขนเหลือง, ชาวนากับหินวิเศษ, ไก่แก้ว, ปลาไหลเผือกทอง ฯลฯ

“ปัจจุบันก็ยังเขียนอยู่ แต่ไม่มากเท่ากับเมื่อก่อน เพราะต้องทำงานเป็นบรรณาธิการวารสารวรรณศิลป์ของกระทรวงวัฒนธรรม ต้องดูแลงานเขียนทั้งของตัวเองและคนอื่นไปด้วย ที่อยากเป็นนักเขียนก็เพราะอยากสื่อแนวคิดในจิตใจของเราให้คนอื่นได้รับรู้ เพราะคิดว่าถ้าเรามานั่งพูดให้กันฟังก็ได้ยินกันเพียงไม่กี่คน แต่ถ้าเราเขียนเป็นหนังสือ เป็นบทความ เวลาจำหน่ายออกไป มันก็จะมีหลายคนได้รับรู้ ได้อ่าน

ยกตัวอย่างเช่น ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ จากที่อ่านกันในประเทศเป็นร้อยเป็นพันคน แต่พอได้แปลมาเป็นภาษาไทย ก็ให้คนไทยได้อ่านอีก และถ้าได้แปลเป็นภาษาอื่น ก็จะมีคนอื่นได้อ่านอีก ก็คิดว่าข้อคิดของเราทำให้หลายคนรับรู้ คิดว่าอาชีพนักเขียนช่วยสื่อแนวคิดของเราให้ผู้อื่นได้รับรู้ได้” โอทองกล่าว

ผลงานเขียนของ โอทอง คำอินซู นั้นมีมากมาย ทั้งเรื่องสั้น กาพย์กลอน และสารคดี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวันใกล้ตัว วิถีชีวิต และวัฒนธรรมต่าง ๆ และแน่นอนว่าผลงานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดนั้นหนีไม่พ้น “ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ” ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2008

จินตรัย หรือ ปราโมทย์ ในจิต ผู้แปล “ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ” เป็นภาษาไทย พูดถึงงานเขียนชิ้นนี้ว่า ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ ไม่มีกลิ่นอายของการเมือง และสังคมนิยม แต่จะเป็นเรื่องของวิถีชีวิต มนุษย์นิยม และวัฒนธรรม ส่วนถ้าจะพูดกันถึงเรื่องรางวัลซีไรต์ ในประเทศลาวก็จะดู เงียบ ๆ เพราะคนอ่านส่วนมากจะเลือกด้วยทรรศนะส่วนตัว หนังสือที่ได้รางวัลก็มักจะไม่มีการขึ้นปก เพราะรางวัลไม่มีอิทธิพลต่อการเลือกอ่านของนักอ่านลาว

ทั้งนี้ ก่อนจะได้รับรางวัล ซีไรต์ ผลงานซิ่นไหมผืนเก่า ๆ เคยได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษลงในหนังสือรวมเรื่องสั้นอาเซียนมาก่อน ทำให้ โอทอง คำอินซู มีโอกาสได้ไปร่วมประชุมนักเขียนอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และได้พบกับบรรณาธิการหนังสือซึ่งเป็นคนฟิลิปปินส์ ซึ่งสนใจในเรื่องนี้มาก

โอทอง คำอินซู บอกว่า มักจะถูกถามว่าทำไมถึงได้เลือกเอาตัวลูกสาวมาเป็นผู้มีแนวคิดในด้านอนุรักษ์วัฒนธรรม เพราะปกติแล้วเรื่องการอนุรักษ์มักเป็นแนวคิดของคนสูงอายุ เขาก็ได้ตอบกลับไปว่า “ถ้าให้คนสูงอายุเป็นคนที่มีแนวคิดนี้ ก็อยู่ไม่ได้นาน เลยอยากฝากให้คนหนุ่มสาวคิดเรื่องการปกป้องวัฒนธรรม สิ่งที่มีคุณค่า คิดว่าถ้าเป็นแนวคิดของคนหนุ่มสาว จะได้รับการปฏิบัติมากกว่า”

และแม้ว่ารางวัลซีไรต์จะเป็นรางวัลที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับโอทอง แต่เขาบอกว่ายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความภูมิใจให้กับเขามากกว่า นั่นก็คือการที่ผู้อ่านทั่วไปได้ให้ความสนใจกับผลงาน ของเขา

“รางวัลที่ได้มาเป็นเพียงผลการตัดสินของคณะกรรมการเพียงกลุ่มเดียว ไม่ใช่ผู้อ่านทั่วไป คิดว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอ อยากให้ผู้อ่านทั่วไปได้ตัดสิน ดังนั้น การที่ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทย ก็ยิ่งทำให้มีความภาคภูมิใจมากขึ้นไปอีก เพราะนอกจากคนลาวแล้ว คนไทยก็จะได้อ่าน แล้วก็จะได้เห็นถึงคุณค่าของมัน” เป็นคำกล่าวทิ้งท้ายของนักเขียนลาว “โอทอง คำอินซู”

เจ้าของนามปากกา “ฮุ่งอะลุน แดนวิไล”.

หากจะให้เปรียบเทียบวงการนักเขียนลาว กับประเทศอื่น ๆ โอทอง คำอินซู บอกว่า คงจะดูห่างไกลกันมาก แต่หากให้เปรียบเทียบกับวงการนักเขียนไทย เขาคิดว่าคงใกล้เคียงกัน เนื่องจากมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน อย่างเช่นเรื่องของวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมของลาวอาจดูเงียบกว่าของไทย เนื่องจากเวทีที่ใช้แสดงผลงาน อย่างเช่น วารสาร หนังสือพิมพ์ สำนักพิมพ์ต่าง ๆ มีน้อย

“นักเขียนบางคนมีผลงานมากแต่ไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์ เขียนแล้วก็เก็บไว้ในลิ้นชัก ไม่มีโอกาสได้เผยแพร่ ผลงานที่ได้ตีพิมพ์ก็ไม่มีโอกาสได้โฆษณา เพราะงบประมาณโฆษณามีน้อย ไม่มีงานเปิดตัวหนังสือเหมือนอย่างประเทศไทย อาจเนื่องมาจากนักอ่านลาวมีประชากรน้อย คิดเป็น 1 ใน 10 ของประชากรไทย ทำให้ยอดพิมพ์น้อยกว่าที่พิมพ์ในไทย การจัดจำหน่ายก็อยู่ในวงแคบ จำกัดอยู่ในนครหลวงเวียง จันทน์เท่านั้น”
 

เชาวลี ชุมข่าว : รายงาน
สุรเชษฎ์ วัชรวิศิษฎ์ : ภาพ
 


Rediscover Hotmail®: Now available on your iPhone or BlackBerry Check it out.

"ไม่สิ้นคม" แม้สิ้นลมหายใจ "รงค์ วงษ์สวรรค์" จอมกระบี่ "กรีดนักกินเมือง



 

"ไม่สิ้นคม" แม้สิ้นลมหายใจ "รงค์ วงษ์สวรรค์" จอมกระบี่ "กรีดนักกินเมือง
“เขาก็บอกว่าอาจจะมีชีวิตอยู่ไปได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งระยะสั้นหรือยาวแค่ไหนเขาก็ไม่สามารถระบุได้ คือความตายตอนนี้มันมารออยู่หน้าประตู (พูดพลางชำเลืองมองไปที่ประตู) นั่นแหละ...มันจะก้าวเข้ามาเมื่อไหร่ ?” ...เป็นส่วนหนึ่งจากคำกล่าวที่กล่าวไว้กับ “เดลินิวส์” เมื่อเกือบ 8 ปีก่อน ของนักเขียนชื่อก้อง เจ้าของสมญา “พญาอินทรีแห่งสวนอักษร” นามปากกา ’รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้วเมื่อเย็นวันที่ 15 มี.ค. 2552 ที่ผ่านมา ความตายก็ก้าวเข้าประตูและดูดกลืนลมหายใจแห่งอักษรศิลป์ของนักเขียนอาวุโสท่านนี้ไป...

เหลือไว้เพียง “มรดกทางความคิด” อันมีคุณค่า...
 
@@@@@

ย้อนเวลาไปเมื่อเกือบ 8 ปีก่อน ณ ภายใต้หลังคาไม้แป้นเกล็ดของกระท่อมที่ถูกตั้งชื่อว่า “ลาบ- หลู้ SALOON” อันเป็นทั้งที่ทำงานและที่รับแขกไปในเวลาเดียวกันของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ หรือชื่อ-นามสกุลจริง ณรงค์ วงษ์สวรรค์ ท่ามกลางบรรยากาศล้านนา ที่รายล้อมไปด้วยสีเขียวของผืนป่าอันสงบเย็น ภายในสถานที่ที่เจ้าของตั้งชื่อว่า “สวนทูนอิน” เจ้าของสวน-เจ้าของกระท่อม-เจ้าของสมญานามพญาอินทรีแห่งสวนอักษร เคยเจียดเวลาพักผ่อน-พักฟื้นจากอาการป่วยด้วย “โรคไต” ให้มุมมองความคิดที่น่าสนใจผ่าน “เดลินิวส์”

’รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่ง ณ ขณะนั้นมีอายุใกล้ 70 ปี ขณะนั้นพำนัก ณ สวนทูนอินราว 20 ปีแล้ว ได้บอกเล่าสั้น ๆ ถึงบางช่วงชีวิตก่อนที่จะตัดสินใจบ่ายหน้าออกจากกรุงเทพฯ เมืองหลวงไปลงหลักปักฐานที่สวนทูนอิน ท่ามกลางความสงบงามของธรรมชาติอันพิสุทธิ์ ของดอยโป่งแยง จ.เชียงใหม่ ใจความบางตอนว่า.....

“...ชีวิตผมเป็นเด็กชนบท (เกิด 20 พ.ค. 2475 ที่ จ.ชัยนาท วัยเด็กอยู่ จ.ราชบุรี) แล้วก็มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯซะนาน จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนกรุงเทพฯ แต่วันดีคืนดีผมก็พบว่าผมพ่ายแพ้กรุงเทพฯ

พ่ายแพ้ด้วยเหตุอย่างน้อยสองข้อ คือหนึ่ง... ผมไม่เชื่อว่าผมจะดำรงความเป็นคนหนังสือพิมพ์และนักเขียนได้โดยใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งราคาแพงขึ้นทุกวัน ๆ แพงเกินกว่าที่ผมจะรับไว้ได้ ผมก็เตรียมตัวที่จะเริ่มหนีกรุงเทพฯ สอง...ผมคิดว่ากรุงเทพฯมันจะต้องล้มเหลว มลพิษต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ถ้าเราไปอยู่ที่สูงจะเห็นว่ากรุงเทพฯเป็นป่าคอนกรีต อากาศก็ไม่พอจะหายใจ ผมคิดว่าผมอยู่ในสภาพอย่างนั้นไม่ได้ ผมคิดว่าผมยอมแพ้ โยนผ้าขาวแล้วสำหรับสังเวียนกรุงเทพฯ แล้วก็คิดมาอยู่กับป่า ซึ่งคนกรุงเทพฯเรียกกันว่าห่างจากความศิวิไลซ์ ไม่มีสีสันแสงสี อยู่อย่างนี้ผมรู้สึกว่าได้กลับคืนมาสู่โลกบริสุทธิ์อีกครั้ง

คนในชนบท ผมว่ามีมาตรฐานทางจริยธรรมสูง ผมมาอยู่ในป่าด้วยความคารวะต่อป่า ไม่ได้มาเบียดเบียนป่า มาอยู่ด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว สังคมชนบท สังคมป่า เขาก็มีแบบแผนที่ผมคิดว่างดงามมาก ซึ่งหาได้ยากมากในกรุงเทพฯ หรือในตัวเชียงใหม่เองก็ชักจะเหมือนกรุงเทพฯเข้าไปทุกวัน ๆ...”

ทั้งนี้ นอกเหนือจากประวัติชีวิตของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งผู้สนใจงานเขียนของเขา ทั้งในฐานะนักหนังสือพิมพ์-นักเขียน คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว ซึ่งคนทั่วไปก็คงจะพอทราบบ้าง หลังมีข่าวการเสียชีวิตของ“ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2538” ท่านนี้ กับบางมุมมองของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งมีต่อสังคมไทย ในภาคการเมือง...ที่ยุคนี้ก็กำลังร้อนรุ่ม และในภาคนายทุน...ที่กี่ยุคสมัยก็ยังคงเป็นชนชั้นพิเศษเสมอ แค่เพียงการกล่าวสะท้อนผ่าน “เดลินิวส์” สั้น ๆ ก็อาจ “ได้ใจ-กินใจ” ใครต่อใครมากมายได้ง่าย ๆ

เมื่อเกือบ ๆ 8 ปีก่อน ’รงค์ วงษ์สวรรค์ สนทนา กับ “เดลินิวส์” ถึง “โคบาล-คาวบอย” อีกหนึ่งอิทธิพลต่องานเขียนของเขา โดยบอกว่า...“ชีวิตแบบโคบาลมันเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เป็นชีวิตของลูกผู้ชาย ชีวิตของผู้ที่กล้าหาญ เป็นสุภาพบุรุษ ยกเว้นคาวบอยที่เลว โดยบุคลิกของคาวบอยที่แท้จริงจะต้องเป็นสุภาพบุรุษ เป็นนักต่อสู้ เป็นคนทำงานหนัก ซึ่งวิถีชีวิตอย่างนี้ผู้ชายทุกคนในโลกชอบ...เกือบทั้งโลกต้องชอบ”

และเมื่อถูกถามว่าถ้าไม่ใช่คาวบอย “แล้วแม่แบบของคนไทยล่ะ ?” พญาอินทรีอาวุโส แต่ “คมกระบี่ทางปัญญา” ยังคงความเฉียบ ตอบทันควันว่า... “...มีซิครับ..!! ความเป็นคนกล้าหาญ เป็นวีรบุรุษ เรามีอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ตลอดเวลา แต่เรามักจะมองข้ามไปโดยไม่ยกย่อง ทุกวันนี้เรามักจะยกย่องคนรวย หรือแม้แต่กระทั่งนักการเมืองที่เลวที่สุดเราก็ยังยกย่อง เพราะเขามีสตางค์มาก เราไปยกย่องคนผิด คนดีในสังคมไทยมีอยู่ตลอดเวลา แต่คนดีไม่มีบทบาทออกมาโดดเด่นเพราะถูกครอบงำหรือถูกกดเอาไว้ด้วยคนเลว

คนเลว ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ คือนักการเมือง ค่อนข้างจะเลว (กล่าวเสียงเน้น) ถ้านัก การเมืองดี ประเทศไทยคงจะไม่ฟกช้ำเป็นบาดแผลมากขนาดทุกวันนี้...ที่คุณหรือ ผมกำลังเผชิญหน้าอยู่

เรามีคนดีอยู่ตลอดเวลาแต่คนดีมักไม่ออกมาปรากฏในสังคม มีหลาย ๆ ปัจจัยที่ทำให้คนดีไม่อยากปรากฏ หรือแม้แต่คนดีจริง ๆ ก็ไม่อยากลงมาเล่นการเมือง เพราะกลัวว่าตัวเองจะสกปรกไปด้วย...”

ขอย้ำ...ว่านี่เป็นคำกล่าวตั้งแต่เมื่อ 8 ปีก่อน !! ปัจจุบันคำกล่าวนี้ล้าสมัยหรือไม่...แล้วแต่จะคิด ??

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้น ๆ ปี 2544 ตั้งแต่ครั้งช่วงวัยของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ใกล้จะครบ 70 เขาเผยไว้กับ “เดลินิวส์” ถึง “งานเขียนที่ตั้งใจจะเขียนก่อนตาย” ว่า... “...มีเรื่องที่ตั้งใจมาก 2 เรื่อง แต่ไม่รู้ว่าจะทำไหวหรือไม่ไหว คือจะเขียนนวนิยายเกี่ยวกับการเมือง การทรยศหักหลังคดโกงประชาชน”

“เรื่องที่สองก็เกี่ยวกับเขื่อนหลายแห่งในประเทศไทย การมีรีสอร์ท มีสนามกอล์ฟมากมายในประเทศไทย คิดว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับประชาชน เห็นง่าย ๆ มีการแย่งน้ำจากเขื่อนไปใช้รดหญ้าแทนที่จะใช้ทำการเกษตรกรรม ข้อสำคัญคือการบุกรุกเป็นเจ้าของแผ่นดินมากมายก่ายกองของคนไม่กี่สกุลวงศ์ในประเทศไทย”

“ชาวนาชาวไร่ ที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของประเทศ กลับไม่ได้รับผลประโยชน์จากผืนแผ่นดินไทย เพราะกรรมสิทธิ์ตกเป็นของคนรวยไม่กี่คน ซึ่งซื้อมาทิ้ง เอาไว้เฉย ๆ บางคนมีที่ดินเป็นหมื่น ๆ ไร่ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร มันควรจะเป็นของประชาชนเค้า มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า...ขายนามาได้ 10 ล้าน 2 ปีก็หมด แล้วที่ดินก็ไปอยู่ในมือนายทุน ชาวนาบางคนเช่าที่นายทุนที่เคยซื้อที่ดินของตัวเองมาทำ มันไม่เป็นธรรมกับสังคม...”

@@@@@

ตั้งแต่ปี 2544 เรื่อยมาจนถึง 15 มี.ค. 2552 ถึงวันที่เสียชีวิต “พญาอินทรีแห่งสวนอักษร- ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้เขียนเรื่องที่เขาอยากเขียนก่อนจะตายแล้วหรือยัง ? จุดนี้อาจไม่สำคัญแล้ว อาการเส้นเลือดในสมองแตกอาจนำพาลมหายใจอายุใกล้ 77 ปีของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไปแล้วก็จริง แต่ความตายก็ไม่อาจพราก “คมความคิดเพื่อสังคมไทย” ที่เขาได้สะท้อนสู่พวกพ้องน้องหลาน “ญาติอักษร” ไว้ในช่วงที่มีชีวิต...

“มรดกความคิด” ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ย่อมมีผู้รับไว้

นักการเมืองขี้โกง-นายทุนเห็นแก่ได้...จะไม่สิ้นศัตรู !!!.

@@@@@

"เรื่องเล่า" ถึง "เรื่องเหล้า"

แม้ช่วงหนึ่งซึ่งยาวนานในช่วงชีวิตของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ในกายอยู่ตลอด แต่เรื่องน้ำเมา-เรื่องเหล้าสำหรับเขาคนนี้แล้ว ใช่จะมีเพียงแง่มุมแห่งการดื่ม-แห่งการเมา อย่าง น้อย “เรื่องเล่า” เพียงสั้น ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับ “เรื่องเหล้า” ตามความคิด-ความเห็นของเขานี้...ก็น่าคิด ??

“ศาสตร์ในการทำเหล้าของไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย การทำเหล้าเริ่มต้นลงท้ายนี่เหมือนกันหมด เพียงแต่เปลี่ยนรสชาติ เปลี่ยนกลิ่น ไปตามสภาพแวดล้อมของประเทศนั้น ๆ สิ่งที่ทำให้คิดว่าไม่เหมือนกันก็คือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทำให้คนไปจำแนกว่าเหล้าไอ้นั่นดีกว่าไอ้นี่...”

“ประเทศไทยมีการผลิตเหล้าที่ดีที่สุดทุกภาค แต่ก็ถูกปิดกั้นเสรีภาพมาตลอด เงินที่ได้กำไรจากการผูกขาดเหล้าก็ไปตกอยู่กับนักการเมือง ซึ่งไม่เป็นเผด็จการก็เหมือนเป็น ไม่เป็นด้วยมีดพร้าอาวุธก็ต้องเป็นด้วยเผด็จการทางรัฐสภา ใครจะปฏิเสธผมบ้างล่ะว่านักการเมืองไม่เคยมาแตะต้องเงินของพ่อค้าเหล้าที่ผูกขาด”

...เป็นอีกแนวคิด-มุมมองของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่เคยสะท้อนผ่าน “เดลินิวส์” ไว้เมื่อเกือบ 8 ปีก่อน ที่หยิบยกมาเล่าสู่กันอีกครั้ง ณ ที่นี้ ซึ่งเรื่องแบบนี้...สงสัยว่าเข้าข่าย “ผู้ปกครอง (บ้านเมือง) โปรดพิจารณา”

ทีมวิถีชีวิต : รายงาน
 


Rediscover Hotmail®: Get e-mail storage that grows with you. Check it out.

สงบงามตามวิถี ปกาเกอะญอ


 

 


 
ในป่าลึกและหุบเขาสูงชันของเทือก เขาถนนธงชัยกลางอันสูงใหญ่ในเขตอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีชาว ลัวะ และปกาเกอะญอ ตั้งหมู่บ้านกระจายอยู่หลายแห่งมานานแสนนานนับร้อย ๆ ปี หากเดินทางด้วยถนนขึ้นลงเขาจากตัวอำเภอแม่แจ่มไปทาง ทิศตะวันตกราว 50 กิโลเมตร แล้ววกลงใต้อีก 6 กิโลเมตร (56 กิโลเมตรนี้เป็นถนนลูกรังเกือบตลอดเส้นทาง) และตามด้วยการเดินเท้าเข้าป่าขึ้นลงดอยอันสูงชันอีกประมาณ 6 กิโลเมตร เราจะไปพบกับหมู่บ้านเล็ก ๆ อันสงบงามแห่งหนึ่ง ของชาวปกาเกอะญอ คือหมู่บ้านแม่ป๊อก ในเขตตำบลบ้านทับ โดยมีม่อนมูลอโจ๊ะเป็นสัญลักษณ์ว่าใกล้ถึงหมู่บ้านแล้ว หมู่บ้านนี้ยังไม่มีถนนและไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมตามรอยบรรพบุรุษได้อย่างเคร่งครัดจนถึงทุกวันนี้

หมู่บ้านแห่งนี้มี 30 กว่าหลังคาเรือน เลี้ยงชีพด้วยการทำไร่หมุนเวียน หาของป่า และจับปลา พืชพันธุ์ต่าง ๆ ปลูกไว้แค่พอกิน โดยจะใช้หมุนเวียนภายในเวลา 5 ปี ทำไร่ปีละแปลงเวียนไปเรื่อย ๆ จนครบ 5 แปลงแล้วกลับมายังแปลงเดิม ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ก็ได้กลับคืนมาแล้ว การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชาวปกาเกอะญอที่บ้านแม่ป๊อกและที่อื่น ๆ เป็นวิธีเดียวกับของชาวลัวะในหลาย ๆ ท้องที่ คือมีการแบ่งเป็นเขตป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย พื้นที่ไร่หมุนเวียน ป่าช้า (เป็นเขตฝังศพของชาวลัวะ) ป่าสะดือ (เป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ของปกาเกอะญอ เวลาคลอดบุตรจะนำรกเด็กไปฝังในป่าสะดือซึ่งมีผีคุ้มครอง) ตลอดจนมีการสร้างแนวกันไฟ เป็นต้น

ชาวบ้านแม่ป๊อกไม่ต้องพึ่งพาอาหารจากในเมือง เพราะในไร่ ในนา ในป่า มีให้พร้อมบริบูรณ์อยู่แล้ว อีกทั้งปลาหลากชนิดจากลำห้วยหลายสายใกล้หมู่บ้าน ริมลำห้วยยังมีพืชผักที่ขึ้นเองตามธรรมชาติอีกมากมาย หากเจ็บป่วยจะใช้สมุนไพร คาถาอาคมรักษาตามความเชื่อความศรัทธา ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ทำขึ้นเอง ผู้หญิงและเด็กยังคงแต่งกายชุดประจำเผ่า ทุกคนสื่อสารกันในหมู่เหล่าด้วยภาษาปกาเกอะญอ

จากวิถีชีวิตอันเรียบง่ายสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ เรือนและการอยู่อาศัย โดยมีพิธีกรรมและความเชื่ออันบ่งบอกถึงความเคารพต่อผีบรรพบุรุษและต่อธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และความสามัคคีในกลุ่มชน

หมู่บ้านแม่ป๊อกซ่อนตัวอย่างสงบสุขในหุบเขาสูงใหญ่ อากาศหนาวจัดในฤดูหนาว แต่ชุ่มชื้นเพราะอยู่ท่ามกลางป่าทึบ น้ำกินน้ำใช้มาจากภูเขา ตัวเรือนตั้งกระจายอยู่ตามลาดเขาที่ค่อนข้างสูงชัน ทั่วหมู่บ้านเต็มไปด้วย หมู ไก่ และแพะ ซึ่งเลี้ยงไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมเลี้ยงผีเท่านั้น เรือนเกือบทุกหลังยังคงเป็นเรือนเครื่องผูกแบบดั้งเดิม ขนาดกะทัดรัดเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยและจำนวนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งใช้พื้นที่แต่ละส่วนอย่างคุ้มค่า ระบบโครงสร้างเป็นแบบเข้าไม้ เข้าเดือย และมัดด้วยตอก ตัวเรือนยกพื้นสูงราว 1.50-2.00 เมตร ขึ้นอยู่กับระดับพื้นดิน หลังคามุงด้วยตับหญ้าคา ซึ่งต้องเปลี่ยนและซ่อมแซมทุกปี ชายคายาวคลุมลงมาต่ำมากจนแทบมองไม่เห็นฝาเรือน มุมทั้งสี่ของชายคาโค้งมน ซึ่งสร้างความนุ่มนวลอ่อนช้อยให้แก่ตัวเรือนได้เป็นอย่างดี ฝาและพื้นเรือนเป็นฟาก บนเรือนมีส่วนที่เป็นห้องนอน 1 ห้อง สมาชิกทุกคนนอนรวมกัน โดยปูเสื่อข้าง ๆ แม่เตาไฟที่ตั้งอยู่กลางห้อง อันมีไว้เพื่อประกอบอาหาร และให้ความอบอุ่น

ชานเรือนมีหลังคาคลุมเป็นพื้นที่อเนก ประสงค์ มีบันไดไม้ไผ่อยู่ที่ด้านข้างของเรือนเพื่อขึ้นสู่ชาน ระหว่างชานกับห้องนอนกั้นด้วยฝาฟาก มีประตูเปิดเข้าสู่ห้องนอน บนพื้นดินใต้ชายคาด้านข้างของเรือนด้านเดียวกับบันได เป็นที่วางครกกระเดื่องโดยชายคาด้านนี้จะคลุมลงมาต่ำกว่าด้านอื่น ๆ ใต้ถุนเรือนมีเล้าไก่ เล้าหมู และฟืน จำนวนมาก ซึ่งฟืนเหล่านี้ยังมีเป็นกอง ๆ ตากอยู่ใกล้ตัวเรือนอีกมากมาย

บริเวณชานเรือนที่มีหลังคาคลุม นอกจากจะเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ของครอบครัวแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำคัญต่อแขกผู้มาเยือนได้นั่งพักและกินข้าว ซึ่งชาวปกาเกอะญอไม่ว่าที่นี่หรือที่ใดก็ตามต่างมีความเชื่อ และให้ความสำคัญต่อการเชิญแขกขึ้นมากินข้าวบนชานเรือนอย่างเคร่งครัด อันแสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของชนเผ่านี้ได้เป็นอย่างดี

ชาวปกาเกอะญอมีความเป็นอยู่ที่สันโดษ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย มีแนวคิดพอมีพอกินหรือ "เอาเมาะ พิ๊แบล๊ะ กาเมาะพิ้อะเลอ" ซึ่งแปลว่า "กินให้พออิ่ม นุ่งให้พออุ่น"

ขอนำคำพูดของพะตีมุเสาะ เสนาะพรไพร หนึ่งในผู้นำชาวปกาเกอะญอผู้ปราดเปรื่องจากบ้านแม่ขะปู ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง มาเล่าสู่กันฟัง แม้ว่าจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความเป็นปกา เกอะญอก็ตาม แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักและเข้าใจปกาเกอะญอในฐานะเพื่อนร่วมแผ่นดินได้มากขึ้น

"...คนเราเกิดมาตัวเปล่าก็ไปตัวเปล่า ชีวิตความเป็นอยู่ของปกาเกอะญอก็เป็นแบบนี้ มีเพียงที่อยู่ที่กิน พออยู่พอกิน ก็อยู่รอดได้ตลอดชีวิต ไม่เคยเรียนหนังสือ ทำไร่ทำนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว คนปกาเกอะญอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็คล้ายกันหมดคือ ผูกพันกับป่า ทุกคนมีความสุขที่ได้อยู่กับป่า ได้กินจากน้ำต้องรักษาน้ำ ได้กินจากป่าก็ต้องรักษาป่า จะทุกข์จะยากขนาดไหนก็ไม่เดือดร้อน ทุกคนอยู่ด้วยความรักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่เคยคิดว่าใครยากจนกว่าใคร ทุกคนเสมอภาคกันหมด หากมีทุกข์ก็ทุกข์ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน คนที่มีก็ต้องช่วยเหลือคนที่ขาด เราอยากอยู่กับป่าเพราะที่อื่นไม่ใช่ที่อยู่ของเรา อยู่กับป่าแล้วชื่นใจสบายใจ เรารักษาป่าไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อประโยชน์ของคนทั้งโลก เราดำรงชีวิตโดยการปลูกพืชในไร่หมุนเวียนแค่พอกินเท่านั้น ทุกสิ่งทุก อย่างอยู่ในไร่ แม้กระทั่งข้าว ไร่มีผีคุ้มครอง ไร่ปลูกพืชพันธุ์ได้ทุกอย่าง การทำนาอาจทำให้ป่าหมดไปได้ แต่มีไร่ป่าไม่มีวันหมด (เพราะเป็นระบบไร่หมุนเวียน : ผู้เขียน) แม้แต่หมูป่า เก้ง กวาง ก็สามารถมากินอาหารในไร่ของเราได้ ยิ่งถ้าไร่อยู่ใกล้ป่าก็อาจมีช้างออกมาหากินในไร่ของเราได้เช่นกัน เรากับสัตว์อยู่ร่วมกันได้โดยไม่รู้สึกเดือดร้อนเลย..."

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตอันเรียบง่ายและงดงาม กลมกลืน อ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติตามวิถีของ "ปกาเกอะญอ" อันมีความหมายว่า "เราคือคน"

ผศ.ปาริสุทธ์ เลิศคชาธาร
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต

** "ปกาเกอะญอ" หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนามของกะเหรี่ยง โดยปกติแล้วชาวกะเหรี่ยงจะเรียกตัวเองว่า ปกาเกอะญอ เหตุที่ใช้หัวข้อว่าปกาเกอะญอนั้น เพื่อให้เกียรติ และเป็นคำที่เฉพาะเจาะจงลงไป **

** แนะนำเว็บไซต์ www.maekapoo.
com ของนักศึกษาปริญญาโท M.S.CRAC เพื่อเผยแพร่วิถีชีวิตและการใช้พื้นที่ป่าของชาวปกาเกอะญอ บ้านแม่ขะปู อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งยังคงมีระเบียบและแบบแผน มีการจำแนกพื้นที่ป่าตามลักษณะการใช้สอย การมีไร่หมุนเวียน การทำเกษตรกรรมเพื่อการดำรงชีวิต ด้วยความหลากหลายในประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต **

** สนใจศึกษาต่อปริญญาโท สาขาการ อนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและชุมชน (M.S. CRAC) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปีการศึกษา 2552 สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 7 พฤษภาคม 2552 (รับผู้จบปริญญาตรีไม่จำกัดสาขาวิชา) ดูรายละเอียดได้ที่ www.rsu.ac.th/ grad/programs/mscra_01.html **
 


Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.




Rediscover Hotmail®: Now available on your iPhone or BlackBerry Check it out.

ปลูกมันสำปะหลังแบบอนุรักษ์ดิน-น้ำ ผลผลิตเพิ่มจาก 2.7 ตันเป็น 4.6 ตัน/ไร่



 

ปลูกมันสำปะหลังแบบอนุรักษ์ดิน-น้ำ
ผลผลิตเพิ่มจาก 2.7 ตันเป็น 4.6 ตัน/ไร่
นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ทดลองปลูกมันสำปะหลังโดยใช้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง ในแปลงขนาดใหญ่ 1,000 ไร่ โดยในปีที่ผ่านมาได้ทำโครงการนำร่องที่ อ.ห้วยบง จ.นครราชสีมา ปรากฏว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 2.7 ตัน/ไร่ เป็น 4.6 ตัน/ไร่ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่เห็นข้อแตกต่างและให้ความสนใจปรับเปลี่ยนระบบการผลิตมาใช้รูปแบบของกรมพัฒนาที่ดินแนะนำส่งเสริมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปีนี้กรมฯ ตั้งเป้าขยายผลโครงการไปที่ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา และ จ.ขอนแก่น ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้เฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ 4.5 ตัน/ไร่ เป็นอย่างน้อย ซึ่งจะเพียงพอต่อการนำไปผลิตเป็นเอทานอลในอนาคต
 
ปัญหาของการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลัก ๆ คือ ปัญหาดินเป็นทรายจัด บางบริเวณเป็นชั้นดินดาน ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ประกอบกับเกษตรกรใช้สารเคมีมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการสะสมในดิน ส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำและยังทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น กรมฯ ได้เข้าไปสาธิตการทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำโดยใช้หญ้าแฝกที่มีรากยาวและแข็งแรงเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายและไปเจาะชั้นดินดาน พร้อมกับส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อสับกลบปรับปรุงบำรุงดินใช้แทนปุ๋ยยูเรียทำให้ดินสามารถอุ้มน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ได้สอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วย พด. 12 ช่วยย่อยสลายธาตุอาหารที่ถูกตรึงไว้ในดินให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ เมื่อดินดีเหมาะสมต่อการเพาะปลูกผลผลิตพืชก็จะเพิ่มขึ้น.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=196202&NewsType=1&Template=1

Rediscover Hotmail®: Now available on your iPhone or BlackBerry Check it out.

แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร... กระตุ้นเศรษฐกิจไทยคึกคัก



 
แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร...
การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นกิจกรรมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เริ่มสนใจมากขึ้น นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนและวัฒนธรรมของเกษตรกรในแต่ละท้องถิ่นด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเกินไปแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสและช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและท้องถิ่นเพิ่มขึ้นด้วย ปัจจุบันมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรหลายแห่งที่มีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของธุรกิจท่องเที่ยวได้... กรมส่งเสริมการเกษตร จึงเร่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นให้คึกคักอีกครั้ง...
 
นายกมล เกษมศุข รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปี 2552 นี้ กรมฯได้มีแผนเร่งดำเนิน “โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว     เชิงเกษตร” เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและพัฒนาการบริการในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับคุณภาพและมาตรฐานแหล่งเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ โดยมีเป้าหมาย จำนวน 120 แห่ง ในพื้นที่ 73 จังหวัด (ยกเว้นจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ประกอบด้วย ชุมชนเกษตร 98 แห่ง และ ศูนย์ปฏิบัติการในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร 22 ศูนย์
 
เบื้องต้นกรมฯจะเร่งคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพทั้งแหล่งท่องเที่ยวเดิมและแหล่งใหม่เข้าร่วมโครงการฯ จากนั้นจะประสานความร่วมมือกับชุมชนและท้องถิ่นเพื่อวางแผนปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรทั้ง 120 แห่ง ให้มีสภาพพร้อมให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจากทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ ตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม จัดทำป้ายบอกทาง ป้ายบรรยายเฉพาะจุด  และกำหนดกิจกรรมที่เหมาะสมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแต่ละแห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน
 
ขณะเดียวกันยังจะพัฒนาการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนจำนวน 98 แห่ง ให้มีมาตรฐานในการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบริการด้านที่พักหรือโฮมสเตย์ (Home Stay) อาหาร พาหนะ และสินค้าที่ระลึก เป็นต้น ทั้งยังจะจัดฝึกอบรมผู้นำชมและผู้ให้บริการในการให้บริการแบบมืออาชีพ แหล่งละ 10 ราย โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านการท่องเที่ยว หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการท่องเที่ยวและให้บริการ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวชมมาก โดยเฉพาะช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวัน
 
สำหรับ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่น่าสนใจ มีกระจายอยู่ทุกจังหวัด อาทิ อุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพเฉลิมพระเกียรติฯ (บึงฉวาก) จ.สุพรรณบุรี เป็นที่รวบรวมพันธุ์ผักพื้นบ้านจากทั่วประเทศ ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ จ.สมุทรสงคราม เดินถนนสายผลไม้ชิมลิ้นจี่พันธุ์ค่อมอันเลื่องชื่อ  นั่งรถอีแต๋นทัวร์ ที่หมู่บ้านบางเจ้าฉ่า จ.อ่างทอง  ชมสวนเบญจมาศ ผักสลัดนานาชนิด เห็ดหอมสด ที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา  ล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์ จ.นครปฐม  ชมและชิมผลไม้สดจากต้น ที่บ้านตะพงและบ้านหนองตะพาน จ.ระยอง เยี่ยม “คุณรจนา” ทุเรียนพื้นเมือง ที่ชุมชนรักษ์เขาบายศรี จ.จันทบุรี ชมสวนผลไม้และร่วมอนุรักษ์ป่าชายเลน บ้านเปร็ดใน จ.ตราด ทุเรียนพันธุ์จระเข้ 200 ปี ที่บ้านตึก จ.สุโขทัย ท่องแดนอีสานชมสวนผลไม้ ที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรโขงเจียม จ.อุบลราชธานี และ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หรือจะสัมผัสวิถีชีวิตเกษตรริมแม่น้ำปราณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ วัฒนธรรมการเกษตรและประมงที่เกาะยอ จ.สงขลา ส่วนในเขตกรุงเทพฯ ก็มีล่องเรือชมสวนส้มบางมด เขตทุ่งครุ และตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน เป็นต้น ซึ่งในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวัน   หยุดนักขัตฤกษ์ สามารถพาครอบครัวไปเที่ยวชมหลากหลายวิถีการเกษตรในแต่ละพื้นที่ได้
 
อย่างไรก็ตาม หากสนใจแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สำนักพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. 0-2579-3827 หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ในวันและเวลาราชการ.
 
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=196204&NewsType=1&Template=1


Rediscover Hotmail®: Get e-mail storage that grows with you. Check it out.

"อาคารวังแดง" เรียบง่ายตรงไปตรงมา



 
"อาคารวังแดง" เรียบง่ายตรงไปตรงมา
สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทัศนาสถาปัตย์ “วังแดง” หรือ “วังลดาวัลย์” ในกรุงเทพฯ ไปแล้ว อาทิตย์นี้จึงขอพาชมอาคารที่ถูกเรียกด้วยชื่อเดียวกันว่า “วังแดง” ที่ต่างจังหวัดบ้าง โดยขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ “เสื้อแดง” ที่กำลังคึกคักอยู่แถวนั้นแต่อย่างใด

อาคารวังแดง หรือ หอประวัติมหา วิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ 64 มหา วิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ถนนทหาร ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

“อาคารวังแดง” เป็นอาคารหลังแรกของ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ซึ่งเดิมคือ “โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมมณฑลอุดร” ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2466 มีราชบุรุษเพิ่ม การสมศีล ทำหน้าที่แทนครูใหญ่ เปิดสอนหลักสูตรครูประกาศนียบัตรมณฑล โดยรับนักเรียนชายที่จบประถมศึกษาปีที่ 4 เข้าศึกษาต่ออีก 2 ปี นักเรียนเหล่านี้เป็นนักเรียนทุนจากจังหวัดต่าง ๆ ในมณฑล สถานที่ตั้งเดิมอยู่ที่บริเวณสโมสรเสือป่ามณฑลอุดร ซึ่งเป็นที่ตั้งชั่วคราว ต่อมาจึงมีการก่อสร้างอาคารเรียนถาวรบริเวณห้วยโซ่ หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในปัจจุบัน

ตั้งแต่แรกอาคารหลังนี้ได้ถูกใช้เป็นอาคารอำนวยการหลักของโรงเรียน ภายในประกอบไปด้วยห้องหับต่าง ๆ ซึ่งเคยถูกใช้ประโยชน์มาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน ห้องทำงาน กระทั่งบางครั้งก็เป็นที่พักสำหรับครู ด้วยความที่มีห้องเหลือเฟือ กอปรกับสมัยนั้นบริเวณนี้ยังเป็นพื้นที่เปลี่ยว ไม่เจริญดังเช่นทุกวันนี้ การได้พักอยู่ในที่เดียวกับที่ทำงานคงเป็นการดีและปลอดภัย

ส่วนที่มาของชื่อ “วังแดง” นี้ไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าคงเรียกตามความใหญ่โตของอาคาร และความสลับซับซ้อนของห้องหับ อีกทั้งเรียกตามสีเนื้อไม้ที่ใช้ทำผนังอาคารก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ชื่อวังแดงนี้มิได้เป็นชื่ออย่างเป็นทางการ บางครั้ง ก็มีการเรียกว่า “อาคารกลาง” หรือ “อาคารขุนประสม” ด้วยเช่นกัน

ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคารนี้ มิได้มีความโดดเด่นทางศิลปกรรมแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นอาคารไม้หลังใหญ่ที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา คล้ายบ้านพักอาศัยทั่วไปในแถบอีสาน หรือสถานที่ราชการตามหัวเมืองในยุคนั้น โดยวางแผนผังอาคารแบบสมมาตร 2 ข้างแกนคล้ายรูปตัว H มีบันไดไม้ขนาดใหญ่ขึ้นที่กึ่งกลาง และมีระเบียงทางเดินนำไปยังห้องต่าง ๆ ผนังทั่วไปตีไม้ซ้อนเกล็ดเว้นช่องลมตีระแนงไม้ เพื่อระบายอากาศให้ถ่ายเททั่วกันได้ทุกห้อง

ส่วนเหนือระเบียงทำเกล็ดไม้ติดตายเพื่อกันไม่ให้แดด หรือฝนสาดเข้าตัวอาคารมากเกินไป เฉพาะส่วนนี้มีลูกเล่นเล็กน้อยเป็นไม้ฉลุลายค้ำทุกมุมเสาระเบียง บานหน้าต่างและประตูเป็นบานไม้ทึบเปิดคู่ มีซี่ช่องลมหรือเกล็ดไม้ติดตายที่ด้านบนแล้วแต่ตำแหน่งของช่องเปิดนั้น ส่วนหลังคาเป็นทรงปั้นหยาผสมจั่ว

จากอาคารไม้หลังแรกของสถาบัน จนถึงปัจจุบันที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีมีอายุครบ 85 ปี และมีการพัฒนาทางกายภาพเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก แต่ถึงกระนั้นอาคารวังแดงก็ยังยืนเด่นเป็นสง่า และได้รับการเอาใจใส่ดูแลสืบต่อมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่ ผศ.จรูญ ถาวรจักร์ เป็นอธิการบดี ได้มีการอนุรักษ์และปรับประโยชน์ใช้สอยครั้งใหญ่ เพื่อใช้เป็นหอประวัติมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยในการบูรณะปรับปรุงครั้งนั้นได้มีการปรับย้ายตำแหน่งอาคารเล็กน้อยให้สมดุลกับผังบริเวณโดยรวมมากยิ่งขึ้น

ส่วนตัวอาคารชั้นล่างได้ปรับเป็นห้องกระจกติดเครื่องปรับอากาศไว้สำหรับประกอบกิจกรรมอเนกประสงค์ อาทิ การประชุมสัมมนา หรือพิธีการงานบุญต่าง ๆ โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีม่านบังตาใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อคงความรู้สึกว่าอาคารหลังนี้เป็นอาคารยกใต้ถุนสูง และโล่งโปร่งเหมือนเมื่อสมัยแรกสร้าง สำหรับพื้นที่ชั้นบนได้ตกแต่งห้องต่าง ๆ ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อแสดงประวัติความเป็นมา ของสถาบัน โดยผู้ออกแบบปรับปรุงได้จงใจเน้นประตูทางเข้าคู่หน้าให้สะดุดตา ด้วยภาพเขียนสีแบบไทยรูปเทวดาถือพระขรรค์ หรือทวารบาลบนพื้นสีแดงสด รับกับป้ายชื่อ “หอประวัติมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี” ที่ด้านหน้าอาคารได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้แล้วยังได้มีการย้อมสีผนังไม้เดิมที่ยังคงสภาพให้เรียบร้อยสม่ำเสมอ และเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาจากสังกะสีเป็นกระเบื้องสีแดงเพื่อความสง่างามมากยิ่งขึ้น ส่วนภูมิทัศน์โดยรอบล้วนออกแบบให้ส่งเสริมตัวอาคาร ตลอดจนกิจกรรมที่จะใช้สอย โดยทำเป็นลานโล่งกว้างด้านหน้าอาคาร และจัดวางรูปปั้นครึ่งตัวของ ขุนประสมคุรุการ (ชื้น เชษฐสมุน) ครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมมณฑลอุดร (พ.ศ. 2471-2495) ซึ่งปั้นขึ้นใหม่ให้ถูกสัดส่วนแทนรูปปั้นเต็มตัวของเดิม

ทั้งหมดนี้สะท้อนได้ชัดถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถาบันที่ตระหนักในคุณค่าของมรดก สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ โดยสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในมุมมองของผู้เขียน อยู่ที่อาคารแวดล้อมโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ปลูกสร้างขึ้นใหม่ หรืออาคารเก่าที่ถูกปรับปรุงแล้วก็ตาม ล้วนถูกออกแบบให้เคารพบริบทซึ่งมีอาคารวังแดงเป็นองค์ประกอบหลัก สังเกตได้จากการคงสัดส่วนของหลังคาอาคารต่าง ๆ ตลอดจนการกำหนดสีให้มีความกลมกลืนเป็นเอกภาพ และสอดรับกับลักษณะเฉพาะตัวของอาคารวังแดงได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้ผู้มาเยือนรับรู้ได้ในทันทีถึงคุณค่าของอาคารไม้เก่าแก่ที่เรียบง่าย แต่สำคัญของสถาบันแห่งนี้

และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อาคารหลังนี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปีนี้ จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ.

ที่มาภาพและข้อมูล : มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และ BANANA STUDIO

** เชิญชมนิทรรศการรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น สมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้ในงานสถาปนิก'52 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 เมษายน -3 พฤษภาคม 2552**

** ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะด้านงานสถาปัตย์เชิงอนุรักษ์ได้ที่ www.thai-heritage-building.com หรือ เข้าผ่านหน้าเว็บของ
www.asa.or.th **
 

ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=72127&NewsType=2&Template=1

Rediscover Hotmail®: Now available on your iPhone or BlackBerry Check it out.