วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

"วังลดาวัลย์" ปฐมบทของการอนุรักษ์



 

"วังลดาวัลย์" ปฐมบทของการอนุรักษ์
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิโคโมสไทย (ICOMOS Thailand) ได้จัดประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งที่ตั้ง ประจำปี 2008 หลังจากจำเป็นต้องเลื่อนกะทันหันเพราะเหตุการณ์ปิดสนามบิน การประชุมลุล่วงไปด้วยดี ทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องเล่าถึงวังลดาวัลย์ ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่สนับสนุนสถานที่จัดงานในครั้งนี้

วังลดาวัลย์ ตั้งอยู่เลขที่ 173 ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร วังลดาวัลย์หรือ “วังแดง” เดิมเป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2449-2451 เพื่อพระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ (ต้นราชสกุลยุคล) เมื่อคราวใกล้จะสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ โดยพระราชทานนาม “วังลดาวัลย์” ตามพระนามเดิมของกรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลดาวัลย์) ผู้เป็นเสด็จตาของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพรฯ

และเพราะกำแพงวังทาสีแดงมาตั้งแต่แรกเริ่ม ประชาชนทั่วไปจึงนิยมเรียกว่า “วังแดง” และจากการที่ท่านเจ้าของวังทรงชื่นชอบศิลปะการแสดง โดยเฉพาะดนตรีไทยเป็นพิเศษ ทำให้วังลดาวัลย์แห่งนี้ได้เป็นต้นกำเนิด “วงลดาวัลย์” หรือ “ปี่พาทย์ วังแดง” ที่มีชื่อเสียงด้านการบรรเลงมโหรี ปี่พาทย์ประจำยุคสมัยนั้นอีกด้วย

พระตำหนักวังลดาวัลย์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ทาสีเหลือง ตั้งอยู่โดดเด่นกลางสนามหญ้าเขียวขจี มีความสูงโดยทั่วไป 2 ชั้น มีมุขระเบียงทางเข้าด้านหน้า และหอคอยสูง 4 ชั้น ออกแบบโดยนาย ยี.บรูโน นายช่างชาวอิตาเลียน สร้างขึ้นด้วยรูปแบบที่สง่างามตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก โดยมีรายละเอียดคล้ายกับอาคารในยุโรปยุควิกตอเรีย (พ.ศ. 2373-2444) และวิลล่าแบบอิตาเลียน เช่น การใช้ส่วนโค้งในกำแพงเหนือช่องเปิดในผนัง การประดับกำแพงด้วยเสาหลอก การใช้วิธีเซาะร่องผนังปูนฉาบให้ดูเป็นวัสดุก้อนใหญ่ การใช้ปูนปั้นสีขาวเป็นบัวและลวดลายในบริเวณต่าง ๆ เป็นต้น

แต่เดิมวังลดาวัลย์นี้ได้ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมากในช่วงปลายของสงครามมหาเอเชียบูรพา ก่อนที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะได้เข้ามาดูแลในปี พ.ศ. 2498 ในเวลานั้นมีเพียงพระตำหนัก และอาคารหลังเล็กท้ายวังเท่านั้นที่ยังแข็งแรงพอใช้งานได้ จึงได้มีการรื้อถอนอาคารบริวาร แล้วปลูกสร้างขึ้นใหม่ จนล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2530 จึงได้มีการริเริ่มแนวคิดที่จะทำการบูรณะให้เป็น “อาคารต้นแบบของการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ” จากนั้นจึงได้มีการวางแผนดำเนินการอย่างรอบคอบและรัดกุม โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร และผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นที่ปรึกษาตลอดการบูรณะ

จากประสบการณ์ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในการที่จะพยายามบูรณะรักษามรดกสถาปัตยกรรมโดยเริ่มจากวังลดาวัลย์นี้ ก่อเกิดโครงการสืบเนื่องต่อมาในเชิงของการพัฒนาเชิงอนุรักษ์อีกหลายแห่ง อาทิ ตึกแถวย่านถนนพระอาทิตย์ ตลาดนางเลิ้ง ฯลฯ โดยล่าสุดโครงการปรับปรุงอาคารศาลากลางมณฑลปราจีน ในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จนกลายเป็นถนนสายวัฒนธรรมของชุมชน ทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้รับรางวัลประเภท Honourable Mention จาก 2008 UNESCO Asia-Pacific Heritage Awards เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าการอนุรักษ์สามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และทำให้เกิดทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ (Tangible Heritage) คืนกลับสู่ชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้นับได้ว่ามีปฐมบทเริ่มต้นมาจากที่วังลดาวัลย์นั่นเอง.

**สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (International Council on Monuments and Sites หรือ ICOMOS) คือองค์กรวิชาชีพทางมรดกทางวัฒนธรรมในระดับสากล ซึ่งมีเป้าหมายการทำงาน เพื่อการอนุรักษ์ และปกป้องคุ้มครองโบราณสถานในลักษณะขององค์กรอิสระ NGO ที่จะมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการของ UNESCO โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคณะกรรมการมรดกโลก

** อ้างอิงข้อมูลและภาพจาก : สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, วังลดาวัลย์ เปิดประตูสู่การพัฒนาเชิงอนุรักษ์ เพื่อประโยชน์ยั่งยืน, ม.ป.ป. และ Nithi Sthapitanonda, Architectural Drawings of Historic Buildings & Places in Thailand, Li- Zenn Publishing, 2008.

** ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะด้านงานสถาปัตย์เชิงอนุรักษ์ได้ที่ www.thai-heritage-building.com หรือ เข้าผ่านหน้าเว็บของ www.asa.or.th **
 

ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=71822&NewsType=2&Template=1


Rediscover Hotmail®: Now available on your iPhone or BlackBerry Check it out.

เมืองโบราณ



 

เมืองโบราณ
สัปดาห์นี้หลายคนคงวางแผนหาที่เที่ยวช่วงวันหยุดปีใหม่ ที่พอมีโอกาสก็คงไปได้ไกลหน่อย ส่วนที่มีข้อจำกัดก็คงต้องหาที่ใกล้ ๆ หรือสามารถเช้าไปเย็นกลับได้ มีที่แนะนำสำหรับการเที่ยวแบบมีสาระ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย หรือไปได้ทั้งครอบครัว ซึ่งอยู่คู่กับเมืองไทยมานาน โดยนับวันก็จะทวีคุณค่าขึ้นเรื่อย ๆ จากเสน่ห์ของความเก่า ที่แห่งนั้นคือ เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ  นั่นเอง
 
เมืองโบราณเกิดจากวิสัยทัศน์อันยาวไกลของนายเล็ก วิริยะพันธุ์ นักธุรกิจผู้สนใจในมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งได้วางรากฐานไว้เมื่อกว่า 40 ปี  ที่แล้ว
 
เหตุที่สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้มีคุณค่ามากกว่าเมืองจำลอง และสามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก็เพราะเมืองโบราณสามารถนำเสนอภาพอดีตของสยามประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมบนฐานของข้อเท็จจริง และการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการอย่างจริงจัง
 
โดยมีที่ปรึกษาเป็นนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปสถาปัตยกรรม และมานุษยวิทยาหลายท่าน ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ อาทิ อ.ประยูร  อุลุชาฎะ (น. ณ ปากน้ำ) ศิลปินแห่งชาติ รศ.เสนอ นิลเดช และ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น
 
ประกอบกับได้ทีมงานมืออาชีพที่รู้ใจจากวิทยาลัยช่างศิลป์ เช่น คุณจรูญ มาถนอม เป็นผู้ดูแลแต่งเติมให้สมบูรณ์แบบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากแนวทางที่ชัดเจนในการมุ่งให้ความรู้ทางวัฒนธรรมและสร้างปัญญาแก่สังคมไทย โดยเริ่มจากเมืองโบราณนี้ ส่งผลให้ต่อมาธุรกิจและกิจกรรมในเครือเมืองโบราณ  ตลอดจนมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้แพร่ขยายไปในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น นิตยสารสารคดี สำนักพิมพ์เมืองโบราณ ปราสาทสัจธรรม (พัทยา) และพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ (สมุทร  ปราการ) เป็นต้น
  
ภายในพื้นที่อันกว้างขวางของเมืองโบราณซึ่งมีขอบเขตคล้ายแผนที่ประเทศไทย ได้มีการจัดวางอาคารรูปแบบต่าง ๆ  ทั้งที่เป็นอาคารเก่าซึ่งถอดรื้อมาจากสถานที่จริง และที่จำลองขึ้นใหม่ โดยสมมุติให้ตั้งตามภูมิภาคต่าง ๆ ให้ใกล้เคียงกับของจริง อันง่ายต่อการเข้าใจ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทขนาดใหญ่เกือบเท่าของจริงซึ่งปัจจุบันที่พระบรมมหาราชวัง พระนครศรีอยุธยา คงเหลือแต่ซากฐานอาคารเท่านั้น ที่สำคัญพระที่นั่งจำลองหลังนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยโปรดเกล้าฯให้ใช้เป็นสถานที่รับรองการเสด็จเยือนประเทศไทย ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษ ในปี พ.ศ.   2515 ด้วย
 
สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพอาจติดใจย่านตลาดบก และย่านตลาดน้ำซึ่งรวบรวมเอาอาคารเก่ามาจัดวางใหม่ได้อย่างมีลีลาน่าดู โดยหลายหลังอาจเป็นอาคารที่ออกแบบจัดสร้างขึ้นใหม่แต่คงท่วงทำนองแบบเก่า เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้จินตภาพของชุมชนโบราณแจ่มชัด และมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
 
นอกจากนี้แล้วยังมีอีกหลายอาคารที่มีคุณค่าแก่การเยี่ยมชมให้คุ้มค่าบัตรผ่านประตู โดยหากใครที่สนใจไปศึกษาอย่างจริงจังแล้วพบว่าเวลาเพียงวันเดียวอาจไม่พอ ปัจจุบันเมืองโบราณได้เปิดสถานที่พักแรมใหม่ในนาม ค่ายลูกเสือริมขอบฟ้า เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นหมู่คณะ โดยเฉพาะนักเรียน  นักศึกษา หรือการอบรมสัมมนาขนาดใหญ่
 
อาคารที่พักแรมและห้องสัมมนาได้รับการออกแบบเป็นสถาปัตย กรรมไทยร่วมสมัยที่สะดวกสบาย มีความสอดคล้อง  กลมกลืนกับส่วนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งได้เป็นอย่างดีซึ่งต้องขอเชิญชวนให้สถานศึกษาต่างจังหวัดลองติดต่อขอใช้บริการ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มาไกล ๆ ได้มีเวลาสัมผัสกับทุกซอกทุกมุมของเมืองโบราณได้อย่างเต็มที่ อันอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้มาร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรม อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมต่อไปได้ไม่มากก็น้อย
  
ในทุกเทศกาลเมืองโบราณจะมีกิจกรรมพิเศษเป็นของกำนัลให้แก่นักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนเดินทางได้ที่ www.  anciencity.com
 
อ้างอิงภาพประกอบจาก : www. vernadoc.multiply.com
 
ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะด้านงานสถาปัตย์เชิงอนุรักษ์ได้ที่ www.thai-heritage-building.com หรือเข้าผ่านหน้าเว็บของ www.asa.or.th

ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
กรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=67463&NewsType=2&Template=1

 



Rediscover Hotmail®: Now available on your iPhone or BlackBerry Check it out.

Join new's network on Windows Live

Add windowslive@live.com to your address book so you don't miss any invitations from your friends.
Join new's network on Windows Live
 
View invitation
View profile
Accept this invitation and you'll appear on each other's online profiles and can chat using Windows Live Messenger.
Change who can send you invitations and requests
Microsoft respects your privacy. To learn more, read our privacy statement. Microsoft Corporation, One Microsoft Way, Redmond, WA 98052 Windows Live

FW: ต้นละม่อม ไม้ใหญ่ที่ตายไม่ได้


 

 

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11358 มติชนรายวัน


ต้นละม่อม ไม้ใหญ่ที่ตายไม่ได้





ยายละม่อม

งานวันผู้สูงอายุ ชุมชนคลองเตย

วันผู้สูงอายุแห่งชาติ 13 เมษายนของทุกปี เพิ่งจะผ่านพ้นไป ภาพที่ชื่นมื่นของคุณตาคุณยาย หลายบ้านยังยิ้มกันไม่หุบกับความสุขที่ลูกหลานมอบให้ด้วยการกลับมาให้ท่านกอด ให้ท่านหอม รดน้ำดำหัวขอพรผู้อาวุโสของครอบครัวด้วยความรักและกตัญญู

แต่อีกหนึ่งมุมในสังคม ยังคงมีผู้สูงอายุอีกหลายคนที่รอคอยลูกหลานกลับมาสวมกอด รดน้ำดำหัวขอพร เหมือนกับ "ยายละม่อม" นางละม่อม มีอุดม ผู้อาวุโสวัย 89 ปี ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักเล็กๆ ในชุมชนคลองเตย ล็อคที่ 6 กับชีวิตในบั้นปลายพร้อมด้วยลูกหลานรวม 10 ชีวิต

แม้จะมีลูกหลานหลายชีวิตที่อยู่รวมกัน ซึ่งดูเหมือนน่าจะอบอุ่นและมีความสุข แต่ในความจริงนั้นไม่ใช่ เพราะลูกและหลานนั้นมีความผิดปกติ พิการทางกายและสมอง เป็นภาระให้ยายละม่อมที่น่าจะมีคนดูแลในช่วงไม้ใกล้ฝั่งกลับต้องมาดูแลลูกหลานเหล่านั้น

ยายละม่อมกับทองสุข (ลูกสาว)



กว่า 60 ปีที่อยู่ในชุมชนคลองเตย นางละม่อม เล่าถึงชีวิตของตนว่า เดิมเป็นคนปราจีนบุรี แต่ครอบครัวยากจนจึงไม่ได้เรียนหนังสือ เลยตัดสินใจมาหางานทำที่กรุงเทพฯ เป็นคนงานก่อสร้าง และแต่งงานเมื่อตอนอายุ 25 ปี มีลูกทั้งหมด 7 คน เป็นชาย 3 หญิง 4 แต่ลูกชายทั้ง 3 คน เสียชีวิตแล้ว เหลือเพียงลูกสาว

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด นางจุก ลูกสาวคนโต อายุ 64 ปี ซึ่งมีความผิดปกติทางสมองกลับถูกข่มขืนจนมีลูกสาว 1 คน ซึ่งพิการทางสมองเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมี "โจ้" หลานชายอีกหนึ่งคนที่ป่วยเป็นโรคง่อย แขนขาลีบ ลิ้นไก่สั้น แต่ยังโชคดีที่ได้นางทองสุข อายุ 58 ปี ลูกสาวอีกคน ที่พอจะช่วยดูแลลูกหลานในครอบครัว

ส่วนรายได้ที่นำมาเลี้ยงดูจุนเจือสมาชิกในครอบครัวนั้น ยายละม่อม บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ทุกวันนี้ก็มีเงินจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท มาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่ก็ไม่เพียงพอเพราะต้องกินต้องใช้ทุกวัน แต่โชคดีที่ยังมีรายได้จากลูกสาวอีกคนที่ไปขายเต้าหู้ทอดหน้าโรงเรียนหมู่บ้านพัฒนา พอจุนเจือเลี้ยงดูครอบครัวแบบพอมีพอกิน

"ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ และวันผู้สูงอายุแห่งชาติ มองดูภาพในโทรทัศน์เห็นภาพผู้สูงอายุคนอื่นมีลูกหลานเข้ามารดน้ำขอพร รู้สึกว่าอยากให้ลูกหลานมาทำให้เหมือนกัน แต่สภาพความเป็นจริงก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเข้าใจดีถึงสภาพของลูกหลานในปัจจุบันว่าไม่สามารถทำได้ วันนี้แม้จะรู้สึกเหงาบ้าง แต่ก็มีความสุขที่เป็นเสาหลักให้ลูกหลานได้พึ่งพิง แม้บางคนจะไม่รู้ก็ตาม" ยายละม่อม บอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน ผ่านทั้งสุข เศร้า เหงา คละเคล้ากันไป แต่ยายละม่อม ยังคงเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นกับลูกหลานเหมือนเดิมไม่มีวันเปลี่ยน

หน้า 25
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lad01150452&sectionid=0115&day=2009-04-15

Rediscover Hotmail®: Get quick friend updates right in your inbox. Check it out.

Rediscover Hotmail®: Get quick friend updates right in your inbox. Check it out.

บทแรกของ โตเกียว ทาวเวอร์ แม่ กับผม กับพ่อบ้าง

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11357 มติชนรายวัน


บทแรกของ โตเกียว ทาวเวอร์ แม่ กับผม กับพ่อบ้าง





หนังญี่ปุ่น ๑๑ ตอนชุดนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่น่าพลาดชม แพร่ภาพที่บ้านเขาตั้งแต่ต้นปี ๒๐๐๗ แล้วจบลงเดือนมีนาคม มีผู้ติดตามชมมากมายจนเป็นที่กล่าวขวัญว่า "โตเกียว ทาวเวอร์" เป็นความรักระหว่างแม่ลูกที่จะอยู่ในความทรงจำของผู้คนไปอีกนาน ไม่แพ้หนังประทับใจเรื่องอื่นๆ

ความรักระหว่างแม่ลูกนั้น ในความคิดของคนทั่วไปหรือนักดูหนังดูละคร หรือแม้แต่นักอ่าน อาจเป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่เห็นได้รอบตัว ซึ่งในทางกลับกัน เรื่องธรรมดาสามัญนี้จะนำมาเขียนเป็นเรื่องหรือทำเป็นภาพให้น่าสนใจได้อย่างไร เป็นงานที่ทั้งผู้ผลิตและผู้ส้องเสพรู้ว่าทำได้ไม่ง่ายนัก

โดยเฉพาะทำให้ติดตามได้อย่างกับเรื่องนั้นเป็นเรื่องของเราเอง

"เอโกะ" ซึ่งสวมบทโดย "บาอิโช มิตสึโกะ" เป็นแม่ที่แยกมาเลี้ยงลูกชายคนเดียวตั้งแต่เล็ก แม้สามี "อิสุมิยะ ชิเกรุ" จะอยู่เมืองใกล้ๆ กันในฟุกุโอกะ ก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไร

เริ่มแรกเธออาจจำเป็นต้องกลับไปอยู่กับแม่ที่บ้านเดิม แม่ซึ่งไม่อยากพูดไม่อยากมองหน้าเธอ หลังเธอจากมาเองเพราะมีครอบครัว แต่ไม่นานเธอก็พาลูกไปปัดกวาดคลีนิคร้าง อาศัยเป็นที่อยู่ถาวรได้ กระทั่ง "มาคุง" หรือ "ฮายามิ โมโกมิชิ" เด็กขี้อายติดแม่ที่วิ่งหนีจากโรงเรียนกลับบ้านตั้งแต่วันแรก เติบโตเป็นหนุ่ม

เธอทำงานหนักทุกอย่างชนิดหนักเอาเบาสู้ เพื่อเก็บเงินทุกเยนไว้ให้ลูก ไม่ว่าจะสำหรับอยู่กินหรืออนาคตในการศึกษา



แต่เมื่อเด็กผู้ชายติดแม่เป็นวัยรุ่นขึ้นมา จากเด็กที่ต้องการความอบอุ่นและการดูแลจากแม่ทุกอย่าง เช่นตื่นมาต้องเหลียวหาแม่ จนเห็นหรือรู้ว่าแม่ทำอะไรอยู่จึงจะหลับต่อได้

การดูแลใกล้ชิดก็กลับเป็นการวุ่นวายรบกวนชีวิตของตัวเองไป

ตั้งแต่คอยปลุกให้ไปโรงเรียนตอนเช้า ทำความสะอาดห้อง เตรียมอาหารการกิน ทำข้าวห่อไปโรงเรียน ฯลฯ กลายเป็นเรื่องเดือดร้อนรำคาญใจ จะชอบก็แต่ตอนแม่ซื้อมอเตอร์ไซค์หรือสกูตเตอร์ให้อย่างนั้น

กระทั่งออกมาส่งหน้าบ้านบอกให้เดินไปโรงเรียนดีๆ ก็เป็นเรื่องอายเพื่อนบ้านที่ผ่านมาพบเห็น

ถึงตอนนี้ผู้ชายหลายคนคงกระหวัดระลึกชาติเช่นเดียวกันนี้ได้ ว่าแม่ที่เรากอดรัดหอมแล้วหอมอีกตลอดเวลาที่ยังเป็นเด็กนั้น กลายเป็นผู้สร้างความอับอายให้กับตัวเองได้ ต่อหน้าเพื่อนๆ หรือในที่สาธารณะ หากดูแลอย่างมีความห่วงใยใกล้ชิด จนทำให้ตัวเอง (ซึ่งรู้สึกว่าโตไม่ใช่เด็กแล้ว) ละอายสายตาผู้คน ว่าอาจเห็นตนเป็นลูกแหง่ไปได้

นั่นคือแม่ไม่เคยเปลี่ยน แต่ลูกค่อยๆ เปลี่ยนไปแล้ว

หากย้อนหวนทวนความทรงจำ มีใครบอกได้บ้างว่าไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่ความรู้สึกที่ครั้งหนึ่งเคยมองแม่ด้วยสายตารำคาญว่า อย่ายุ่งมากได้ไหม

มาคุงซึ่งทำอะไรไม่เป็น และต้องตะโกนเรียกแม่ทุกครั้งที่เห็นแมลงสาบในบ้าน จึงเริ่มหงุดหงิดพูดอะไรกับแม่ไม่ได้นาน และทุกครั้งที่พูดก็เต็มไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจ จนชักอยากออกจากบ้านไปเร็วๆ เพื่อตามหาความฝันของตัวเองในโตเกียว

เมืองหลวงที่เห็นแต่ในนิตยสาร ซึ่งรู้ว่าต่างจากบ้านนอกของตัวลิบลับ

ตั้งใจจะพกเอาแต่เพียงความสามารถในการขีดเขียนภาพ ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะ ขณะเดียวกันก็จะได้อยู่คนเดียวห่างไกลการเจ้ากี้เจ้าการของแม่ ถึงขนาดไม่ยอมพูดกับแม่ ไปขอยืมเงินค่าเดินทางจากน้าสาว

แต่ในที่สุด แม่ก็ยอมให้ไป โดยซื้อตั๋วรถไฟให้ หลังจากที่พ่อซึ่งเคยไปแสวงอนาคตที่โตเกียวแต่ไม่สำเร็จ เรียกไปไต่ถามเจตนาจนแน่ใจแล้วบอกว่า ทำโตเกียวให้เป็นที่ทางของตัวเองให้ได้

บ้านนอกเข้ากรุงมาคุง ตื่นเมืองซึ่งมลังเมลืองแต่แรกเห็น ตื่นคนทั้งคนญี่ปุ่นจำนวนมากด้วยกันเอง และชาวต่างชาติที่ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ ตื่นเพื่อนที่ต้องใช้เงินจำนวนมากจับจ่ายใช้สอยให้ใกล้เคียงหรือทันเขา ทั้งๆ รู้ว่าแม่ทำงานสายตัวแทบขาดกว่าจะได้มาแต่ละเยน

ท้ายที่สุดคือตื่นความจริงในแง่ที่ว่า กระทั่งความสามารถที่มหาวิทยาลัยรับเข้ามาศึกษา แต่เอาเข้าแล้ว การขีดเขียนที่เป็นความเก่งกาจเฉพาะของตัวนั้น ยังไม่ได้มาตรฐานอย่างเพื่อนนักศึกษาที่ได้ฝึกฝน หรือร่ำเรียนพิเศษกันมา

มาคุงจึงเป๋ไป ไม่เรียน นำเงินที่แม่ส่งให้ไปลงทุนลมๆ แล้งๆ ตามโฆษณา จนท้ายสุดต้องบอกแม่ว่าจะไม่เรียนแล้ว ซึ่งกระทบกระเทือนใจมารดาที่สุด

แม่พูดด้วยความรู้สึกลึกซึ้งสองสามคำ ก่อนจะบอกให้กลับไปเรียนต่อ

และที่สถานีรถไฟ ด้วยข้าวห่อซึ่งแม่เตรียมไว้ตามไปให้ทั้งๆ ที่ห้ามไม่ให้ไปส่ง จดหมาย และเงินที่สอดไว้อีกหมื่นเยน มาคุงต้องเปิดใจรับความรักและห่วงใยอันแรงกล้าที่ตวงวัดไม่ได้ของแม่ในที่สุด

ฟังมายืดยาว ความจริงหากทำเป็นภาพก็สามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่ฉาก ก็เข้าใจเรื่องและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ แต่เรื่องไม่มากนี้เองจะใช้รายละเอียดแบบไหน ซึ่งดึงดูดผู้ชมให้ติดตามได้แค่สองตอนแรก ก็ตระหนักถึงประเด็นหัวใจของเนื้อหา

นั่นคือหัวใจแม่ และความรักตอบสนองของลูก

ลูกที่สามารถทำให้โตเกียวกลายเป็นที่ทางของตัวได้ไหม

ความรักอันเปิดเผยของแม่ จะกลับไปเป็นที่ยอมรับของเด็กหนุ่มผู้สงวนท่าทีเหมือนตอนเด็กๆ ได้อย่างไร และความรักที่พยายามงำเอาไว้ของพ่อก็จะมีส่วนด้วยอย่างไรบ้าง

ด้วยนักแสดงไม่กี่คน กับรายละเอียดวัยเด็กและวัยปัจจุบันซึ่งตัดสลับไปมาอย่างได้จังหวะ โตเกียว ทาวเวอร์ก็เป็นงานซึ่งทำให้ต้องติดตาม และเช่นเดียวกับหนังชุดญี่ปุ่นอื่นๆ เพลงประกอบหนังซึ่งขับร้องโดย "โกะบุคุโระ" ก็เป็นเพลงที่แสนจะไพเราะกินใจน่าฟัง

ซึ่งทั้งเนื้อเพลงและบทบรรยายประกอบทั้งเรื่องที่ถ่ายทอดโดย "ฟรีซ" ก็เป็นงานอีกชิ้นที่ทำให้ผู้ชมได้อรรถรสยิ่งขึ้น

ศุกร์หน้ามาติดตามบทหลังของ "โตเกียว ทาวเวอร์" กันต่อ (จบ)


หน้า 24
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01ent01140452&sectionid=0105&day=2009-04-14


ต้นละม่อม ไม้ใหญ่ที่ตายไม่ได้


 

 

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11358 มติชนรายวัน


ต้นละม่อม ไม้ใหญ่ที่ตายไม่ได้





ยายละม่อม

งานวันผู้สูงอายุ ชุมชนคลองเตย

วันผู้สูงอายุแห่งชาติ 13 เมษายนของทุกปี เพิ่งจะผ่านพ้นไป ภาพที่ชื่นมื่นของคุณตาคุณยาย หลายบ้านยังยิ้มกันไม่หุบกับความสุขที่ลูกหลานมอบให้ด้วยการกลับมาให้ท่านกอด ให้ท่านหอม รดน้ำดำหัวขอพรผู้อาวุโสของครอบครัวด้วยความรักและกตัญญู

แต่อีกหนึ่งมุมในสังคม ยังคงมีผู้สูงอายุอีกหลายคนที่รอคอยลูกหลานกลับมาสวมกอด รดน้ำดำหัวขอพร เหมือนกับ "ยายละม่อม" นางละม่อม มีอุดม ผู้อาวุโสวัย 89 ปี ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักเล็กๆ ในชุมชนคลองเตย ล็อคที่ 6 กับชีวิตในบั้นปลายพร้อมด้วยลูกหลานรวม 10 ชีวิต

แม้จะมีลูกหลานหลายชีวิตที่อยู่รวมกัน ซึ่งดูเหมือนน่าจะอบอุ่นและมีความสุข แต่ในความจริงนั้นไม่ใช่ เพราะลูกและหลานนั้นมีความผิดปกติ พิการทางกายและสมอง เป็นภาระให้ยายละม่อมที่น่าจะมีคนดูแลในช่วงไม้ใกล้ฝั่งกลับต้องมาดูแลลูกหลานเหล่านั้น

ยายละม่อมกับทองสุข (ลูกสาว)



กว่า 60 ปีที่อยู่ในชุมชนคลองเตย นางละม่อม เล่าถึงชีวิตของตนว่า เดิมเป็นคนปราจีนบุรี แต่ครอบครัวยากจนจึงไม่ได้เรียนหนังสือ เลยตัดสินใจมาหางานทำที่กรุงเทพฯ เป็นคนงานก่อสร้าง และแต่งงานเมื่อตอนอายุ 25 ปี มีลูกทั้งหมด 7 คน เป็นชาย 3 หญิง 4 แต่ลูกชายทั้ง 3 คน เสียชีวิตแล้ว เหลือเพียงลูกสาว

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด นางจุก ลูกสาวคนโต อายุ 64 ปี ซึ่งมีความผิดปกติทางสมองกลับถูกข่มขืนจนมีลูกสาว 1 คน ซึ่งพิการทางสมองเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมี "โจ้" หลานชายอีกหนึ่งคนที่ป่วยเป็นโรคง่อย แขนขาลีบ ลิ้นไก่สั้น แต่ยังโชคดีที่ได้นางทองสุข อายุ 58 ปี ลูกสาวอีกคน ที่พอจะช่วยดูแลลูกหลานในครอบครัว

ส่วนรายได้ที่นำมาเลี้ยงดูจุนเจือสมาชิกในครอบครัวนั้น ยายละม่อม บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ทุกวันนี้ก็มีเงินจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท มาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่ก็ไม่เพียงพอเพราะต้องกินต้องใช้ทุกวัน แต่โชคดีที่ยังมีรายได้จากลูกสาวอีกคนที่ไปขายเต้าหู้ทอดหน้าโรงเรียนหมู่บ้านพัฒนา พอจุนเจือเลี้ยงดูครอบครัวแบบพอมีพอกิน

"ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ และวันผู้สูงอายุแห่งชาติ มองดูภาพในโทรทัศน์เห็นภาพผู้สูงอายุคนอื่นมีลูกหลานเข้ามารดน้ำขอพร รู้สึกว่าอยากให้ลูกหลานมาทำให้เหมือนกัน แต่สภาพความเป็นจริงก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเข้าใจดีถึงสภาพของลูกหลานในปัจจุบันว่าไม่สามารถทำได้ วันนี้แม้จะรู้สึกเหงาบ้าง แต่ก็มีความสุขที่เป็นเสาหลักให้ลูกหลานได้พึ่งพิง แม้บางคนจะไม่รู้ก็ตาม" ยายละม่อม บอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ไม่ว่าวันเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปแค่ไหน ผ่านทั้งสุข เศร้า เหงา คละเคล้ากันไป แต่ยายละม่อม ยังคงเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นกับลูกหลานเหมือนเดิมไม่มีวันเปลี่ยน

หน้า 25
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lad01150452&sectionid=0115&day=2009-04-15

Rediscover Hotmail®: Get quick friend updates right in your inbox. Check it out.

Rediscover Hotmail®: Get quick friend updates right in your inbox. Check it out.

พระผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11357 มติชนรายวัน


พระผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ


โดย ทศพนธ์ นรทัศน์ ชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อความเท่าเทียม Information and Communication Technology for All Club (ICT for All Club)




"รวมเป็นส่วนหนึ่ง...ในการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมาใช้งานประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อยังประโยชน์สุขแก่พสกนกิกรชาวไทย แม้ในวันที่ทรงเจริญพระชนมายุมากแล้ว นับได้ว่าทรงเป็นแรงบันดาลใจในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยโดยแท้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสโรงงานคอมพิวเตอร์ใหญ่ของไอบีเอ็มที่ซิลิกอน วาเลย์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2503 นับเป็นการจุดประกายให้วงการคอมพิวเตอร์ของประเทศไทย คิดถึงการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ให้ทัดเทียมประเทศที่เจริญแล้ว

นับได้ว่า "ทรงเป็นผู้นำและจุดประกายวงการคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยอย่างจริงจัง"

โดยทรงใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตประกอบพระราชกรณียกิจ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระวิสัยทัศน์ยาวไกลในการใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกรชาวไทยมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับเนื่องกว่า 62 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ ทรงเล็งเห็นความสำคัญของเครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

ทรงสนับสนุนให้มีการค้นคว้าในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทรงศึกษาคิดค้นสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ทรงประดิษฐ์รูปแบบตัวอักษรไทยที่มีลักษณะงดงาม เพื่อแสดงผลบนจอคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อประดิษฐ์บัตร ส.ค.ส.พระราชทานพรแก่พสกนิกรชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่เป็นประจำทุกปี



พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ พระราชดำริและพระบรมราชวินิจฉัยในการออกแบบและจัดทำโปรแกรมพระไตรปิกฎฉบับคอมพิวเตอร์ โปรแกรมนี้ว่า BUDSIR : Buddhist Scriptures Information Retrieval รวมทั้งมีพระราชวิจารณ์ในการออกแบบโปรแกรมสำหรับสืบค้นข้อมูลดังกล่าว ทรงเป็นผู้นำการพัฒนาพหุสื่อ (Multimedia) อาทิ การทำให้คอมพิวเตอร์พูดภาษาไทยได้ชัดขึ้น ตลอดจนทรงใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกพระราชกรณียกิจต่างๆ และทรงติดตั้งเครือข่ายสื่อสารคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนพระราชกรณียกิจต่างๆ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังสนพระทัยและทรงพระปรีชาสามารถในด้านอินเตอร์เน็ต ดังที่ ศาสตราจารย์ ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ได้กล่าวไว้ว่า "ได้รับทราบจากข้าราชบริพารว่าทรงใช้อินเตอร์เน็ตอยู่บ่อยมาก จนอาจจะกล่าวได้ว่าทรงพระปรีชาสามารถในด้านอินเตอร์เน็ตไม่น้อยกว่าผู้ใดในประเทศไทย"

หากย้อนไปเมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2529 ม.ล.อัศนี ปราโมช องคมนตรี ได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอช พลัส ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นขึ้นทูลเกล้าฯถวาย พระองค์ท่านจึงทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก ดังพระราชดำรัส ซึ่งพระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตสงขลา ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2530 ความว่า "เดี๋ยวนี้เด็กๆ อายุ 10 ขวบ เล่นคอมพิวเตอร์เป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่ามีปมด้อยขึ้นมาว่าเล่นคอมพิวเตอร์ไม่เป็น ...แล้ววันหนึ่งก็มีคนหนึ่งเอาคอมพิวเตอร์มาให้บอกว่า อันนี้ เขียนดนตรี ก็เลยรับเอาไว้ ที่จริงรับเอาไว้เขาไม่ได้ให้ เพราะว่าไปซื้อมาก็เงินของเราเอง เราซื้อเราก็ยังกลัว มองดูแล้วไม่รู้จะทำยังไง แต่ถึงตอนปีใหม่ ก่อนปีใหม่นิดหนึ่ง ก็เอาคอมพิวเตอร์ขึ้นไปตั้งในห้องทำงานแล้วก็จิ้มไป เขาบอกว่าเขียนหนังสือได้ เขียนรูปได้ ก็เริ่มลองเขียนหนังสือ ก็เขียนสำหรับอวยพรปีใหม่ เป็นบัตร ส.ค.ส.แล้วก็เขียนไปๆ เอ้อ...ออกมาได้ เขียนออกมาเป็นตัวได้ ก็แปลกดี"

ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่ทรงงานด้วยคอมพิวเตอร์เท่านั้น หากแต่ทรงสนพระทัยในการศึกษาเทคนิคการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดต่างๆ บางครั้งได้ทรงเปิดเครื่องออกดูระบบภายในเครื่องด้วยพระองค์เอง ทรงปรับปรุงซอฟต์แวร์ใหม่ขึ้นมาใช้เอง และบางครั้งทรงแก้ไขปรับปรุงซอฟต์แวร์ในเครื่อง เช่น โปรแกรมภาาาไทย CU Writer ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ (โปรแกรมประมวลคำ Word Processor ในช่วงที่ประเทศไทยเพิ่งมีการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) อย่างแพร่หลาย ซึ่งพัฒนาโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

เมื่อมีปัญหาไวรัสในเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดขึ้น พระองค์ท่านทรงห่วงว่า ไวรัสจะทำลายข้อมูลในเครื่องได้ ดังนั้น เมื่อทรงใช้งานคอมพิวเตอร์จึงทรงระมัดระวังมาก และทรงเก็บ (copy) ข้อมูลไว้หลายชุด

จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตประกอบพระราชกรณียกิจ แม้ในวันที่ทรงเจริญพระชนมายุมากแล้ว นับได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นแรงบันดาลในในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยแท้ จึงสมควรที่ผู้สูงวัยที่ลังเลใจ หรือกลัวที่จะใช้คอมพิวเตอร์ จะได้ดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี

ชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อความเท่าเทียมกัน (ICT for All) เชิญชวนผู้สูงวัย อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและนักวิชาการ ร่วมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง "การพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงวัยด้วยคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต" ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 เวลา 09.30-16.00 น. ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ชั้น 5 โรงแรมสวนดุสิต เพลส เฟส 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต การใช้คอมพิวเตอร์อย่างชาญฉลาดเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ผู้สูงวัยและนักวิชาการทุกคนที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมสัมมนา โดยแจ้งชื่อ,ที่อยู่,หมายเลขโทรศัพท์,e-Mail) ได้ที่ นายทศพนธ์ นรทัศน์ e-Mail: thossaphol@ictforall.org หรือ hs4hnl@msn.com หรือ โทร.0-81261-0726

หน้า 26
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe01140452&sectionid=0147&day=2009-04-14