วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สอบ Wi-fi เอื้อเอกชน กทม.ไม่ยอมตั้งกรรมการสอบ หมด"อภิรักษ์"โครงการเดี้ยง

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 09:00 น. |

สอบ Wi-fi เอื้อเอกชน
กทม.ไม่ยอมตั้งกรรมการสอบ หมด"อภิรักษ์"โครงการเดี้ยง

รายงานข่าวแจ้งว่า แม้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. พ้นข้อกล่าวหาจากการถูกร้องเรียนทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กรณีการแจกพาสเวิร์ด wi-fi อินเทอร์เน็ตไร้ สายฟรี เพราะนายอภิรักษ์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. แล้วนั้น อย่างไรก็ตามในส่วนของ กทม. ซึ่งนายไชยวัฒน์ ฉลองพันธรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจ ได้ทำเรื่องถึงนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกทม.เสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี wi-fi เนื่องจากป้ายประกาศโครงการ wi-fi ตามที่สาธารณะ เช่น ป้ายรถเมล์ เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน ซึ่งโดยปกติจะไม่มีสิทธิโฆษณาสินค้าของตนเองในที่สาธารณะ เว้นแต่จะได้สัมปทานและจ่ายเงินเป็นรายได้ให้กทม. และเมื่อครบกำหนดอุปกรณ์หรือสิ่งก่อสร้างในที่สาธารณะนั้นต้องตกเป็นสมบัติของกทม. ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่ากทม.เสียประโยชน์แก่เอกชน และการที่กทม.ต้องทำป้าย wi-fi ติดในที่สาธารณะให้เป็นเวลา 3 ปี ต้อง เสียงบประมาณจัดทำกว่า 9 ล้านบาท เป็นเงินภาษีของประชาชนเสียหายต่อกทม.นั้น จนถึงขณะนี้ทางผู้บริหารยังไม่ได้แต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า การที่กทม.ลงนามในข้อตกลงร่วม (เอ็มโอยู) ไว้กับบริษัททรู ทำให้กทม.เสียเปรียบอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้บริษัทสามารถติดป้ายโฆษณาโครงการในที่สาธารณะได้จนครบ 3 ปี ขณะที่กทม.ไม่เคยประเมินว่ามีประชาชนใช้ประโยชน์จาก wi-fi มากน้อยเพียงใด ขณะที่กทม.ต้องเสียงบในการจัดทำป้ายติดตั้ง และเสียงบค่าโฆษณาให้ ขณะที่การใช้ประโยชน์กับประชาชนไม่คุ้มค่า และเมื่อนายอภิรักษ์ หมดตำแหน่งปัจจุบันไม่มีการใช้งานแล้ว เพราะข้อจำกัดต่าง ๆ เช่นเข้าระบบไม่ได้ เนื่องจาก
สปีดน้อย ขณะที่บริษัทผู้ติดตั้งได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=191249&NewsType=1&Template=1

'เงิน-ไฮโซ-พระ' ระวัง! 'มาฆะจันทร์มัว' หลักโหรชี้ 'มีปัญหา?'

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 00:00 น. |

'เงิน-ไฮโซ-พระ' ระวัง! 'มาฆะจันทร์มัว' หลักโหรชี้ 'มีปัญหา?'




ปรากฏการณ์ดวงดาวบนท้องฟ้าในปี 2552 นี้ต้องถือว่า “บังเอิญอย่างน่าประหลาด” ซ้ำ ๆ ถึง 2 ครั้ง 2 ครา หรือจริง ๆ ต้อง บอกว่า “2 คราส” ซ้อน ๆ แล้ว !! เริ่มจากสุริยคราสหรือสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเกิด“สุริยคราสวันตรุษจีน” จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอึงมี่

แล้วล่าสุดก็จะเกิด “จันทรคราส” ในคืนวันที่ 9 ก.พ.นี้

และบังเอิญว่าเป็น “จันทรคราสวันมาฆบูชา” พอดี !!!

ทั้งนี้ กับการเกิดจันทรคราสหรือจันทรุปราคา โดยเฉพาะที่จะเกิดในคืนวันที่ 9 ก.พ.นี้ สำหรับในทาง “ดาราศาสตร์” จากข้อมูลของสมาคมดาราศาสตร์ไทยที่เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ thaiastro.nectec.or.th ระบุว่า... เป็น “จันทรุปราคาเงามัว” ซึ่งจะเกิดขึ้นให้คนไทยเห็นในเวลา 21.49 น.

จันทรุปราคาเงามัว หรือในภาษาอังกฤษ “พินัมบรัล อิคลิพซ์ (Penumbral eclipse)” นั้น จะ “เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านเงามัวของโลก” โดยจันทรุปราคาแบบเงามัวนี้จะสังเกตเห็นได้ยากมาก เนื่องจากดวงจันทร์จะลดความสว่างลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะมองดูคล้ายกับว่ามีเมฆบาง ๆ มาบังดวงจันทร์

ปรากฏการณ์จันทรุปราคา จะเกิดขึ้นเฉพาะในคืนวันเพ็ญ 15 ค่ำ หรือคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นทุกเดือนในคืนจันทร์เต็มดวง เนื่องจากระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ และระนาบที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก มิใช่ระนาบเดียวกัน หากตัดกันเป็นมุม 5 องศา ในการเกิดจันทรุปราคาดวงจันทร์จะต้องอยู่บริเวณจุดตัดของระนาบวงโคจร ทั้งสอง และต้องอยู่ใกล้จุดตัดนั้นมาก จึงจะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงหรือบางส่วนได้

แต่ 9 ก.พ. 2552 นี้...ที่เป็นวัน “ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3”

เป็นวัน “มาฆบูชา” จันทร์เต็มดวง...ก็เกิด “จันทรคราส”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของสมาคมดาราศาสตร์ไทยระบุอีกว่า... ในเดือน ก.พ.นี้ จะเกิด “ปรากฏการณ์ของดวงจันทร์” หลายครั้ง อาทิ... วันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. เวลาเช้ามืด ตามมุมมองจากบนโลกจะเห็นดวงจันทร์โคจรเข้าใกล้ตำแหน่งดาวเสาร์, วันพุธที่ 18 ก.พ. เวลาเช้ามืด ดวงจันทร์จะโคจรเข้าใกล้ดาวแอนทาเรส (Antares) หรือดาวปาริชาต เป็นดาวฤกษ์ดวงที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวแมงป่อง มีสีแดงและความสว่างใกล้เคียงดาวอังคาร มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ราว 700 เท่า อยู่ห่างจากโลกราว 604 ปีแสง

วันศุกร์ที่ 20 ก.พ. ดวงจันทร์จะโคจรอยู่ห่างจากโลกที่สุด (ระยะห่าง 405,129 กม.), วันจันทร์ที่ 23 ก.พ. ดวงจันทร์จะโคจรเข้าบังดาวพฤหัสบดี ซึ่งจะมองเห็นได้ทั่วประเทศขณะท้องฟ้าเริ่มสว่าง (ใกล้ขอบฟ้าตะวันออก) และเวลาเช้ามืดดวงจันทร์จะอยู่ใกล้ดาวพุธ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี, วันพุธ 25 ก.พ. 2552 จะเกิดปรากฏการณ์ “จันทร์ดับ” (จันทร์ดับ หรือในภาษาอังกฤษ “นิวมูน (New Moon)” เป็นวันที่ดวงจันทร์โคจรอยู่ในตำแหน่งลองจิจูดเดียวกับดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ไม่เห็นดวงจันทร์ ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นปกติทุกเดือน) และวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. เวลาหัวค่ำ ดวงจันทร์จะโคจรเข้าใกล้ดาวศุกร์

สรุปคือเดือน ก.พ.ปีนี้ จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์หลายครั้ง

จากดาราศาสตร์ มาดูด้าน “โหราศาสตร์” บ้าง อ.เก่งกาจ จงใจพระ ประธานสถาบันโหราศาสตร์เก่งกาจพยากรณ์ บอกว่า... ปรากฏการณ์จันทรุปราคาหรือ “จันทรคราส” นั้น ในทางโหราศาสตร์แล้วการที่ดาวจันทร์ถูกคราสมีความหมายในทาง “ไม่ดี” การคราสหมายความว่ามีเงาดำมาบดบัง ทำให้ “เกิดเรื่อง” ซึ่งในช่วงประมาณ 3 วัน 7 วัน และ 15 วัน ก่อนและหลังจะเกิดจันทรคราส ห้ามประกอบหรือทำพิธีมงคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะทำบุญขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ฯลฯ เพราะจะทำให้มีแต่เรื่องไม่ดี ทำอะไรไม่สำเร็จ ล้มเหลว ผิดหวัง

สำหรับดาวจันทร์ที่ถูกคราสในคืนวันที่ 9 ก.พ.นี้ อยู่ในราศีกรกฏ ในทางโหรชี้ว่าจะทำให้ “มีปัญหาเกี่ยวกับการเงิน” และคราสครั้งนี้ “มีผลกระทบกับผู้หญิงในสังคมชั้นสูง” จะเกิดปัญหาเรื่องการเงิน เกิดปัญหาอื้อฉาวเรื่องชู้สาว เกิดเรื่องเสียหายมัวหมอง อีกทั้งยังต้องระวังเรื่อง “พระผู้ใหญ่จะมีข่าวไม่ดี มีเรื่องอื้อฉาวเสียหายเกี่ยวกับผู้หญิง” รวมถึง “อาจจะมีการสูญเสียพระผู้ใหญ่” ด้วย

“และเรื่องทางการเมืองนั้นก็น่าเป็นห่วง เนื่องจากดาวพฤหัส ดาวอาทิตย์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวราหู รวมทั้งดาวเนปจูน อยู่ในราศีมังกร ซึ่งอยู่ในจุดรวมคราส สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับรัฐบาลมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถูกฟ้องร้องหลายคดี ที่สำคัญรัฐบาลอาจจะเกิดปัญหาเรื่องการเงิน ซึ่งปัญหานี้ก็จะส่งผลกระทบทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อนด้วย” ...ผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์ระบุ

พร้อมทั้งบอกอีกว่า... นอกจากนี้ ด้านภัยธรรมชาติก็จะเกิดผลกระทบด้วย โดยผลจากการที่ดาวจันทร์ถูกคราสนั้นจะส่งผลให้ “มีปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน้ำ” ปีนี้น้ำจะแล้งหนัก

“ดาวจันทร์ถูกคราสจะเกิดเรื่องไม่ดี ดังนั้น ในระยะนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ยิ่งต้องรอบคอบ ต้องมีสติ มีความยืดหยุ่น แล้วปัญหาทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปได้” ...อ.เก่งกาจกล่าว

“จันทรคราส” ในด้านหนึ่งเป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

แต่ในด้านโหราศาสตร์ก็เป็นอีกปรากฏการณ์ที่มีคำทำนาย

“เกิดคืนมาฆบูชา” แปลก-ไม่แปลก...ก็ “อย่าประมาท”.


http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=69646&NewsType=2&Template=1

เรื่องจริง...จากงานวิจัย 'ค้ากามผ่านเน็ต' ชายขาย-หญิงซื้อ..ก็มี

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 00:00 น. |

เรื่องจริง...จากงานวิจัย 'ค้ากามผ่านเน็ต' ชายขาย-หญิงซื้อ..ก็มี




ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงเทศกาล “วาเลนไทน์” นอกจากปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรแล้ว ก็ไม่รู้ว่ามี “คนขาย” กับ “คนซื้อ” ตกลงการค้าทางเพศกันได้กี่คู่ ที่รู้แน่ ๆ คือกรณีประกาศ “ขายบริการทางเพศผ่านเว็บไซต์-อินเทอร์เน็ต” นั้น ในเมืองไทยเราน่ะมีการทำกันจริง ๆ มิใช่แค่ลือ...

หลายวันก่อนมีข่าวว่าหน่วยงานรัฐจะเข้มงวดเรื่องนี้

แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่รู้ว่าจะสกัดกั้นได้สักแค่ไหน ?!?

“เพราะมีความคิดกันว่า... การซื้อและขายบริการทางเพศกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ผิดครึ่งหนึ่งถูกครึ่งหนึ่ง

และเป็นสิทธิส่วนบุคคล ถึงจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ก็เป็นเรื่องของผู้ซื้อและผู้ขายบริการ ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น”

...นี่เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ปรากฏออกมาภายหลังมีการทำวิจัย “การขายบริการทางเพศผ่านห้องสนทนาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต” โดย ศศิดารา สิงหเนตร ภายใต้การสนับสนุนการทำวิจัยโดย มูลนิธิดำรงชัยธรรม ซึ่งข้อมูลจากการทำวิจัยชิ้นนี้ก็ตอบโจทย์ปัญหาการขายตัวของคนไทยรุ่นใหม่

ทั้งนี้ กับการขายบริการทางเพศผ่านห้องสนทนาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า... สาเหตุแห่งการขายของหญิงยุคนี้นั้นมีหลากหลาย เช่น เพราะต้องการเงินไปใช้จ่ายทั้งในเรื่องจำเป็นและไม่จำเป็น ต้องการหาเงินได้มาก-ได้เร็ว ไม่ต้องทำงานหนัก, เพราะผิดหวังในความรัก ต้องการประชดแฟน, เพราะความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ใช้สิ่งของราคาแพง เลียนแบบต่างชาติ ตามแฟชั่น ชิงดีชิงเด่นกันในกลุ่มเพื่อน ฯลฯ

ค่านิยมของวัยรุ่นที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องเซ็กซ์ ที่กลายเป็นเรื่องธรรมดา, การมีกิ๊ก, การแลกคู่นอน หรือสวิงกิ้ง รวมถึงเป็นความต้องการส่วนบุคคลในเรื่องเพศ นี่ก็เป็นสาเหตุเช่นกัน !!

สำหรับสาเหตุที่หญิงไทยยุคใหม่เลือกใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการขายบริการทางเพศ หลัก ๆ ก็เพราะ... ต้องการเงินไปจับจ่ายใช้สอยง่าย ๆ โดยไม่ต้องไปขายตามสถานบริการต่าง ๆ ไม่ต้องไปหาลูกค้าเอง เป็นวิธีที่ลูกค้าติดต่อโดยตรงไม่ต้องผ่านเอเย่นต์-ไม่ต้องถูกหักหัวคิว ได้ราคาดีกว่าการขายบริการผ่านช่องทางอื่น ง่าย สะดวก ทำได้ทุกที่ทุกเวลา เลือกได้ว่าต้องการจะขายบริการหรือไม่ จะขาย-ไม่ขายให้ใคร

และส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าวิธีนี้เป็นความลับ...ไม่มีใครรู้

ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วในที่สุดก็จะไม่ลับ...มีคนรู้เพียบ !!

ในส่วนของผู้ชายที่ซื้อบริการทางเพศ จากการวิจัยพบว่าสาเหตุที่ทำให้เลือกซื้อบริการผ่านอินเทอร์เน็ตก็เพราะ... ง่าย สะดวกรวดเร็ว สามารถใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา, ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการไปซื้อตามสถานบริการที่อาจต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก เช่น ค่าดริ๊งค์ อีกทั้งการเข้าไปซื้อในสถาน บริการอาจจะทำให้ภาพลักษณ์ไม่ดี

นอกจากนี้ ผู้ชายนักซื้อยังมีความคิดว่า...ผู้หญิงที่ขายบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต-ผ่านห้องสนทนาส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา...ซึ่งอาจไม่ใช่ !! คิดว่าไม่ใช่ผู้หญิงที่ขายบริการเป็นประจำ ปลอดภัยกว่าหญิงตามสถาน บริการที่ขายเป็นประจำ...ซึ่งก็อาจไม่ใช่ และจะใช่-ไม่ใช่ก็เสี่ยงทั้งนั้น !!

ข้อมูลจากงานวิจัยยังระบุไว้อีกว่า... ผู้ชายจะมองว่านี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการซื้อบริการทางเพศ ผู้ซื้อก็มีทั้งคนที่มีความต้องการทางเพศสูง แฟนหรือภรรยาให้เรื่องทางเพศไม่ได้ตามต้องการ, เบื่อภรรยา หรือทะเลาะกับภรรยา หรือเลิกกับภรรยาแล้ว หรือเพราะยังไม่มีภรรยา, ทำตามเพื่อน, อยากลอง อยากรู้

อย่างไรก็ตาม เรื่องการ “ค้ากามผ่านเน็ต” นี้ก็ใช่ว่าจะมีแต่กรณีหญิงขาย-ชายซื้อเท่านั้น แบบ “ชายขาย-หญิงซื้อก็มี” โดยข้อมูลอีกส่วนหนึ่งจากงานวิจัย “การขายบริการทางเพศผ่านห้องสนทนาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต” ที่สนับสนุนโดยมูลนิธิดำรงชัยธรรม ระบุว่า... มีผู้หญิงที่ซื้อบริการทางเพศจากผู้ขายบริการที่เป็นผู้ชาย โดยสาเหตุที่ผู้หญิงเลือกซื้อบริการผ่านทางช่องทางนี้ก็เนื่องจากคิดว่าสามารถเก็บเป็นความลับได้ ไม่เป็นที่เปิดเผย ไม่ต้องไปตามสถานบริการ อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ง่าย และสะดวกรวดเร็วอีกต่างหาก

ถามว่าหญิงกลุ่มไหนที่เป็นนักซื้อ คำตอบคือ... มีหลายกลุ่ม เช่น ผู้หญิงที่มีความต้องการทางเพศสูง แต่สามีให้ได้ไม่เพียงพอ หรือสามีหมดสมรรถภาพทางเพศ, แม่ม่าย, ผู้หญิงที่ทะเลาะกับแฟน ต้องการประชด, ผู้หญิงที่ยังไม่มีสามี ทั้งนี้ นี่ยังไม่รวมกลุ่มรักร่วมเพศ “ชายขาย-ชายซื้อ” ที่ก็มีไม่น้อย

“เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปในทางที่อันตรายขึ้น มีแนวโน้มที่จะรุนแรงและขยายมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสื่ออินเทอร์เน็ตได้ขยายวงกว้างออกไป ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนระดับบน ระดับกลาง หรือระดับล่างที่สามารถเรียนรู้การใช้งานคอมพิวเตอร์จากบุคคลอื่น ๆ เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตเป็นก็สามารถที่จะเข้าใช้งานช่องทางนี้และใช้เป็นสื่อในการซื้อขายบริการทางเพศได้ด้วย” ...นี่เป็นส่วนของแนวโน้มในอนาคต ซึ่งงานวิจัยของ ศศิดารา สิงหเนตร ระบุไว้ในช่วงท้าย ๆ ซึ่งก็มิได้เกินเลยความจริง

“อินเทอร์เน็ต” กลายเป็น “ช่องทางค้ากาม” มานานแล้ว

และยิ่งนับวันก็ยิ่งเป็น “ตลาดใหญ่-มีสินค้าหลายกลุ่ม”...

คนไทยซื้อขายกันมากขึ้น...แม้แต่ผู้หญิงก็เป็นนักซื้อ !!!.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=69946&NewsType=2&Template=1

ชาวบ้านสุขสวัสกิ์ฮือต้านกทม.สร้างถนนโดนเวนคืนที่ดิน

ชาวบ้านสุขสวัสกิ์ฮือต้านกทม.สร้างถนนโดนเวนคืนที่ดิน
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 - เวลา 15:02:04 น.




ผู้สื่อข่าว"ประชาชาติธุรกิจ"รายงานจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 10.00 น.มีชาวบ้านจากเขตจอมทองที่ได้รับผลกระทบประมาณ 100 คนมาชุมนุมที่หน้าศาลาว่าการกทม. เพื่อยื่นหนังสือให้ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอให้ยกเลิกและทบทวนโครงการก่อสร้างถนนตามแนวผังเมือง ง.3 เชื่อมถนนสุขสวัสดิ์-พระรามที่2-ถนนสามแยกตากสิน-ถนนเพชรเกษม-ถนนวงแหวนรอบนอกด้านใต้ ตามที่สำนักการโยธาของกทม.ได้ลงนามสัญญาว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมของแนวเส้นทางโครงการอยู่ในขณะนี้

เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน ภายหลังจากที่กทม.ได้ปรับแนวเส้นทางใหม่จากแนวเดิมของกรมโยธาธิการที่ขีดไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวถูกเวนคืนจำนวนมากร่วม 5,000-6,000 ราย มีโครงการบ้านจัดสรรกว่า 100 รายที่ได้รับผลกระทบจากการตัดถนนครั้งนี้ จึงอยากขอให้ทางผู้ว่าฯกทม.ยกเลิกโครงการและให้ไปสร้างรถไฟฟ้าแทนดีกว่า และชาวบ้านไม่มีใครรับทราบข้อมูลโครงการเลยที่ผ่านมา กทม.งุบงิบจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่มย่อยๆเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้มาพบชาวบ้าน มอบหมายให้แพทย์หญิงมาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯมารับหนังสือร้องเรียนแทน ซึ่งทางผู้บริหารขอดูรายละเอียดก่อนถึงจะให้คำตอบกับชาวบ้านได้ หลังจากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น.เศษชาวบ้านได้เคลื่อนขบวนโดยรถบัสขนาดใหญ่ 4 คันเดินทางไปยื่นหนังสือต่อที่สภาผู้แทนราษฎรยังสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ เพื่อพลักดันให้มีการยกเลิกโครงการนี้ต่อไป

โดยชาวบ้านระบุว่า การที่กทม.มีแนวคิดจะตัดถนนเส้นนี้ เนื่องจากมีเบื้องหลังซ่อนอยู่ คือ ต้องการเพิ่มงบประมาณศึกษาและงบก่อสร้าง ที่สำคัญขณะนี้มีกลุ่มนายทุนและนักการเมืองในพื้นที่บางกลุ่มเข้าไปกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านตุนไว้แล้ว และเบี่ยงแนวใหม่ให้ตัดผ่านพื้นที่ของตัวเองเพื่อให้ได้ค่าเวนคืนที่ดินและขายได้ในราคาที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกันทางนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทรและนายพิรกร วีรกุลสุนทร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)เขตจอมทองได้ทำหนังสือถึงชาวบ้านเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืน โดยในรายละเอียดของหนังสือระบุว่ามีกลุ่มบุคคลแอบอ้างว่าสามารถระงับโครงการก่อสร้างถนนสายดังกล่าวได้ โดยมีการเรียกเก็บเงินจากชาวบ้านตั้งแต่บ้านละ 1,000-5,000 บาท ซึ่งในข้อเท็จจริงบุคคลดังกล่าวมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่สามารถระงับหรือยับยั้งโครงการได้ เพียงแต่ต้องการหาประโยชน์ใส่ตัวและหลอกหลวงพี่น้องชาวจอมทองที่ได้รับผลกระทบแค่นั้น พร้อมระบุว่าในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้เวลา 17.00 น.ผู้ว่าฯกทม.จะไปพบชาวจอมทองเพื่อทบทวนและยกเลิกโครงการดังกล่าวที่สำนักงานเขตจอมทอง

ในเบื้องต้นจากผลการศึกษาแนวเส้นทางโครงการแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ
ช่วงที่ 1สุขสวัสดิ์-พระรามที่ 2-เพชรเกษม ระยะทาง 15 กม.
ช่วงที่ 2 แยกจุดตัดกับถนนสาย ง.3-กาญจนาพิเศษ (ด้านใต้) ระยะทาง 4-5 กม. รวมระยะทาง 20 กม. ตัดผ่านพื้นที่ 5 เขตได้แก่ ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ จอมทอง บางขุนเทียน ภาษีเจริญ มีหมู่บ้านที่อยู่ในแนวเส้นทางประมาณ 20 หมู่บ้าน ชุมชนดั้งเดิมอีก 5 ชุมชน ผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวประมาณ 900 หลัง และอยู่ในเขตถนนในเมือง คาดว่าจะใช้ค่าก่อสร้างและเวนคืนประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท เป็นถนนขนาด 4-6 ช่องจราจร
http://www.matichon.co.th/prachachat/news_title.php?id=8834

รวมมิตรค่าโง่แสนล้านรัฐ-เอกชนซัดกันนัวคดีค้างศาล-อนุญาโตฯอื้อ

http://www.matichon.co.th/prachachat/news_detail.php?id=2836&catid=1

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 - เวลา 08:48:25 น.



รวมมิตรค่าโง่ รัฐเสียหายยับแสนล้าน โดยเฉพาะกทพ.เผยฟ้องกันนัว 11 คดี ค้างอยู่ในอนุญาโตฯและศาลฎีกาเพียบ"จรัญ"ชี้โกงทั้งระบบ เสียเปรียบตั้งแต่กระบวนการร่างสัญญา


แหล่งข่าวจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กทพ.มีข้อพิพาทที่เป็นคดีความกับภาคเอกชนอยู่หลายคดีที่อยู่ในกระบวนการของคณะอนุญาโตตุลาการและศาล ที่ตัดสินไปแล้วมีคดีค่าโง่ทางด่วนบางนา-ชลบุรี ที่กิจการร่วมค้าบีบีซีดี ซึ่ง บมจ.ช.การช่างเป็นแกนนำรับเหมาก่อสร้างฟ้องเรียกค่าชดเชยวงเงิน 6,200 ล้านบาท จากที่ กทพ.ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า 11 เดือน และไม่เป็นไปตามสัญญา ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ กทพ.จ่ายเงินค่าชดเชยให้บริษัท แต่ กทพ.คัดค้าน ผู้รับเหมาจึงยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมา กทพ.ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาและศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ยกคำฟ้อง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีข้อพิพาทระหว่าง กทพ.กับ บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ หรือบีอีซีแอล และ บจ.ทางด่วนกรุงเทพเหนือ หรือเอ็นอีซีแอล ที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานทางด่วน 11 คดี ทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการและศาลฎีกา แบ่งเป็น 1.ข้อพิพาทเสนอเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามสัญญาและเรียกค่าเสียหาย มูลค่าฟ้องร้องจนถึงวันที่ยื่นข้อพิพาท 6,305.4 ล้านบาท 2.ข้อพิพาทที่ กทพ.เรียกร้องแย้งเป็นเงิน 15,575 ล้านบาท 3.ข้อพิพาทที่ กทพ.ยื่นเรียกค่าเสียหายมีมูลค่าฟ้องร้องจนถึงวันที่ยื่นข้อพิพาทมูลค่า 18.4 ล้านบาท 4.ข้อพิพาทมีมูลฟ้องที่บริษัทเรียกแย้ง 5,114 ล้านบาท

สำหรับข้อพิพาทที่บริษัทยื่นเรียกร้องค่าเสียหายมี 7 เรื่อง อาทิ 1.การปรับเพิ่มอัตราค่าผ่านทางปี 2541 ของทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 โดยบริษัทเสนอโครงข่ายในเมืองปรับเพิ่ม 10 บาทสำหรับรถยนต์ 4 ล้อ และ 20 บาทสำหรับรถยนต์ 6-10 ล้อ และเกิน 10 ล้อ มีการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย วันที่ 27 สิงหาคม 2541 ตามอัตราที่บริษัทเสนอ ต่อมามีการร้องเรียนจากผู้ใช้ทาง กทพ.จึงออกประกาศค่าผ่านทางอีกฉบับ วันที่ 23 ตุลาคม 2541 ให้ค่าผ่านทางปรับเพิ่ม 10 บาท สำหรับรถทุกประเภท แต่โครงข่ายนอกเขตเมืองไม่มีการปรับ บริษัทจึงฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าชดเชยผลต่างระหว่างอัตราค่าผ่านทางจริง ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันยื่นข้อพิพาท 360,898,617 บาท ซึ่งวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ ศาลฎีกาจะมีการอ่านคำพิพากษา ซึ่งหาก กทพ.แพ้คดี คาดว่าจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้เอกชน 1,700 ล้านบาท (ล่าสุดกทพ.ชนะคดีแล้วหลังศาลฎีกาสั่งยกคำร้อง)

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ส่วนข้อพิพาทที่ กทพ.ยื่นเรียกค่าเสียหายจากเอกชนคู่สัญญามี 4 เรื่อง คือ 1.การก่อสร้างถนนรวมและกระจายการจราจรหรือซีดีโรด ภายใต้สัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ช่วงพระราม 6-ราชดำริ

2.ให้บริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาผลกระทบจากทางด่วนขั้นที่ 2 วงเงิน 1.7 ล้านบาท

3.ความรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 กทพ.ยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 ให้บริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เป็นเงิน 16.4 ล้านบาท อนุญาโตตุลาการกำลังพิจารณา

4.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับปัญหาการร้องเรียน เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2548 กทพ.เสนอข้อพิพาทต่อคณะผู้พิจารณาเรียกร้องให้บริษัทชดใช้ค่าใช้จ่ายในการทำทางเข้าออกแก่ที่ดินของผู้ร้องเรียนผ่านเขตทางด่วนขั้นที่ 2 วงเงิน 404,719 บาท บริษัทยื่นคำคัดค้านเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2550

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจาก กทพ.ที่มีคดีความกับคู่สัญญาแล้ว ยังมีกรมทางหลวงที่มีคดีฟ้องร้องกับผู้ถือหุ้นของบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานโทลล์เวย์ คือ บจ.วอเตอร์บาวน์ ผู้รับเหมาจากประเทศเยอรมนี จากการได้รับความเสียหายจากการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และรัฐบาลทำผิดสัญญาจากการให้ปรับลดค่าผ่านทางเหลือ 20 บาทตลอดสาย สร้างทางแข่งขัน เรียกค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 6,000 ล้านบาท รอคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในเดือนพฤษภาคมนี้

กรณีการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ถูก บจ.โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) คู่สัญญาก่อสร้างฟ้องเรียกค่าชดเชยกว่า 12,000 ล้านบาท เพราะการก่อสร้างไม่เป็นไปตามสัญญา เนื่องจากการรถไฟฯส่งมอบพื้นที่ล่าช้า และยกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ซึ่งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ขณะนี้อัยการสูงสุดยื่นคัดค้านให้การรถไฟฯแล้ว อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลปกครอง

คดีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร (กทม.) มูลค่า 6,700 ล้านบาท ซึ่ง กทม.จ่ายเงินค่างวดให้กับบริษัทสไตเออร์ฯ ผู้ผลิตรถไปแล้ว จำนวน 5 งวด เป็นเงิน 4,000 กว่าล้านบาท แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้งานได้

นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จริงๆ แล้วระบบอนุญาโตตุลาการ โดยตัวของระบบไม่มีอะไรเสียหาย แท้ที่จริงแล้วระบบอนุญาโตตุลาการถูกออกแบบเป็นศาลที่คู่ความเลือก แล้วจัดตั้งขึ้นมาเฉพาะคดีปัญหาที่มันเสียหาย เกิดจากการที่คนเข้าไปร่วมกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ไม่ตรงไปตรงมา เป็นปัญหาของการโกงระบบ เอกชนเมื่อมาพิพาทกับหน่วยงานรัฐมักใช้วิธีการซื้อคนของรัฐ ซื้อตั้งแต่ตอนทำสัญญา ไม่ใช่ในตอนเป็นอนุญาโตตุลาการ มีการซื้อตั้งแต่ตอนร่างสัญญา เพราะฉะนั้น สัญญาจึงออกมา ได้เปรียบเสียเปรียบอย่างซับซ้อนซ่อนเงื่อน และเมื่อพิพาทกันขึ้นมาก็เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งอนุญาโตตุลาการก็ต้องตัดสินไปตามสัญญา เว้นแต่จะตรวจพบและจับได้ว่ามีการไม่สุจริต ในกระบวนการร่างสัญญา ซึ่งจับยากมาก และอนุญาโตตุลาการก็ไม่มีปัญญาจะไปตรวจสอบความไม่สุจริต ส่วนใหญ่ก็เอาสัญญามาดูความถูกต้อง ถ้าไม่ต้องตามสัญญา เอกชนเสียหายเท่าไร ฝ่ายรัฐก็ต้องจ่ายค่าเสียหาย

เร่งสรุปผลศึกษาราคาประมูล 3 โรงขยะ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6656 ข่าวสดรายวัน


เร่งสรุปผลศึกษาราคาประมูล 3 โรงขยะ



นายกฤษฎา กลันทานนท์ ผอ.สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยไปทำลายของกรุงเทพฯจำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 9,589 ล้านบาท แยกเป็นโครงการกำจัดมูลฝอยที่โรงงานกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช วงเงิน 3,546 ล้านบาท โครงการกำจัดขยะมูลฝอยที่สถานีขนถ่ายมูลฝอยท่าแร้ง 2,993 ล้านบาท และโครงการกำจัดมูลฝอยที่โรงงานกำจัดมูลฝอยที่หนองแขม วงเงิน 3,050 ล้านบาท หลังจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ระบุว่ากทม.ว่าจ้างเอกชนดำเนินการด้วยวงเงินที่แพงเกินจริงนั้นว่า ภายหลังจากนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกทม. ในฐานะรักษาการผู้ว่าฯกทม.ช่วงก่อนจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.คนใหม่เซ็นลงนามในหนังสือเพื่อเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยชั้นนำประมาณ 6-7 ท่านมาเป็นคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาว่าราคาที่กทม.ว่าจ้างเอกชนนั้นมีราคาแพงตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ท้วงติงมาหรือไม่นั้น ขณะนี้สำนักสิ่งแวดล้อม(สสล.)ทำหนังสือแจ้งกลับมาว่าคณะกรรมการ ชุดดังกล่าว จะเริ่มประชุมเพื่อพิจารณาว่าราคากลางดังกล่าวของกทม. เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายในเดือนก.พ.นี้ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเกิดความล่าช้ามากแล้ว

ผอ.สำนักงานกฎหมายและคดี กล่าวต่อว่า ขณะที่ทางสำนักงานฯจะทำหนังสือแจ้งไปที่กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกำกับดูแล รวมทั้งสตง.ให้ทราบด้วยว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการ

"ทั้งนี้หากผลการศึกษาระบุออกมาว่าราคาที่ กทม.ว่าจ้างนั้นไม่แพง กทม.จะทำหนังสือแจ้งไปที่สตง.และกระทรวงมหาดไทย แต่หากผลการศึกษาระบุออกมาว่าราคาแพงเกินจริง กทม.จะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อไป" นายกฤษฎา กล่าว

หน้า 30 http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROaVoyc3dNakU0TURJMU1nPT0=§ionid=TURNek1nPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4T0E9PQ==

"มหัศจรรย์...กับสารพันการ เกษตร" ที่ เดอะ มอลล์ บางแค

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11302 มติชนรายวัน


วันนี้บอกหลายเรื่อง

คอลัมน์ โลกสองวัย

โดย บางกอกเกี้ยน





วันนี้ น้องหนูอย่าลืมชวนคุณพ่อคุณแม่ไปงานวันเทคโนโลยี เกษตรมหัศจรรย์ "มหัศจรรย์...กับสารพันการ เกษตร" ที่ เดอะ มอลล์ บางแค นะจ๊ะ

ทำไมต้องไปจัดที่ เดอะ มอลล์ บางแค ใครรู้มั่งเอ่ย

ใครไม่รู้ต้องกลับไปอ่านที่เคยเขียนไปบ้างแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน

บอกอีกครั้งก็ได้ เพราะย่านฝั่งธนฯ ยังเป็นย่านของเรือกสวนไร่นาอยู่มาก ใครที่มีบ้านอยู่ฝั่งธนฯ การเดินทางมักจะผ่านสวนที่มีต้นไม้ร่มครึ้ม บางแห่งยังมี "ท้องร่อง" ให้เห็น

ย่านบางแค เป็นตลาดใหญ่ของพืชผักผลไม้ และ เดอะ มอลล์ บางแค เคยจัดงานที่เกี่ยวกับปลาสวยงาม การประมงมาแล้วหลายครั้ง

ที่สำคัญ งานวันเส้นทางเศรษฐีครั้งหลังๆ ที่จัดมาก็ไปใช้สถานที่ของ เดอะ มอลล์ บางกะปิ เพราะมีผู้คนพลุกพล่าน ส่วน เดอะ มอลล์ งามวงศ์วานก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากมติชน (แหะ แหะ ไม่เกี่ยกับงานนี้ดอกครับ เขียนบอกไว้อย่างนั้นเอง)

งาน "มหัศจรรย์...สารพันการเกษตร" มีพิธีเปิดบ่ายวันนี้ ด้วยรายการยิ่งใหญ่ และรายการเสวนาน่ารู้เรื่อง "มหัศจรรย์ข้าวกล้องงอก" เป็นอย่างไรต้องไปฟังด้วยหูดูด้วยตา

พรุ่งนี้ วันพฤหัสบดี เป็นวันที่ 2 มีหลายเรื่องหลากรส "ไผ่แตกกอต่อรายได้" "พลังงานชุมชนของคนพอเพียง" "พันธุ์ปลาเศรษฐกิจ & ปลาบึกเชิงพาณิชย์" "เรื่องมันๆ กันมันสำปะหลัง" "ปาล์มน้ำมัน ยอดพันธุ์พืชเศรษฐกิจ" และ "(รัง)มดแดงแฝงอาชีพ" กับเรื่องราวดีๆ จากสถาบันหม่อนไหมฯ (ทุกวัน)

วันศุกร์ที่ 20 มีเรื่อง "ปุ๋ยสามัญประจำบ้าน" (เอ๊ะ เป็นยังไง) "กวาวเครือกับความงามและสุขภาพ" "ผลิตภัณฑ์จากแพะ ต่อยอดสร้างรายได้" "ข้าวพื้นเมืองกับ(สาธิต)น้ำข้าวหอมเพื่อสุขภาพ"

สองวันสุดท้าย เสาร์-อาทิตย์ ว่าถึงวันเสาร์ก่อน "มะรุมเอกมหาชัย พืชมีอนาคต" "(สาธิต)น้ำข้าวกล้องเสริมสุขภาพ" "พริก ความเผ็ดทำเงิน" "เลี้ยงและขยายพันธุ์สุนัขเล็กเชิงพาณิชย์" และ "สัตว์ป่าสู่สัตว์เศรษฐกิจ"

วันอาทิตย์ สุดท้าย "เห็ด พืชเล็กตลาดโต" "มะพร้าว พืชพันธุ์รับใช้มนุษย์" ข้าวเพื่อสุขภาพ กับ(สาธิต)ไอศครีมข้าวกล้องงอก"

อย่าลืมชมการสาธิตและผลิตผ้าไหมจากสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทุกวัน

ในงาน ตื่นตากับเทคโนโลยีเกษตรนวัตกรรมใหม่ ตื่นใจกับผลิตผลเกษตรมหัศจรรย์ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จุใจกว่า 150 คูหา

เพลิดเพลินกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังแกรมมี่ทุกวัน (ใครบ้าง เตรียมตัวไปดูรายการหน้างาน)

พิเศษเด็ดสะระตี่ พบกับสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP (๑T๑P) กว่า 40 ชนิด ชั้นนำจากทั่วประเทศ

แหม มางานเกษตรไม่มีของติดไม้ติดมือกลับบ้านได้อย่างไร โดยเฉพาะในงานนี้ "วันเทคโนโลยีชาวบ้าน เกษตรมหัศจรรย์" ก่อนกลับบ้านแต่ละวัน อย่าลืมรับต้นมะเขือยักษ์ เมล็ดพันธุ์พืช ผัก ไม้มงคล พืชน้ำมันตัวใหม่ "เอกมหาชัย" เอาไปกินไปปลูก

ยัง ยังไม่หมด ในงานให้ชิมน้ำข้าวกล้อง และน้ำเพื่อสุขภาพมากชนิด ชิมแล้วลองขอสูตรเขาดู เผื่อจะได้ไปผลิตเอง ดื่มเอง หรือทำขายก็ไม่ว่ากัน

เดินไปเดินมา ชมฟรีการสาธิต การประกวดชวนชม การแสดงของสัตว์แสนรู้ ชมนักร้องฟังเพลงจากศิลปินแกรมมี่ ชมการแปรรูปข้าวเป็นของขวัญและอาหารสารพัน

สำหรับน้องนักอ่าน มีหนังสือลดกระหน่ำ ทั้งเส้นทางเศรษฐี และเทคโนโลยีชาวบ้าน เล่มเก่าแต่เรื่องไม่เก่า ที่หายากและขายดี อ่านได้ทั้งปี และลดตั้งแต่ 20-90% ของสำนักพิมพ์มติชน

พบกันในงานครับ

หน้า 21 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra04180252§ionid=0131&day=2009-02-18