วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2551

กทม.ย่ำยีกรุงเทพฯ ไม่ระแวดระวังผังเมือง ร.1


กทม.ย่ำยีกรุงเทพฯ ไม่ระแวดระวังผังเมือง ร.1

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10994

ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้งกลุ่มการเมืองและกลุ่มข้าราชการประจำ ต่างมีทัศนคติต่อประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกรุงเทพฯไปในทิศทางเดียวกัน คือชิงกันมี 'ผลประโยชน์ทับซ้อน' จากประวัติศาสตร์ แต่ไม่พิทักษ์รักษาและไม่เผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ

ผมเคยเขียนตำหนิหลายเรื่อง หลายหน แต่ไม่เป็นผลกับกลุ่มคน 'กะล่อน' ดีแต่ปาก good but mouth เอาแต่ได้ ไม่นึกถึงคนอื่นที่อ่อนแอในชุมชนกรุงเทพฯ และประทศไทย จึงจะขอคัดข่าวจาก X-Cite ไทยโพสต์ (ฉบับประจำวันที่ 9-10 เมษายน 2551 หน้า 2 ) มาช่วยกันอ่านแล้วพิจารณา จะได้รู้ทั่วกันว่าไม่ได้มีผมคนเดียว แต่มีคนอีกมากที่อยากให้อวัยวะบางส่วนต่อผู้มีอำนาจใน กทม.

หลังจากพระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรวิหาร ออกมาสนับสนุนให้รื้อย้าย 'ศาลพระวิษณุกรรม' ข้างวัดสุทัศน์ ตามมติของคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ที่สั่งให้กรุงเทพมหานครรื้อศาลดังกล่าวไปประดิษฐานในสถานที่เหมาะสม เนื่องจากการตั้งศาลพระวิษณุผิดหลักอนุรักษ์เกาะรัตนโกสินทร์และทำลายมรดกทางวัฒนธรรม รวมทั้งความสง่างามโดยรอบวัดสุทัศน์

นายประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง นักอนุรักษ์อิสระ กรรมการมูลนิธิชุมชนไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 เมษายน ว่า กรณีการจัดตั้งศาลพระวิษณุ หากไม่ใส่ใจจะเห็นแค่เรื่องความเชื่อความศรัทธาต่อเทวรูปศาสนาฮินดู แต่เบื้องลึกแล้วกลับกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดย กทม.มีส่วนรู้เห็นกับภาคเอกชนในการจัดตั้งเป็นมูลนิธิวิษณุกรรมเพื่อหารายได้จากเงินบริจาค ดอกไม้ธูปเทียน ของเซ่นไหว้ ตลอดจนเงินค่าประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในศาลพระวิษณุ ตนเชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ กทม. ไม่ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ และยังปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้

'เรื่องนี้รู้กันมานานแล้ว แต่ผู้บริหาร กทม.กลับนิ่งเฉย วัดสุทัศน์ถือว่าเป็นศูนย์กลางผังเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างกรุงเทพฯตามคติโบราณ แต่วันนี้ กทม.กลับเป็นผู้ทำลาย ก่อนจะสร้างอะไรต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานที่ตั้ง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดทรรศนะอุจาด เขตโบราณสถานหลายแห่งทั่วเกาะรัตนโกสินทร์กลายเป็นซ่องกับส้วม เป็นแหล่งหากินของโสเภณีและคนเร่ร่อนใช้เป็นสถานที่หลับนอนขับถ่ายสกปรกเลอะเทอะ' นายประเสริฐกล่าว

ศ.อดุลย์ วิเชียรเจริญ ประธานคณะอนุกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า นอกจากศาลพระวิษณุข้างวัดสุทัศน์ที่เป็นปัญหาต่อมรดกทางวัฒนธรรม และส่งผลกระทบต่อการจัดทำขอบเขตพื้นที่โดยรอบวัดสุทัศน์ และผนวกรวมกับเสาชิงช้าเพื่อเสนอชื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่ขัดต่อหลักการอนุรักษ์คือ ศาลาอเนกประสงค์อยู่ข้างอนุสาวรีย์หมู กทม. เป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้าง โดยมีกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ แต่ปรากฏว่ารูปแบบของศาลาอเนกประสงค์ไม่ถูกต้องตามหลักสถาปัตยกรรมแวดล้อมที่มีทั้งคลองคูเมืองเดิมขุดขึ้นสมัยกรุงธนบุรี วัดราชประดิษฐ์ ตลอดจนอนุสาวรีย์หมู

'ศาลาอเนกประสงค์สร้างในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯกทม. ต่อมาคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์พิจารณาเห็นว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่สร้างขึ้นใหม่และไม่สอดคล้องกับอนุสาวรีย์หมูและโบราณสถานบริเวณใกล้เคียง จึงสั่งให้รื้อถอน แต่ กทม.ยังไม่ดำเนินการ ส่วนกรมศิลปากรก็พยายามปัดภาระความรับผิดชอบ อ้างไม่เกี่ยวข้อง' ศ. อดุลย์กล่าว

ทั้งนี้ 'อนุสาวรีย์หมู' มีอีกชื่อว่า 'อนุสาวรีย์สหชาติ' โดยสมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 ทรงอุทิศพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างขึ้นขณะมีพระชนมายุ 50 พรรษา และมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ออกแบบ ปัจจุบันศาลาอเนกประสงค์ทรุดโทรมลง เนื่องจากไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลและปล่อยให้เป็นที่หลับนอนของคนเร่ร่อนจรจัด ตัวศาลาทำด้วยท่อเหล็ก แต่ขึ้นสนิมจนผุกร่อน ส่วนอนุสาวรีย์หมูมีการนำผ้าใบมาคลุมตัวประติมากรรมรูปหมูโดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ ซึ่งมีผู้ร้องเรียนกรมศิลปากรเข้ามาตรวจสอบกรณีดังกล่าวด้วย

กรุงเทพฯมีกำเนิดต้นเดือนเมษายนช่วงสงกรานต์ มีสถานที่สำคัญๆ อีกมากที่ กทม. ไม่ดูแล แล้วยังทำลายฉิบหายหมด ใครพบเห็นช่วยเขียนมาบอกด้วย

หน้า 21

ไฟโอลิมปิก 18/04/08

มหัศจรรย์นิทานดนตรี…ครั้งแรกของเมืองไทย


ผ่านไปหมาดๆ กับงาน "เอนฟา เอพลัส มหัศจรรย์แห่งนิทานดนตรี" ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ เอนฟาโกร เอพลัส ได้นำท่วงทำนองแห่งเสียงดนตรี Symphony โดย Mahidol Pop Orchestra แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล มาผสมผสานกับเทคนิคการเล่าเรื่องนิทานแสนมหัศจรรย์ 4 เรื่อง ได้แก่... นิทานประกอบฟองสบู่เรื่อง "เจ้าชายสายลมกับเจ้าหญิงสายรุ้ง", นิทานเพลงหุ่นเรื่อง "มหัศจรรย์วันน้ำท่วมโลก", นิทานประกอบหุ่นเงาเรื่อง "ปูยักษ์ใต้ทะเล", นิทานละครเพลงเรื่อง "ช้างกับเรือ"

ดร.พัฒนา ชัชพงศ์ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มศว. ยืนยันว่า "นิทานคือการเสริมสร้างความดี ความมีวินัย และจริยธรรมด้านต่างๆ ให้กับเด็ก ช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ และสามารถนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน จริยธรรม คุณธรรมที่ดี

ที่สำคัญ นิทานคือสายป่านอันสวยงามที่ร้อยผูกสายใยระหว่างพ่อแม่กับเด็ก ครูกับนักเรียน ให้มีนาทีที่ดี นาทีที่มีความสุข นาทีแห่งการร่วมกันฝัน สร้างความอบอุ่น มั่นใจก่อนที่จะหลับตาลงในยามค่ำคืน สร้างรอยยิ้ม และความมั่นใจให้เกิดขึ้นในใจ และบนใบหน้าของเด็ก"

นอกจากนี้ "ดนตรี" ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างมหัศจรรย์แห่งสมองและพัฒนาการของเด็กได้ โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองของเด็กให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี

"นิทานดนตรี" คือการผสมผสานระหว่างการเล่านิทาน บทเพลง และดนตรีที่ผ่านการสร้างสรรค์ให้มีความซับซ้อนของตัวโน้ต และเหมาะสมกับเด็ก ถือเป็นบรรยากาศและ สิ่งแวดล้อมที่ดี ที่จะช่วยกระตุ้นคลื่นสมองเด็กให้เกิดการจัดเรียงตัว พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ภาษา และอารมณ์ให้เด็กได้อย่างดี สามารถกระตุ้นเซลล์ประสาทของเด็กให้แตกแขนงได้มากมาย ส่งผลให้มหัศจรรย์แห่งพัฒนาการด้านต่างๆ เกิดขึ้น

พฤหัส พหลกุลบุตร จากกลุ่มละครมะขามป้อม บอกว่า "การใช้ดนตรี ใช้ภาษาผ่านการเล่าเรื่องของนิทาน และการแสดง จะมีผลต่อการพัฒนาสมอง เด็กได้ซึมซับความงามทางภาษาผ่านการเล่านิทาน การเล่าเรื่องที่มีเทคนิคให้เด็กสนุก เป็นการพัฒนาจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การใช้ดนตรี Symphony บรรเลง ทำให้เด็กมีความละเมียดละไมทางอารมณ์ และพัฒนาสุนทรียภาพของเด็กๆ ไปพร้อมกัน"

อ.นพีสี เรเยส จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล "เทปนิทานเด็กที่พบเห็นทั่วไปในท้องตลาด มักใช้ดนตรีสังเคราะห์บรรเลง ไม่ได้ใช้เครื่องดนตรีจริง แต่การใช้เครื่องดนตรีจริงๆ ที่เป็นดนตรีวงใหญ่ สร้างเป็นผลงานดนตรีที่มีรสนิยม ทำให้เด็กได้เห็นการใช้เครื่องดนตรี ได้เห็นศักยภาพของเครื่องดนตรีต่างๆ และได้ฟังเสียงดนตรีแต่ละชนิดว่าออกมาเป็นแบบไหน ทำให้สมองเกิดการพัฒนา ปกติเพลงช้าๆ ก็ทำให้สมองเด็กพัฒนาได้ แต่การใช้ดนตรีที่เป็น Symphony ยิ่งเห็นผลได้ชัดเจนขึ้น"

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551

ผู้หญิงพลัดถิ่นจากพม่า ได้บอกเล่าเรื่องราวของการถูกทารุณกรรมทางเพศ

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน 2551
ความจริงของการลี้ภัย..จากพม่า
Posted by phenuz , ผู้อ่าน : 25 , 09:51:37 น.
พิมพ์หน้านี้

ข้อมูลที่เราเองควรจะรู้และตระหนักถึงความจริงของการลี้ภัย

มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) ได้ประมาณการตัวเลขของผู้อพยพที่เพิ่มสูงกว่าตัวเลขของทางการไทย โดย หลังจากมีนาคม 2539 เป็นต้นมา อันเป็นปีที่รัฐบาลทหารพม่าเริ่มนโยบายการอพยพโยกย้ายชาวบ้านในตอนกลางของรัฐไทใหญ่ มีชาวไทใหญ่ไม่น้อยกว่า 8,000 ถึง 15,000 คน หนีตายเข้ามาในไทย ซึ่ง 47% ของชาวบ้านเหล่านี้มีอายุอยู่ระหว่าง 17 ปีหรือต่ำกว่านั้น และ 45 ปี หรือสูงกว่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การอพยพดังกล่าว เป็นการหนีมาของทั้งครอบครัว ไม่ใช่การอพยพมาหางานทำแบบปกติ ทั้งนี้ ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความคิดของรัฐไทย หรือกระทั่งคนไทยทั่วไปที่มีต่อการอพยพของชาวไทใหญ่ ว่าเป็นเพียงมางานทำ จึงไม่ถูกต้องนัก (SHRF 2545)




นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2539 เป็นต้นมา ทหารพม่าได้ทำการบังคับโยกย้ายชาวบ้านไม่น้อยกว่า 1,400 หมู่บ้าน ในพื้นที่กว่า 7,000 ตารางไมล์ ในรัฐไทใหญ่ตอนกลาง ซึ่งยังผลให้ชาวไทใหญ่ไม่น้อยกว่า 300,000 คน ถูกบังคับให้อพยพออกจากบ้านเกิดของตน เข้าไปอยู่ในพื้นที่รองรับทางยุทธศาสตร์ ชาวบ้านเหล่านี้ ได้ถูกบังคับให้เป็นแรงงาน ในโครงการต่างๆของพม่า ขณะเดียวกัน ก็มีชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยที่พากันหลบหนี และลี้ภัยอยู่ในเขตป่า และอีกกว่าครึ่งล้านคนที่พากันหนีอพยพเข้ามาในไทย ที่ซึ่งสถานะภาพของผู้ลี้ภัยของชาวไทใหญ่ไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลไทย




จากสถิติในช่วงปี พ.ศ.2545-2547 ลำพังบริเวณชายแดนอำเภอไชยปราการ ฝาง และแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีชาวไทใหญ่เดินทางจากเมืองต่างๆในรัฐไทใหญ่เข้าสู่ไทยปีละไม่น้อยกว่า 10,000 คน บางเดือนสูงถึง 1,000 คน โดยชาวบ้านเหล่านี้ มาจาก เมืองลายค่า เมืองนาย เมืองกึ๋ง เมื่องน้ำจั๋ง เมืองปั่น เมืองขุนหิ้ง เมืองปูโหลง ฯลฯ ซึ่งเป็นเมืองที่ทหารพม่ามักเข้าไปยึดเอาทรัพย์สินจากคนไทใหญ่ทั้งสิ้น




จากการสัมภาษณ์และพูดคุยกับผู้หญิงพลัดถิ่นที่เดินทางมาจากพม่า ในระหว่างเดือนมกราคม 2544 ถึงมีนาคม 2545 โดย หน่วยงานที่ทำงานกับผู้พลัดถิ่นจากพม่า คือ เครือข่ายผู้หญิงไทใหญ่ (SWAN) และ มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) อันเป็นที่มาของรายงานใบอนุญาติข่มขืน (Licence to Rape) ได้พบข้อมูลอันน่าสลดใจว่า ผู้หญิงที่ให้สัมภาษณ์จำนวน 173 คน ได้บอกเล่าเรื่องราวของการถูกทารุณกรรมทางเพศ ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี (2539-2545) โดยทหารพม่า ซึ่งกระทำต่อผู้หญิงและเด็กสาวชาวไทใหญ่จำนวน 625 คน โดยในแทบทุกกรณีเป็นการข่มขืนต่อหน้ากองทหารพม่า



วิธีการข่มขืนเป็นไปอย่างโหดร้ายและทารุณ โดยเหยื่อกว่า 25 % เสียชีวิตจากการข่มขืน ในขณะที่ 61% ถูกข่มขืนรวมหมู่ จำนวนไม่น้อยของเหยื่อเหล่านี้ถูกกักขังเพื่อการข่มขืนต่อเนื่องในตลอดช่วงเวลาที่กองทหารพม่าประจำการอยู่ บางรายเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 4 เดือน พื้นที่ของการข่มขืนส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณตอนกลางของรัฐไทใหญ่ ที่ซึ่งชาวบ้านกว่า 300,000 คนถูกใช้กำลังบังคับให้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในพื้นที่รองรับการอพยพนับแต่ปี 2539 เป็นต้นมา



การข่มขืนจำนวนมาก เป็นผลพวงมาจากการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบของทหารพม่า ในการใช้การข่มขืนเป็นเครื่องมือสำคัญในปฏิบัติการล้างเผ่าพันธุ์



การใช้ความรุนแรงและกำลังทางทหาร นับเป็นคุณลักษณะของรัฐแบบเก่า ที่รัฐบาลพม่าใช้เป็นยุทธวิธีอย่างต่อเนื่อง โดยตัวอย่างของแนวทางดังกล่าว ได้แก่ นโยบายตัดสี่ (ตัดอาหาร ข่าว เงินทุน และกำลังคนของกองกำลังกู้ชาติทั้งหลาย) ที่ได้ดำเนินการมานับแต่ปี 2518 ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลทหารพม่าในการขยายแสนยานุภาพของตนไปยังพื้นที่ชายขอบทั้งหลาย ซึ่งได้นำมาซึ่งการทำลายพืชผล อาหาร ทรัพย์สิน การทรมานและสังหารผู้ต้องสงสัย การข่มขืน เฆี่ยนตี และการบังคับพลัดถิ่นภายในรัฐ ของชาวไทใหญ่จำนวนมาก


การเดินทางข้ามพรมแดนของผู้หญิงพลัดถิ่นจากพม่า จึงไม่ได้เพียงเป็นเรื่องราวของผู้หญิงที่ต้องการเข้ามาหางานทำ ในประเทศที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่าเท่านั้น แต่กลับได้แบกเอาความทรงจำอันโหดร้ายมาตลอดเส้นทาง




ข้อมูลจาก


พรมแดน รัฐชาติ และเส้นทางการต่อสู้ของผู้หญิง โดยดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Military abuse fuels deteriorating human rights and humanitarian situation for children in eastern Burma

30 เม.ย. 2551

Military abuse fuels deteriorating human rights and humanitarian situation for children in eastern Burma


Media Release - Embargoed until April 30th 2008 -

Military abuse fuels deteriorating human rights and humanitarian

situation for children in eastern Burma

(Bangkok, April 30th 2008) – The aggressive expansion and local enforcement of military rule in

Karen State of eastern Burma by the country's ruling regime have involved systematic

violations of the rights of children and led to a downward spiral in their health, education, and

opportunities for personal and social development, the Karen Human Rights Group (KHRG)

said today in a new report.

The State Peace and Development Council (SPDC), which currently rules Burma, has worked

to extend military control over the entire civilian population in Karen State, enforced heavy

restrictions on travel and trade and relied on persistent exploitation in the form of forced labour

and other extortion to support local army units. These abuses have brought increased

household impoverishment, undermined rural social structures and exacerbated the region's

humanitarian crisis. For children, however, these abuses have been especially disastrous.

"The effects of these abuses have been particularly harmful to children due to their different

roles in the household and community, their greater physical and emotional vulnerability and

the smaller degree of control that they are able to exert over their own lives," said Naw Rebecca

Dun, Programme Director of KHRG.

Despite the frequency and intensity of ongoing military abuse, children, their families and

communities have adopted creative and daring strategies to resist abuse and claim their rights.

"While Burma's military regime has shown blatant disregard for the rights of children in Karen

State, local children and other villagers have courageously resisted abuse in an effort to take

control of their lives and claim their rights," Naw Rebecca Dun said. Drawing on the voices of

local villagers living in Karen State, KHRG today released a report investigating the SPDC's

perpetration of widespread and systematic military abuses; the effects these abuses have on

the region's children and their families; and the ways in which they and their communities are

responding, resisting and claiming their rights.

The 174-page report, Growing up under militarisation: Abuse and agency of children in Karen

State presents an in-depth picture of children's lives in rural Karen State, and is the most

comprehensive account ever produced on the children's rights situation in Burma. Through the

personal narrative of local villagers, drawn from over 160 interviews with KHRG field

researchers, this report finds that systematic military abuse has disastrously affected the health,

education, work roles and personal and social development of the vast majority of children in

Karen State and shows no signs of slowing down despite the military's claims of a potential

return to civilian rule. "If Burma's military leaders are sincere about a return to civilian rule, they

can begin by ending the abusive policy of militarisation which has so catastrophically

undermined the health and development of children across Karen State and other rural areas in

the country," Naw Rebecca Dun said.

A media kit including a copy of the report, a report briefer, and a DVD with recent footage of displaced

children in Karen State is available on demand. For print quality photos for inclusion in news articles,

please email khrg@khrg.org with the ID number of desired photos from the photo sheet below.

About KHRG

The Karen Human Rights Group (KHRG) was founded in 1992 and documents the situation of villagers

and townspeople in rural Burma through their direct testimonies, supported by photographic and other

evidence. KHRG operates completely independently and is not affiliated with any political or other

organisation. Examples of our work can be seen on the World Wide Web at www.khrg.org, or printed

copies may be obtained subject to approval and availability by sending a request to khrg@khrg.org.

Contact

For more details of the report, or interviews, please contact KHRG spokesperson Naw Rebecca Dun via

e-mail at khrg@khrg.org or by phone at +66 (0) 85-2685519.

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2551 เวลา 9.30 – 13.30 น. ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ ชั้น 2 อาคารเกษมอุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เวทีระดมความเห็น ก้าวให้พ้นการเมืองสองขั้ว: ประชาชนต้องมีทางเลือก


เวทีประชุมระดมความเห็นนักวิชาการและเครือข่ายประชาสังคม เรื่อง

ก้าวให้พ้นการเมืองสองขั้ว: ประชาชนต้องมีทางเลือก



วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน 2551 เวลา 9.30 – 13.30 น.

ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ ชั้น 2 อาคารเกษมอุทยานิน

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



08.30 – 9.00 น. ลงทะเบียน



09.00 – 10.30 น. เสนอความคิดเห็นนำโดย

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ เกษียร เตชะพีระ

โคทม อารียา สมชาย ปรีชาศิลปกุล ศรีประภา เพชรมีศรี

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ฉันทนา บรรพศิริโชติ ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ไพโรจน์ พลเพชร กฤติยา อาชวนิจกุล ผาสุก พงษ์ไพจิตร

ศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์ มารค ตามไท ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ



10.30 -13.00 น. ระดมความคิดเห็นข้อเสนอจากผู้เข้าร่วมประชุม

ดำเนินการประชุมโดยกฤตยา อาชวนิจกุล



14.00 -15.00 น. แถลงข่าว







หมายเหตุ
วิทยากรผู้นำเสนอประเด็นบางท่านยังอยู่ในระหว่างติดต่อ

วันพุธที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๑ ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ ห้องประชุมสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

30 เม.ย. 2551

เวทีสมัชชาผู้ใช้แรงงาน ปฏิรูปประกันสังคมสู่การบริหารงานอย่างมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนและขยายการคุ้มครองสู่แรงงานนอกระบบ




กำหนดการเวทีสมัชชาผู้ใช้แรงงาน

“ ปฏิรูปประกันสังคมสู่การบริหารงานอย่างมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน

และขยายการคุ้มครองสู่แรงงานนอกระบบ ”

ในวันพุธที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๑ ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.

ณ ห้องประชุมสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

ร่วมจัดโดย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย , มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

มูลนิธิเพื่อนหญิง , มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน

สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



๐๘.๐๐ – ๐๙.๐๐ น. ลงทะเบียน/รับเอกสาร

๐๙.๐๐ – ๐๙.๑๕ น. ชมสารคดี วิดีทัศน์ “ ระบบประกันสังคมในประเทศไทย ”

๐๙.๑๕ – ๐๙.๓๐ น. กล่าวต้อนรับและรายงานวัตถุประสงค์ในการจัดเวทีสมัชชาผู้ใช้แรงงาน

โดย นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย

ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

๐๙.๓๐ – ๐๙.๔๕ น. กล่าวเปิดงาน

โดยท่าน อุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

๐๙.๔๕ – ๑๐.๒๕ น. ปาฐกถานำ เรื่อง “การบริหารประกันสังคม เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต

ของผู้ใช้แรงงาน”

โดย นพ. วิชัย โชควิวัฒน์ รองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ

(สสส.) หรือผู้แทน

และ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๐.๒๕ – ๑๐.๔๐ น. การแสดงละครสะท้อนชีวิตแรงงานนอกระบบ

โดย คณะเครือข่ายแรงงานนอกระบบ

๑๐.๔๐ - ๑๑.๐๐ น. ประกาศเจตนารมณ์“ ปฏิรูปประกันสังคมสู่การบริหารงานอย่างมีส่วนร่วม และ คุ้มครองแรงงานนอกระบบ”

๑๑.๐๐ – ๑๑.๑๕ น. พัก - อาหารว่าง

๑๑.๑๕ – ๑๒.๓๐ น. เวทีเสวนา “ผ่าโครงสร้างประกันสังคม สู่การบริหารงานอย่างมีส่วนร่วม

ของผู้ใช้แรงงาน : ทิศทางไปทางไหน..?”

นำเสนอผลการรับฟังความคิดเห็นการปฏิรูปประกันสังคม โดย

ดร.นภาพร อติวานิชยพงศ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ผู้อำนวยการมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน





เสนอข้อคิดเห็นโดย

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ เลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม

นายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนา

เอกชน (กป.อพช.)

นางสุจินต์ รุ่งสว่าง ผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ

นายอุดมศักดิ์ บุพพนิมิตร ประธานจัดงานวันแรงงานแห่งชาติปี ๒๕๕๑

นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

นางสิริวัน ร่มฉัตรทอง เลขาธิการสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย

ดำเนินรายการโดย ดร.ยุพดี ศิริสินสุข คณะเภสัชกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๒.๓๐ – ๑๓.๓๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน

๑๓.๓๐ – ๑๕.๐๐ น. เวทีเสวนา “การขยายความคุ้มครองประกันสังคม ครอบคลุมแรงงานทุกภาคส่วน”

โดย นายสมคิด ด้วงเงิน ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ

นายดำรง สังวงศ์ เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา

นายคำปึก ขวัญกล้า กลุ่มคนงานคุ้ยขยะ

นางอาภา หน่อตา กลุ่มเอ็มพาวเวอร์

นางกนกวรรณ โมรัฐเสถียร กลุ่มคนทำงานบ้าน

ผู้แทนกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ / รถรับจ้าง

นายรักษ์ศักดิ์ โชติชัยสถิตย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านประกันสังคม

ผู้อำนวยการ โครงการขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ

นายชฤทธิ์ มีสิทธิ์ หัวหน้าโครงการพัฒนานโยบายสาธารณะ

แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ

ดำเนินรายการโดย

รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์ ศาสตราภิชาน

(คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

๑๕.๐๐ – ๑๕.๑๕ น. พัก - อาหารว่าง

๑๕.๑๕ – ๑๖.๐๐ น. การแสดงดนตรีแรงงาน โดย วงภราดร

๑๖.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. สรุปเวทีเสวนา เช้าและบ่าย โดย นายจะเด็จ เชาวน์วิไล

ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง

กล่าวปิดการเสวนา โดย นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย

ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

๑๖.๓๐ น. กิจกรรมปิด



หมายเหตุ : 1. จัดแสดงนิทรรศการตลอดวัน

2. ออกร้านขายสินค้าจากเครือข่ายพี่น้องแรงงานนอกระบบ

3. ผู้ร่วมงานจะได้รับสื่อรณรงค์ แผ่นพับ โปสเตอร์ และเสื้อยืดรณรงค์คนละ 1 ตัว











โครงการ

เวทีสมัชชาผู้ใช้แรงงาน

เรื่อง “ ปฏิรูปประกันสังคมสู่การบริหารงานอย่างมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน

และขยายการคุ้มครองสู่แรงงานนอกระบบ”

๒. หลักการและเหตุผล :

รัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2550 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนใน ‘มาตรา 84 (7) ส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงานเด็กและสตรี จัดระบบแรงงานสัมพันธ์และระบบไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน จัดระบบประกันสังคม รวมทั้งคุ้มครองให้ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ’ และนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นางอุไรวรรณ เทียนทอง) ‘นโยบายข้อที่ 5 แรงงานนอกระบบ: ขอให้เร่งดำเนินการให้แรงงานนอกระบบได้รับการคุ้มครองดูแลในเรื่องสิทธิ สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนการทำงานที่เหมาะสมเท่าเทียมกับแรงงานในระบบด้วยการพิจารณาขยายการประกันสังคมออกไปยังกลุ่มอาชีพต่างๆ



สำนักงานประกันสังคมได้จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๓ เป็นเวลากว่า ๑๖ ปีแล้ว โดยกระบวนการขับเคลื่อนและผลักดันของผู้ใช้แรงงานในระบบ ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมมีผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนถึงกว่าเก้าล้านคน เนื่องจากการขยายความคุ้มครองไปยังนายจ้างที่มี ลูกจ้างตั้งแต่ ๑ คนขึ้นไป และในอนาคตอันใกล้นี้แนวทางการบริหารของสำนักงานประกันสังคมต้องขยายความคุ้มครองไปยังกลุ่มอาชีพอื่นๆที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งจะมีผู้ประกันตนเพิ่มมากขึ้นในระบบประกันสังคม ในขณะเดียวกันเงินกองทุนประกันสังคมก็เพิ่มขึ้นถึงสี่แสนล้านบาท แต่การบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมยังมิได้มีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานเพื่อรองรับการเติบโตแต่อย่างใด และยังขาดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นผู้ประกันตนอย่างแท้จริง



ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น ในประเด็นการบริหารสำนักงานประกันสังคม และการผลักดันให้ประกันสังคมขยายความคุ้มครองไปถึงผู้ประกอบอาชีพต่างๆในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ และขยายสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมให้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นประเด็นที่สังคม นักวิชาการ และหน่วยงานที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการสร้างหลักประกันทางสังคมให้กับคนจนและผู้ด้อยโอกาส (ซึ่งกลุ่มผู้ใช้แรงงานทั้งในและนอกระบบ เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของความเป็นคนจนและคนด้อยโอกาส) ให้ความสนใจและอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงตามที่ได้มีข้อเสนอทั้งจากฝ่ายวิชาการและผู้ใช้แรงงานเอง



แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบและแผนงานสุขภาวะในองค์กร สสส.โดยความร่วมมือกับภาคีหุ้นส่วน จึงได้พิจารณาถึงแนวทางการสื่อสารและการสร้างกระแส เพื่อผลักดันให้เกิดการพิจารณาและปฏิบัติการทางนโยบายที่มีผลต่อการคุ้มครองและการสร้างหลักประกันทางสังคมแก่ผู้ใช้แรงงานในอนาคตอันใกล้ “เวทีสมัชชาผู้ใช้แรงงาน” ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดพื้นที่ทางสังคมให้แรงงานนอกระบบได้แสดงตัวตนและปัญหาความต้องการต่อสังคม นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้เห็นปัญหาและตัวตนรวมถึงเอาใจใส่มากขึ้น จากผลการจัดเวทีสมัชชาแรงงานนอกระบบก่อนที่จะถึงวันแรงงานแห่งชาติในปีที่ผ่านมา เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อหน่วยงานนโยบายที่นำข้อเสนอและคำประกาศเจตนารมณ์ของแรงงานนอกระบบไปขับเคลื่อนต่อในรูปของคณะทำงานต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันยังมีการดำเนินงานบางส่วนต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน และกองเศรษฐกิจการเกษตรได้มีโครงการศึกษาปัญหา สถานการณ์และผลกระทบของเกษตรพันธสัญญา



ด้วยเหตุผลดังกล่าวแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ,แผนงานพัฒนาสุขภาวะองค์กรร่วมกับภาคีหุ้นส่วนหลักซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย, มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย,มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน, มูลนิธิเพื่อนหญิง,และศูนย์ยุทธศาสตร์วิชาการแรงงานนอกระบบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากเวทีสมัชชาในปีที่ผ่านมาและมีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะคงเวทีสมัชชาผู้ใช้แรงงานโดยรวมทั้งในและนอกระบบอย่างต่อเนื่อง ประเด็น”ประกันสังคม” จึงเป็นประเด็นหลักและประเด็นร่วมของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ได้ตกลงร่วมกันเพื่อผลักดันประเด็นที่เป็นปัญหาและความต้องการของผู้ใช้แรงงานต่อหน่วยงานผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายผ่านช่องทางการสื่อสารกับสังคม



๓. กรอบคิดและยุทธศาสตร์ :

เปิดเวทีสาธารณะเพื่อนำเสนอความต้องการของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะในประเด็นนโยบายการคุ้มครองและการขยายหลักประกันทางสังคมของภาครัฐต่อผู้ใช้แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ผ่านกลไกเครื่องมือที่มีอยู่อย่างคือสำนักงานประกันสังคม เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม การขยายสิทธิประโยชน์คุ้มครองให้แก่ผู้ประกันตนและการขยายความคุ้มครองไปสู่ผู้ประกอบอาชีพในภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง



๔. เป้าหมายและวัตถุประสงค์ :

๔.๑. เป้าหมาย :

ข้อเสนอและประเด็นสาระสำคัญของผู้ใช้แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ต่อระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมทั่วถึงได้รับการเสนอสู่สาธารณะ หน่วยงานที่มีบทบาทหลักและมีการตอบสนองจากภาครัฐในการดำเนินนโยบาย



๔.๒. วัตถุประสงค์ :

๑. เพื่อนำเสนอและผลักดันให้มีกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคมอย่างมีส่วนร่วม

๒. นำเสนอแนวทางในการขยายสิทธิประโยชน์ของการบริการประกันสังคม และการขยายการคุ้มครองไปยังผู้ประกอบอาชีพในเศรษฐกิจนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดตามการตอบสนองจากภาครัฐในการดำเนินนโยบายดังกล่าว

๓. สร้างกระแสให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของความต้องการการมีส่วนร่วม ปัจจัยและข้อจำกัดของการบริหารจัดระบบประกันสังคมในปัจจุบันและการขยายประเด็นสังคมสู่แรงงานนอกระบบให้ครอบคลุมทั่วถึง เพื่อเป็นแรงผลักดันร่วมกับขบวนการของผู้ใช้แรงงาน