วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10988
35 ปีแห่งที่มาของโทรศัพท์เคลื่อนที่ "มาร์ติน คูเปอร์" ผู้อยู่เบื้องหลังแห่งการพูดคุยตาม"คลื่น"
คอลัมน์ จูนคลื่น
โดย waisang@matichon.co.th
ยุคที่"โทรศัพท์เคลื่อนที่" ทุกคนในทุกมุมโลกมีติดตัว ใครจะรู้บ้างว่า ...ผู้อยู่เบื้องหลังแห่งการประดิษฐ์โทรศัพท์มือถือ เรียกกันติดปากนี้ในความสำเร็จนี้ คือ มาร์ติน คูเปอร์ (Martin Cooper) ซึ่งสามารถสร้างเครื่องต้นแบบ โทรศัพท์มือถือโมโตโรลา รุ่น DynaTAC สำเร็จเป็นเครื่องแรก เมื่อ 3 เมษายน 2516 เมื่อครั้งเขายังดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัท โมโตโตลา ทั้งนี้ เขาใช้เวลาศึกษา จัดการกับ ฐานการสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไร้สายมาตั้งแต่ ค.ศ.1940 (พ.ศ.2483)
ความเป็นมาจากนั้น ก่อนเป็นโทรศัพท์มือถือ ปี.2520 มาร์ติน คูเปอร์ ได้พัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม อีก 4 ปี ต่อมา บริษัทเอทีแอนด์ที (AT&T)ร่วมกับห้องปฏิบัติการเบลล์ (Bell Labs) ได้พัฒนาต้นแบบระบบโทรศัพท์มือถือเพื่อให้ใช้งานได้มาตรฐานเดียวกัน 1 ปีถัดมาระบบใหม่ได้เริ่มใช้งานเป็นครั้งแรกในมลรัฐชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา คนแรกที่มาร์ติน คูเปอร์ ใช้โทรศัพท์มือถือโทรไปหาคือ โจเอล เอ็งเจล (Joel Engel) หัวหน้านักวิจัยของบริษัทเอที แอนด์ ที และ เบล แล็บส์ พูดคุยกันรู้เรื่อง โมโตโรลา รุ่น DynaTAC 8000X จึงอวดโฉมจำหน่ายในปี 2526
ตามมาด้วย บริษัทในประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มให้บริการโทรศัพท์มือถือในเชิงพาณิชย์เป็นรายแรก ถัดมาประเทศสหรัฐอเมริกา
นับเป็นการปฏิวัติโลกแห่งการสื่อสารมาถึงวันนี้ และเป็น 1 ในสิ่งประดิษฐ์รอบ 50 ปี
ปีนี้ครบรอบ 35 ปีแห่งความสำเร็จที่ มาร์ติน คูเปอร์ ผู้บุกเบิกซึ่งอยู่เบื้องหลังการพลิกโฉมหน้าสังคมการสื่อสาร
นับแต่นั้นเป็นต้นมาโทรศัพท์เคลื่อนที่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ และมากกว่าการเป็นเพียงแค่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบการทำงานต่างๆ ได้ถูกพัฒนาให้รองรับการบริการที่หลากหลายมากเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรับ-ส่งรูปภาพที่ถ่ายผ่านกล้องดิจิทัลขนาดเล็ก
พร้อมทั้งเสียง การฟังเพลงโปรดผ่านตัวรับสัญญาณวิทยุที่ติดมาในโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตลอดจนการเล่นอินเทอร์เน็ตและแชทกับเพื่อนรู้ใจ แต่ในอนาคตเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นอุปกรณ์ทุกอย่างที่ถูกควบคุมผ่านโทรศัพท์มือถือ และปัจจุบันบางส่วนเป็นจริงขึ้นมา เช่น การควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์พีซี ผ่านโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋ว
ด้วยวัย 79 ปี ที่ยังดูแข็งแรง เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี กรุงลอนดอน เมื่อช่วงแรกคิดค้นเจ้ามือถือนั้น ไม่ได้คาดว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้จะมีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบา และสามารถบรรจุมัลติมีเดียทั้งหลายไว้ในเครื่องๆ หนึ่งถือไว้ในมือเดียว เพราะโมโตโรลา โทรศัพท์รุ่นบุกเบิกนั้น มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์ในปัจจุบันมาก หนักเกือบ 2 ปอนด์ ยาว 10 นิ้ว และสามารถโทรออกได้แค่ 20 นาที แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปและเป็นไปได้ ซึ่งเขาเฝ้ามอง ติดตาม รวมถึงยังมีส่วนในการสร้างสรรค์มันด้วย
ทุกวันนี้ มาร์ติน คูเปอร์ ยังทำงานอยู่ และเขานั่งเก้าอี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอาร์เรย์คอมม์ ซึ่งเป็นผู้นำโลกในด้านเทคโนโลยีสายอากาศอัจฉริยะ
การกำเนิดของโทรศัพท์มือถือ ขึ้นมาได้นั้น เป็นเพราะ "จินตนาการ" ที่ไม่มีขอบเขตของมาร์ติน คูเปอร์ หากวันนี้เรามักเรียกว่า มันคือ วิสัยทัศน์นั่นเอง
หน้า 26 มติชนออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551
จรรยาบรรณหายไปไหน
วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10988 มติชนออนไลน์
จรรยาบรรณหายไปไหนคอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่นโดย เพ็ญทิพย์ อักษรเนียม
ท่ามกลางกระแสความนิยมล้นปรี่ของประชาชนต่อซิตี้คอนโดฯ ในยุคน้ำมันแพง ทำให้ผู้ประกอบการผุดคอนโดฯขึ้นราวดอกเห็ด ซิตี้คอนโดฯจะมีพื้นที่ใช้สอยต่อห้องประมาณ 30 ตารางเมตร มีราคาขายต่ำกว่าล้านเล็กน้อยหรือแพงกว่าล้านนิดหน่อย ชนชั้นกลางโดยเฉพาะผู้ที่ยังโสดสามารถหาซื้อได้ง่าย ส่งผลให้มีผู้ประกอบการหลายรายหันมาพัฒนาโครงการนี้จำนวนมาก รายไหนสายป่านยาว และผังเมืองเอื้ออำนวย ก็จะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หลายสิบชั้น แต่หากใครต้องการขายเร็ว ก็ต้องทำโครงการขนาดเล็ก ซึ่งตามกฎหมายควบคุมอาคารระบุว่าจะสร้างได้สูงไม่เกิน 23 เมตรจากพื้นดิน หรือสร้างได้ไม่เกิน 8 ชั้น แต่ละชั้นมีความสูงขั้นต่ำ 2.60 เมตรล่าสุด กทม.ได้ไปสุ่มตรวจ พบ 11 โครงการของคอนโดวัน ที่มี พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เป็นเจ้าของ ก่อสร้างสูงเกินที่กฎหมายกำหนด!!กทม.สั่งให้แก้ไขด้วยการทุบส่วนที่เกิน ส่งผลให้ลูกค้าที่จองชั้น 9 ต้องรับเงินคืน!! เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนสำหรับลูกค้าที่จอง ที่ต้องตรวจสอบและศึกษารายละเอียดโครงการให้ดีก่อนตัดสินใจ เจ้าของอาคารที่ลักไก่เพื่อหวังผลประโยชน์สถาปนิกผู้ออกแบบรวมทั้งวุฒิสถาปนิกผู้เซ็นอนุญาตแบบ และวุฒิวิศวกรแต่ละสาขา ที่เซ็นอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้าง ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ร่วมกันทำ เพราะถือเป็นการผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ โทษขั้นต่ำคือการพักใบอนุญาต 5 ปีกรณีที่เกิดขึ้น สภาวิศวกรและสภาสถาปนิก ต้องเชือดเป็นตัวอย่างไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับโครงการอื่นๆ อีกหน้า 18
จรรยาบรรณหายไปไหนคอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่นโดย เพ็ญทิพย์ อักษรเนียม
ท่ามกลางกระแสความนิยมล้นปรี่ของประชาชนต่อซิตี้คอนโดฯ ในยุคน้ำมันแพง ทำให้ผู้ประกอบการผุดคอนโดฯขึ้นราวดอกเห็ด ซิตี้คอนโดฯจะมีพื้นที่ใช้สอยต่อห้องประมาณ 30 ตารางเมตร มีราคาขายต่ำกว่าล้านเล็กน้อยหรือแพงกว่าล้านนิดหน่อย ชนชั้นกลางโดยเฉพาะผู้ที่ยังโสดสามารถหาซื้อได้ง่าย ส่งผลให้มีผู้ประกอบการหลายรายหันมาพัฒนาโครงการนี้จำนวนมาก รายไหนสายป่านยาว และผังเมืองเอื้ออำนวย ก็จะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หลายสิบชั้น แต่หากใครต้องการขายเร็ว ก็ต้องทำโครงการขนาดเล็ก ซึ่งตามกฎหมายควบคุมอาคารระบุว่าจะสร้างได้สูงไม่เกิน 23 เมตรจากพื้นดิน หรือสร้างได้ไม่เกิน 8 ชั้น แต่ละชั้นมีความสูงขั้นต่ำ 2.60 เมตรล่าสุด กทม.ได้ไปสุ่มตรวจ พบ 11 โครงการของคอนโดวัน ที่มี พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เป็นเจ้าของ ก่อสร้างสูงเกินที่กฎหมายกำหนด!!กทม.สั่งให้แก้ไขด้วยการทุบส่วนที่เกิน ส่งผลให้ลูกค้าที่จองชั้น 9 ต้องรับเงินคืน!! เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนสำหรับลูกค้าที่จอง ที่ต้องตรวจสอบและศึกษารายละเอียดโครงการให้ดีก่อนตัดสินใจ เจ้าของอาคารที่ลักไก่เพื่อหวังผลประโยชน์สถาปนิกผู้ออกแบบรวมทั้งวุฒิสถาปนิกผู้เซ็นอนุญาตแบบ และวุฒิวิศวกรแต่ละสาขา ที่เซ็นอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้าง ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ร่วมกันทำ เพราะถือเป็นการผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ โทษขั้นต่ำคือการพักใบอนุญาต 5 ปีกรณีที่เกิดขึ้น สภาวิศวกรและสภาสถาปนิก ต้องเชือดเป็นตัวอย่างไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับโครงการอื่นๆ อีกหน้า 18
สยองแรงงานพม่า ดับ 54 ศพ ทุรนคารถห้องเย็น /ไทยรัฐออนไลน์
สยองแรงงานพม่า ดับ 54 ศพ ทุรนคารถห้องเย็น [10 เม.ย. 51 - 12:52]
เมื่อเวลา 00.20 น. คืนวันที่ 10 เม.ย. ร.ต.ท.ศุภชัย ศรีสมโภชน์ ร้อยเวร สภ.สุขสำราญ จ.ระนอง รับแจ้งมีรถห้องเย็นลักลอบขนแรงงานต่างด้าวชาวพม่าหลบหนีเข้าเมืองมาจอดทิ้งไว้หน้าโรงเรียนบ้านบางกล้วยนอก ริมถนนเพชรเกษม หมู่ 3 บ้านบางกล้วยนอก ต.นาคา อ.สุขสำราญ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ไกรทอง จันทองใบ ผกก. พ.ต.ท.โชคชัย จารุจารี รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ ยอดระบำ รอง ผกก.สส. ประสานขอรถพยาบาลและแพทย์ รพ.สุขสำราญเดินทางไปร่วมตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุพบรถสิบล้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน 70-0619 ระนอง ดัดแปลงเป็นรถบรรทุกห้องเย็นจอดอยู่ข้างทาง กระจกบังลมหน้าติดสติกเกอร์ว่า “รุ่งเรืองทรัพย์” สภาพประตูฝาท้ายห้องเย็นเปิดอ้าทิ้งไว้ โดยมีแรงงานชาวพม่านั่งหมดแรงอยู่ข้างทางหลายสิบราย ส่วนภายในตู้ห้องเย็นเจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงเมื่อพบศพผู้เสียชีวิตกองสุมเรียงรายอยู่เต็มห้องเย็น จึงช่วยกันลำเลียงออกมาตรวจสอบอย่างทุลักทุเล พบว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 54 ศพ แยกเป็นเพศชาย 16 ศพ หญิง 36 ศพ และเด็กชายหญิงอย่างละ 1 ศพ ทั้งหมดเป็นแรงงานต่างด้าวชาวพม่าลักลอบหลบหนีเข้าเมือง
จากการสอบสวนทราบว่ากลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวพม่าลักลอบเดินทางเข้าประเทศไทย โดยอาศัยเรือประมงลอยลำจากฝั่งพม่ามาขึ้นที่ฝั่งไทย และนัดหมายให้รถห้องเย็นคันเกิดเหตุมารับเพื่อเดินทางต่อเข้ามาตัวเมืองระนอง โดยมีแรงงานพม่าเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ในห้องเย็นกว่า 130 คน โดยใช้วิธียืนเบียดกันมา ปรากฏว่าระบบปรับอากาศในห้องเย็นเกิดขัดข้องทำให้ไม่มีอากาศหายใจ กลุ่มแรงงานส่วนใหญ่ทนไม่ไหวถึงกับฟุบหมดสติ พวกที่ยังพอมีเรี่ยวแรงช่วยกันทุบตัวถัง พร้อมทั้งส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จนกระทั่งคนขับรถได้ยินเสียงผิดปกติจึงจอดรถลงไปดู พบว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากจึงรีบทิ้งรถเผ่นหนีไป บรรดาแรงงานที่รอดตายต้องวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านแจ้งตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว สำหรับศพผู้เสียชีวิตทั้ง 54 ราย ทางเจ้าหน้าที่ต้องลำเลียงไปเก็บไว้ที่ รพ.สุขสำราญ ชั่วคราว
พ.ต.อ.ไกรทอง จันทองใบ ผกก.สภ.สุขสำราญ เผยต่อไปว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบทะเบียนรถเพื่อติดตามตัวเจ้าของรถมาสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ส่วนแรงงานต่างด้าวที่รอดชีวิตมีทั้งหมด 67 คน ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 21 ราย ส่วนอีก 46 ราย ทางเจ้าหน้าที่ได้แยกตัวไปสอบปากคำและดำเนินคดีข้อหาหลบหนีเข้าเมืองต่อไป เบื้องต้นผู้รอดตายเผยว่า ขึ้นรถมาได้ไม่นานระบบปรับอากาศในห้องเย็นก็เสีย ทุกคนต่างดิ้นรนเพื่อจะเอาตัวรอดแต่ออกมาไม่ได้ ส่วนใหญ่ถึงกับฟุบหมดสติขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา
สำหรับเหตุโศกนาฏกรรมตายหมู่ของแรงงานต่างด้าวเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 50 ที่ผ่านมา มีเรือประมงขนาดเล็กลักลอบขนแรงงานเถื่อนชาวพม่ากว่า 50 คน เดินทางออกจากเกาะสองฝั่งพม่า มุ่งหน้ามาขึ้นฝั่งที่ จ.ระนอง ปรากฏว่าระหว่างทางเกิดคลื่นลมแรง ทำให้เรืออับปางจมลงกลางทะเลอันดามัน ผู้โดยสารและนายท้ายเรือเสียชีวิตรวม 51 ศพ โดยศพส่วนหนึ่งลอยมาขึ้นฝั่งไทย บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะช้าง หมู่ 2 ต.เกาะพยาม ประมาณ 1 กม. และอยู่ห่างชายฝั่ง จ.ระนอง ไปราว 20 กม. เจ้าหน้าที่ไทยเก็บรวบรวมไว้ได้ 22 ศพ ส่วนศพที่เหลือลอยอืดอยู่ในทะเลฝั่งพม่า แต่ไม่มีใครสนใจมาเก็บศพ ปล่อยให้เน่ากลายเป็นอาหารปลาในทะเลทั้ง
เมื่อเวลา 00.20 น. คืนวันที่ 10 เม.ย. ร.ต.ท.ศุภชัย ศรีสมโภชน์ ร้อยเวร สภ.สุขสำราญ จ.ระนอง รับแจ้งมีรถห้องเย็นลักลอบขนแรงงานต่างด้าวชาวพม่าหลบหนีเข้าเมืองมาจอดทิ้งไว้หน้าโรงเรียนบ้านบางกล้วยนอก ริมถนนเพชรเกษม หมู่ 3 บ้านบางกล้วยนอก ต.นาคา อ.สุขสำราญ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ไกรทอง จันทองใบ ผกก. พ.ต.ท.โชคชัย จารุจารี รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ ยอดระบำ รอง ผกก.สส. ประสานขอรถพยาบาลและแพทย์ รพ.สุขสำราญเดินทางไปร่วมตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุพบรถสิบล้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน 70-0619 ระนอง ดัดแปลงเป็นรถบรรทุกห้องเย็นจอดอยู่ข้างทาง กระจกบังลมหน้าติดสติกเกอร์ว่า “รุ่งเรืองทรัพย์” สภาพประตูฝาท้ายห้องเย็นเปิดอ้าทิ้งไว้ โดยมีแรงงานชาวพม่านั่งหมดแรงอยู่ข้างทางหลายสิบราย ส่วนภายในตู้ห้องเย็นเจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงเมื่อพบศพผู้เสียชีวิตกองสุมเรียงรายอยู่เต็มห้องเย็น จึงช่วยกันลำเลียงออกมาตรวจสอบอย่างทุลักทุเล พบว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 54 ศพ แยกเป็นเพศชาย 16 ศพ หญิง 36 ศพ และเด็กชายหญิงอย่างละ 1 ศพ ทั้งหมดเป็นแรงงานต่างด้าวชาวพม่าลักลอบหลบหนีเข้าเมือง
จากการสอบสวนทราบว่ากลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวพม่าลักลอบเดินทางเข้าประเทศไทย โดยอาศัยเรือประมงลอยลำจากฝั่งพม่ามาขึ้นที่ฝั่งไทย และนัดหมายให้รถห้องเย็นคันเกิดเหตุมารับเพื่อเดินทางต่อเข้ามาตัวเมืองระนอง โดยมีแรงงานพม่าเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ในห้องเย็นกว่า 130 คน โดยใช้วิธียืนเบียดกันมา ปรากฏว่าระบบปรับอากาศในห้องเย็นเกิดขัดข้องทำให้ไม่มีอากาศหายใจ กลุ่มแรงงานส่วนใหญ่ทนไม่ไหวถึงกับฟุบหมดสติ พวกที่ยังพอมีเรี่ยวแรงช่วยกันทุบตัวถัง พร้อมทั้งส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จนกระทั่งคนขับรถได้ยินเสียงผิดปกติจึงจอดรถลงไปดู พบว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากจึงรีบทิ้งรถเผ่นหนีไป บรรดาแรงงานที่รอดตายต้องวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านแจ้งตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว สำหรับศพผู้เสียชีวิตทั้ง 54 ราย ทางเจ้าหน้าที่ต้องลำเลียงไปเก็บไว้ที่ รพ.สุขสำราญ ชั่วคราว
พ.ต.อ.ไกรทอง จันทองใบ ผกก.สภ.สุขสำราญ เผยต่อไปว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบทะเบียนรถเพื่อติดตามตัวเจ้าของรถมาสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ส่วนแรงงานต่างด้าวที่รอดชีวิตมีทั้งหมด 67 คน ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 21 ราย ส่วนอีก 46 ราย ทางเจ้าหน้าที่ได้แยกตัวไปสอบปากคำและดำเนินคดีข้อหาหลบหนีเข้าเมืองต่อไป เบื้องต้นผู้รอดตายเผยว่า ขึ้นรถมาได้ไม่นานระบบปรับอากาศในห้องเย็นก็เสีย ทุกคนต่างดิ้นรนเพื่อจะเอาตัวรอดแต่ออกมาไม่ได้ ส่วนใหญ่ถึงกับฟุบหมดสติขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา
สำหรับเหตุโศกนาฏกรรมตายหมู่ของแรงงานต่างด้าวเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 50 ที่ผ่านมา มีเรือประมงขนาดเล็กลักลอบขนแรงงานเถื่อนชาวพม่ากว่า 50 คน เดินทางออกจากเกาะสองฝั่งพม่า มุ่งหน้ามาขึ้นฝั่งที่ จ.ระนอง ปรากฏว่าระหว่างทางเกิดคลื่นลมแรง ทำให้เรืออับปางจมลงกลางทะเลอันดามัน ผู้โดยสารและนายท้ายเรือเสียชีวิตรวม 51 ศพ โดยศพส่วนหนึ่งลอยมาขึ้นฝั่งไทย บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะช้าง หมู่ 2 ต.เกาะพยาม ประมาณ 1 กม. และอยู่ห่างชายฝั่ง จ.ระนอง ไปราว 20 กม. เจ้าหน้าที่ไทยเก็บรวบรวมไว้ได้ 22 ศพ ส่วนศพที่เหลือลอยอืดอยู่ในทะเลฝั่งพม่า แต่ไม่มีใครสนใจมาเก็บศพ ปล่อยให้เน่ากลายเป็นอาหารปลาในทะเลทั้ง
วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2551
ซอฟต์แวร์สำหรับสร้างเว็บไซต์
http://www.oknation.net/blog/Radish/2008/04/09/entry-1
ซอฟต์แวร์สำหรับสร้างเว็บไซต์ Posted by Naizan ,
โปรแกรม AppServ (สำหรับจำลองเครื่องเป็นเซิร์ฟเวอร์ เพื่อรันสคริปต์ php)http://www.appservnetwork.com/index.php*freeware
โปรแกรม Dreamweaver MX 2004 (สำหรับเขียนโค๊ด และจัดองค์ประกอบของหน้าเว็บ)http://www.thaiware.com/main/download.php?id=3202&mirror=0+Dreamweaver&hl=th*shareware
โปรแกรม Photoshop (สำหรับตกแต่งรูปภาพ เพื่อใช้ตกแต่งเว็บ)http://www.thaiware.com/main/info.php?id=2448*shareware
โปรแกรม Web Album Generator 1.8 (สำหรับสร้างอัลบั้มภาพออนไลน์)http://www.ornj.net/*freeware
สำหรับการติดตั้งและการใช้งานนั้น ก็หาได้ไม่ยากนะครับ ลองค้นหาจากบริการ search engine ทั้งหลายละกัน
ซอฟต์แวร์สำหรับสร้างเว็บไซต์ Posted by Naizan ,
โปรแกรม AppServ (สำหรับจำลองเครื่องเป็นเซิร์ฟเวอร์ เพื่อรันสคริปต์ php)http://www.appservnetwork.com/index.php*freeware
โปรแกรม Dreamweaver MX 2004 (สำหรับเขียนโค๊ด และจัดองค์ประกอบของหน้าเว็บ)http://www.thaiware.com/main/download.php?id=3202&mirror=0+Dreamweaver&hl=th*shareware
โปรแกรม Photoshop (สำหรับตกแต่งรูปภาพ เพื่อใช้ตกแต่งเว็บ)http://www.thaiware.com/main/info.php?id=2448*shareware
โปรแกรม Web Album Generator 1.8 (สำหรับสร้างอัลบั้มภาพออนไลน์)http://www.ornj.net/*freeware
สำหรับการติดตั้งและการใช้งานนั้น ก็หาได้ไม่ยากนะครับ ลองค้นหาจากบริการ search engine ทั้งหลายละกัน
“สำหรับชาวป้อมมหากาฬ เขาเตรียมที่ไว้ให้เป็นแฟลตที่บางบอน แต่เราจะยอมหรือไม่ ”
http://www.prachatai.com/05web/th/home/11777
รายงาน : หักปากกา ‘หล่อเล็ก’ กทม. เมินปฏิญญา ‘ป้อมมหากาฬ’ เตรียมไล่รื้อชุมชนอีกครั้ง
ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง
เสียดายที่เวลาย้อนกลับไปไปในวันที่ 7 ธันวาคม 2548 ไม่ได้ จึงไม่ได้เห็นภาพลักษณ์ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหนุ่มที่มีบุคลิกของคนมีวิสัยทัศน์ยาวไกลจาก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ที่ดูเป็นที่ยอมรับของ ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’ อย่างมากในวันนั้นกันอีกแล้ว เป็นภาพของผู้บริหารที่มีเหตุผล รู้จักรับฟังปัญหาและข้อเสนอของชาวบ้านรวมไปถึงการรู้จักนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาเป็นประโยชน์ในการดำเนินนโยบายจนสามารถเข้าไปจัดการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านใน ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’ กับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ด้วยเวลาไม่นานทั้งที่ปัญหานี้ยืดเยื้อมากว่า 13 ปี เพราะการบังคับใช้คำสั่งพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน พ.ศ. 2535 ให้เวนคืนที่บริเวณรอบๆป้อมมหากาฬมาทำเป็น ‘สวนสาธารณะ’
ใต้เงาต้นไทรอันเก่าแก่ หน้าบ้านโบราณร่วมร้อยปี หลังกำแพงพ่อปู่ป้อมปราการของเมืองหลวงที่สถิตย์สถานกว่า 200 ปี และท่ามกลางสายตาสาธารณะนับร้อยคู่เป็นพยาน กลางลานเอนกประสงค์ 7 ธันวาคม 2548 นายอภิรักษ์ จรดปากกาลงนามอย่างเป็นทางการในปฏิญญาร่วมกับนายธวัชชัย วรมหาคุณ ตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬ และนายวิวัฒน์ชัย อัตถากร อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้น เพื่อยืนยันการร่วมกันสร้างโครงการ ‘ชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ’
“ในอดีตกรุงเทพมหานครมีแนวคิดเรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียว โดยหวังให้คนเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีการใช้กฎหมายในการจัดการพื้นที่ทำให้มีปัญหากับชุมชนในเรื่องการไล่รื้อเพื่อเวนคืนที่มาทำสวนสาธารณะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง แต่ถ้า กทม.ยังยึดหลักการที่จะเดินตามกรอบกฎหมายดังกล่าวเพียงอย่างเดียวจะทำให้ไม่มีทางออกในการแก้ปัญหาและเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนแท้จริง จึงหันมามองการพัฒนาที่มีชุมชนเป็นแกน” นี่คือคำกล่าว ของนายอภิรักษ์ ผู้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันนั้น
เขาพูดต่อไปอีกว่า ชุมชนป้อมมหากาฬต่อสู้เพื่อยืนกรานในสิทธิที่อยู่อาศัยมากว่า 13 ปี ในระหว่างนั้นทำให้ชุมชนเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งขึ้น อีกทั้งเดิมทีมีความผูกพันกับพื้นที่และรู้จักประวัติศาสตร์ของชุมชน จากการศึกษาของมหาวิทยาลับศิลปากร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์และมีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พบว่า ชุมชนป้อมมหากาฬมีจุดเด่นในเรื่องประวัติศาสตร์ของพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างบ้านด้วยไม้ติดต่อกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นที่เดียวที่เหลือในกรุงเทพฯ อีกทั้งชุมชุมชนยังเด่นทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเช่น การเป็นพื้นที่กำเนิดของลิเกที่เรียกว่า ‘ลิเกพระยาเพชร’ ทางมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงเสนอแนวทางจัดการออกมาเป็น ‘โครงการชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ’ ซึ่ง ทาง กทม.เห็นว่าการพัฒนาแบบนำวิถีชีวิตชุมชนมามีส่วนร่วมเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงมาลงนามในปฏิญญาเพื่อร่วมมือกัน
แต่แล้วเวลาไม่ทันจะผ่านล่วง 3 ปีไปให้เต็มขวบ กทม. ชุดที่มีนายอภิรักษ์ เป็นผู้ว่าฯ ก็กลับมาอิหรอบเดิมที่พูดจากับประชาชนด้วย ‘กฎหมาย’ และ ‘ไม่มีชุมชนเป็นแกน’
วันที่ 3 เมษายน 2551 ทาง กทม. มีท่าทีชัดเจนออกมาผ่าน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองผู้ว่าฯว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความออกมาแล้ว กทม.ไม่สามารถที่เวนคืนที่ดินเพื่อนำไปสร้างโครงการพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตได้ (แนวทางการจัดการพื้นที่ที่ร่วมกันคิดออกมาหลังปฏิญญา 7 ธ.ค. 48) จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักการโยธา (สนย.) สำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) และสำนักพัฒนาสังคม (สพส.) ไปจัดทำแผนแต่ละฝ่าย เช่น สสล. จะต้องนำเสนอรูปแบบในการก่อสร้างสวนสาธารณะ โดยเฉพาะ สนย. จะต้องจัดทำแผนการรื้อย้ายทั้งหมดให้เสร้จเรียบร้อยก่อน และต้องนำเสนอแผนการรื้อย้ายไม่เกินภายในเดือนเมษายน โครงการดังกล่าวถือเป็นการทำตามเจตนารมณ์เดิมที่จะเวนคืนที่ดินเพื่อทำ ‘สวนสาธารณะ’
ทั้งนี้ ทางกทม. จะนำประกาศรื้อย้ายเข้าไปติดในพื้นที่ ชาวชุมชนมีเวลา 30 วัน เพื่อย้ายออกจากพื้นที่ จากนั้น สนย.จะเข้าไปรื้อย้ายทันที โดย กทม.ระบุว่ามีชาวบ้านพร้อมและโอนบ้านมาให้กทม.แล้ว 27 หลังคาเรือน และสนย. จะดำเนินการรื้อย้ายในส่วนนี้ก่อน (ที่มาจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 3 เมษายน)
ปัจจุบัน ชุมชนป้อมมหากาฬมีผู้อาศัยอยู่ 212 คน มีบ้านจำนวน 63 หลัง ซึ่งบ้าน 27 หลังที่กทม.ระบุว่ามีการโอนกรรมสิทธิแล้วเป็นบ้านไม้โบราณแทบทั้งสิ้น โดยเจ้าของเดิมเป็นผู้ให้เช่าแต่ไม่ได้อยู่ภายในชุมชนตั้งแต่ดั้งเดิม ในขณะที่ผู้เช่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนมานานและรู้จักกันกับคนอื่นๆเป็นอย่างดี
มีบ้านอีก 13 หลัง เป็นบ้านที่มีกรรมสิทธิชัดเจนและยืนยันว่าจะไม่ย้ายออกจากชุมชุม ในขณะที่มีบ้านจำนวน 5 หลังไม่มีบ้านเลขที่ และอีก 8 หลังยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีการไล่รื้อครั้งนี้
หลังวันที่ 7 ธันวาคม 2548 ชุมชนป้อมมหากาฬได้พยายามปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อแสดงจุดยืนว่าสามารถอยู่อาศัยและทำงานพัมนาพื้นที่ร่วมกันกับ กทม.ได้ เริ่มต้นจากการซ่อมแซมบ้านโดยเฉพาะบ้านไม้โบราณ มีการสร้างกระบวนการฟื้นฟูภูมิปัญญาและทำเป็นศูนย์ข้อมูลในชุมชน เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชนในฐานะที่เป็นชุมชนที่มีการตั้งถิ่นฐานแบบชานพระนครริมน้ำแห่งสุดท้ายในกรุงเทพฯ ลิเกในฐานะที่ ‘ลิเกพระยาเพชรปราณี’ เป็นต้นกำเนิดของลิเกในประเทศไทย รวมไปถึงวิถีชีวิตอย่างการทำกรงนกเป็นธุรกิจสำคัญของชุมชน เป็นต้น
อีกโครงการหนึ่งที่เป็นรูปธรรมและเป็นการทำงานร่วมกันด้วยดีมาตลอดระหว่าง ชุมชน กรุงเทพมหานครและมหาวิทยาลัยศิลปากร มาตลอดคือแนวคิดในการทำชุมชนป้อมมหากาฬเป็น ‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’ ซึ่ง การที่ กทม. เลือกนำวิธีการตีความกฎหมายตามตัวบทมาจัดการกับชุมชนอีกครั้ง จึงดูเหมือนเป็นการละทิ้งการทำงานกับชุมชนที่พร้อมทำงานด้วยและเดินจากการวางนโยบายด้วยองค์ความรู้ไปอย่างไม่แยแส
ทิศทางของ กทม. ในการไล่รื้อชุมชนดูเหมือนจะชัดเจนมาตั้งแต่เมื่อต้นปี ในเวทีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทางกทม. เคยกล่าวในเวทีนั้นอย่างสวนทางกับคำพูดของนายอภิรักษ์ เมื่อปี 2548 ว่า ชุมชนป้อมมหากาฬไม่ใช่ชุมชนโบราณ และคนไม่สามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้
นอกจากนี้ อีกทั้งในแง่กฎหมาย กฤษฎีกาได้ตีความมาแล้วในการให้อำนาจโดยชอบแก่ กทม.ในการสร้างสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์เก่าแก่ที่มีมาก่อนปี 2535 เสียอีก
ปลายเดือนมกราคม 2551 ทางชุมชนป้อมมหากาฬจึงได้เชิญคณะกรรมาธิการที่อยู่อาศัยของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีนายวิจิตร อยู่สุภาพ เป็นประธาน ลงพื้นที่ชุมชน เมื่อคณะกรรมาธิการชุดลงพื้นที่แล้ว มีเห็นว่า ชุมชนป้อมมหากาฬมีคุณค่าที่ควรรักษา จึงได้เตรียมจัดทำข้อเสนอทางด้านกฎหมายแก่ กทม. เพื่อให้แนวทางการจัดการร่วมเป็นไปได้ ล่าสุดกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำ
สำหรับผลสะท้อนจากฝั่งชุมชน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2551 ชาวชุมชนป้อมมหากาฬจัดประชุมกันภายใน นายธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชน กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่มาจากภายนอก “เขากำลังทำลายความเป็นพี่น้อง ความเป็นชุมชน ความเป็นเชื้อสาย แล้วเราจะทำอย่างไรถ้าเราถูกขโมยแผ่นดิน”
นายธวัชชัย เล่าให้คนในชุมชนฟังรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครเวลานี้ว่า การไล่รื้อชุมชนมีเกิดขึ้นหลายแห่ง ชุมชนย่านวัดกัลยาณมิตรก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน บ้าน 17 หลังกำลังถูกไล่รื้อและดำเนินการไปแล้ว 8 หลัง ในขณะที่ชุมชนหวั่งหลี ย่านวัดยานนาวาถูกไล่รื้ออกไปหมดแล้ว ครั้งหนึ่งเขาเคยเจอคนในหวั่งหลีที่รู้จักกันจึงถามเขาว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน เขาร้องไห้แล้วบอกว่า ตอนนี้เช่าบ้านอยู่แถวสุขาภิบาล 3 เมื่อก่อนนี้ตอนยังอยู่ที่หวั่งหลี เขาไปไหนคนก็รู้จักกันทั้งชุมชน แต่บ้านที่สุขาภิบาล 3 ก็เหมือนคุก เพราะไม่รู้จักใคร ตอนกลางวันลูกไปทำงานก็ต้องปิดประตูไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน
“สำหรับชาวป้อมมหากาฬ เขาเตรียมที่ไว้ให้เป็นแฟลตที่บางบอน แต่เราจะยอมหรือไม่ ” เป็นคำถามที่ นายธวัชชัย โยนลงมาให้คนในชุมชนตอบเพื่อกำหนดจุดยืนและท่าทีที่ชัดเจนร่วมกันในอนาคต และคำตอบที่กลับมาเป็นไปเช่นเดียวกันกับเป้าหมายในตลอด 16 ปีที่ผ่านมา
นั่นคือ ‘การอยู่ในที่ดินเดิม’
ดังนั้น ถ้า กทม. ยืนกรานการจะสร้าง ‘สวนสาธาณะ’ ต่อไป สิ่งที่รออยู่ข้างหน้า คือ ความขัดแย้งระลอกใหม่ที่เริ่มตั้งเค้าอีกครั้ง ในขณะที่ กทม. ยังมีทางเลือกที่สามารถเดินไปกับชุมชนได้ เพราะกฎหมายที่นำมาบังคับใช้ดูเหมือนจะยังไม่ได้พลวัตรไปกับประชาชนในชุมชน แต่เป็นกฎหมายที่ออกมาตั้งแต่ กทม.ยังไม่เคยทำงานร่วมกับชุมชนเลย ซึ่งเหมือนเป็นการนำข้อบังคับเก่าแก่ตั้งแต่ปี 2535 หรือนำข้อบังคับที่เป็นรากเหง้าความขัดแย้งเมื่อ 15 ปีที่แล้วที่ยังไม่ได้แก้ไขมาบังคับใช้
หาก กทม. ซึ่งมีผู้ว่ามาจากพรรคประชาธิปัตย์ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเลือกจะเดินไปกับประชาชน ท่าทีที่น่าจะแสดงออกหลังกฤษฎีกาตีความก็ยังสามารถเป็นไปในทางเดียวกันกับคณะกรรมาธิการสภาที่ปรึกษาฯ ที่กำลังคิดทำงานด้านกฎหมายเพื่อหาข้อเสนอและความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่เป็นทางออกให้ประชาชนอย่างเป็นกระบวนการมากกว่าที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างทื่อๆด้านๆ
การเลือกทางบังคับใช้กฎหมายตอนนี้และทันที ทำให้ กทม. ในภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงในการต้องตอบคำถามสำคัญจากคนในชุมชน ‘ป้อมมหากาฬว่า ปฏิญญาที่นายอภิรักษ์ เคยลงนามไว้ และการทำงานร่วมกันที่ผ่านมาเกือบ 3 ปี แท้จริงแล้วมีความหมายเพียงแค่การสร้างภาพและยื้อเวลาในการ ‘ไล่’ และ ‘รื้อ’ เท่านั้นหรือ ?
โดย : ประชาไท วันที่ : 7/4/2551
รายงาน : หักปากกา ‘หล่อเล็ก’ กทม. เมินปฏิญญา ‘ป้อมมหากาฬ’ เตรียมไล่รื้อชุมชนอีกครั้ง
ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง
เสียดายที่เวลาย้อนกลับไปไปในวันที่ 7 ธันวาคม 2548 ไม่ได้ จึงไม่ได้เห็นภาพลักษณ์ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหนุ่มที่มีบุคลิกของคนมีวิสัยทัศน์ยาวไกลจาก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ที่ดูเป็นที่ยอมรับของ ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’ อย่างมากในวันนั้นกันอีกแล้ว เป็นภาพของผู้บริหารที่มีเหตุผล รู้จักรับฟังปัญหาและข้อเสนอของชาวบ้านรวมไปถึงการรู้จักนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาเป็นประโยชน์ในการดำเนินนโยบายจนสามารถเข้าไปจัดการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านใน ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’ กับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ด้วยเวลาไม่นานทั้งที่ปัญหานี้ยืดเยื้อมากว่า 13 ปี เพราะการบังคับใช้คำสั่งพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน พ.ศ. 2535 ให้เวนคืนที่บริเวณรอบๆป้อมมหากาฬมาทำเป็น ‘สวนสาธารณะ’
ใต้เงาต้นไทรอันเก่าแก่ หน้าบ้านโบราณร่วมร้อยปี หลังกำแพงพ่อปู่ป้อมปราการของเมืองหลวงที่สถิตย์สถานกว่า 200 ปี และท่ามกลางสายตาสาธารณะนับร้อยคู่เป็นพยาน กลางลานเอนกประสงค์ 7 ธันวาคม 2548 นายอภิรักษ์ จรดปากกาลงนามอย่างเป็นทางการในปฏิญญาร่วมกับนายธวัชชัย วรมหาคุณ ตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬ และนายวิวัฒน์ชัย อัตถากร อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้น เพื่อยืนยันการร่วมกันสร้างโครงการ ‘ชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ’
“ในอดีตกรุงเทพมหานครมีแนวคิดเรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียว โดยหวังให้คนเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีการใช้กฎหมายในการจัดการพื้นที่ทำให้มีปัญหากับชุมชนในเรื่องการไล่รื้อเพื่อเวนคืนที่มาทำสวนสาธารณะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง แต่ถ้า กทม.ยังยึดหลักการที่จะเดินตามกรอบกฎหมายดังกล่าวเพียงอย่างเดียวจะทำให้ไม่มีทางออกในการแก้ปัญหาและเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนแท้จริง จึงหันมามองการพัฒนาที่มีชุมชนเป็นแกน” นี่คือคำกล่าว ของนายอภิรักษ์ ผู้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันนั้น
เขาพูดต่อไปอีกว่า ชุมชนป้อมมหากาฬต่อสู้เพื่อยืนกรานในสิทธิที่อยู่อาศัยมากว่า 13 ปี ในระหว่างนั้นทำให้ชุมชนเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งขึ้น อีกทั้งเดิมทีมีความผูกพันกับพื้นที่และรู้จักประวัติศาสตร์ของชุมชน จากการศึกษาของมหาวิทยาลับศิลปากร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์และมีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พบว่า ชุมชนป้อมมหากาฬมีจุดเด่นในเรื่องประวัติศาสตร์ของพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างบ้านด้วยไม้ติดต่อกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นที่เดียวที่เหลือในกรุงเทพฯ อีกทั้งชุมชุมชนยังเด่นทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเช่น การเป็นพื้นที่กำเนิดของลิเกที่เรียกว่า ‘ลิเกพระยาเพชร’ ทางมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงเสนอแนวทางจัดการออกมาเป็น ‘โครงการชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ’ ซึ่ง ทาง กทม.เห็นว่าการพัฒนาแบบนำวิถีชีวิตชุมชนมามีส่วนร่วมเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงมาลงนามในปฏิญญาเพื่อร่วมมือกัน
แต่แล้วเวลาไม่ทันจะผ่านล่วง 3 ปีไปให้เต็มขวบ กทม. ชุดที่มีนายอภิรักษ์ เป็นผู้ว่าฯ ก็กลับมาอิหรอบเดิมที่พูดจากับประชาชนด้วย ‘กฎหมาย’ และ ‘ไม่มีชุมชนเป็นแกน’
วันที่ 3 เมษายน 2551 ทาง กทม. มีท่าทีชัดเจนออกมาผ่าน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองผู้ว่าฯว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความออกมาแล้ว กทม.ไม่สามารถที่เวนคืนที่ดินเพื่อนำไปสร้างโครงการพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตได้ (แนวทางการจัดการพื้นที่ที่ร่วมกันคิดออกมาหลังปฏิญญา 7 ธ.ค. 48) จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักการโยธา (สนย.) สำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) และสำนักพัฒนาสังคม (สพส.) ไปจัดทำแผนแต่ละฝ่าย เช่น สสล. จะต้องนำเสนอรูปแบบในการก่อสร้างสวนสาธารณะ โดยเฉพาะ สนย. จะต้องจัดทำแผนการรื้อย้ายทั้งหมดให้เสร้จเรียบร้อยก่อน และต้องนำเสนอแผนการรื้อย้ายไม่เกินภายในเดือนเมษายน โครงการดังกล่าวถือเป็นการทำตามเจตนารมณ์เดิมที่จะเวนคืนที่ดินเพื่อทำ ‘สวนสาธารณะ’
ทั้งนี้ ทางกทม. จะนำประกาศรื้อย้ายเข้าไปติดในพื้นที่ ชาวชุมชนมีเวลา 30 วัน เพื่อย้ายออกจากพื้นที่ จากนั้น สนย.จะเข้าไปรื้อย้ายทันที โดย กทม.ระบุว่ามีชาวบ้านพร้อมและโอนบ้านมาให้กทม.แล้ว 27 หลังคาเรือน และสนย. จะดำเนินการรื้อย้ายในส่วนนี้ก่อน (ที่มาจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 3 เมษายน)
ปัจจุบัน ชุมชนป้อมมหากาฬมีผู้อาศัยอยู่ 212 คน มีบ้านจำนวน 63 หลัง ซึ่งบ้าน 27 หลังที่กทม.ระบุว่ามีการโอนกรรมสิทธิแล้วเป็นบ้านไม้โบราณแทบทั้งสิ้น โดยเจ้าของเดิมเป็นผู้ให้เช่าแต่ไม่ได้อยู่ภายในชุมชนตั้งแต่ดั้งเดิม ในขณะที่ผู้เช่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนมานานและรู้จักกันกับคนอื่นๆเป็นอย่างดี
มีบ้านอีก 13 หลัง เป็นบ้านที่มีกรรมสิทธิชัดเจนและยืนยันว่าจะไม่ย้ายออกจากชุมชุม ในขณะที่มีบ้านจำนวน 5 หลังไม่มีบ้านเลขที่ และอีก 8 หลังยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีการไล่รื้อครั้งนี้
หลังวันที่ 7 ธันวาคม 2548 ชุมชนป้อมมหากาฬได้พยายามปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อแสดงจุดยืนว่าสามารถอยู่อาศัยและทำงานพัมนาพื้นที่ร่วมกันกับ กทม.ได้ เริ่มต้นจากการซ่อมแซมบ้านโดยเฉพาะบ้านไม้โบราณ มีการสร้างกระบวนการฟื้นฟูภูมิปัญญาและทำเป็นศูนย์ข้อมูลในชุมชน เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชนในฐานะที่เป็นชุมชนที่มีการตั้งถิ่นฐานแบบชานพระนครริมน้ำแห่งสุดท้ายในกรุงเทพฯ ลิเกในฐานะที่ ‘ลิเกพระยาเพชรปราณี’ เป็นต้นกำเนิดของลิเกในประเทศไทย รวมไปถึงวิถีชีวิตอย่างการทำกรงนกเป็นธุรกิจสำคัญของชุมชน เป็นต้น
อีกโครงการหนึ่งที่เป็นรูปธรรมและเป็นการทำงานร่วมกันด้วยดีมาตลอดระหว่าง ชุมชน กรุงเทพมหานครและมหาวิทยาลัยศิลปากร มาตลอดคือแนวคิดในการทำชุมชนป้อมมหากาฬเป็น ‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’ ซึ่ง การที่ กทม. เลือกนำวิธีการตีความกฎหมายตามตัวบทมาจัดการกับชุมชนอีกครั้ง จึงดูเหมือนเป็นการละทิ้งการทำงานกับชุมชนที่พร้อมทำงานด้วยและเดินจากการวางนโยบายด้วยองค์ความรู้ไปอย่างไม่แยแส
ทิศทางของ กทม. ในการไล่รื้อชุมชนดูเหมือนจะชัดเจนมาตั้งแต่เมื่อต้นปี ในเวทีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทางกทม. เคยกล่าวในเวทีนั้นอย่างสวนทางกับคำพูดของนายอภิรักษ์ เมื่อปี 2548 ว่า ชุมชนป้อมมหากาฬไม่ใช่ชุมชนโบราณ และคนไม่สามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้
นอกจากนี้ อีกทั้งในแง่กฎหมาย กฤษฎีกาได้ตีความมาแล้วในการให้อำนาจโดยชอบแก่ กทม.ในการสร้างสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์เก่าแก่ที่มีมาก่อนปี 2535 เสียอีก
ปลายเดือนมกราคม 2551 ทางชุมชนป้อมมหากาฬจึงได้เชิญคณะกรรมาธิการที่อยู่อาศัยของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีนายวิจิตร อยู่สุภาพ เป็นประธาน ลงพื้นที่ชุมชน เมื่อคณะกรรมาธิการชุดลงพื้นที่แล้ว มีเห็นว่า ชุมชนป้อมมหากาฬมีคุณค่าที่ควรรักษา จึงได้เตรียมจัดทำข้อเสนอทางด้านกฎหมายแก่ กทม. เพื่อให้แนวทางการจัดการร่วมเป็นไปได้ ล่าสุดกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำ
สำหรับผลสะท้อนจากฝั่งชุมชน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2551 ชาวชุมชนป้อมมหากาฬจัดประชุมกันภายใน นายธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชน กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่มาจากภายนอก “เขากำลังทำลายความเป็นพี่น้อง ความเป็นชุมชน ความเป็นเชื้อสาย แล้วเราจะทำอย่างไรถ้าเราถูกขโมยแผ่นดิน”
นายธวัชชัย เล่าให้คนในชุมชนฟังรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครเวลานี้ว่า การไล่รื้อชุมชนมีเกิดขึ้นหลายแห่ง ชุมชนย่านวัดกัลยาณมิตรก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน บ้าน 17 หลังกำลังถูกไล่รื้อและดำเนินการไปแล้ว 8 หลัง ในขณะที่ชุมชนหวั่งหลี ย่านวัดยานนาวาถูกไล่รื้ออกไปหมดแล้ว ครั้งหนึ่งเขาเคยเจอคนในหวั่งหลีที่รู้จักกันจึงถามเขาว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน เขาร้องไห้แล้วบอกว่า ตอนนี้เช่าบ้านอยู่แถวสุขาภิบาล 3 เมื่อก่อนนี้ตอนยังอยู่ที่หวั่งหลี เขาไปไหนคนก็รู้จักกันทั้งชุมชน แต่บ้านที่สุขาภิบาล 3 ก็เหมือนคุก เพราะไม่รู้จักใคร ตอนกลางวันลูกไปทำงานก็ต้องปิดประตูไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน
“สำหรับชาวป้อมมหากาฬ เขาเตรียมที่ไว้ให้เป็นแฟลตที่บางบอน แต่เราจะยอมหรือไม่ ” เป็นคำถามที่ นายธวัชชัย โยนลงมาให้คนในชุมชนตอบเพื่อกำหนดจุดยืนและท่าทีที่ชัดเจนร่วมกันในอนาคต และคำตอบที่กลับมาเป็นไปเช่นเดียวกันกับเป้าหมายในตลอด 16 ปีที่ผ่านมา
นั่นคือ ‘การอยู่ในที่ดินเดิม’
ดังนั้น ถ้า กทม. ยืนกรานการจะสร้าง ‘สวนสาธาณะ’ ต่อไป สิ่งที่รออยู่ข้างหน้า คือ ความขัดแย้งระลอกใหม่ที่เริ่มตั้งเค้าอีกครั้ง ในขณะที่ กทม. ยังมีทางเลือกที่สามารถเดินไปกับชุมชนได้ เพราะกฎหมายที่นำมาบังคับใช้ดูเหมือนจะยังไม่ได้พลวัตรไปกับประชาชนในชุมชน แต่เป็นกฎหมายที่ออกมาตั้งแต่ กทม.ยังไม่เคยทำงานร่วมกับชุมชนเลย ซึ่งเหมือนเป็นการนำข้อบังคับเก่าแก่ตั้งแต่ปี 2535 หรือนำข้อบังคับที่เป็นรากเหง้าความขัดแย้งเมื่อ 15 ปีที่แล้วที่ยังไม่ได้แก้ไขมาบังคับใช้
หาก กทม. ซึ่งมีผู้ว่ามาจากพรรคประชาธิปัตย์ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเลือกจะเดินไปกับประชาชน ท่าทีที่น่าจะแสดงออกหลังกฤษฎีกาตีความก็ยังสามารถเป็นไปในทางเดียวกันกับคณะกรรมาธิการสภาที่ปรึกษาฯ ที่กำลังคิดทำงานด้านกฎหมายเพื่อหาข้อเสนอและความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่เป็นทางออกให้ประชาชนอย่างเป็นกระบวนการมากกว่าที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างทื่อๆด้านๆ
การเลือกทางบังคับใช้กฎหมายตอนนี้และทันที ทำให้ กทม. ในภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงในการต้องตอบคำถามสำคัญจากคนในชุมชน ‘ป้อมมหากาฬว่า ปฏิญญาที่นายอภิรักษ์ เคยลงนามไว้ และการทำงานร่วมกันที่ผ่านมาเกือบ 3 ปี แท้จริงแล้วมีความหมายเพียงแค่การสร้างภาพและยื้อเวลาในการ ‘ไล่’ และ ‘รื้อ’ เท่านั้นหรือ ?
โดย : ประชาไท วันที่ : 7/4/2551
"coup, capital and crown"
แจ้งจับนักข่าวบีบีซี-สมาคมนักข่าวต่างประเทศฐานหมิ่นเบื้องสูง หลังจัดสัมมนามีข้อความพาดพิง
ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) วันที่ 8 เม.ย. พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี พงส.(สบ2) สน.บางมด ช่วยราชการ สน.พหลโยธิน เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.บุญเลิศ กัลยาณมิตร พงส.(สบ2) บก.ป. เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ นายโจนาธาน เฮด (Jonathan Head) ผู้สื่อข่าวบีบีซี และคณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
กรณี นายโจนาธาน ซึ่งเป็นพิธีกรงานใช้ถ้อยคำเปิดรายการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง "coup, capital and crown" ซึ่งเข้าข่ายความผิดดังกล่าว เหตุเกิดที่ห้องประชุมสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย อาคารมณียา ถ.เพลินจิตร แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2550
โดยนำสำเนาซีดีบันทึกภาพและเสียงในงานสัมมนาดังกล่าว เอกสารการถอดคำพูดเป็นภาษาอังกฤษ และเอกสารการถอดความเป็นภาษาไทยมามอบไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนรับเรื่องไว้ก่อนจะเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป
พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี พงส.(สบ2) สน.บางมด ช่วยราชการ สน.พหลโยธิน ให้สัมภาษณ์ว่า เนื่องจากทราบจากเพื่อนชาวต่างชาติ จึงไปขอดีวีดีที่ทางสมาคมผู้สื่อข่างต่างประเทศบันทึกไว้มาดู และเมื่อแปลเป็นภาษาไทยแล้วเห็นว่าถ้อยคำที่ใช้นั้นเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย ตนในฐานะคนไทยคนหนึ่งเห็นว่าไม่ถูกต้องจึงต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดี
"เรื่องนี้ขอยืนยันว่าไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เป็นเรื่องส่วนตัวที่ผมดำเนินการด้วยตัวเองทั้งหมด และพร้อมที่จะต่อสู้คดีหากมีการแจ้งความกลับ" พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ กล่าว
ส่วนขั้นตอนการพิจารณานั้น พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ กล่าวว่า เอกสาร และซีดีได้มอบให้พนักงานสอบสวนไว้แล้วซึ่งก็หมดหน้าที่ของตนแล้ว ส่วนขั้นตอนต่อไปเป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนที่จะต้องส่งหลักฐานไปให้กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติถอดความอีกครั้งหากพบว่าเข้าข่ายความผิดก็ต้องเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหามาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร พงส.(สบ2) บก.ป. พนักงานสอบสวนที่รับแจ้งความคดีนี้ กล่าวถึงขั้นตอนการสอบสวนว่า หลังรับเรื่องแล้วต้องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาตั้งคณะพนักงานสอบสวนเพราะเป็นกรณีสำคัญ ส่วนหลักฐานที่ผู้ร้องทุกข์ให้มานั้นก็จะส่งให้กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำการแปลเป็นภาษาไทยอีกครั้ง รวมทั้งสอบปากคำนักวิชาการด้านภาษาเพิ่มเติมอีกว่าถ้อยคำที่มีการกล่าวหากันนั้นเข้าข่ายความผิดตามที่แจ้งหรือไม่
ที่มา: มติชนออนไลน์
โดย : ประชาไท วันที่ : 9/4/2551
วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2551
โครงการค่ายอบรมห้องเรียนธรรมชาติฯ
โครงการค่ายอบรมห้องเรียนธรรมชาติฯ
อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ขอเชิญชวนเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 7 - 12 ปี เข้าร่วมโครงการ 'ค่ายอบรมห้องเรียนธรรมชาติ...เยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม' โดยเปิดรับสมัคร 2 รอบ รอบละ 40 คน รอบแรก 19 เมษายน 2551 และรอบสอง 20 เมษายน 2551 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 15.30 น. รับสมัครวันนี้ - 11 เมษายน 2551ค่าอบรม 300 บาท (รวมค่าอาหารว่างและอาหารกลางวัน) สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่ 02-437-7799
อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ขอเชิญชวนเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 7 - 12 ปี เข้าร่วมโครงการ 'ค่ายอบรมห้องเรียนธรรมชาติ...เยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม' โดยเปิดรับสมัคร 2 รอบ รอบละ 40 คน รอบแรก 19 เมษายน 2551 และรอบสอง 20 เมษายน 2551 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 15.30 น. รับสมัครวันนี้ - 11 เมษายน 2551ค่าอบรม 300 บาท (รวมค่าอาหารว่างและอาหารกลางวัน) สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่ 02-437-7799
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)